เก่งหรือเฮง : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

truefalse-425

ช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังบูม มีเงินและคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาดหุ้นกันมาก เรามักจะได้ยินเรื่องของนักเล่นหุ้นที่ได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นเป็นร้อยๆเปอร์เซ็นก็มี ภายในระยะเวลาอันสั้น ดูเหมือนว่า “เซียนหุ้น” จะเกิดขึ้นมาก หลายๆ คนอาจจะคิดว่าตัวเองก็เป็นเซียนคนหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก แต่เพื่อนๆและคนรู้จักหลายคนต่างก็ยอมรับ

เหตุที่คนบางคนคิดว่าตนเองเป็นหนึ่งในตองอูไม่ใช่เพียงเพราะว่าเขาได้กำไรมากกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของปีนี้ที่ราคาหุ้นเติบโตขึ้นมาถึง 50% ไปแล้วเท่านั้น แต่หุ้นของเขาเติบโตขึ้นนับร้อยเปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผลตอบแทนในปีก่อนๆ หลายปีของเขาก็สูงอย่างน่าประทับใจ และเหนือผลตอบแทนของตลาดมหาศาล ทั้งหมดนี้ได้มาด้วย “ฝีมือ” การซื้อๆขายๆหุ้นด้วยเทคนิคที่เขาศึกษา และคิดค้นด้วยตนเอง ประกอบกับประสบการณ์ที่คนอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้

คำถามก็คือ คนที่เล่นหุ้นแล้วได้กำไรมหาศาลทุกคนเป็นเซียนหุ้นตัวจริงหรือไม่ หรือที่จริงแล้วหลายๆ คนที่ทำกำไรร่ำรวยขึ้นมานั้นเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ หรือเป็นคนที่โชคดีกว่าคนอื่นเหมือนกับคนถูกล็อตเตอรี่ ที่เรารู้ว่าเป็นเรื่องของโชคและความบังเอิญ มิได้เกี่ยวกับฝีมือในการเก็งตัวเลขของกองสลากแต่อย่างใด?

ในการตอบคำถามข้างต้น วอเร็น บัฟเฟตต์ เซียนหุ้นตัวจริงเล่าเรื่อง “การปั่นแปะระดับชาติ” ซึ่งผมขอดัดแปลงให้เป็นของไทยๆ แต่พยายามรักษาสาระและความคิดของเดิมเอาไว้ดังต่อไปนี้ครับ

ลองสมมุติว่าเราสามารถชักชวนให้คนไทยจำนวน 60 ล้านคนเข้าร่วมการแข่งขันปั่นแปะโดยที่แต่ละคนต้องเอาเงินมาเล่นคนละ 100 บาท เพื่อเข้าร่วมในการเดิมพันระดับชาติในครั้งนี้ ซึ่งการแข่งขันจะเป็นระบบแพ้คัดออกโดยที่แต่ละคนจะเข้าแข่งเพียงวันละครั้งเดียวตอน 10.00 น. ของแต่ละวัน ผู้ชนะจะไดัรับเงินจากผู้แพ้ทั้งหมดนั่นคือวันแรก คนชนะจะได้รับเงิน 100 บาท เมื่อรวมกับของตนเองอีก 100 บาท กลายเป็น 200 บาท ซึ่งจะต้องเอาไปเดิมพันในวันต่อไป

วันที่สองของการแข่งขันก็จะเหลือคนที่เข้าแข่งเพียง  30  ล้านคน แต่ละคนมีเงินกันคนละ 200 บาท นี่คือกลุ่มคนที่เป็นผู้ชนะในยกแรกและคนส่วนมากคงคิดว่าเป็นเรื่องของโชคที่ตนเองชนะ  หลังจากวันที่สองก็เหลือผู้ชนะเพียง 15  ล้านคน โดยแต่ละคนได้กำไรมาคนละ 300  บาท รวมกับเงินของตนเองอีก 100  บาทเป็น 400 บาท ในวันนี้คนส่วนใหญ่ที่ชนะคงจะยังคิดว่าตนเองกำลังมีโชค

