สันติ สิงหวังชา “คนเล่นหุ้น” : นิตยสารสกุลไทย

เก่าหน่อยนะครับ ตั้งแต่ปี 2549 แต่เนื้อหาไม่ล้าสมัยครับ

.
####
.
เรื่องหุ้นสำหรับบางคน อาจจะดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว ยิ่งถ้าต้องเสี่ยงกับการเล่นหุ้นด้วยแล้ว หลายคนคงวาดภาพไม่ออกเลยว่าตนเองจะผ่านด่านการทำความเข้าใจกับกระดานหุ้นได้หรือไม่ และหุ้นแต่ละวันแต่ละตัว มีความน่าลุ้นน่าติดตามน่าตื่นเต้นแค่ไหนอย่างไร นึกไม่ออกจริงๆ สำคัญกว่านั้น เล่นหุ้นด้วยความสุข เล่นหุ้นแล้วไม่เครียด เล่นเพราะสนใจ เล่นเพราะรู้สึกชอบ เท่านี้เองหรือที่สามารถนำพาวิศวกรหนุ่มคนหนึ่งให้กลายมาเป็น “คนเล่นหุ้น” ที่น่าค้นหาได้
.
“ผมว่าการลงทุนทุกอย่าง มันก็มีความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งใจแค่ไหน ถ้าเราตั้งใจจริง และศึกษาหาความรู้อย่างสม่ำเสมอจริงจัง ผมคิดว่าความเสี่ยงก็จะค่อยๆลดลง
.
.
สันติ สิงหวังชา ชายหนุ่มร่างสันทัดกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเล่นหุ้นที่น่าสนใจมาก แท้จริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้มองว่าการเล่นหุ้นคือการกอบโกยทางธุรกิจ หรือเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวพันกับผลเสียผลได้เท่านั้น หากแต่พื้นฐานการเล่นหุ้นของเขามาจากการค้นพบบางสิ่งในตัวเอง
.
บันไดสู่ตลาดหุ้น
.
“ผมเรียนจบมาทางด้านวิศวะที่จุฬาฯ สาขาวิศวะโยธา จบมาประมาณ ๓ ปีกว่า ก่อนหน้านี้เคยไปทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งตามสาขาที่ร่ำเรียนมา ทีนี้ ตอนจบออกมาใหม่ๆ มีโปรแกรมของชมรมส่งเสริมนักลงทุนเพื่อสอนนักศึกษาให้รู้จักการลงทุน ผมได้เข้าไปร่วมฟังด้วย เลยเป็นจุดเริ่มให้สนใจด้านนี้เป็นพิเศษ”
.
คุณสันติยังออกตัวว่า
.
“ที่จริงจบวิศวะมา ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องการลงทุนเท่าไหร่ ยิ่งตอนเรียนนี่ไม่รู้เรื่องเลยครับ เพิ่งมาสนใจจริงจังก็ตอนที่เรียนจบออกมาแล้ว ที่บ้านผมประกอบธุรกิจค้าขายอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไปธรรมดา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการลงทุนเลย ผมทำงานไปสักพักหนึ่ง ถึงรู้สึกว่าวิศวะไม่ใช่ทางของเราเท่าไหร่ เราถนัดทางด้านการเงินการลงทุนมากกว่า เวลาอ่านหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการเงิน รู้สึกมีความสุข สนุกกับมัน พอดีผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือด้วย และอย่างที่บอกว่าได้มีโอกาสไปฟังการจัดอบรมของชมรมส่งเสริมนักลงทุน เขาสอนเรื่องการออม สอนเรื่องหุ้น สอนเรื่องการเงินทั่วๆไป และสอนทุกอย่างที่เกี่ยวกับการลงทุน
.
ตอนแรกที่ฟัง ยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่รู้สึกสนใจมาก พยายามหาหนังสือมาอ่านมากขึ้น อ่านหลายเล่มครับ ทั้งบัญชี หนังสือเกี่ยวกับด้านการลงทุนที่ดังๆหลายเล่ม อ่านหนังสือภาษาไทยจนหมดแล้ว ยังรู้สึกไม่หนำใจ เลยไปหาหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านอีกที่เกี่ยวกับเรื่องหุ้นทั้งหมด ระหว่างที่อ่านก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ตอนนั้นยังทำงานที่บริษัทเอกชน ทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆ พอได้เงินทุนก้อนหนึ่ง จึงเอามาลงทุนเรื่องหุ้น คือจากการที่ผมอ่านหนังสือมามาก ทำให้รู้ว่าการเล่นหุ้นมีหลายรูปแบบ มีแบบเก็งกำไร แบบลงทุนระยะยาว ผมศึกษาทั้งสองแบบ และคิดว่าการลงทุนระยะยาว ดูจะเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ขณะเดียวกันเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอร์เนตบ้าง ซึ่งมีเว็บบอร์ดที่รวมนักลงทุนแต่ละสไตล์เอาไว้ ผมศึกษาทั้งข้อมูลและพบเห็นตัวอย่างของนักลงทุนแบบลงทุนระยะยาว ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จหมด ก็เลยรู้สึกว่าการลงทุนแบบนักลงทุนระยะยาว น่าจะเป็นทางที่ดี ทางที่ถูกต้อง”
.
