Blog 43 : เลือกหุ้นอย่างไรในช่วงที่ไม่มี Fund Flow?

.

โดยทั่วไปแล้ว การที่เราเลือกเล่นแต่หุ้นที่มีคนรู้จัก มีคนติดตามอยู่เป็นจำนวนมาก หรือเป็นหุ้นที่มีนักวิเคราะห์หลายสำนักติดตามอยู่ โอกาสที่จะได้กำไรก้อนใหญ่นั้นจะดูค่อนข้างน้อย เนื่องจากข้อมูลต่างๆมักจะถูกสะท้อนไปในราคาหุ้นพอสมควรแล้ว หรือเมื่อมีข่าวดีอะไรออกมาราคาหุ้นก็จะตอบสนองไปอย่างรวดเร็ว

และยิ่งในช่วงที่ตลาดขาดโมเมนตัมขาขึ้น ดังเช่นในปัจจุบันที่ไม่มี fund flow มาคอยหนุนราคาหุ้น หากไม่มีเหตุการณ์ที่ ‘เซอไพรส์เชิงบวก’ ราคาหุ้นกลุ่มที่ต้องอิง fund flow ก็จะขึ้นได้ไม่มากนัก

แต่ในทางกลับกัน หากเกิดเหตุการณ์ผิดคาดในเชิงลบ ไม่ว่าจะเกิดจากตัวกิจการเองหรือภาวะตลาดก็ตาม หุ้นเหล่านี้มักจะตกลงแรงพอสมควร เพราะเมื่อมีปัจจัยลบเข้ามา คนส่วนใหญ่ที่มีหุ้นอยู่ก็มักจะเทขายออกมาพร้อมๆกัน

โดยส่วนใหญ่ 3 ใน 4 ของหุ้นทั้งหมดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาด อย่างในช่วงนี้เราจะเห็นว่า หุ้นส่วนใหญ่ยังคงดูซึมๆหรือเป็นขาลงเหมือนตลาด

แต่ก็จะมีหุ้นอยู่กลุ่มหนึ่งที่ยังสามารถขึ้นสวนตลาดได้อยู่เป็นระยะๆ ซึ่งหากเราลองแกะดูก็จะพบว่าหุ้นพวกนี้จะอยู่ในกลุ่มของหุ้น growth , หุ้น new IPO , หุ้น turnaround และหุ้นที่มีดีลหรือการเปลี่ยนธุรกิจ

ดังนั้น หุ้นที่มีโอกาสได้กำไรมากกว่าในช่วงที่ตลาดซึม ผมคิดว่าน่าจะเป็นหุ้นที่มีลักษณะต่อไปนี้ ;

– หุ้นที่มีความคาดหวังต่ำ : ความคาดหวังอาจสังเกตจาก P/E ที่ต่ำ “เมื่อเทียบกับ growth rate และธุรกิจของบริษัท!” สำคัญนะครับ การดู P/E เราควรเทียบกับ growth และลักษณะโมเดลธุรกิจควบคู่ไปด้วย

หุ้นหลายตัวที่ p/e ดูต่ำ แต่มันอาจจะต่ำเพราะกำไรไม่โตหรือมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่ก็เป็นได้ หรือบางบริษัทอาจจะเติบโตสูงก็จริง แต่ก็เทรดที่ p/e สูงเกินไปจนสะท้อนความคาดหวังไปหมดแล้ว เป็นต้น

– หุ้นที่กำไรปกติยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง แต่คนยังไม่สนใจเท่าไรนัก

– หุ้นที่เริ่ม turnaround อย่างแข็งแกร่ง แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักหรือมองข้ามไป

– หุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ยังไม่ค่อยมีนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนสนใจมากนัก แต่มีแนวโน้มธุรกิจและผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือมี growth rate สูง

หุ้นกลุ่มนี้มักเป็นแหล่งขุดทองของนักลงทุนที่ชอบมองหาหุ้นดีที่คนมองข้าม (undiscovered gem) เพราะว่าหุ้นขนาดกลาง-เล็กนั้น กำไรของบริษัทมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าและเร็วกว่าหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทำให้เราอาจจะต้องใช้เวลาในการถือรอนานขึ้นด้วยเช่นกัน

– หุ้น IPO ใหม่ที่ธุรกิจน่าสนใจ หุ้นกลุ่มนี้มักจะมีโอกาสทำ new high ได้ง่าย เพราะถ้าแนวโน้มดีจริงนักลงทุนสถาบัน-กองทุนหรือรายใหญ่ต้องทยอยซื้อเพื่อสะสมหุ้น และไม่มีดอยเก่าเป็น overhead supply คอยกดดันราคาหุ้น

