Social Business Enterprise, แนวคิดของ ยูนุส จะใช้ได้กับสังคมไทยได้หรือไม่? : สรสิช ศรีใจภา

กว่าจะพิมพ์บทความนี้เสร็จได้ ช่างยากเย็นมากครับ คราวก่อนพิม์เสร็จยังไม่ทันส่ง คอมแฮงค์ เสียไปเลยจนต้องฟอแมท (เขียนบทความทีไรเป็นทุกที ตั้งแต่บอร์ดฟุตบอลเก่าละ อาถรรพ์ป่าววะเนี่ย)

ก่อนหน้าที่ผมจะมาพิมพ์บทความนี้ ผมได้ยินชื่อของ โมฮัมหมัด ยูนุส มาได้ไม่นาน จนกระทั่งได้ทำรายงานเกี่ยวกับ ไมโครเครดิต ผมรู้สึกทันทีเลยว่าผู้ชายคนนี้สุดยอดมาก เพราะความคิดของเค้าจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นมาก เพราะผมเองก็เชื่อว่า สิ่งที่กำลังแบ่งแยกชนชั้นของสังคมคือเงิน ทั้งๆที่คนมีเงินบางทีผมว่าน่าคบหาน้อยกว่าเสียอีก ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยกับ ยูนุส ที่ว่า การจะขจัดความยากจนออกไปจากโลก ต้องไม่ใช่ด้วยการบริจาคเงินให้คนจน แต่เป็นการสอนและเปลี่ยนคนจนให้กลายเป็นผู้ประกอบการต่างหาก

แม้ว่าจากประสบการณ์ที่ได้ไปสำรวจย่านคนจนมาหลายที่ จะทำให้ผมคิดว่ามันต้องปรับอีกมากถ้าจะใช้กับคนไทยก็ตาม เพราะคนไทย(ในความคิดของผม) ชอบที่จะนั่งรอความช่วยเหลือมากกว่าจะพยายามขวนขวายอะไรด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะคนไทยรักความสบาย (มันเป็นแค่ความคิดของผมแหละนะ = =) แต่ถ้ามันปรับจนลงตัวแล้ว ผมคิดว่า ไมโครเครดิต จะช่วยให้คนจนในประเทศเราเองหายจนได้เหมือนกัน

นอกจากแนวคิด ไมโครเครดิต แล้ว Social Business Enterprise ก็เป็นอะไรที่ผมคิดว่า นี่แหละ เพื่อโลกน่าอยู่ของจริง ผมชอบความคิดนี่มาก แล้วก็ชอบพล่ามให้แฟนตัวเองฟังประจำ จนในที่สุดมันก็โยงมาถึงบทความนี้ เพราะแฟนผมบอกว่า มันเป็นความคิดที่ดี แต่ดูอุดมคติไปหน่อยนะ เดี๋ยวนี้สังคมมันต่ำทรามกันไปหมดแล้ว แถมหาว่า ผมใช้ชีวิตอยู่กับโลกอุดมคติมากไปรึเปล่าอีกต่างหาก (เจ็บครับ TT^TT) ทำให้ผมมานั่งลองนึกดู ผมก็แอบรู้สึกเห็นด้วยกับแฟนตัวเองเหมือนกันว่า ทุกๆวันนี้มองไปทางไหนสังคมมันก็มีแต่ปัญหา เหมือนสภาพจิตใจคนเรามันต่ำลงไปเรื่อยๆ ยิ่งคิดผมก็ยิ่งไม่สบายใจ

ผมรู้สึกเหมือนเงินมันจะกลายเป็นเทพเจ้าของสังคมไปแล้วหละครับ!!!

ทำเอาผมรู้สึกท้อแท้กับชีวิตไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว เพราะความฝัน(ลมๆแล้งๆ)ที่ผมอยากทำคือ ผมอยากทำอะไรเพื่อประเทศชาติ อยากทำอะไรที่ทำให้คนในประเทศใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข (จะได้ฝากชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ 555+)

ประจวบเหมาะกับที่ผมได้ไปเข้าค่ายวิชาพัฒนาชนบทพอดี ที่บ้านปราสาท โคราช…

6 วัน 5 คืนเต็มๆที่ได้อยู่กับชาวบ้าน (Homestay) ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ผมสบายใจมาก เงินทองแทบไม่ได้ใช้ (ใช้กินไอติม เพราะอากาศร้อน ล่อซะน้ำหนักขึ้นเลย TT^TT) แถมผมเห็นชาวบ้านไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมาย เค้าก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข อบอุ่นเสียยิ่งกว่าสังคมกรุงเทพฯ ที่มีแต่การแข่งขันเยอะ!!!

ถ้าเกิดว่าบริษัททั้งหลายแหล่ในโลก หันมาใช้แนวคิด Social Business Enterprise กันหมด รับรองว่าปัญหาพวกราคาไม่เป็นธรรมต่างๆนาๆก็จะหายไปด้วย เพราะถ้ามองเรื่องการทำความดีคืนสู่สังคมเพื่อให้โลกหน้าอยู่แล้ว ผมว่ากำไรขาดทุนมันดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยนะครับ

สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าความคิดนี้จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดในโลกธุรกิจในอนาคตไปเลยทีเดียว และก็จะช่วยเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกบริจาคเงินการกุศล ที่ในความคิดของผม(อีกแล้ว) คิดว่าไม่ค่อยได้ผลที่เงินบริจาคจะเป็นการช่วยสร้างงาน เพราะการบริจาคเงินมันก็แค่ระยะสั้นๆ แต่ถ้าเราสร้างงานที่มั่นคงยั่งยืนให้คนจนเหล่านั้นได้ นี่แหละ วิธีขจัดความจนที่ยั่งยืนหละครับท่าน

ยิ่งผมติดตามความคิดของผู้ชายคนนี้(ยูนุส) มากเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกทึ่งในความคิดที่ไม่ยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ และวัฒนธรรมเก่าต่างๆของเค้า (วัฒนธรรมมันจะมีประโยชน์มากแค่ไหนกัน ถ้ามันยังทำให้คนจนต่อไปเรื่อยๆ) แนวคิดของผู้ชายคนนี้สะเทือนทั้งโลกได้จริงๆ ไม่แปลกใจเลยสำหรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถ้าดูจากสิ่งที่เค้าทำ เพื่อขจัดความยากจนของคนจนทั่วทั้งโลก

ยิ่งสำหรับคนที่เชื่อมั่นในความเท่าเทียม(แต่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์นะครับ = =) และยึดติดอยู่กับโลกในอุดมคติที่ไม่มีกำแพงความจนอย่างผม แนวคิดนี้ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ และเข้าใกล้คำว่า “โลกอุดมคติ”เข้าไปอีกนิด

Social Business Enterprise, แนวคิดของ ยูนุส จะใช้ได้กับสังคมไทยได้หรือไม่?

Our Columnist @ www.sarut-homesite.net

สรสิช ศรีใจภา (PoomCTP)

14 พ.ค. 2553

3 comments to “Social Business Enterprise, แนวคิดของ ยูนุส จะใช้ได้กับสังคมไทยได้หรือไม่? : สรสิช ศรีใจภา”
  1. ได้แนวคิดที่ดีมากมาย และเห็นด้วยที่ว่า สังคมต่างจังหวัดน่าอยู่กว่ามาก
    ออกงานเขียนมาเรื่อยๆๆนะครับ จะตามอ่าน