เงินก้อนแรก
.
“ผมมีเงินเก็บก้อนแรกอยู่ประมาณสองแสนกว่าบาท และมั่นใจว่าเราได้ศึกษาเรื่องหุ้นมากพอสมควรละ ผมก็ไปเปิดพอร์ท คล้ายๆเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อให้รู้ว่าเราจะมีการซื้อขายหุ้นที่นี่ แล้วมานั่งศึกษาต่อว่าน่าจะซื้อหุ้นตัวไหนดี ก็ทำตามตำรา เล่นหุ้นครั้งแรกเหมือนเด็กใหม่น่ะครับ ทำตามตำราเป๊ะทุกอย่าง สักพักก็ขาดทุน ขาดทุนนิดหน่อยครับ พอขาดทุน แทนที่จะท้อ ผมกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น กลับคิดว่าเรายังไม่เก่งพอ ก็มานั่งหาคำตอบว่าทำไมเราถึงขาดทุน อาจจะเป็นเพราะเรายังศึกษาหุ้นตัวนั้นไม่ละเอียดพอ อาจจะคิดอะไรง่ายๆจนเกินไป ไม่ดูรายละเอียดให้ดี ไม่ดูว่าธุรกิจตัวนั้นมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง
.
ต่อมา ก็เริ่มลงทุนหุ้นกับตัวธุรกิจที่เราเข้าใจมากขึ้น อย่างหุ้นตัวแรกที่ผมเล่นเป็นหุ้นธุรกิจชำแหละไก่ ซึ่งถ้าพูดตรงๆก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับว่าธุรกิจชำแหละไก่เป็นอย่างไร อารมณ์ตอนนั้นก็คือ ตำราหลายๆเล่มบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมีแบบนี้ๆ ด้วยการเอาราคาหุ้นมาเทียบกับกำไรของบริษัท ยิ่งค่าต่ำๆยิ่งแสดงว่าหุ้นราคาถูก โดยจะมีเรโชแสดงการคำนวณอยู่ว่าดูอย่างไรถึงจะรู้ว่าหุ้นราคาถูก ผมก็ทำตามตำราทุกอย่าง แต่ทีนี้เราดูแค่ตัวเลข ไม่ได้สนใจธุรกิจของหุ้นเลย หลังจากนั้นจึงมานั่งคิดว่าการลงทุนในหุ้นที่ถูกต้อง เราต้องเข้าใจในตัวธุรกิจด้วยเพื่อพอจะคาดการณ์ได้ว่าอนาคตกำไรของเขาจะเป็นอย่างไร
.
เล่นหุ้นอย่างมืออาชีพ
.
“ตัวหุ้นต่อๆมาที่ผมเล่น คิดว่าเลือกตัวที่เราเข้าใจง่ายๆ อย่าง หุ้นมาบุญครอง เราคาดการณ์ว่ากำไรของเขาไม่น่าจะตกแน่ และราคาหุ้นก็ราคาไม่แพง เริ่มจับทางได้ว่าการลงทุนหุ้น ต้องเลือกธุรกิจหุ้นที่เราเข้าใจ และคาดการณ์อนาคตได้ หลักการง่ายๆ อย่างแรกเลยก็คือ ต้องมองธุรกิจที่มีคุณภาพดีก่อน หาธุรกิจที่เราเข้าใจและสามารถคาดการณ์อนาคตได้ เป็นต้นว่า มาม่า เราก็รู้ว่าคนกินกันทุกวัน หรือห้างมาบุญครอง จะเห็นว่าร้านค้าในห้างมาบุญครองขยายขึ้นเรื่อยๆ คนเดินเที่ยวเยอะมาก คาดการณ์ว่าธุรกิจของเขาน่าจะกำไรขึ้นเรื่อยๆ หรืออย่างพักหลังนี้ ผมมาดูธุรกิจด้านโรงงาน ซึ่งผมจบด้านวิศวะโยธามา พอจะเข้าใจว่าธุรกิจโรงงานเป็นอย่างไรบ้าง ลูกค้าของเขามาจากไหน การก่อสร้างเป็นอย่างไร พอหาธุรกิจที่เราเข้าใจได้แล้ว ถึงมาดูราคาหุ้น คือสมมติว่าถ้าเราลงทุนทำร้านอาหาร เราต้องคิดแล้วว่ากี่ปีจะคืนทุน การลงทุนเรื่องหุ้นก็จะคล้ายๆกัน มีลักษณะเดียวกัน ถ้าอยากรู้ว่าลงทุนไปแล้วกี่ปีจะคืนทุน เราก็เอาราคาหุ้นเทียบกับกำไร สมมติว่ากำไร 2 บาท แต่ราคา 10 บาท ก็หารง่ายๆ หมายความว่า 5 ปีคืนทุน นี่เป็นหลักการง่ายๆในการเลือกหุ้น
.
