สุนทรพจน์ของ ลี ลู : วิบูลย์ พึงประเสริฐ

วอร์เรน บัฟเฟตกล่าวว่า เมื่อเขาเกษียณ มีบุคคล 3 คนที่เขาอยากจะให้บริหารเงินของเขา คนแรกคือ เซจ คาร์เมน (Seth Klarman) จาก Baupost Group คนต่อไปคือ เกรก เอล็กซานเดอร์  (Greg Alexander) และคนที่สามคือ ลี ลู (Li Lu) ปัจจุบันชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) หุ้นส่วนของบัฟเฟตได้ให้ ลี ลู ทำการบริหารเงินของเขาทั้งหมด ภายในสี่ปี ลูสามารถทำผลตอบแทนเพิ่มสูงขึ้นถึง 400% ทำให้ลูเป็นนักลงทุนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคนี้ ลี ลู บรรยายเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในเดือนเมษายน ปี 2010 ต่อไปนี้เป็นสุนทรพจน์ของเขาที่กล่าวในงานนี้

“มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คือสถานที่ที่ชีวิตทั้งหมดของผมในอเมริกาได้เริ่มต้นขึ้น ในขณะนั้นผมแทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย โคลัมเบียเป็นสถานที่ที่ผมมีชีวิตใหม่ มันเป็นการเรียนในวิชาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ทำให้ผมเริ่มอาชีพในการเป็นนักลงทุน ในขณะนั้นผมค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับเงินกู้เพื่อการศึกษา ในขณะที่เพื่อนผมคนหนึ่งบอกผมเกี่ยวกับวิชานี้ และกล่าวว่าผมจำเป็นต้องดูการบรรยายของวอร์เรน บัฟเฟต

สิ่งที่ผมได้ฟังในคืนนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้กล่าวไว้ 3 ข้อ

1. หุ้นไม่ใช่แผ่นกระดาษ มันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของในบริษัท

2. คุณต้องมีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เพื่อที่ว่าถ้าคุณผิดพลาด คุณจะเสียหายไม่มาก

3. คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นเป็นพวกเล่นระยะสั้น ดังนั้น การลงทุนแบบเน้นคุณค่าช่วยให้คุณมีกรอบในการจัดการกับความผันผวนในแต่ละวัน

นั่นคือ 3 แนวคิดที่ทรงพลังมาก ผมไม่เคยมองตลาดหุ้นแบบนั้นมาก่อนเลย ผมมองมันในแง่ลบว่าเป็นสถานที่ที่มีคนมาปั่นราคาด้วยเงินในกระเป๋า ผมจึงทุ่มเทศึกษาอย่างเข้มข้นในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับบัฟเฟต เป็นระยะเวลา 2 ปี

2 ปีหลังจากที่ผมซื้อหุ้นตัวแรก หลังจากที่ผมเรียนจบและผมได้ทำงานที่ธนาคารเพื่อการลงทุน 1 ปี และตระหนักว่ามันเป็นความผิดพลาด ผมพยายามเริ่มตั้งกองทุนแต่ผมยังไม่มีประวัติผลงานให้ติดตาม ปีแรกที่ผมบริหารเงิน ผมขาดทุนไป 19%

การเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหมายถึง คุณมองที่ด้านลบ (Downside) ก่อนที่จะมองด้านบวก (Upside) ก่อนที่คุณจะเป็นนักลงทุน คุณจำเป็นต้องรู้ว่าคุณจะพลาดได้อย่างไรในเกมนี้ มันมีหลายทางที่คุณจะพลาดได้ คุณจำเป็นต้องตรวจสอบว่าคุณเป็นใคร และดูว่าคุณสามารถทำในสิ่งนั้นได้ดีหรือไม่ ถ้าคุณเคยค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่คุณสามารถทำได้ดีและชอบมันอย่างแท้จริง นั่นน่าจะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดของคุณ คุณจะทำได้ดีกว่าคู่แข่ง ถ้าคุณสามารถทำมันด้วยความหลงใหลอย่างแท้จริง นั่นจะเป็นการเพิ่มคุณค่าได้อย่างมหาศาลให้กับตัวคุณเองตลอดช่วงเวลานั้น

