‘อย่ากลัวตกรถไฟ’ : โดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

ระหว่างการติดดอยกับการตกรถไฟ อะไรน่ากลัวกว่ากัน? นี่เป็นปัญหาโลกแตกที่นักลงทุนพูดถึงกันมานานแล้ว…

ในหนังสือ The Snowball บัฟเฟต อธิบายว่า มีอยู่เพียงสามกรณีเท่านั้นที่ภาคธุรกิจโดยรวมจะสามารถให้ผลตอบแทนกับเจ้าของได้มากกว่า 10% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน

หนึ่งคือ อัตราดอกเบี้ยต้องลดต่ำลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง

สองคือ ผลตอบแทนของธุรกิจจะต้องถูกปันส่วนให้กับผู้ถือหุ้นเมื่อเทียบกับลูกจ้างและกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่อง

และสามคือ เศรษฐกิจจะต้องเติบโตได้สูงกว่าศักยภาพที่แท้จริงของมันเป็นเวลานานๆ

บัฟเฟตกล่าวว่า การที่นักลงทุนจะคาดหวังกับสามสิ่งนี้ว่าจะเกิดขึ้นนั้น เป็นความคาดหวังที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย

เช่นนี้แล้ว เวลาที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า 10% ต่อเนื่องกันหลายปี สุดท้ายแล้วความต่อเนื่องนั้นมักจะไม่ยั่งยืนในที่สุด

ถึงจุดหนึ่ง ตลาดหุ้นจะต้องถอยกลับลงมาใหม่ จนทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของมันยังคงเป็นไปตามศักยภาพที่แท้จริงที่เป็นไปได้คือ 10% ต่อปี

ดังนั้น เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องกลัวตกรถไฟ เพราะที่สุดแล้ว รถไฟจะกลับมาเราเสมอ

แต่บ่อยครั้งที่การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องทั้งที่หุ้นมีราคาแพงอยู่แล้วทำให้เราหวั่นไหว ในที่สุดเราก็ซื้อแพงจนได้เพราะกลัวจะไม่มีโอกาสได้ซื้ออีก

สุดท้ายเมื่อ Market Correction มาถึงโดยไม่คาดฝัน เราก็พลาดโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าเดิม เพราะเราไม่มีเงินเหลือแล้วทุกที

สิ่งที่ยากคือ โดยมากกว่าที่ตลาดจะเกิด Correction นั้นมักกินเวลานานมาก จนยากที่ปุถุชนคนไหนจะอดทนรอได้ไหว

ช่วงตลาดหุ้นฟองสบู่ยุคน้าชาติ ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่า 20% ต่อปีติตต่อกันทุกปีถึง 5 ปี

ใครที่ซื้อไม่ทันก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดเข้าไปซื้อในที่สุด เพราะราคาที่แพงขึ้นให้เห็นอีกเรื่อยๆปีแล้วปีเล่านั้นเกินห้ามใจเหลือเกิน

เมื่อทุกคนค่อยๆยอมกัดฟันซื้อของแพงมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็ยิ่งปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่สุดท้ายแล้ว ฟองสบู่ก็ต้องแตกในที่สุด

เมื่อฟองสบู่แตกแล้ว หุ้นกลับมีราคาถูกกว่าห้าปีที่แล้วอย่างมากและรอให้ทุกคนซื้ออยู่ แต่ทุกคนก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว

ใครที่ยังมีเงินเหลืออยู่ตอนนั้นก็ได้ของถูกไปในที่สุด

เมื่อก่อนนี้ ผมคิดว่าทักษะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดคือความอดทนในการถือหุ้นเป็นเวลานานๆ
.
แต่เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าทักษะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากนัก เพราะเวลาเราซื้อหุ้นแล้วขาดทุนหนัก เราจะรู้สึกอยากถือยาวๆได้เอง
.
ที่จริงแล้วทักษะที่ยากกว่าการถือยาวมากคือ ทักษะในการอดทนรอที่จะไม่ซื้อหุ้นเมื่อราคายังไม่เหมาะสม
.
คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นมักไม่มีทักษะนี้ ดังนั้น ใครที่สามารถฝึกฝนจิตใจของตนจนมีทักษะที่สำคัญอันนี้ถือเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่ง
.
ในรอบหลายๆปี วอเรน บัฟเฟต ถึงจะลุกขึ้นมาช้อปปิ้งครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่ง
.
ในตลาดหุ้นมีนักลงทุนจำนวนน้อยมากๆที่อดทนที่จะไม่ซื้ออะไรเลยเป็นปีๆได้ มันเป็นการรอคอยที่ทรมาน (กระเป๋าร้อน)
.
คิดไว้เสมอว่าอย่ากลัวตกรถไฟ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะวิ่งไปไกลมากแค่ไหน มันจะกลับมารับเราอีกเสมอ
.
ขอแค่ให้เรามีความสามารถในการรอคอย
.
อย่ากลัวตกรถไฟ

นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

21 January 2009

Author: admin

1 thought on “‘อย่ากลัวตกรถไฟ’ : โดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.