อย่างครั้งแรกๆ ผมซื้อหุ้นตัวแรกประมาณหนึ่งแสนบาท แล้วขาดทุนไปประมาณสามหมื่นบาท ผมก็ศึกษามากขึ้น และลองหาหุ้นตัวใหม่ต่อ จากลงทุนหนึ่งแสนบาท ผลกำไรก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 13 ล้านบาทได้แล้วมั้งครับ (ปี 2549) แต่บางปีก็มีกำไรน้อย บางปีก็กำไรเยอะ คือแล้วแต่ว่าเราขยันแค่ไหน และเราเจอหุ้นที่ดีหรือเปล่า
.
โชคดีด้วยว่าพอลงทุนแบบแนวระยะยาว ผมหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ว่ามีใครลงทุนในแนวคล้ายๆเราบ้าง แล้วมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน เริ่มไปรู้จักคนมากขึ้น บางครั้งนั่งคุยกัน รวมกลุ่มกันกินข้าว แต่ละคนก็เสนอขึ้นมาว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้น่าสนใจนะ เหมือนร่วมมือกันคิด เพราะหุ้นในตลาดมีมากถึง 400 – 500 ตัว ถ้าเราหาคนเดียว มันไม่ไหว อย่างนี้ก็เหมือนกับมีคนช่วยเราคิด ช่วยเรากรอง ทำให้กระบวนการเลือกหุ้นของเราดีขึ้นเรื่อยๆ”
.
ลงทุนอย่างมีสติ
.
“ผมว่าจริงๆแล้วก็ไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบหรอกครับ อย่างคนรอบๆตัวที่ผมเจอ บางคนก็เจ็บตัวเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่เจ็บตัวมักจะเป็นคนที่เล่นหุ้นระยะสั้น คือเล่นวันนี้ พรุ่งนี้ขาย แต่หุ้นที่ผมถืออยู่ตอนนี้ ก็ถือมาปีกว่าๆแล้วครับ ยังไม่ได้ขาย ผมรู้สึกว่าเล่นหุ้น เหมือนลงทุนธุรกิจ เราลองนึกภาพว่าถ้าเราเปิดร้านอาหาร ไม่ใช่ว่าเราเปิดวันนี้แล้วจะขายกิจการพรุ่งนี้ แต่เราเปิดและหวังว่าร้านอาหารของเราจะกำไรดีขึ้นเรื่อยๆ มูลค่าร้านอาหารของเราจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่คนส่วนใหญ่ที่ขาดทุนในหุ้น เขาไม่ได้มองหุ้นเป็นธุรกิจ เขามองว่า วันนี้หุ้นลงมาเยอะ พรุ่งนี้ก็คงจะขึ้นละ การคาดการณ์แบบนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับ มันจึงไม่ต่างอะไรกับการเล่นพนัน ซึ่งโอกาสที่จะชนะก็ยาก
.
บางคนเขาซื้อหุ้นมา 10 บาท พอหุ้นขึ้นมาเป็น 12 บาท เขาดีใจแล้วว่ามีกำไร 2 บาท แต่สำหรับผม ไม่ได้ดูว่าผมจะกำไรเท่าไหร่ แต่จะดูว่าธุรกิจนั้นจะดีขึ้นอีกหรือไม่ หุ้นบางตัวผมถือมาตั้งแต่ราคา 9 บาท ตอนนี้ขึ้นเป็น 18 บาท ผมยังไม่ขาย เนื่องจากคาดการณ์ว่าธุรกิจของหุ้นนั้นจะดีขึ้นเรื่อยๆต่อไปอีก
.
