คำตอบของพี่โจ ลูกอีสาน กับ คำถามของคุณ PWZ : จักษ์กฤช บำรุงตระกูล

รวมรวบประเด็นคำถามและคำตอบที่น่าสนใจโดย คุณจักษ์กฤช บำรุงตระกูล (Kornjackrit) ครับ

เป็นเนื้อหาจากกะทู้ ‘ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ’

####

pwz ถาม : ผมนั่งคิดหาข้อผิดพลาดและการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมือโปรอยู่ครับ จากการที่ผมได้คุยกับเซียนหลายๆคนอ่านหลายๆกระทู้ ทำให้ผมได้ค้นพบว่า ถ้าเราอยากจะเป็นโปรต้องเข้าตีตอนฟ้ามัว คือเห็นก่อนคนอื่นว่าหุ้นตัวนั้นดี และมี driver ที่จะทำให้มันขึ้นในไม่ช้า

ผมเชื่อว่าการที่สมาชิกในเว็บหาหุ้น PE ไม่เกิน 8 roe 20 – 30% ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เปิดไฟล์ของพี่ครรชิตก็กรองหุ้นมาได้ระดับนึงแล้ว แต่จุดที่สำคัญคือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าซื้อตอนไหนถึงจะถึงจุดที่มันใกล้ขึ้นมากที่สุด เพื่อลดความเสียหายจากกรณีที่ตลาด crash และเพื่อทำให้พอร์ตของเราโตได้อย่างรวดเร็ว

พี่โจ ลูกอิสาน ตอบ : เรื่อง timing ในการซื้อหุ้นเป็นเรื่องที่พูดกันได้ยาว ถ้าเราทำได้ถูกจังหวะทุกครั้ง ซื้อแล้วขายได้กำไร แล้วไปซื้อตัวใหม่ก็ขึ้นอีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าทำได้จริงทุกคนคงรวยล้นฟ้ากันหมดแล้วไม่ใช่ทำได้ปีละ 30-40% แต่คงเป็นสี่ห้าร้อยเปอร์เซนต์ แต่เราอาจลืมไปว่า คนเก่งที่สุดในโลกอย่าง วอร์เรนต์ยังทำได้แค่ปีละ 21% เท่านั้น (แต่ทำมาแล้ว 50 ปี ) ถ้าดูปีแรกๆของวอร์เรนต์ผลตอบแทนก็ไม่เกินร้อยนะครับ

timing ในมุมมองผมคือ เมื่อไหร่เราเจอหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมากๆ เราจะรอทำไม ซื้อเลยครับ ก่อนที่คนอื่นจะมาเจอและราคาไต่ขึ้นไป แต่หุ้นบางตัวเรารู้ว่ากำไรจะเพิ่มมาก แต่อาจจะเป็นอีก 3-4 ปีข้างหน้า อย่างนี้ก็ต้องคิดหาผลตอบแทนทบต้นต่อปีออกมาครับ ถ้าได้ต่ำกว่าปีละ 30% ทบต้น ผมจะไม่สนใจครับ ส่วนการหาช่วงจังหวะในการซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงตลาด crash อันนี้อาจจะเป็นมุมมองการคาดเดาตลาด ที่มีโอกาสผิดพลาดสูง วิกฤิตมันไม่ได้มาบ่อยๆ(เพราะคนเจ็บแล้วจำ) เราเสียเวลารอหลายปีเงินก็ไม่โต แทนที่จะนำเงินไปซื้อหุ้นดีๆราคาต่ำกว่ามูลค่าแล้วได้กำไรทุกๆปีไม่ดีกว่าหรือ ลองคิดดูว่าเราอดทนรอ 10 ปี ได้ซื้อหุ้นตอนปีวิกฤิตที่ราคาต่ำมากๆ เราอาจได้กำไร 400-500% สมมุตินะครับ แต่หากเราลงทุนทุกๆปีได้กำไร 40% ต่อปีติดต่อกัน 10 ปี ถามว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน ตอบโดยไม่ต้องคิดมากผมคงเลือกแบบที่สอง เพราะให้ผลตอบแทนถึง 2000% ผมอุปมาอุปไมยตัวเลขนะครับ แต่ต้องการสื่อว่า ต้นทุนการเสียโอกาส เสียเวลาในการทำผลตอบแทนทบต้นนั้นมันมหาศาล

*************************

pwz ถาม : อีกข้อคือ เรื่องข่าว ผมขอถามพี่ลูกอีสานครับว่า ทำยังไงถึงจะรู้ได้ก่อน เพราะคนทั่วไปกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็คือตรงที่เฉลย EPS แล้ว แต่ผมเห็นระดับเซียนเข้าซื้อได้ตั้งแต่ตอนต้นๆด้วยซ้ำ ผมอยากรู้ว่าพี่ลูกอีสานใช้อะไรในการหาหุ้น และ confirm ครับว่ามันจะโตได้จริง ถ้าเป็นไปได้ขอตัวอย่างอย่างในกรณีของ hemraj ก็ได้ครับว่าพี่ลูกอีสานเห็นตอนไหน(จากข่าว ฯลฯ) และใช้อะไรเป็นตัวยืนยันสัญญาณว่าจะมาจริง

ผมเข้าใจว่าสิ่งที่จะทำให้กลยุทธที่พี่ลูกอีสานบอกว่าหาหุ้นที่ราคาไม่ถูกไม่แพงวันนี้ แต่เราวิเคราะห์แล้วกำไรจะโตมากมายในอนาคตนั้นต้องใช้ 2 อย่างคือ

1 .ฐานข้อมูลหุ้นแทบทุกตัวเพื่อที่จะเข้าใจธุรกิจ

2. การหาสัญญาณว่ามันจะโตในอนาคต

ซึ่งในข้อ 1 นี่ผมกำลังทำอยู่ครับ แต่ข้อ 2 นี่บอกตามตรงว่าจนใจ ผมจะเจอก็ต่อเมื่อข้อสอบมันเฉลยออกมาแล้วว่างบดี(คนส่วนใหญ่รู้) แต่ตอนที่มันขมุกขมัวนี่ผมพยายามแล้วแต่ดูไม่ออกซักทีครับ ไม่ทราบว่าพี่ลูกอีสานจะแนะนำได้ไหมว่าจุดสังเกตคืออะไรหรือหาข่าวจากไหน

อีกข้อที่ผมสงสัยก็คือ พี่ลูกอีสานคิดว่าตรงจุดไหนครับที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พี่ลูกอีสานมองทะลุเห็น driver ต่างๆ มองสถานการณ์ออกและเข้าทำได้ก่อนชาวบ้าน (จุดหรือเหตุการณ์ที่แปรสภาพพี่ลูกอีสานจากคนธรรมดาเป็นเซียนอะครับ) เพราะผมไม่เชื่อว่าแค่เปลี่ยนแนวคิดมาเป็น VI แล้วจะสามารถทำกำไรได้ 30% ต่อปีเป็นอย่างน้อย ไม่งั้นป่านนี้เศรษฐีคงเต็มเว็บไปแล้ว เพราะทุกคนก็มองหาหุ้น undervalue มี upside เยอะๆกันทั้งนั้น แต่กลับมีไม่กี่คนที่ได้เก็บหุ้นตอนราคาถูก ที่เหลือจะไปเจอตอนราคากลางๆค่อนไปทางสูงแล้วทั้งนั้น อะไรคือจุดที่พี่ลูกอีสานคิดว่าคนเหล่านี้ขาดไปครับ

พี่โจ ลูกอิสาน ตอบ : การหาหุ้นที่กำไรจะโตมากๆ ผมก็ไม่ได้ใช้วิธีพิสดารอะไรเลยครับ ก็อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ดูข่าวที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ อ่านแบบ 56-1 ติดตามข่าวบริษัทเป็นปกติเหมือนกับทุกๆคน หากบริษัทมีแผนการขยายงาน การปรับเปลี่ยนธุรกิจหรืออะไรก็แล้วแต่ที่กำไรอาจจะโต ผมก็สนใจทั้งนั้น และคอยติดตามความก้าวหน้า แต่ที่ผมให้ความสำคัญคือ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง เพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็บอกว่ากำไรจะโตทั้งนั้น แต่เราต้องดูความเป็นไปได้ ดูเหตุและผลว่าจะทำได้จริงหรือไม่

หลังจากเราได้หุ้นที่เราแน่ใจว่ากำไรจะโตมากๆค่อนข้างแน่ เราก็ต้องไปดู valution ดูราคาหุ้นว่าแพงไปหรือเปล่า

กรณี hemraj ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ผมติดตามเบาะแสจากหุ้น glow ผมเห็นว่าหุ้น glow จะเติบโตมากแต่ราคาขึ้นก็ขึ้นมาตอบสนองไปพอสมควรแล้ว ไปสะดุดที่โรงไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของบริษัทที่จะก่อสร้างมีหุ้นส่วนน้อยอย่าง hemraj ถือหุ้นอยู่ด้วย 35% ผมลองหาส่วนแบ่งกำไรที่คาดว่าจะได้รับ นำไปรวมกับกำไรปกติของ hemraj พบว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นค่อนข้างเยอะ ดีกว่าของ glow มาก เลยได้พุดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นหุ้นตัวนี้ในงานมีตติ้ง tvi ภาคใต้ครั้งก่อนเดือนมีนาคม แต่อย่ามองด้านได้ด้านเดียวครับ ความเสี่ยงก็มีอยู่เรื่องปัญหาการฟ้องร้องกับ NGO ถ้ามีผลจริงอาจทำให้โครงการล่าช้าไปบ้าง แต่ที่สุดผมคิดว่าน่าจะผ่านไปได้ครับ … (หมายเหตุ ; กรณี hemraj พูดถึงในช่วงกลางปี 2553 ไม่ใช่ ณ ปัจจุบัน)

ข้อสังเกตของผมประเด็นนึงคือ ปัจจุบันการลงทุนที่เน้นพื้นฐานแบบ vi เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะมีคนใช้แล้วได้ผลจริง ดังนั้น การแข่งขันหาหุ้นดีๆมีค่อนข้างสูง หากเราเจอหุ้นที่ดีและคิดว่าให้ผลตอบแทนต่อปีที่พอใจ อย่ารีรอครับต้องรีบจับจองเป็นเจ้าของ ไปตลาดตั้งแต่ตอนตีสาม ถึงจะต้องรอนานหน่อย แต่ก็ดีกว่ามาตอนตลาดวายไปแล้ว…

แนวคิดการหาหุ้นลงทุน ผมพยายามมองง่ายๆว่า ‘ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับผลกำไร’

1. เราก็เลือกหุ้นที่กำไรจะโตที่สุด

2. โดยที่มีความแน่นอนที่สุด

3. ราคาหุ้นยังไม่ตอบสนอง

มันซับซ้อนขนาดนี้เองครับ…

‘คำตอบของพี่โจ ลูกอีสาน กับ คำถามของคุณ PWZ’

รวบรวมโดย จักษ์กฤช บำรุงตระกูล (Kornjackrit)

4 comments to “คำตอบของพี่โจ ลูกอีสาน กับ คำถามของคุณ PWZ : จักษ์กฤช บำรุงตระกูล”
  1. ยอดเยี่ยมมากครับ คุณ i_sarut อยากให้มีบทความแบบนี้มาลงบ่อยๆ เหมือนบทสนทนาธรรม อะไรประมาณนี้ ได้ความรู้ดีมาก

    ขออนุญาต นำไป fw mail ให้เพื่อนที่ทำงานได้อ่านด้วย

    ขอบคุณมากครับ คุณ i_sarut

  2. นำไปแชร์กันได้เลยครับ บทความส่วนใหญ่ในเวบนี้ผมก็แค่กรองเอาบทความที่ดีๆมาลงต่ออีกทีครับ

    ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ จะคัดบทความคุณภาพมาลงให้อ่านกันเรื่อยๆนะครับ

  3. ขอบคุณมากๆครับที่นำมาลงไว้ให้อ่าน

    ได้้ประัโยชน์จริงๆครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ^^

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.