Blog 124 : ‘ความซับซ้อนคือกับดัก’

กับดักอย่างนึงของการเล่นหุ้นคือ มันง่ายที่จะทำให้ระบบและความคิดของเราซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น

หลังจากเริ่มเข้าตลาด เราจะเริ่มรู้เยอะขึ้น ฟังเยอะ คิดมากขึ้น

เริ่มใช้ indicator หลายตัว , เพิ่มอุปกรณ์ monitor มากขึ้นไปเรื่อยๆ

หลังผ่านช่วงมือใหม่ฝึกหัดมาแล้ว นี่เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคนเล่นหุ้นเกือบทุกคน

และทำให้ปัญหาที่สายเทรดส่วนใหญ่จะเจอตามมาทีหลังก็คือ

“ทำไมถึงยังรู้สึกเหนื่อย – กดดันขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้เราจะเทรดได้ดี มีระบบที่ใช้ได้ผลแล้วก็ตาม”

เหตุผลคือการที่เราเริ่มคิด – ทำมากเกิน อ่านหรือดูอะไรเยอะจน ‘เกินจุดที่กำลังดี’

มักจะทำให้เกิดความเครียดส่วนเกิน และรู้สึกกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา (ภาวะ anxiety trading)

สวนทางกับ result ที่อาจจะเพิ่มขึ้นมาได้อีกประมานนึงจากที่ทำได้ดีอยู่แล้ว

แต่จะไม่เท่าความเครียดความกดดันที่เพิ่มสูง จนใกล้เกิน limit ที่ตัวเองรับไหว

เป็นต้นทุนที่ไม่ใช่ตัวเลข – วัดผลไม่ได้ จึงทำให้หลายคนมองข้ามมันไปในระยะสั้น

ดังนั้น พอเราเริ่มรู้เยอะขึ้น เริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ยากกว่าในระยะต่อมาก็คือ

“การทำระบบ-ความคิดของเราให้เรียบง่ายเข้าไว้ แต่ยังใช้ได้ผลดีอยู่เหมือนเดิม”

หรืออาจจะดีกว่าเดิมด้วย เพราะเป็นข้อดีของการไม่คิดมาก หรือทำอะไรซับซ้อนเกินไป

เรียบง่ายแต่กำไร พอร์ตไม่แตก หัวไม่เครียดจนระเบิด (simplicity & effective)

คนที่เทรดมาหลายปีน่าจะรู้สึกคล้ายกันเรื่องความเรียบง่าย

แต่การปรับตัวเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย เพราะมันขัดกับธรรมชาติของคนส่วนใหญ่

และแนวคิดการเทรดก็จะไม่เหมือนกับสายงานอื่น ที่ทำมากก็ได้มากตาม

การหา balance ที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อลด stress และความเหนื่อยล้าในระยะยาวจากการเทรด (mentally exhausted / burnout)

จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

แต่หัวข้อนี้ก็จะไม่มีคำตอบแบบตายตัว เพราะมันขึ้นกับปัญหา & ความรู้สึกส่วนตัว

ที่แต่ละคนต้องค้นหาความพอดีในแบบของตัวเองครับ

“New traders have too much to think about and too many decisions.

A little stress will be good for performance, but too much will shut you down.”

– Linda Bradford Raschke –

####

“เทรดเดอร์หลายคนมีปัญหาที่ผมเรียกว่า ความสับสนที่เกิดจากการเป็น perfectionist

และการชอบทำอะไรซับซ้อนเกินจำเป็น (perfectionism-complexity)

พูดอีกอย่างก็คือ สิ่งที่คุณมีหรือกำลังทำอยู่นั้นไม่เคยดีพอ

คุณสามารถปรับแต่งทุกอย่างมันให้ดีขึ้นได้อยู่เสมอ (overfit)

หรือไม่งั้นมันต้องมีจุดซื้อหรือจุดขายใหม่ๆ ที่ทำให้เทรดแล้วน่าจะได้ result ที่ดูดีขึ้นได้อีก

ซึ่งนี่หมายความว่า คุณจะต้องดิ้นรนอยู่กับความคิดใหม่ๆอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แทบทุกวัน

ดังนั้น คุณจะไม่มีวันเข้าถึงความเรียบง่ายในการซื้อขาย

และรู้สึกถึงการเป็นแค่ ‘เทรดเดอร์’ ที่พอเทรดเสร็จแล้วก็จบงานในแต่ละวัน

ตรงกันข้าม คุณจะรู้สึกว่า มันยังมีอะไรให้ต้องทำ-ต้องทดสอบอยู่เสมอ

หรือมีสิ่งต่างๆที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา

และทำให้คุณไม่เคยมีเวลาเพียงพอที่จะรู้สึกผ่อนคลาย และก็แค่เทรดต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้น คุณต้องเลิกคิดซับซ้อน และปรับตัวเข้าหาความเรียบง่ายมากขึ้น

เทรดเดอร์ที่ยืนระยะได้ดีที่สุด คือคนที่ฝึกฝนเรื่องความเรียบง่ายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งในด้านความคิดและระบบเทรด

ตัวอย่างเช่น ในงานสัมมนาเมื่อไม่นานนี้ มีเทรดเดอร์คนนึงพูดไว้ได้ดีว่า

“ผมก็แค่ซื้อตอนหุ้นมีแนวโน้มว่าจะขึ้น

ถ้าราคาดันวิ่งสวนลงมา ผมก็เตรียมเผ่น-ตัดขาดทุนทันที

หากหุ้นยังดูเป็น uptrend หรือเชิงบวก ผมก็ปล่อยให้มันไหลขึ้นต่อไปก่อน

ผมทำเงินได้เยอะเลยจากการทำแค่นั้น”

นี่คือความเรียบง่ายที่ยังคงใช้ได้ผลจริง

– Van K. Tharp, หนังสือ Super Trader –

.

Author: admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.