Blog 84 : ‘US Leading Growth Stocks Review’ – ตัวอย่างหุ้นนำตลาดเมกา 24 ตัว

 

blog ตอนที่แล้ว ผมบอกว่าปีนี้เริ่มไปลองเทรดหุ้นเมกา วันนี้เลยมารีวิวหุ้นนำตลาดของเมกาว่าเป็นยังไงบ้าง หลังจากที่ตลาดปรับฐานแรงและมีแต่ข่าวไม่ค่อยดีมาตลอดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

เริ่มจากกราฟ NASDAQ และ S&P 500 ซึ่งเป็น index หลักก่อน หลังจากที่ correction มาประมาณ 3 เดือน (ตั้งแต่กุมภาพันธ์) ช่วงนี้ทั้ง index กับหุ้นรายตัวก็เริ่มกลับมาดูดี มีหุ้นทยอย breakout กันเยอะมาก

ตลาดมีแรงซื้อและ buy support เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เวลาที่มีข่าวไม่ดีหุ้นรายตัวก็ไม่ค่อยลงกันแล้ว ออกแนวย่อเบาๆซักพักก็วิ่งกลับขึ้นไปใหม่

(*กดที่รูปเพื่อดูกราฟขนาดเต็ม)

NASDAQ เป็นตลาดที่ดูแข็งแรงที่สุด

S&P 500 ปรับฐานลงไป Test เส้น MA200 วัน หลายครั้ง

..

ข้อดีของตลาดเมกาคือ มีหุ้นให้เราเลือกเยอะมาก! จากฐานข้อมูลของ finviz หุ้นที่มี volume เทรดเฉลี่ยมากกว่า 50,000 หุ้นต่อวัน มีจำนวนถึง 4,500 ตัว ทำให้มีหุ้นให้เราศึกษาหลายกลุ่มหลายสไตล์

ยิ่งเวลาที่ภาวะตลาดดี ก็ยิ่งมีหุ้น growth คุณภาพดีให้เราเทรดมากขึ้น ถ้าพลาดตกรถเคาะไม่ทัน 2-3 ตัวก็ไม่เป็นไร เพราะยังมีหุ้นสวยๆอีกหลายสิบตัวให้เราเลือกเทรดแทนได้

แต่สิ่งที่สำคัญคือ จากจำนวนหุ้น 4,000 กว่าตัว เราควรจะต้องมีหลักการและ criteria ที่ดีในการคัดกรองหุ้นเพื่อหาตัวที่มีโอกาส perform ดีกว่าหุ้นตัวอื่นๆในตลาด

ซึ่งแนวคิดของสาย CANSLIM หรือ Momentum – Growth Investing ที่เราได้อ่านกันก็มาจากประสบการณ์ของเทรดเดอร์เมกาทั้งนั้น เราจึงสามารถนำมาใช้จับหุ้นนำตลาดได้จริง โดยสาเหตุที่แนวคิดเหล่านี้ใช้ได้ผลก็เพราะว่า

ตลาดเมกาให้ความสำคัญกับ Business Model , Innovative Company ที่มี Product-Service โดดเด่น , Revenue & Profit Growth สูง หรือมี Positive Free Cash Flow รวมทั้ง Trend การเติบโตในอนาคตที่น่าสนใจ

และจะไม่ค่อยสนใจว่า P/E ของหุ้นตอนนี้สูงหรือต่ำ , ปันผลมากหรือน้อย เพราะหุ้น growth ส่วนใหญ่จะไม่ปันผลเลยหรือปันผลน้อยมาก (ไม่ถึง 1%)

ถ้าหุ้นตัวไหนที่ผ่านเกณฑ์ก็มักจะ perform ดีมาก และเทรดที่ P/E สูงกว่าหุ้นตัวอื่นๆอย่างชัดเจน ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของ CANSLIM คือหุ้นนำตลาดมักจะอยู่ในกลุ่ม High Growth & High P/E

ต้องบอกก่อนว่า หุ้นที่ผมเลือกมานั้นไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นที่ดีที่สุดหรือขึ้นแรงที่สุดในตลาด เพราะจากการที่มีหุ้นเยอะมากๆ ทำให้การเลือกหุ้นมาใส่ list ต้องแล้วแต่ว่าเราชอบหุ้นแบบไหน ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามความชอบความถนัดของแต่ละคน

ดังนั้น สำหรับตัวอย่างหุ้นในบทความนี้ ผมจะเลือกบริษัทที่ ;

– มี Business Model น่าสนใจ เช่น Subscription Model , สิ่งที่ต้องซื้อซ้ำ-ใช้ประจำ , Product ของบริษัทกำลังเป็นที่ต้องการมาก , อุปกรณ์การแพทย์ที่มีนวัตกรรม ฯลฯ

– มีสินค้า-บริการ-software ที่โดดเด่นติดตลาด หรือกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว , มีชื่อเสียงหรือแบรนด์ในระดับโลกหรือระดับประเทศ , เป็นผู้นำตลาดหรือติดอันดับ top company ใน sector นั้นๆ