กลับมาสู่เกมในการลงทุน แนวความคิดของส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เป็นแนวคิดที่จำเป็นในการที่จะเป็นนักลงทุนที่ดี อนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ คุณมักจะต้องจัดการกับความไม่แน่นอนเสมอๆ ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ ส่วนใหญ่เป็นแบบหลัง คุณต้องอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยเพื่อที่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะไม่เละเป็นโจ๊ก ถ้าคุณประสบความสำเร็จในการรู้ว่าคุณกำลังอยู่กับอะไร คุณจะสามารถผ่านมันไปได้อย่างสวยงาม คนส่วนใหญ่มีปัญหากับสิ่งที่เขาไม่รู้ โลกแบ่งคนออกเป็นคนที่รู้กับคนที่ไม่รู้ ถ้าคุณเป็นฝ่ายที่รู้จริง คุณจะไม่เหนี่ยวไกแบบนักค้าหุ้นที่วอลล์สตรีท ถ้าคุณซื่อสัตย์ในความรู้อย่างแท้จริง คุณจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้น

ชั้นเรียนนี้สอนคุณว่า คุณกำลังเล่นอยู่กับอะไร โดยเฉพาะยอมรับว่าสิ่งไหนที่คุณไม่รู้ เกมการลงทุนเป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างมีผลกระทบกับการลงทุน มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณไม่ได้ลงทุนในอดีต แต่คุณกำลังสะสมกระแสเงินสดในอนาคต คุณต้องมีความต้องการในการค้นหาสิ่งที่คุณรู้ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ มีหลายอย่างที่ผมไม่รู้แต่มันก็ไม่มีผลกับการซื้อ เพราะผมมีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยไว้มาก ผมกำลังซื้อเงิน 1 เหรียญด้วยเงิน 50 เซ็นต์

ฉะนั้น ถ้าสิ่งนั้นมันไม่เป็นไปตามที่คุณคิด คุณก็ยังรอด มันไม่ง่ายหรอก ธุรกิจนี้แข่งขันกันอย่างเหี้ยมโหด มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ทุกอย่างและรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นแน่นอนในธุรกิจจากนี้ไป จนกว่าในที่สุดคุณต้องยอมรับจริงๆว่า อะไรที่คุณไม่รู้”

สุนทรพจน์ของ ลี ลู (1)

Value Way

วิบูลย์ พึงประเสริฐ

5 กรกฏาคม 2553

####

สุนทรพจน์ของลี ลู (2) เข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้

Value Way ฉบับวันที่ 12 กรกฏาคม 2553

โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

ลี ลู บรรยายเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในเดือนเมษายน ปี 2553 ผู้บันทึกการบรรยายครั้งนี้คือ Tariq Ali เจ้าของ blog ชื่อ Street Capitalist : Even Driven Value Investments ส่วนคุณ Grandslam จากเว็บ Thaivi ถ่ายทอดเป็นภาษาไทย ต่อไปนี้เป็นสุนทรพจน์ของ ลี ลู ต่อจากฉบับที่แล้ว

“การค้นหาความเฉียบคมมาจากกรอบของความคิดที่ถูกต้อง และการศึกษาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายปี แต่เมื่อไหร่ที่คุณพบอย่างถ่องแท้ตลอดเส้นทางในการเรียนรู้ คุณต้องมีความกล้าที่จะไม่สนใจต่อความเห็นของคนอื่น การเป็นนักลงทุนที่ดีคุณต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวคุณเอง คุณไม่เพียงแต่แค่ลอกการบ้านคนอื่น ไม่ช้าก็เร็วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายคุณ ถ้าคุณไม่เข้าใจในตัวธุรกิจนั้น ถ้าราคาหุ้นตกลงมาจาก $100 เป็น $50 คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะกลับเป็น $100 หรือ $200 หรือเปล่า

มันจึงเป็นอะไรที่ยากมาก แต่มองอีกแง่ มันก็ให้ผลตอบแทนที่มากเช่นกัน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ถ้าคุณลงทุนได้ดีเพียงแค่ 10 ครั้ง ตลอด 40 ปีในชีวิตการทำงาน คุณจะร่ำรวยมหาศาล มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้การลงทุนแบบเน้นคุณค่าแตกต่างจากทุกสิ่ง

แล้วคุณจะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ได้อย่างไร? เลือกธุรกิจที่คุณเข้าใจมันอย่างแท้จริงมาหนึ่งธุรกิจ ธุรกิจอะไรก็ได้ ขอให้เข้าใจมัน ผมบอกกับนักศึกษาฝึกงานว่า ลองจินตนาการตามผมว่า ถ้าญาติห่างๆของคุณได้เสียชีวิตลง และคุณได้รับมรดกตกทอดมาเป็นธุรกิจที่เค้าเป็นเจ้าของ 100% คุณจะจัดการกับมันอย่างไร? นี่คือสิ่งที่ต้องนึกเมื่อคุณมองดูธุรกิจใดๆ ผมแนะนำให้คุณเริ่มและทำความเข้าใจใน 1 ธุรกิจ จากภายในสู่ภายนอก

