เป็นเจ้าของกิจการ ดีอย่างไร? : เทพ รุ่งธนาภิรมย์

เมื่อตอนเริ่มต้นใช้กลยุทธ์ หุ้นห่านทองคำ ผมได้มีโอกาสลองผิดลองถูกในการลงทุนซื้อหุ้น

ยอมรับครับ ว่าผมกลัวตลาดหุ้น เพราะคาดคะเนไม่ถูกว่าจะมีแนวโน้มการเคลื่อนไหวไปทางใด

ผมจึงถือหลัก ต้องพยายามปลอดภัยให้มากไว้ก่อน แต่ก็ทำใจยอมรับกับผลขาดทุนทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการที่ราคาหุ้นร่วงต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อไว้ เพราะชอบความคิดของ Warren Buffett ที่บอกว่า ถ้าใครทนเห็นลงต่ำกว่า 50% ไม่ได้ ยังไม่ใช่นักลงทุน

แต่เพราะการใช้หลักปลอดภัย จึงทำให้ผมต้องทำการบ้าน ด้วยการพยายามประเมินมูลค่าหุ้นว่าควรจะออกมาเท่าใด โดยใหม่ๆจะตั้งเป้าผลตอบแทนจากปันผลไว้สูงก่อน คือ 10%

ถ้าหาซื้อไม่ได้เพราะตั้งราคาซื้อไว้ต่ำไป ก็ค่อยๆขยับขึ้นเป็น 9% บ้าง 8% บ้าง หรือบางทีต่ำกว่าก็ยังมีบ้าง

ทีนี้ พอซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ คอยติดตามผลงานของบริษัทเป็นระยะๆ ที่ชอบมากคือ ทุกบริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น สามารถเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นอย่างน้อยปีละครั้ง

จากแต่เดิมที่เคยละเลย ไม่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ผมก็กลับมาขมีขมัน ศึกษารายการประจำปี(annual reports) อย่างขมักเขม้น พอเริ่มศึกษา ก็เริ่มเห็นบางประเด็นที่ไม่เข้าใจ เลยจดบันทึกไว้แล้วหยิบหยกมาถามในที่ประชุม

ปรากฏว่า ได้เห็นการทำงานของคณะกรรมการหลายๆชุด ซึ่งมีทั้งทำอย่างลวกๆและทำอย่างมืออาชีพ

พวกที่ทำอย่างลวกๆ กลับมา ผมก็ขายหุ้นทิ้ง เพราะถือว่า คณะกรรมการบริษัทไม่ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลดีพอ ถือว่าสอบตกด้าน CG (Corporate Governance) คือทางด้านธรรมาภิบาล

แต่พวกที่ทำอย่างมืออาชีพ ทำให้ผมเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะตัว CEO ซึ่งเวลาแถลงผลการดำเนินงาน จะว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีอย่างเดียว จุดอ่อนหรือความเสี่ยงก็พูดด้วย

ที่สำคัญคือ รับฟังคำถามจากผู้ถือหุ้นอย่างตั้งใจ และตอบอย่างมีเหตุผล พร้อมทั้งบอกว่าทางบริษัทจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

ในการถาม ในการตอบ ผมจะจดบันทึกไว้ เพราะถือว่านี่เป็นบริษัทของผม การถือหุ้นแม้จะเพียงบางส่วน ก็ทำให้ผมกลายเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่งเหมือนกัน

บางบริษัทดีไปกว่านั้นอีก คือมีบริษัทหนึ่งทำเกี่ยวกับน้ำมันพืช ผมได้เสนอให้ทางบริษัทจัดการบรรยายความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ทำให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทางบริษัทก็จัดให้ทำ ให้พวกเราผู้ถือหุ้นเกิดความเข้าใจและมั่นใจมากขึ้น

คนภายนอก ไม่มีโอกาสเช่นนี้ พอเห็นงบการเงินออกมาไม่ดี ก็พากันเทขาย จนหุ้นบริษัทตกไปต่ำมาก Market Cap เหลือเพียง 3,500 ล้านบาท จากเคยสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

แต่พวกเราที่เข้าใจ ขอเน้นว่า ไม่ใช่ได้ข้อมูลแบบภายใน (inside information) เพราะบริษัทจัดให้กับผู้ถือหุ้นที่สนใจ ได้รับฟังข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็กัดฟันทยอยซื้อเพิ่ม

ต่อมา เมื่อบริษัทได้มีการปรับกลยุทธการทำงาน ตามที่เคยเล่าให้ผู้ถือหุ้นฟัง ผลประกอบการก็ออกมาดีขึ้นๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นจนทำให้ market cap ขึ้นมาจาก 3,500 ล้านบาท เป็น 13,000 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นอย่างพวกเราก็มีความสุขกันทั่วหน้า

ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือ การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกิจกรรมที่ควรติดตามทำอย่างต่อเนื่อง

การได้ศึกษาธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัท แล้วมีโอกาสได้สื่อสารกับคณะกรรมการและ CEO เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เพราะเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้สอบถามปัญหาสำคัญๆ ได้แสดงข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการบริษัท เพราะสิ่งที่พูดไว้ จะถูกจดบันทึกในรายการที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเมื่อปีหน้ามาถึง เราสามารถจะสอบถามความก้าวหน้า ของเรื่องที่ได้พูดไว้แล้ว ถ้าบริษัทนำไปปฎิบัติจริง ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ใช่สักแต่พูด

แต่ถ้าไม่ทำเลย อย่างนี้สักครั้งสองครั้ง ก็คงต้องถอย ขายหุ้นทิ้ง เพราะกำลังเจอกับช้างเกเร ขืนคบต่ออนาคตไม่สดใสแน่

เสียดายอย่างเดียว การประชุมผู้ถือหุ้น มักจะมาใกล้กัน จึงต้องเลือกไป ไปแล้ว เสียเวลาบ้างนิดหน่อย แต่ทำให้เข้าใจภาพพจน์บริษัทชัดขึ้น ถือว่าคุ้ม

แถมบางบริษัทก็ใจดี ให้ของชำรวยติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

ซื้อหุ้นแล้วได้กลายเป็นเจ้าของกิจการ ดีอย่างนี้แหละครับ

เป็นเจ้าของกิจการ ดีอย่างไร?

หุ้นห่านทองคำ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

ที่มา : http://www.earnconcept.com/node/825

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.