เวลาที่เห็นตลาดและหุ้นในลิส เริ่มออกอาการไม่ดีพร้อมๆ กัน
(แท่งแดงรุนแรงด้านบน หลังจากพุ่งขึ้นมาหลายเด้ง)
ปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดว่า แต่ละคนจะรักษากำไร ประคองพอร์ตหรือ equity curve ได้ดีแค่ไหน
คือพฤติกรรมหลังจากเกิด top signal ครั้งสำคัญของขาขึ้นรอบนั้น
คนที่เทรด >> หยุด >> เทรด
(เทรดเป็นรอบ หยุดเล่นทันทีเมื่อเห็นหุ้นเริ่มทยอยพังแรง)
กับอีกคนที่ เทรด >> เทรด >> เทรด หรือถือหุ้นเยอะตลอดเวลา
(เทรดเกือบทุกวัน, พยายามจับ bottom, กลัวหุ้นเด้ง ฯลฯ)
สองคนนี้ต่างกันแค่เรื่องเดียวคือ ‘ช่วงเวลาไม่กี่วัน ที่หยุดเล่น’
แต่ในระยะยาว มันจะส่งผลกระทบที่ต่างกันมาก ทั้งในด้าน performance และ mental & health ของแต่ละคน
การหยุดเทรดไม่เป็น จนโดน whipsaw ติดต่อกัน คือ 1 ในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด drawdown หนักที่สุด
ผลลัพธ์ของมันไม่ต่างกับการถือหุ้น big winner ไว้นานเกิน จนกำไรหายหมดตอนเกิด correction
ในตำราหุ้น จะไม่ค่อยมีสอนเรื่องการหยุดเทรด ไปเที่ยวเล่นพักผ่อนบ้าง
(อาจจะมีแค่ Livermore กับ Darvas ที่พูดถึงและทำบ่อย)
ส่วนใหญ่เราจะอ่านเจอแต่การซื้อ ถือ ขาย หมุนหุ้นเปลี่ยนกลุ่มไปเรื่อยๆ
หรือบางสายก็บอกให้ทนถือหุ้นผ่าน drawdown ไปเลย 50-70%
แต่จริงๆ แล้ว เวลาเล่นหุ้นเราไม่จำเป็นต้องคิดอะไรสุดโต่งแบบนั้น
ไม่จำเป็นต้องเทรดหรือถือหุ้น 100% ตลอดเวลา
พอเห็นว่าตลาด และ price action เริ่มดูผิดปกติ
การเลือกที่จะไม่ทำอะไร นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีอย่างนึง (no action = action)
ทางแก้เรื่องนี้อาจจะฟังดูง่าย แต่ทำจริงยาก
เพราะหลายคนจะเสพติด action จนคิดว่า ‘เราต้องทำอะไรซักอย่างทุกวัน’
การบอกให้หยุดเทรด 3-5 วัน , 2-3 weeks หรือซักเดือนนึง อาจจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนส่วนใหญ่ในตลาด
แต่สำหรับคนที่มองการเทรดเชิงภาพใหญ่ แบบระยะยาวจริงๆ นั้น ช่วงเวลาแค่ 2-3 weeks หรือ 1-2 เดือน จะถือว่าเล็กน้อยมาก
เมื่อเทียบกับจำนวนวันที่เราจะเทรดอยู่ในตลาดอีกหลายสิบปี
นี่จึงทำให้มันเป็น edge สำคัญของคนที่รอเป็น อยู่เฉยๆ ได้ และมี patience อย่างแท้จริงครับ
.
“The desire for constant action is responsible for many losses in Wall Street.
Every once in a while you must go to cash, take a break, take a vacation.
Don’t try to play the market all the time.
It can’t be done, too tough on the emotions.”
– Jesse Livermore –
.