– หุ้นที่ราคาแข็งแกร่งกว่าหุ้นตัวอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามี demand อย่างมาก ทำให้แรงขายไม่สามารถกดให้ราคาหุ้นร่วงลงตามตลาดได้มากนัก (high relative strength)

นอกจากนี้ การฝึกดู stage ของหุ้นก็ช่วยเรื่องของจังหวะซื้อขายได้ครับ ปกติหุ้นจะมี 4 stage หลักคือ

1. sideways หรือช่วงสะสมหุ้น (accumulation)

2. uptrend จน peak

3. stall หรือช่วงออกของ (distribution)

4. downtrend จากนั้นจึงวนกลับไป stage 1 ใหม่

stage

เราควรพยายามหาหุ้นที่กำลังพักตัวอยู่ในช่วง sideways หลังจากผ่านขาลงแล้ว จะทยอยสะสมก่อนหรือรอเข้าซื้อช่วงที่หุ้นเริ่มกลับมาเป็น uptrend ใหม่ก็ได้ เพราะถ้าภาวะตลาดยังไม่ดีนักการเข้าซื้อแต่เนิ่นๆ จะดีกว่าซื้อช้าเกินหรือไปไล่ซื้อตอนที่หุ้นกำลังร้อนแรง

(ลองนึกถึงความน่ากลัวของการไปไล่ซื้อหุ้นที่อยู่ใน stage ท้ายๆของขาขึ้น เมื่อปี 2013 ดูนะครับ)

หากเราพบหุ้นที่ดูนิ่งๆเงียบๆ แต่ว่ามีพื้นฐานที่ดี อนาคตธุรกิจยังเติบโตได้ ราคาหุ้นยังไม่แพงจนเกินไป หรือธุรกิจเริ่มกลับมา turnaround ได้จริง นี่จึงเป็นโอกาสดีในการทยอยสะสมหุ้นครับ

ถ้าจะใช้กราฟเสริมจังหวะ ก็ควรหาจุดซื้อที่ปลอดภัย (low-risk entry) เช่น ซื้อตอนย่อลงมา volume น้อยๆ (หาจุดรับของเราเอง) ควรดูกราฟในภาพใหญ่อย่างกราฟ week-month เพื่อลด noise ของราคารายวันที่มักจะผันผวนมากเมื่อตลาดไม่ดี

ในช่วงตลาด sideways หรือขาลง มักจะเกิดสัญญาณ false breakout มากกว่าขาขึ้น ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องไล่ซื้อตอน breakout หรือวันที่หุ้นพุ่งขึ้นไปมากๆ เพราะ risk/reward ไม่ค่อยคุ้ม

เท่าที่สังเกตพอหุ้น breakout แล้ว ผ่านไปซัก 1-2 week ก็มักจะมีช่วงที่หุ้นร่วงลงมาให้เราเก็บหุ้นได้ถูกกว่าเดิมอยู่บ่อยๆครับ การซื้อ breakout โดยส่วนใหญ่จึงจะเหมาะกับช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นเต็มตัวจริงๆ

กล่าวโดยสรุป เมื่อไม่มี fund flow และตลาดหุ้นเริ่มซบเซา เราจึงไม่สามารถใช้เพียงความหวังลมๆแล้งๆ หรือ story ง่ายๆเพื่อให้ราคาหุ้นขยับขึ้นได้อีกต่อไป

กลุ่มหุ้นที่จะสามารถให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นส่วนใหญ่ได้ จึงต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่โดดเด่นและแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ซึ่งแรงขับดันราคาหุ้นที่สำคัญที่สุดก็มักจะเกี่ยวข้องกับ earning growth, การฟื้นตัวของธุรกิจ (turnaround), หรือมีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจนั่นเอง

Blog 43 : เลือกหุ้นอย่างไรในช่วงที่ไม่มี Fund Flow?

www.sarut-homesite.net

18 ธันวาคม 2013

2 comments to “Blog 43 : เลือกหุ้นอย่างไรในช่วงที่ไม่มี Fund Flow?”
  1. Pingback: Blog 53 : 'แนวทางการเทรด CANSLIM ในภาวะตลาดซบเซา และตัวอย่างสุดยอดหุ้นของปีนี้' - Sarut-Homesite

  2. Pingback: Blog 74 : 'การ Run Screen และอัพเดต Watch list' - Sarut-Homesite

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.