เวลาที่เราเทรดในตลาดที่เป็นขาขึ้นมาหลายปี (late bull เข้าปีที่ 3–4)
จะมีข้อสังเกต และข้อควรระวังคือ การที่หุ้นหลายตัวจะไม่ใช่ early stage อีกต่อไป
หุ้น growth leader ส่วนใหญ่ จะทยอยเข้าช่วงท้ายของ stage 2 และเริ่มเห็น blow-off top / climax run
ส่วนหุ้นทั่วไป มักจะมีพฤติกรรมแบบ stage 3 คือ churning / choppy
ราคาดีดขึ้นๆ ลงๆ สลับวันต่อวัน แต่ไม่เกิดเทรนด์ที่ต่อเนื่องแบบช่วงก่อนหน้า
และบาง sector ก็เริ่มเป็นขาลง stage 4 ให้เราเห็นกันมาระยะหนึ่งแล้ว เช่น software ที่โดน AI disrupt ชัดเจน
Paul Tudor Jones เคยพูดถึงตลาดที่เข้าช่วง last third of a move ว่า
“There is no training, classroom or otherwise, that can prepare for trading the last third of a move, whether it’s the end of a bull market or the end of a bear market.”
หรือถ้าเป็นภาษาแบบ Druckenmiller เขาก็จะบอกว่าเป็นตลาดที่ high animal spirits
คือพฤติกรรมราคาแบบ extreme greed / fear ที่ดันราคาแบบสุดทาง ทั้ง 2 ฝั่ง สลับกันไปมา
เป็นช่วงที่ราคาเริ่มเร่งตัว เหวี่ยงแรง และดึงดูดผู้คน ให้อยากเข้ามามีส่วนรวมในตลาดมากที่สุด
แต่ก็เหมือนอย่างที่ PTJ บอกคือ ตลาด phase นี้ ไม่มีใครรู้หรอก ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
มันจะเป็นแบบนี้แค่ช่วงสั้นๆ หรือยาวนานแค่ไหนก็ได้
เพราะในภาวะแบบนี้ การวิเคราะห์ market timing / stat / pattern แบบปกติ ก็มักจะใช้ไม่ได้ผล
(แถมอาจจะถูกตลาดหลอก วนไปวนมาอีกด้วย)
ดังนั้น ถ้าจะเทรดในตลาด late bull ก็ต้องระวังว่า risk reward เริ่มไม่เหมือนกับช่วงก่อนหน้า
คนที่ active เทรดเร็ว ก็ต้อง alert ขึ้นอีกระดับ เพราะวันที่ย่อ หุ้นจะวูบเร็วแรงกว่าปกติ
ที่ยากไม่ใช่แค่เรื่อง timing แต่ยังมีเรื่อง volatility และการคุมอารมณ์ในแต่ละวัน
ไม่ให้ยิ่งเทรดแล้วยิ่งเหวี่ยง ตามตลาดมากเกินไป
สำหรับสาย invest หรือ position trade ที่เน้นคำใหญ่ ตลาด phase นี้ ก็จะไม่ใช่เวลาสำหรับการหาโอกาสแบบปกติ
เพราะหุ้น quality growth ตัวดีๆ ส่วนใหญ่ ราคาจะสะท้อนสิ่งดีๆ ไปเยอะแล้ว
ดูได้จากภาพใหญ่ กราฟ week , month 3-4 ปี
ถ้าไม่เกิด correction หรือ reset base ใหม่ หุ้นพวกนี้ก็จะเหลือ upside ให้เราเล่นไม่มากนัก
(ขึ้นได้นิดหน่อย แล้วก็ย่อแรงสลับ)
และส่วนใหญ่ มันจะเป็นช่วงที่คนถือหุ้นมานาน ต้นทุนต่ำๆ เริ่มทยอยขายเก็บกำไรก้อนใหญ่ออกมา
แต่ถ้าจะเทรดบ้าง ก็ต้องลดเป้ากำไรลง หรือทำรอบบ่อยกว่าปกติ โดยที่ยังคุม risk ให้ต่ำเหมือนเดิม
เพราะตลาดแบบนี้ ถ้าเราไปเข้าผิดจังหวะ โอกาสขาดทุนเร็ว-เยอะ-รัว นั้นจะง่ายมาก
ตลาดช่วง late bull มักจะเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังประมาทมากที่สุด
เพราะทุกคนจะเห็นแต่ด้านดีๆ ของตลาด และสถิติในช่วงล่าสุด (anchoring bias)
ทำให้เราต้องคอย monitor และ adjust ตัวเองตาม context ของตลาด ในแต่ละปีอยู่ตลอดครับ
.