‘มองภาพรวมของกราฟก่อนเสมอ’ : โดย Mark Minervini

ในหนังสือเล่มแรกของผม ผมใช้เวลาพอสมควรในการอธิบายว่าผมมีวิธีการวิเคราะห์การเทรดจาก “ภาพใหญ่” ลงไปจนถึงรายละเอียดในภาพเล็กอย่างไรบ้าง

นี่เป็นวิธีที่ผมใช้คัดเลือกหุ้นที่จะเทรด จากนั้นจึงกำหนดจุดซื้อของผม

โดยผมจะเริ่มจากแนวโน้มระยะยาวของหุ้น ซึ่งผมต้องการให้มันเป็นขาขึ้นอยู่เสมอ จากนั้นจึงมาตรวจสอบกราฟในปัจจุบันและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้น

หลังจากนั้น ผมจะวิเคราะห์เจาะลึกพฤติกรรมราคาและวอลุ่มของหุ้นในช่วงที่ผ่านมาล่าสุด ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ผมกำหนดจุดเข้าซื้อที่เฉพาะเจาะจงได้

ในส่วนของการขายหุ้นก็จะมีขั้นตอนแบบเดียวกัน คุณจะต้องมีมุมมองในภาพรวมซึ่งเริ่มต้นด้วยการดูภาพใหญ่ของหุ้น

จากมุมมองในภาพรวม คุณเริ่มพิจารณารายละเอียดและเข้าใจพฤติกรรมของราคาหุ้นในปัจจุบัน

หากคุณขาดมุมมองในภาพรวม ก็มีความเสี่ยงสูงที่คุณจะตกเป็นเหยื่อของความกลัวและอารมณ์ต่างๆ ของคุณเอง

คุณจะนึกในใจว่า “ถ้าผมขายตอนนี้แล้วดันขายหมูล่ะ? (ขายเร็วเกินไป)”

หรือคุณจะทำเพียงแค่รอโดยไม่มีเหตุผลเพียงเพื่อพยายามขายให้ได้กำไรมากที่สุดแม้จะไม่กี่ช่องก็ตาม แล้วก็มาเสียใจทีหลังว่า “โธ่ ทำไมผมไม่ขายมันไปตั้งแต่แรก?”

ซึ่งเป็นไปตามที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ความกลัวและความรู้สึกเสียดายนั้นจะเป็นแรงขับดันให้เราเกิดอารมณ์เวลาที่เทรดหุ้น

นอกเหนือจากการตรวจสอบแนวโน้มระยะยาวและรูปแบบกราฟในปัจจุบันแล้ว คุณจะต้องมีแนวทางและกฎที่เกิดจากการคำนวณสถิติต่างๆของคุณเอง

ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกต้อง 100% ทุกครั้งก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็จะให้แนวคิดคร่าวๆว่าคุณควรจะขายทำกำไรตอนไหน เพื่อรักษาแต้มต่อหรือจุดแข็งในการเทรดของคุณเอาไว้

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณตั้งจุด stop loss ไว้ที่ 8% เพื่อควบคุมความเสี่ยง (ซื้อหุ้นที่ราคา 100 เหรียญ และตั้งจุด stop loss ไว้ที่ 92 เหรียญ)

ถ้าหุ้นวิ่งขึ้นไป 5-6% หรือในตัวอย่างนี้คือราคา 105-106 เหรียญ คุณจะขายหุ้นเลยไหม?

สำหรับคนจำนวนมากนั้นคำตอบคือ “ขาย” เพราะอะไรน่ะหรือ?

มันเป็นเพราะว่าพวกเขากลัว พอมีกำไรเพียงเล็กน้อยพวกเขาก็พอใจที่จะขายมัน และเลือกทำกำไร 5-6 เหรียญ

โดยไม่แม้แต่จะคิดถึงเรื่องอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (reward/risk) เลยว่ามันจะสมเหตุสมผลหรือไม่

แต่คุณจะเสี่ยง 8% เพื่อทำกำไรแค่ 5-6% ไปทำไมกัน? นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการขายหุ้นเร็วเกินไปโดยไม่มีเหตุผลที่ดีมาสนับสนุน

และเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเสียดายตามมาทีหลัง

หรือลองดูอีกตัวอย่างของการตั้งจุด stop loss ไว้ที่ 8% ซึ่งหุ้นไม่เคยร่วงลงมาถึงเลย

เพราะหุ้นค่อยๆวิ่งขึ้นจาก 100 เหรียญไป 105 เหรียญ ขึ้นต่อไปยัง 110 เหรียญ และก็ขึ้นไปอีกจนถึง 125 เหรียญ

แบบนี้ถึงเวลาขายทำกำไรแล้วหรือยัง?