– High Growth Stocks กำไรไตรมาสล่าสุดโต > 30% yoy

– Performance YTD ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี (5 เดือน) วิ่งขึ้น > 25%

– กราฟเป็น Uptrend และราคาหุ้นไม่เหวี่ยงขึ้นลงมากจนเกินไป

– Market Cap > 3,000 ล้านเหรียญ

ลองมาดูกราฟและรายละเอียดคร่าวๆทีละตัวกัน อย่าลืมกดที่รูปเพื่อดูกราฟขนาดเต็ม

โดยผมจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ตามนี้ ;

1. Big Cap Leader : AMZN NFLX NVDA MA

หุ้น Growth ขนาดใหญ่ เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก และธุรกิจยังเติบโตได้ดีมาก

Market Cap > 100,000 ล้านเหรียญ

2. Software-Cloud Based : ADBE CRM NOW VEEV RHT NEWR

อีกกลุ่มที่มาแรงในปีนี้คือธุรกิจประเภท Software-Cloud หรือ Software as a service (SaaS)

จุดแข็งของธุรกิจนี้คือการใช้ Model แบบ Subscription-Based Revenue ทำให้บริษัทมีรายได้และกระแสเงินสดเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เป็นฤดูกาลหรือวัฏจักร

เมื่อมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นทุกเดือน-ทุกปี (งบของหุ้นกลุ่มนี้รายได้จะโตทั้ง QoQ และ YoY) และเมื่อรายได้เพิ่มจนเลยจุดคุ้มทุน กำไรสุทธิก็จะโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะต้นทุนไม่ได้เพิ่มตามมากนัก

ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถือว่าโดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของตลาดพอสมควรในช่วงหลังมานี้ ถ้าดูกราฟจะเห็นว่าราคาหุ้นค่อนข้างเนียนดีมาก

3. Medical Tech ; ABMD ALGN ISRG IDXX

กลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์ บริษัทที่ทำอุปกรณ์-เครื่องมือพิเศษที่สามารถขายได้ทั่วโลก ทำให้รายได้-กำไรเติบโตสูง และโตได้ต่อเนื่องหลายปี

4. Small & Mid Cap High Growth ; SQ PANW FTNT WIX LULU ETSY

หุ้นของบริษัทขนาดกลาง-เล็กที่มีธุรกิจน่าสนใจ รายได้-กำไรเติบโตสูง และราคาหุ้น perform โดดเด่น

Market  Cap อยู่ระหว่างหลักพันถึงหลักหมื่นล้านเหรียญ

5. Turnaround ; AAXN TWTR AMD TWLO

บริษัทที่ธุรกิจเคยเป็นขาลง-ซบเซาจนทำให้ราคาหุ้นร่วงลงไปนานหลายปี แล้วเริ่มฟื้นตัวช่วงปลายปีที่แล้ว จากสินค้าและบริการใหม่ๆที่เริ่มกลับมาขายดีติดตลาด

ทำให้งบการเงินเริ่มกลับมาโตดีอีกครั้ง รวมถึงราคาหุ้นด้วย

*กราฟหุ้นทุกตัวเป็นราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิ.ย. 2018

ในปีนี้ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์กับช่วงปลายเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่ตลาดปรับฐานแรงที่สุด ทำให้หุ้นเกือบทุกตัวย่อลงมาแรงตามตลาดในช่วงนั้น

แต่ให้สังเกตว่าหุ้น leader จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เวลาที่ตลาดปรับฐานแรงราคาหุ้นก็จะย่อลงมาทำฐานหรือทดสอบแนวสำคัญ โดยหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตัวอื่นมักจะย่อลงมาแค่บริเวณเส้น MA 50 วัน ในขณะที่ตลาดหรือหุ้นตัวอื่นๆร่วงลงไปจนถึงเส้น MA 200 วัน

และพอตลาดเริ่มกลับตัว หุ้น leader พวกนี้ก็จะทยอยวิ่งขึ้นไปทำ new high ใหม่ได้อยู่เรื่อยๆ (กราฟทำ higher high และ higher low)

สำหรับบทความนี้ขอจบด้วย quote ของปู่โอนีล ที่เข้ากันดีกับตัวอย่างหุ้นที่ยกมาเป็น case study ให้ดูในวันนี้ครับ

“สิ่งที่ดูแพงเกินไปและเสี่ยงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่มักจะยิ่งขึ้นไปสูงกว่าเดิม และสิ่งที่ดูเหมือนถูกและไม่เสี่ยงมักจะยิ่งร่วงลงไปต่ำกว่าเดิม

หุ้นนำตลาดนั้นไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาด หรือบริษัทที่มีแบรนด์เนมที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการรายไตรมาส-รายปีเติบโตสูง , ROE และ Profit margins ดีขึ้น , มีการเติบโตของยอดขาย , และการเคลื่อนไหวของราคาที่ดูดีที่สุด”

– William O’neil –

Blog 84 : ‘US Leading Growth Stocks Review’ – ตัวอย่างหุ้นนำตลาดเมกา 24 ตัว

www.sarut-homesite.net

5 มิถุนายน 2018

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *