ทอง ทอง ทอง – ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

gold

ในช่วงนี้ทองดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนไม่น้อย และเราก็กำลังจะมีตลาดซื้อขายทองล่วงหน้าภายในเวลาไม่เกินสองเดือน แต่ทองเป็นการลงทุนที่ดีจริงหรือ? ทองคืออะไร? มันมีคุณสมบัติอย่างไรมองในแง่การลงทุนและเรื่องอื่น? เรามาดูกัน

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าทองเป็นธาตุ “มหัศจรรย์” และคนรู้จักและใช้มันมาหลายพันปีแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ 4-5,000 ปีมาแล้ว   คุณสมบัติที่โดดเด่นมากของทองก็คือ  มันเป็นธาตุที่ไม่เป็นสนิมเพราะมันไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดังนั้นสีทองที่แวววาวของมันจึงดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน ว่าที่จริงสัญลักษณ์ทางเคมีของทองก็คือ AU ซึ่งมาจากคำว่า Aurora ซึ่งแปลว่าแสงแห่งรุ่งอรุณหรือแสงอรุโณทัย นอกจากความงามของเนื้อทองแล้ว ทองยังเป็นโลหะที่มีความเหนียวเป็นพิเศษและไม่เปราะ เราจึงสามารถตีขึ้นรูปเป็นเส้นหรือแผ่นที่บางมากอย่างไม่น่าเชื่อทำให้คนสามารถนำทองมาทำเป็นเครื่องประดับที่หรูหรามาตั้งแต่โบราณอย่างที่พบในหลุมศพบรรจุมัมมี่  สภาพทองที่เห็นยังคงงดงามเหมือนเดิมทุกอย่างในขณะที่สิ่งอื่น ๆ  ต่างก็ผุพังทรุดโทรมลง   ดังนั้น   ทองจึงเป็นสิ่งที่คนใฝ่ฝันอยู่เสมอมาจนถึงวันนี้

นอกจากการเป็นเครื่องประดับที่ทรงค่าแล้ว ทองยังเคยเป็น  “เงิน”  หรือเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเวลานาน  ต่อมาก็มีการพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้โดยมีทองหนุนหลัง   จนถึงวันนี้ที่ทองกับเงินถูกแยกจากกันหมดแล้ว ทองก็ยังมีบทบาททั้งทางด้านของการทำเป็นเครื่องประดับและการเป็นทรัพย์สินทรงค่าที่รัฐบาลและประชาชนจำนวนมากเก็บไว้เพื่อใช้ในยามที่ต้องการ

แต่ในแง่ของการลงทุนที่เราเน้นที่ผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในทองแล้ว สถิติผลตอบแทนของทองซึ่งวัดจากราคาของทองที่ปรับตัวขึ้นไปในแต่ละปีกลับพบว่าทองนั้นให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก ในช่วง100 ถึง 200 ปีที่ผ่านมาทองนั้นให้ผลตอบแทนเพียงประมาณเท่ากับอัตราเงินเฟ้อคือน่าจะเฉลี่ยประมาณ 2-3 % ต่อปีเท่านั้น นั่นก็คือผลตอบแทนที่คิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐซึ่งมีสถิติการซื้อขายทองมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ราคาของทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาจจะทำให้คนคิดว่าทองเป็นสิ่งที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงเพราะราคาทองปรับขึ้นไปเฉลี่ยแล้วนับเป็นสิบสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีในขณะที่ความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงมีน้อยมาก แต่นี่อาจจะเป็นภาพลวงตา นั่นก็คือ ทองเองก็มีช่วงเวลาที่จะ  “ฉายแสงแวววาว” คือเป็นช่วงที่ทองให้ผลตอบแทนสูงมากในช่วงเวลาหนึ่งอย่างในช่วงนี้ แต่หลังจากการปรับตัวขึ้นไปแรงแล้ว ทองก็อาจจะหงอยเหงาไปอีกหลายปีซึ่งทำให้คนที่ลงทุนซื้อทองในช่วงนี้ขาดทุนหรือไม่ได้ผลตอบแทนไปอีกนาน เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับทองมาแล้วเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับหุ้นซึ่งก็มีเวลาให้ผลตอบแทนดีและเวลาที่ให้ผลตอบแทนแย่เช่นเดียวกัน

ข้อดีของทองในแง่ของการลงทุนก็คือ ราคาหรือผลตอบแทนของทองนั้น โดยสถิติไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้นหรือมีน้อยมาก   นั่นหมายความว่าช่วงที่หุ้นตกราคาทองอาจจะขึ้นหรือไม่ตก นี่ทำให้การถือทองบางส่วนร่วมกับหุ้นเป็นพอร์ตโฟลิโอสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือกระจายความเสี่ยงเงินลงทุนของเราได้

ข้อดีของการถือทองลงทุนข้อสองก็คือ ทองเป็น “ของจริงที่จับต้องได้” ไม่เหมือนหุ้นหรือตราสารการเงินอื่นที่เป็น  “กระดาษ”  หรือเป็น “ตัวเลข” ที่เรามองไม่เห็น  เราสามารถชื่นชมหรือนำทองมาลูบคลำและเกิดความอิ่มอกอิ่มใจได้ในขณะที่หลักทรัพย์นั้น  “ไม่มีตัวตน” และเวลาที่ราคามันตกลงมามาก ๆ  เราจะพบแต่ความเศร้า ตรงกันข้าม ทองนั้นมักให้ความรู้สึกที่ดีและมั่นคงและราคาของมันไม่ค่อยจะตกลงมามากมายอย่างไม่มีเหตุผลเหมือนหุ้น

ข้อดีของทองทั้งสองข้อข้างต้นนั้น โดยส่วนตัวผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยนัก  เพราะผมรู้สึกว่าการลดความเสี่ยงโดยการถือทองนั้นไม่คุ้มกับผลตอบแทนน้อยนิดที่ทองจะทำให้เราในระยะยาว ในด้านของความรู้สึกว่าทองเป็นของจริงที่จับต้องได้นั้น   ผมเองคิดว่าหุ้นนั้นถึงจะเป็น “กระดาษ” แต่มันก็เป็นของจริง มันเป็นเครื่องบอกว่าเราเป็นเจ้าของโรงงาน ร้านค้า หรือธุรกิจที่มีทั้งอุปกรณ์และคนทำงานอยู่จริง ดังนั้น เราก็รู้สึกมีความภาคภูมิใจหรืออิ่มอกอิ่มใจได้เช่นกันจากการถือหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ข้อดีของทองที่ผมคิดว่ามีค่าก็คือ มันสามารถเก็บมูลค่าทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงที่สุด   เพราะเราสามารถเก็บติดตัวหรือพกพามันไปที่ไหนก็ได้  พูดง่าย ๆ   ในยามที่เลวร้ายที่สุด  ทองนั้นจะยังอยู่กับเราเสมอในขณะที่ทรัพย์สินอย่างอื่นอาจจะสูญเสียหรือถูกทำลายไปได้  ดังนั้น   มันจึงเป็นเสมือน  “หลักประกัน”   ชิ้นสุดท้ายที่มีค่าที่สุด  ผมจะลองยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นได้ให้ดู

ถ้าเราเป็นคนยุโรปที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หุ้นของเราที่ถืออยู่อาจจะหมดค่าลงได้เพราะโรงงานของบริษัทอาจจะถูกบอมบ์จนพังทลายหมด เช่นเดียวกัน บ้านที่เป็นทรัพย์สินมีค่ามหาศาลก็อาจจะถูกระเบิดทำลาย ที่ดินเองนั้น ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ แต่ถ้าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ดินก็อาจจะถูกยึดเป็นของหลวง แต่ถ้าเรามีทองอยู่ เราก็สามารถนำทองนั้นติดตัวและทองนั้นยังมีค่าที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าหรือสิ่งจำเป็นอย่างอื่นได้ไม่ว่าเราจะยังอยู่ในยุโรปหรือหนีออกไปอยู่ในทวีปอื่น

ลองมาดูว่าถ้าเราอยู่ในประเทศไทยซึ่งโอกาสเจอสงครามแบบนั้นมีน้อย แต่ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจและต้องกู้เงินมาลงทุน วันหนึ่งธุรกิจอาจจะล้มละลายและคุณอาจถูกยึดทรัพย์ ทรัพย์สินต่างๆ เช่นบ้าน  ที่ดิน  หรือหุ้นนั้นเป็นสิ่งที่มี “ทะเบียน”  ดังนั้น มันอาจถูกยึดไปได้ แต่ทองนั้นโอกาสที่จะถูกยึดแทบไม่มี นี่ก็อาจจะปรับใช้ได้กับนักการเมืองที่อาจจะถูกยึดทรัพย์ได้ ในกรณีแบบนี้ ทองคือสิ่งที่จะยังอยู่ ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำหรับผมแล้ว ประโยชน์ของทองนั้น คือการที่มันเป็นเสมือนกรมธรรม์ประกันความมั่งคั่งที่เราจะต้องจ่าย “เบี้ยประกัน” เป็นผลตอบแทนที่น้อยลงจากการถือทอง

โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.