วันที่สามผ่านไปและกลุ่มผู้ชนะลดลงมาเหลือ  7.5  ล้านคนโดยแต่ละคนได้กำไรมาแล้ว  700  บาท จากต้นทุน  100  บาทที่นำมา “เล่น” คนบางคนคงจะเริ่มคิดว่านี่คงเป็นเพราะตนเองเริ่ม “รู้” วิธีการเลือกแทงว่าเป็นหัวหรือเป็นก้อย และโชคก็คงมีส่วนอยู่บ้าง

วันที่สี่ จบสิ้นลงพร้อมกับผู้ชนะที่เหลืออยู่  3.75  ล้านคน แต่ละคนมีเงินอยู่ในกระเป๋า 1,600  บาท  หรือกำไร  1500%  ซึ่งถึงเม็ดเงินจะไม่มากนักแต่การที่ชนะมาถึง  4  ครั้งติดต่อกันทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มรู้สึกถึง “ฝีมือ” ของตนเองที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ห้าผ่านไปพร้อมๆ กับผู้ชนะที่ลดจำนวนลงเหลือ 1.875  ล้านคน แต่ละคนมีเงินจากการเดิมพัน  3200  บาท การชนะติดต่อกันห้าวันในความคิดเห็นของพวกเขาหลายคนคงไม่ใช่เรื่องโชคหรือบังเอิญเสียแล้ว เขาเริ่มเห็น “กลยุทธ์การปั่นแปะ” ที่ได้ผลและวาดภาพว่าในที่สุดเขาคงจะเป็นเศรษฐีในไม่ช้า

สิ้นวันที่หกและจำนวนผู้ชนะเหลือเพียง  937,500  คน  แต่ละคนมีเงิน  6,400  บาท ขณะนี้คนในกลุ่มหลายคนมีความมั่นใจในหลักและวิธีการปั่นแปะของตนแล้ว หลายคนเริ่มคุยกับญาติมิตรเพื่อนฝูงถึงชัยชนะของตนเอง บางคนเริ่มเข้าไปคุยในอินเตอร์เน็ต

พอถึงวันที่สิบสี่ ผู้ชนะที่เหลืออยู่ก็มีเพียงประมาณ  3662  คน ซึ่งแต่ละคนมีเงินที่ได้จากการเดิมพันถึงคนละประมาณ 1.6 ล้านบาท การที่ได้ชัยชนะมาถึง  14  ครั้งติดต่อกันโดยไม่เคยแพ้เลยนั้นทำให้เขามั่นใจในวิธีการของเขาเป็นอย่างสูงและเงินที่ได้มามากและรวดเร็วนี้ทำให้บางคนเริ่มคิดว่าจะยึดอาชีพการปั่นแปะเป็นหลัก แม้ว่าหลายคนจะยังเป็นห่วงเรื่องภาพพจน์ของตนเองในสายตาของเพื่อนฝูงและญาติมิตร

การปั่นแปะดำเนินต่อเนื่องมานานพอสมควร ขณะนี้เราก็เริ่มเห็น “เซียน” ที่ไม่เคยแพ้เลยและกลยุทธ์และความคิดของผู้ชนะหลายๆ คนเริ่มปรากฏต่อสายตาของคนที่ยังอยู่ในเกมและคนที่ “ตกรอบ”  ไปแล้วแต่ยังหวังที่จะกลับเข้าไปเล่นใหม่ในรอบหน้า

พอสิ้นวันที่ 20 คนที่ยังชนะอยู่ก็เหลือเพียงประมาณ  114  คน แต่ละคนเป็นเศรษฐีเงินล้านดอลลาร์คือประมาณ  52  ล้านบาทเข้าไปแล้ว คนกลุ่มนี้เริ่มถูกจับตามอง เขาจะเริ่มวางท่านิดๆ แต่ก็พยายามพูดจาถ่อมตัวให้ดูพองาม บางคนเริ่มออกหนังสือ “เป็นเศรษฐีเงินล้านด้วยการปั่นแปะ” บางคนก็เริ่มได้รับการเชิญไปพูดในงานสัมนา “กลยุทธ์การปั่นแปะแบบเหยี่ยว”