วิธีการเล่นของผม กว่าจะถึงข้อพิสูจน์ว่ามันดี ต้องกินเวลาเป็นปีๆ แต่นักเล่นหุ้นบางคน เขาอาจจะไม่รอเหมือนผม เพียงระยะสั้นๆ พอเห็นว่าไม่กำไร เขาก็เลิก ขณะที่ผมกลับไปนั่งหาข้อมูล อ่านหนังสืออะไรต่างๆเพิ่มเติม เพราะผมคิดว่าการลงทุนระยะยาวแบบนี้ สบายกว่าเยอะ ถ้าผมมั่นใจว่าหุ้นตัวนั้นดีจริงๆ ผมซื้อปุ๊บ ผมก็ปล่อย(ถือยาว)เลย เคยมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมซื้อหุ้นตัวหนึ่งไว้ ผมก็ปล่อย ซัก 3 เดือนมาดูกันทีหนึ่ง คือแค่คอยเช็คว่าผลประกอบการของธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร ถ้าไม่เป็นไปตามที่คิด ผมจะขายหุ้นตัวนั้นทิ้งเลย ถึงขาดทุนผมก็ไม่สนใจ
.
ผมมี 3 เหตุผลหลักๆในการขายหุ้น
.
ประการแรกก็คือ เราตัดสินใจผิด คิดว่าธุรกิจนั้นดีแต่กลับไม่ดีอย่างที่คิดจริงๆ ประการที่สอง ราคาหุ้นแพงจนเกินไป การดูหุ้นไม่ใช่ดูแค่ว่าหุ้นตัวนั้นมีคุณภาพดีอย่างเดียว คล้ายกับซื้อของคุณภาพดี แต่ราคาแพง เราก็ไม่อยากซื้อ ถ้าของคุณภาพดี ราคาถูก เราก็แฮปปี้ กับหุ้นก็เหมือนกัน ถ้าแพงเกินไปอย่างชนิดที่ไม่สมเหตุสมผลแล้ว ผมตัดสินใจขายทิ้งเลย ประการสุดท้าย ก็คือว่า ไปเจอหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า
.
บทสรุปของ คนเล่นหุ้น
.
ผมเชื่อว่าถ้าเราเลือกสไตล์การเล่นของเราถูก โอกาสสำเร็จก็ไม่ยากหรอกครับ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่พูดให้ฟัง เพราะฉะนั้น ควรต้องหาข้อมูลให้มากที่สุด และต้องใช้ประสบการณ์เฉพาะตัวด้วย เมื่อผมจะซื้อหุ้นสักตัวหนึ่ง ผมจะใช้เวลาศึกษาข้อมูลหุ้นตัวนั้นจากสื่อหลายๆด้าน อาจจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ถึงจะตัดสินใจ หากเราตั้งใจกับการลงทุนมาก และศึกษาข้อมูลเต็มที่ บางทีความเสี่ยงก็อาจจะต่ำลง
.
เหมือนตอนนี้ผมรู้สึกว่า บางทีมันไม่ใช่เรื่องจำนวนเงิน ส่วนใหญ่คนที่ลงทุนสไตล์ระยะยาว มักจะเป็นคนอดออมอยู่แล้ว ผมเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้เงินเท่าไหร่ ทานข้าวก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร้านหรูหรา เดือนๆหนึ่งผมไม่ได้ใช้เงินมาก มีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป การที่ผมได้มาถึง 10 กว่าล้านบาท ผมคิดว่ามากเกินพอสำหรับผมแล้ว แต่ที่ผมยังมีความสุขที่จะเล่นหุ้นต่อไป เพราะรู้สึกว่าเหมือนกับการเล่นเกมท้าทายความสามารถของตัวเอง
.
และที่สำคัญ เราต้องลงทุนอย่างมีสติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราลงทุนด้วยความโลภ มันจะเริ่มมืดและมองอะไรไม่ออก ถามว่าที่ผมได้มา ผมพอมั้ย ผมคิดว่าผมพอนะ แต่ที่ยังเล่นอยู่ เพราะยังสนุกกับมันอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่สนุกแล้ว ผมอาจจะเลิกก็ได้”
สันติ สิงหวังชา “คนเล่นหุ้น”
.
โดย  ศรัณยา
.
ฉบับที่ 2707 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  5 กันยายน  2549
.
2 comments to “สันติ สิงหวังชา “คนเล่นหุ้น” : นิตยสารสกุลไทย”
  1. หามาได้ไงครับ เก่งจริง ๆ
    ขอบคุณครับสำหรับบทความดี ๆ มีนำมาให้อ่านเสมอ ๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.