Blog 85 : ‘บทเรียนของ Benjamin Graham ในตลาดขาลงครั้งใหญ่’

 

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับชื่อของ Benjamin Graham ปรมาจารย์คนสำคัญ ผู้แต่งหนังสือและตำราชื่อดังอย่าง ‘Security Analysis’ และ ‘The Intelligent Investor’

Graham เริ่มจัดตั้ง ‘Graham Corporation’ ห้างหุ้นส่วนการลงทุนของตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1923 ซึ่งจะลงทุนโดยใช้หลักการที่เขาเชี่ยวชาญและถนัดคือ การทำ arbitrage , การซื้อหุ้นราคาถูกที่เทรดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง , และการขาย short หุ้นที่ราคาแพงหรือ overvalued

เมื่อ Graham Corporation ดำเนินการไปได้สองปี เค้าก็ขยับขยายเปลี่ยนเป็น ‘Benjamin Graham Joint Account’ โดยจะมีรูปแบบคล้ายกองทุน hedge fund มากขึ้นคือมีการหัก % จากกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีด้วย

Dow Jones 1920-1929

รูปจาก https://leduc998.wordpress.com

ปี 1926 กองทุนของเขาทำกำไรได้ถึง 32% ในขณะที่ดัชนี Dow Jones ให้ผลตอบแทนเพียง 0.34%

ผ่านไปสามปี จากเงินลงทุนเริ่มต้น 450,000 เหรียญ เติบโตขึ้นไปจนถึง 2,500,000 เหรียญ

จนกระทั่งมาถึงปี 1929 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของตลาดขาขึ้นรอบใหญ่ในยุค 1920s

ในระหว่างปีนั้น กองทุนของ Graham ทำผลตอบแทนขึ้นไปได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับ Dow Jones ที่ขึ้นไป 49.47%

แต่แล้วในเดือนสุดท้ายของปี 1929 เมื่อตลาดเริ่มกลับตัวลงอย่างรุนแรง Graham ได้ปิดสถานะ short จนหมด แต่ยังคงถือหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพ (Convertible Preferred Securities) เอาไว้

โดยเขาคิดว่า ‘ราคาหุ้นนั้นต่ำเกินไปและ Mr. Market เริ่มพูดจางี่เง่า (ที่ให้ราคาหุ้นต่ำเกิน)’

ทำให้สรุปปี 1929 กองทุนของเขาพลิกกลับมาติดลบ -20% ในขณะที่ดัชนี Dow Jones ก็กลับมาติดลบเช่นกันคือ -17%

Graham กำลังจะได้เรียนรู้บทเรียนครั้งสำคัญว่า Margins of safety นั้นไม่สำคัญในภาวะที่ตลาดกำลังโยนของทุกอย่างทิ้ง ไม่ว่ามันจะเป็นของที่มีค่าหรือไม่มีค่าอะไรก็ตาม

Dow Jones 1930-1939

รูปจาก https://leduc998.wordpress.com

เมื่อถึงปี 1930 เขาเริ่มคิดว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว จึงทุ่มซื้อหุ้นและยังใช้ Margin เพื่อ Leverage ด้วย เพราะคิดว่าจะทำกำไรได้มหาศาลจากการที่ราคาหุ้นร่วงลงมาจนถูกมากแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า ‘The worst is not over’

ดัชนี Dow Jones เริ่มถล่มลงอีกครั้ง Graham จึงต้องพบกับปีที่เลวร้ายที่สุดของเขาคือ ติดลบถึง -50% เนื่องจากเขากลับเข้าตลาดเร็วเกินไป ก่อนที่ตลาดจะ bottom จริงๆ

และทำให้ในช่วง 4 ปีของตลาดขาลงครั้งใหญ่ (ปี 1929-1932) Graham สูญเสียเงินลงทุนไปกว่า 70%

ถ้าการที่นักลงทุนที่วิเคราะห์หุ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่น Graham ยังสามารถขาดทุนได้ถึง 70% เราก็ควรระมัดระวังและตระหนักไว้เสมอว่า ;

‘ถึงแม้หลักการ Value Investing นั้นจะเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่มันก็ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากความเสียหายครั้งใหญ่ เมื่อเกิดการพังทลายและการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นได้’

แน่นอนว่าในที่สุด ตลาดขาลงก็สิ้นสุดลงและกลับมาฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งก็ทำให้พอร์ตของ Graham เริ่มฟื้นตัวและทำกำไรได้ตามภาวะตลาดอีกครั้ง

แต่จากความผิดพลาดและการขาดทุนอย่างหนักในช่วงขาลงครั้งนั้น ก็ถือได้ว่านี่เป็นบทเรียนครั้งสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตการลงทุนของเขา…

 

The lessons that Graham provided in the books, will live forever. But we can also learn a lot from his failures.

The most important lesson that investors should take from the person who taught us the difference between value and price is that value investing is not a panacea.

Cheap can get cheaper. Rich can get richer. Margins of safety can be miscalculated, and value can fail to materialize.”

*สรุปเนื้อหาจากหนังสือ ‘Big Mistakes , The best investors and Their worst investments’

Blog 85 : ‘บทเรียนของ Benjamin Graham ในตลาดขาลงครั้งใหญ่’

www.sarut-homesite.net

21 มิถุนายน 2018

,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.