  2. เรื่อง social business จะใช้ได้กับสังคมไทยได้หรือไม่ เป็นคำถามที่น่าศึกษา เคยอ่านเรื่องของ ยูนุส มาตั้งแต่มีข่าวได้รับรางวัลโนเบลอยากให้เมืองไทยมีธนาคารแบบนี้ (สมัยนั้นทำงานในสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ)ก็ได้แต่อยากเพราะไม่เห็นแววว่าจะมีผู้บริหารของหน่วยงานจะสนใจมีนโยบายให้พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อรองรับ เวลาผ่านไปเกือบ 3ปี ก็เพิ่งจะได้รับข่าวว่า รมต.คลัง (คุณกรณ์) จะให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จัดตั้งธนาคารลักษณะนี้ขึ้น แต่แล้วก็มีความกังวลของสหภาพแรงงานไปรษณีย์ไทยกลัวว่าจะเกิดความเสียหายต่อองค์กร เพราะเป็นการปล่อยกู้แบบไม่มีหลักประกัน ซึ่งก็เข้าใจได้อยู่ว่าสังคมไทยมีบทเรียนจากการปล่อยกู้แบบไม่มีหลักประกันจนนำไปสู่ภาวะวิกฤตต้มยำกุ้งมาแล้ว แต่หลังจากวิกฤติมาก็ได้เห็นการนำบทเรียนนั้นมาใช้ในลักษณะป้องกันจนกลัวที่จะทำอะไรใหม่ ๆ สังคมไทยเป็นอะไรที่อธิบายยากชอบออกกฎ ระเบียบ มาป้องกันคนประพฤติไม่ดีแต่ไม่เคยมองให้รอบด้านว่ากฎ ระเบียบนั้นมันจะส่งผลกระทบกับคนประพฤติดีไปด้วยหรือไม่ กลายเป็นว่าคนประพฤติดีในสังคมไทยกลายเป็นถูกลงโทษ คนประพฤติไม่ดีได้รางวัล (ดูง่าย ๆ พวกเสื้อแดงออกมาก่อม๊อบ รัฐพากลับบ้านแถมให้เงินติดตัวกลับ ขณะที่คนทำมาหากินถูกพวกนี้ทำลายสินทรัพย์กลับต้องมานั่งกู้เงินเป็นหนี้เพิ่ม) ดังนั้นอย่ามาถามหาความยุติธรรมในสังคมไทย และสังคมไทยก็ไม่ได้มีแค่ 2 มาตรฐาน ตราบใดที่คนในสังคมไทยแยกแยะไม่ออกว่าผลประโยชน์ส่วนตน กับ ของชาติอะไรสำคัญกว่ากัน ไม่ใช่เป็นปัญหาจากการศึกษาที่คนแยกแยะไม่ได้ เพราะคนมีการศึกษาเกือบทั้งนั้นที่มีอิทธิพลต่อแนวทางการบริหารชาติ ที่แยกแยะไม่ได้เพราะความเห็นแก่ตัวต่างหาก วัฒนธรรมไทยอยู่บนพื้นฐานระบบอุปถัมภ์มาตั้งแต่เริ่มเป็นชาติ ระบบไม่ใช่ไม่ดีแต่ขึ้นอยู่กับคนที่ใช้ระบบมากกว่าแยกงานและส่วนตัวไม่ออก สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น ซึ่งมันก็กระทบเข้าไปในระบบสถาบันการเงินโดยเฉพาะของภาครัฐ ดังนั้นถ้าหวังให้ภาครัฐผลักดันเรื่อง social business ก็น่าจะลืมความคิดนี้ไปได้เลย เพราะไม่มีผู้บริหารคนไหนกล้าทำหรอก เพราะพอปล่อยสินเชื่อไปแล้วเกิดหนี้เสียก็โดนสอบวินัยพาลพาไปให้จบชีวิตการทำงานที่ไม่สวยงาม เพราะคนในสังคมมีสมมติฐานอยู่บนพื้นฐานการคอรัปชั่น ประกอบกับนิสัยคนไทยอีกด้านหนึ่ง การที่เราแก้ปัญหาหนี้นอกระบบกันไม่ได้เพราะ ทัศนคติของคนไทย เช่น ชอบอะไรเร็ว ๆ ง่าย ๆ ไม่ชอบให้ใครบังคับ ขาดระเบียบวินัยในชีวิต มองโลกสั้น ๆ อายที่จะเป็นคนทำถูกกฎหมายและระเบียบ (เพราะจะเหมือนเป็นคนโง่) ไม่มีกินอายแต่ไม่อายที่จะกอบโกยจากคนอื่นด้วยวิธีง่าย ๆ เห็นแก่ตัว อย่างคำพูดของบางคน “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” การที่คนในสังคมชอบที่จะยืนยันว่าตนอยู่ในสังคมพุทธ ทำให้เรามองคนไทยในแง่มุมที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีเมตตา ซึ่งก็น่าจะส่งผลดีต่อการทำธุรกิจ social business แต่ในความเป้นจริงมันไม่ใช่ เพราะการรับรู้ที่ผิด ๆ เกี่ยวกับคนในสังคมไทยทำให้เรารู้สึกแย่เวลาที่ได้รับข่าวสารไม่ดีเกี่ยวกับผู้คนในสังคม จนต้องออกมาร้องเพลงขอให้คนไทยรักกัน ออกมาขอความปรองดอง สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องทำเลยเพราะมันไม่มีทางสำเร็จ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ ๆ ยังไม่รู้จักรักและเคารพตัวเอง มันจะไปรักและเคารพใครเป็น ปรองดองจะเกิดได้เมื่อต่างฝ่ายต่างฟัดกันเองจนเข้าตาจนเอาตัวไม่รอดมันก็จะหันมากอดคอกันเองนั่นแหละ หากเราพิจารณาคนบนพื้นฐานว่า คนมันมีกิเลส (ความอยากทั้งหลาย)จนนำไปสู่การเห็นแก่ตัว ความกลัว แต่เป้าหมายสูงสุดของการเป็นคนก็คือการพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐนั้น เราก็จะสามารถหาวิธีบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจเพื่อสังคมได้ ดังนั้นประเด็นที่ว่าเรื่อง social business จะใช้ได้กับสังคมไทยได้หรือไม่ ก็น่าจะพัฒนาได้เพียงแต่ต้องใช้เวลานานพอสมควร (ไม่อาจระบุระยะเวลากี่ปีได้ แต่มันจะเริ่มเห็นได้เมื่อมีข่าวมหาเศรษฐีของเมืองไทยคนไหนประกาศจะยกทรัพย์สินทั้งหมดให้การกุศลไม่เก็บไว้ให้ลูกหลานในตระกูลนั้นแหละ ) เราจึงจะเห็นการเกิดและเติบโตของธุรกิจเพื่อสังคม

  3. “การที่เราแก้ปัญหาหนี้นอกระบบกันไม่ได้เพราะ ทัศนคติของคนไทย เช่น ชอบอะไรเร็ว ๆ ง่าย ๆ ไม่ชอบให้ใครบังคับ ขาดระเบียบวินัยในชีวิต มองโลกสั้น ๆ อายที่จะเป็นคนทำถูกกฎหมายและระเบียบ (เพราะจะเหมือนเป็นคนโง่) ไม่มีกินอายแต่ไม่อายที่จะกอบโกยจากคนอื่นด้วยวิธีง่าย ๆ”
    ชอบประโยคนี้มากครับคุณ aoranuch รวมทั้งความคิดเห็นทั้งหมดของคุณ ผมเห็นด้วยทุกประการเลยครับ แนวคิดต่างๆมันมีดีในตัวของมันอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่คนนำไปใช้มากกว่าครับ ผมเองมองว่าคงยากครับที่จะเอามาใช้กับไทยตรงๆ เราไม่เหมือนจีนที่สามารถสั่งให้ธนาคารท้องถิ่นปล่อยกู้ให้กับลูกนี้ได้เลย ยิ่งเป็นอย่างที่คุณ aoranuch ว่าคนไทยไม่มีระเบียบวินัย หวังแต่พึ่งผู้อื่นก่อนตัวเองเสมอ ผมว่าแนวคิดนี้คงต้องปรับปรุงอีกมากๆๆๆ เลยหละครับ อย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยเราซึ่งยากมาก(ในความคิดผม) คนไทยนอกจากจะไปชอบพึ่งพาตัวเองก่อนแล้ว ยังชอบให้คนอื่นป้อน ป้อนให้ไม่ดีก็บ่น ไม่ป้อนก็ยังบ่นครับ = = ส่วนเรื่องปรองดอง ตอนได้ยินเรื่องปรองดองอะไรพวกนี้ ผมรู้สึกไม่ดีเลยครับ บ้านเมืองเรามันแหลกเหลวขนาดต้องมาขอให้ปรองดองกันเลยหรอครับเนี่ย = = สุดท้ายและท้ายสุด ยังไงสิ่งที่ต้องเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนเลยคือความคิด ทัศนคติของคนครับ ผมเองอาจจะพูดไม่ได้มาก เพราะผมยังคงเรียนมหาลัยอยู่ อาจจะยังไม่ได้เจอกับผู้คนอื่นๆอีกมาก แต่แค่ผู้คนที่พบเห็นทั้งใกล้ๆตัว ทั้งคนที่รู้จัก ไม่รู้จัก ผมก็พอจะบอกได้หละครับว่า คนไทยเรา เข้าใจอะไรผิดๆ ค่านิยมผิดๆ ความคิดผิดๆ เยอะครับ ถ้าไม่แก้ตรงนี้ ต่อให้มี 3G ก็ไม่เจริญครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.