หากไม่มีกฎการขายหุ้นหรือเหตุผลที่ดีพอ คุณก็อาจชะล่าใจและเริ่มกล่อมตัวเองว่าหุ้น 100 เหรียญตัวนี้กำลังจะไปถึง 150 เหรียญ หรืออาจจะถึง 200 เหรียญเลยก็ได้

นี่เป็นอีกครั้งที่ความกลัวกำลังครอบงำคุณ แต่คราวนี้มันคือการกลัวตกรถ กลัวขายหมู และเริ่มมีความโลภมากเกินไป

คุณไม่ต้องการรู้สึกเสียดายทีหลัง ถ้าขายหุ้นไปแล้วแต่มันยังวิ่งขึ้นต่อจนทำให้สูญเสียกำไรที่ “น่าจะได้มา” ถ้าคุณถือมันไว้นานขึ้น

คุณจึงย้ำกับตัวเองว่าคุณถือหุ้นตัวนี้เพื่อลงทุนระยะยาว มันสามารถขึ้นได้อีกเป็นเท่าตัวหรืออาจจะสามเท่าเลยก็ได้

(เป็นอีกครั้งที่คุณคิดไปเอง โดยที่ไม่มีมุมมองในภาพรวมหรือการพิจารณาในเชิงคณิตศาสตร์)

ทุกๆช่องที่ราคาหุ้นขึ้นทำให้คุณหลงใหลไปกับผลกำไรที่เพิ่มขึ้น จนคุณไม่สามารถคิดอะไรอย่างอื่นได้เลยนอกจากคิดแค่ว่า “หุ้นตัวนี้จะขึ้นไปเรื่อยๆได้ถึงไหนกันนะ”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณไม่ได้ตระหนักก็คือหุ้นตัวนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มขาขึ้นครั้งแรกของมัน

ความจริงแล้ว มันอยู่ในระยะท้ายๆ ของการวิ่งขึ้นมาหลายระดับซึ่งกำลังจะจบรอบและใกล้ถล่มลงมา

การร่วงครั้งแรกนั้นรุนแรงพอสมควร จาก 120 เหรียญลงมาถึง 108 เหรียญ

คุณเริ่มตื่นตระหนก แต่ก็ยังบอกตัวเองว่าคุณจะขายเมื่อมันเด้งกลับขึ้นไปใหม่ เพียงแต่ว่าหุ้นตัวนั้นไม่เด้งกลับไปถึง 120 เหรียญอีกเลย

มันกลับร่วงลงอย่างต่อเนื่องในขณะที่คุณยังถือมันไว้ พร้อมความหวังที่ค่อยๆเลือนรางว่ามันจะกลับตัวแล้วเด้งขึ้นใหม่ได้

จนกระทั่งคุณยอมแพ้และขายหุ้นโดยเหลือกำไรเพียงเล็กน้อย หรือเลวร้ายกว่านั้นคือ กลับมาขาดทุน

หากพูดกันตรงๆ ความกลัวสามารถทำให้คุณดูโง่ได้

การกลัวว่าจะสูญเสียกำไรเล็กๆ ที่มีในตอนแรก ทำให้คุณขายหุ้นเร็วเกินไป

และการกลัวว่าจะขายหมู ก็ทำให้คุณถือหุ้นไว้นานเกินไป

อัตตาหรืออีโก้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพราะว่าคุณต้องการที่จะ “ถูก”

ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่มันมักจะเพิ่มโอกาสที่คุณจะ “ผิด” มากขึ้นกว่าเดิม

*ตัวอย่างจากหนังสือ Think & Trade Like a Champion ภาษาไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.