แต่แล้วในวันที่ 21  เศรษฐีเงินล้านจำนวน 57  คนก็หายวับไปหลังจากการปั่นแปะในตอนสิบโมงเช้า เหลือผู้ชนะจำนวน  57  คนที่ขณะนี้กลายเป็นเศรษฐีเงินร้อยล้านบาท ซึ่งผู้คนกล่าวขวัญกันมาก  หลายๆคนถูกสัมภาษณ์โดยหนังสือพิมพ์ “กระทิงรายวัน” หลายคนได้รับเชิญออกรายการวิทยุและโทรทัศน์ทั้งเรื่องการปั่นแปะและความเห็นอื่นๆ รวมทั้งไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตในฐานะนักปั่นแปะชั้นแนวหน้าของประเทศไทย

ทุกอย่างดูดีไปหมดสำหรับ “เซียนปั่นแปะ” จนกระทั่งรายการโทรทัศน์ “ดวงใครดวงมัน” นำเด็กอายุ  5 ขวบ คนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมการแข่งขันปั่นแปะชนะมา 21 ครั้งติดต่อกัน และได้กำไรกว่าร้อยล้านบาทมาสัมภาษณ์ออกรายการ โดยที่เด็กคนนี้เปิดเผยเทคนิคในการปั่นแปะอย่างน่าทึ่งว่า ที่ชนะมาทั้งหมดนั้นอาศัยลิงที่เลี้ยงไว้เป็นคนเลือกว่าจะแทงหัวหรือก้อยทุกวัน

จากเหตุการณ์สมมุตินี้เห็นได้ชัดว่า โดยหลักทางสถิติแล้ว เป็นเรื่องที่เป็นไปได้สูงที่คนๆ หนึ่งจะสามารถชนะในการปั่นแปะหรือในการลงทุนอย่างใหญ่หลวงได้โดยไม่ได้เกิดจากฝีมืออะไรเลย เป็นแต่เรื่องของความบังเอิญหรือโชคเท่านั้น แต่การที่ได้ชัยชนะและทำเงินได้มากมักจะทำให้คนสำคัญผิด ประกอบกับความลำเอียงที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติทำให้เขาคิดว่านี่คือเรื่องของฝีมือหรือความสามารถ

Value Investor นั้นจะต้องรู้ตัวตลอดเวลาว่า ชัยชนะที่ได้รับในการลงทุนนั้น เกิดจากโชคหรือการวิเคราะห์และศึกษาอย่างถี่ถ้วนในตัวหุ้นก่อนการลงทุนกันแน่

กฏง่ายๆของผมก็คือ ถ้าซื้อแล้วราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ และยืนอยู่ได้อย่างถาวร นั่นเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าเราเลือกหุ้นได้ถูกต้อง

ส่วนหุ้นที่ซื้อแล้วราคาหุ้นอาจจะขึ้นไป แต่ขึ้นชั่วคราว เสร็จแล้วก็ปรับตัวลงมาเท่าเดิมหรือต่ำกว่าแบบนี้ถึงแม้ว่าเราจะขายหุ้นไปก่อน และได้กำไรมามากก็จงเข้าใจว่า นี่เป็นเรื่องของโชคหรือความฟลุ๊กและอนาคตเราอาจจะโชคไม่ดีและพ่ายแพ้ได้ เปรียบเสมือนนักปั่นแปะที่ชนะมา  20  ครั้ง แต่ไม่มีใครบอกว่าจะชนะในครั้งที่  21 เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของความบังเอิญล้วนๆ

เก่งหรือเฮง

โลกในมุมมองของ Value Investor

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.