กับดักอย่างนึงของการเล่นหุ้นคือ มันง่ายที่จะทำให้ระบบและความคิดของเราซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น
หลังจากเริ่มเข้าตลาด เราจะเริ่มรู้เยอะขึ้น ฟังเยอะ คิดมากขึ้น
เริ่มใช้ indicator หลายตัว , เพิ่มอุปกรณ์ monitor มากขึ้นไปเรื่อยๆ
หลังผ่านช่วงมือใหม่ฝึกหัดมาแล้ว นี่เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคนเล่นหุ้นเกือบทุกคน
และทำให้ปัญหาที่สายเทรดส่วนใหญ่จะเจอตามมาทีหลังก็คือ
“ทำไมถึงยังรู้สึกเหนื่อย – กดดันขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้เราจะเทรดได้ดี มีระบบที่ใช้ได้ผลแล้วก็ตาม”
เหตุผลคือการที่เราเริ่มคิด – ทำมากเกิน อ่านหรือดูอะไรเยอะจน ‘เกินจุดที่กำลังดี’
มักจะทำให้เกิดความเครียดส่วนเกิน และรู้สึกกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา (ภาวะ anxiety trading)
สวนทางกับ result ที่อาจจะเพิ่มขึ้นมาได้อีกประมานนึงจากที่ทำได้ดีอยู่แล้ว
แต่จะไม่เท่าความเครียดความกดดันที่เพิ่มสูง จนใกล้เกิน limit ที่ตัวเองรับไหว
เป็นต้นทุนที่ไม่ใช่ตัวเลข – วัดผลไม่ได้ จึงทำให้หลายคนมองข้ามมันไปในระยะสั้น
ดังนั้น พอเราเริ่มรู้เยอะขึ้น เริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ยากกว่าในระยะต่อมาก็คือ
“การทำระบบ-ความคิดของเราให้เรียบง่ายเข้าไว้ แต่ยังใช้ได้ผลดีอยู่เหมือนเดิม”
หรืออาจจะดีกว่าเดิมด้วย เพราะเป็นข้อดีของการไม่คิดมาก หรือทำอะไรซับซ้อนเกินไป
เรียบง่ายแต่กำไร พอร์ตไม่แตก หัวไม่เครียดจนระเบิด (simplicity & effective)
คนที่เทรดมาหลายปีน่าจะรู้สึกคล้ายกันเรื่องความเรียบง่าย
แต่การปรับตัวเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย เพราะมันขัดกับธรรมชาติของคนส่วนใหญ่
และแนวคิดการเทรดก็จะไม่เหมือนกับสายงานอื่น ที่ทำมากก็ได้มากตาม
การหา balance ที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อลด stress และความเหนื่อยล้าในระยะยาวจากการเทรด (mentally exhausted / burnout)
จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
แต่หัวข้อนี้ก็จะไม่มีคำตอบแบบตายตัว เพราะมันขึ้นกับปัญหา & ความรู้สึกส่วนตัว
ที่แต่ละคนต้องค้นหาความพอดีในแบบของตัวเองครับ
“New traders have too much to think about and too many decisions.
A little stress will be good for performance, but too much will shut you down.”
– Linda Bradford Raschke –
####
“เทรดเดอร์หลายคนมีปัญหาที่ผมเรียกว่า ความสับสนที่เกิดจากการเป็น perfectionist
และการชอบทำอะไรซับซ้อนเกินจำเป็น (perfectionism-complexity)
พูดอีกอย่างก็คือ สิ่งที่คุณมีหรือกำลังทำอยู่นั้นไม่เคยดีพอ
คุณสามารถปรับแต่งทุกอย่างมันให้ดีขึ้นได้อยู่เสมอ (overfit)
หรือไม่งั้นมันต้องมีจุดซื้อหรือจุดขายใหม่ๆ ที่ทำให้เทรดแล้วน่าจะได้ result ที่ดูดีขึ้นได้อีก
ซึ่งนี่หมายความว่า คุณจะต้องดิ้นรนอยู่กับความคิดใหม่ๆอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แทบทุกวัน
ดังนั้น คุณจะไม่มีวันเข้าถึงความเรียบง่ายในการซื้อขาย
และรู้สึกถึงการเป็นแค่ ‘เทรดเดอร์’ ที่พอเทรดเสร็จแล้วก็จบงานในแต่ละวัน
ตรงกันข้าม คุณจะรู้สึกว่า มันยังมีอะไรให้ต้องทำ-ต้องทดสอบอยู่เสมอ
หรือมีสิ่งต่างๆที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา
และทำให้คุณไม่เคยมีเวลาเพียงพอที่จะรู้สึกผ่อนคลาย และก็แค่เทรดต่อไปเรื่อยๆ
ดังนั้น คุณต้องเลิกคิดซับซ้อน และปรับตัวเข้าหาความเรียบง่ายมากขึ้น
เทรดเดอร์ที่ยืนระยะได้ดีที่สุด คือคนที่ฝึกฝนเรื่องความเรียบง่ายอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งในด้านความคิดและระบบเทรด
ตัวอย่างเช่น ในงานสัมมนาเมื่อไม่นานนี้ มีเทรดเดอร์คนนึงพูดไว้ได้ดีว่า
“ผมก็แค่ซื้อตอนหุ้นมีแนวโน้มว่าจะขึ้น
ถ้าราคาดันวิ่งสวนลงมา ผมก็เตรียมเผ่น-ตัดขาดทุนทันที
หากหุ้นยังดูเป็น uptrend หรือเชิงบวก ผมก็ปล่อยให้มันไหลขึ้นต่อไปก่อน
ผมทำเงินได้เยอะเลยจากการทำแค่นั้น”
นี่คือความเรียบง่ายที่ยังคงใช้ได้ผลจริง
– Van K. Tharp, หนังสือ Super Trader –
.