Blog 48 : ข้อคิดการเทรดช่วงตลาดขาลง

4 books2

เมื่อปีที่แล้ว (2013) ช่วงที่ตลาดเป็นขาลงแล้วเริ่มซึมๆ ผมกลับไปทยอยอ่านหนังสือเก่าหลายเล่ม ได้ข้อคิดที่น่าสนใจเพิ่มเติมพอสมควรเลยจดเอาไว้ครับ

1. เริ่มจากเล่มคลาสสิค How to Make Money in Stocks

– ในบทที่ 1 จะมีกราฟตัวอย่าง Winning Stocks 100 ตัว ที่อาจารย์ปู่โอนีลคัดมาให้ เหมาะสำหรับใช้ฝึกดู base และ การปรับตัวของหุ้นในภาพใหญ่กราฟ week โดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งฟื้นตัวหลังจากตลาดขาลง

– ปี 2013 หุ้นหลายตัวใน set มี pattern คล้ายกับตัวอย่างในหนังสือครับ คือเป็นขาลงจากนั้นก็พักแล้วค่อยๆฟอร์ม base ใหม่ในภาพใหญ่ แล้วกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งในปีนี้ (2014)

– หุ้นที่ปู่โอนีลคัดมา ก็เริ่มต้นขาขึ้นใหญ่หลังตลาดผ่าน correction แรงๆ + ผ่านช่วงที่หุ้นซึมมานานพอสมควร

– base ในช่วงตลาดหมีจะใช้เวลาฟอร์มตัวนานหลายเดือน – บางครั้งก็เกือบปี

– ช่วงตลาดขาลง ยังไงก็ไม่ควรรีบร้อนเข้าไปซื้อหุ้น เพราะถูกแล้วยังมีถูกกว่าได้เสมอ การรักษาเงินลงทุนและกำไรที่ทำได้ในช่วงก่อนหน้าสำคัญที่สุด

2. เล่มแดง In the trading cockpit with the O’neil disciples

เล่มนี้เหมาะกับช่วงตลาด Trendless & Choppy (ผันผวนไม่มีทิศทาง) เพราะเขียนในช่วงที่ตลาดหุ้น US กำลังเป็น Trendless & Choppy Market พอดีครับ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง

– ช่วงตลาด Trendless พวก follow through day (FT) ความแม่นยำจะต่ำมาก เพราะเกิด FT แล้วก็มัก fail สลับไปมาทั้งปี

– ถ้าเรามัวแต่รอ FT คอนเฟิม มักจะเสียโอกาส เพราะ 1. ตลาดชอบหลอก 2. เข้าซื้อหุ้นช้าไป

– ช่วง Trendless Market การซื้อที่ดีคือ Pocket Pivot Buy Point (PPBP) คือการซื้อก่อน breakout ทั่วไป หรือควรปรับมาซื้อหุ้นตอนกำลังพักทำ base อยู่ แต่มีสัญญาณจากวอลุ่ม สาเหตุเพราะ

1. ต้นทุนจะต่ำกว่าซื้อหลัง breakout พอสมควร

2. หุ้นยังไม่โดดเด่นจนเกินไปนัก (mass น้อย)

3. เวลาหุ้นย่อ โอกาสโดนสลัดหลุดน้อยกว่าซื้อ breakout ทั่วไป

4. ถ้าต้อง cut loss ก็ขาดทุนน้อยกว่าการซื้อตอน breakout แน่นอน

– จริงๆแล้ว PPBP นั้นสามารถใช้ได้ดีกับทุกภาวะตลาด แต่ที่เน้นใช้ช่วงตลาดขาลงเพราะว่าการซื้อ breakout ตอนขาลงนั้นอันตรายกว่าตอนขาขึ้นมาก

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PPBP >>  The Pocket Pivot Buy Point : สัญญาณซื้อหุ้นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสาวก CANSLIMer!

และ  www.virtueofselfishinvesting.com/pocket-pivot )

– Buy point ที่ดีอีกอย่างคือ Buyable Gap-Up เพราะเป็นการซื้อที่ยากต่อคนส่วนใหญ่ + แสดงถึง powerful demand

– สิ่งที่สำคัญสุดคือ price volume ของหุ้นรายตัว พยายามมองหาหุ้นที่แข็งๆ หุ้นที่ผลประกอบการยังดีต่อเนื่อง มีแนวโน้มเป็น leading stock ใของช่วงนั้นๆ เพราะหุ้นบางตัวที่แข็งแกร่งจริงๆก็มักจะสามารถสวนภาวะตลาดได้ ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับ action ของหุ้นรายตัวก่อนภาวะตลาด จะได้ไม่พลาดทำ Winning Stock หลุดมือ

– เล่มนี้ต่างกับเล่มเหลือง (Trade Like an O’Neil Disciple) คือ เล่มเหลืองเขียนช่วงที่ตลาดหุ้น US เป็นขาขึ้นใหญ่และบูมมาก ส่วนเล่มแดงเขียนในช่วงที่ตลาดเมกาเป็น Sideway ใหญ่ 10 กว่าปี (2000 – 2011) หลังจากที่ฟองสบู่อินเตอร์เนตแตก ทำให้ได้เห็นการปรับตัวและมุมมองที่เปลี่ยนไปของผู้เขียนเมื่อตลาดเริ่มเปลี่ยนแปลง (สองเล่มนี้คนเขียนคนเดียวกัน)

3. อีกเล่มที่ผมชอบมากคือ Trade Like a Stock Market Wizard ของพี่มาร์ก – Mark Minervini

– การดู Stage ของหุ้น ปกติหุ้นจะมี 4 Stage ใหญ่ sideway >> uptrend >> stall >> downtrend แล้ววนใหม่

– เราควรจะดูให้ออกว่าหุ้นกำลังอยู่ใน stage ไหนแล้ว เช่น หุ้นเพิ่งจะเริ่มขาขึ้น (น่าเล่น) หรือมาไกลเกินไปแล้ว (late-stage ไม่น่าเล่น) เป็นต้น

– หลังผ่านช่วงที่เป็นขาลงแล้ว พยายามหาหุ้นที่กำลังทำ base หรือ sideway รอเข้าซื้อช่วงที่เพิ่งเริ่ม uptrend ใหม่ เพราะเข้าแต่เนิ่นๆดีกว่ามาช้าเกิน หรือไปไล่ซื้อตัวที่ขึ้นไปไกลมากแล้ว

– อีกจุดที่ชอบในเล่มนี้คือ การสังเกตแนวโน้มหุ้นจาก price pattern และ volume เท่านั้น ไม่ต้องไปดู indicator อะไรมากมายเลย (เรียบง่ายดีครับ)

– เล่มนี้เป็นหนังสือหุ้นที่ผสมผสานพื้นฐาน + กราฟ ได้ลงตัวและเรียบง่ายที่สุดก็ว่าได้ (เนื้อหาทันสมัยด้วย)

บทความนี้ผมหยิบมาเฉพาะส่วนที่เหมาะกับช่วงตลาดขาลง-ซบเซาแบบปี 2013 เท่านั้น ทั้ง 4 เล่มยังมีแนวคิดและหลักการอื่นๆที่เป็นประโยชน์อีกหลายอย่าง (ผสมทั้งพื้นฐาน + กราฟ) เป็นหนังสือที่ผมแนะนำให้อ่านทุกเล่มเลยครับ

Blog 48 : ‘ข้อคิดการเทรดช่วงตลาดขาลง’

www.sarut-homesite.net

13 ก.ค. 2014

,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.