วิธีนี้ดีกว่าการอบรมใดๆทั้งสิ้น มันไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่สุดยอด เป็นธุรกิจอะไรก็ได้ คุณต้องมีความรู้สึกให้ได้ว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของมัน 100% คุณจะทำอย่างไร ถ้าคุณสามารถทำได้ คุณจะสามารถยืนหยัดในการแข่งขันได้อย่างมาก คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แนวคิดที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก คนส่วนใหญ่มองมันแค่แผ่นกระดาษและซื้อๆขายๆ เพียงเพราะว่ามันซื้อขายง่าย แต่ถ้ามันเป็นธุรกิจที่คุณสืบทอดมรดกมา คุณจะไม่ซื้อๆขายๆ คุณต้องเริ่มหาความรู้อย่างจริงจังว่า ธุรกิจนี้ควรดำเนินการอย่างไร มันทำงานอย่างไร ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยวิธีนี้ ในที่สุดคุณก็จะรู้ว่าธุรกิจนั้นมีมูลค่ามากเท่าไหร่

เมื่อผมเริ่มต้นธุรกิจในปี 1997 มันเป็นช่วงเวลาท่ามกลางวิกฤตการเงินที่เอเชีย ไม่กี่ปีต่อมาเกิดฟองสบู่อินเทอร์เน็ต เมื่อ 2 ปีก่อนเกิดการล่มสลายรุนแรงในช่วงปี 2007-2008 เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นร้ายแรงในรอบศตวรรษ แต่เกิดห่างกันไม่กี่ปี ทุกครั้งที่เกิดมันส่งผลกระทบกับคุณ ทรัพย์สินสุทธิหรือมูลค่าการลงทุนของคุณอาจจะลดลง 50% นี่คือช่วงเวลาที่ความเข้าใจและอารมณ์เริ่มเข้ามามีส่วนร่วม ตามสัญชาตญาณ คุณต้องมั่นใจในการตัดสินใจของคุณระดับหนึ่ง และไม่โอนเอียงไปกับความคิดของคนอื่น มันไม่ง่ายหรอก แต่นี่แหละคือชีวิต มันคือสิ่งที่ให้เรามา มันเกิดขึ้นกับทุกคน อย่างน้อย 3 ครั้ง ที่ราคาหุ้นของบริษัทเบิร์กไชน์ได้ตกลงกว่า 50% มันเคยเกิดขึ้นกับ แอนดรู คาร์เนกี้ และ ร็อคกี้เฟลเลอร์ ด้วยเช่นกัน มันเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าคุณทำพลาด มันจะไม่หยุดที่ 50% แต่มันจะไปที่ 0 เลยทีเดียว

สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่บริษัทที่เข้มแข็ง ดูบริษัทในอเมริกา 50 อันดับแรกสิ ทุกๆ 10 ปี ตลอดเวลา 20-40 ปีย้อนหลัง 2/3 ของบริษัทเหล่านี้ได้หายไป ผ่านไปอีก 100 ปี มันอาจจะเหลือเพียงแค่ 2 บริษัท มันเป็นอย่างนี้แหละ ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่อย่าง เจนเนอรัล มอเตอร์ส สิ นี่คือสิ่งที่ทำไมผมถึงพูดว่า การลงทุนเป็นขั้นตอนการเรียนรู้อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะการลงทุนของคุณกำลังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ดังนั้น สำหรับคุณที่มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น เกมนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคุณ ระบบทุนนิยมให้รางวัลกับคนที่มีความสามารถในการจัดสรรเงิน ฉะนั้น ถ้าคุณมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ นี่เป็นเกมที่สุดยอดที่สุด ถ้าคุณไม่มีแล้วละก็ ผมแนะนำว่าอย่าเล่นให้หงุดหงิด นี่คือสิ่งที่พวกวอลล์สตรีททำ เขาไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลย เขาแค่เคลื่อนย้ายเงินทุน การปล่อยให้อุตสาหกรรมการเงินใหญ่โตเกินไป เป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับระบบเศรษฐกิจ มันเลวร้ายพอๆกับการเข้าบ่อนติดการพนัน ติดยา และสุรา มันเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ มันเป็นแค่การโยกย้ายความมั่งคั่งเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าได้เกิดขึ้นที่วอลล์สตรีทตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น จงหลีกเลี่ยงมันก่อนที่คุณจะเจ็บตัว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.