<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความคัดสรร การลงทุน</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>บทความคัดสรร บทความการลงทุน การเล่นหุ้น วิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 May 2013 05:31:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.5.1</generator>
		<item>
		<title>หลักการสำคัญของสามเซียนด้านการเงิน : Phantorm</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/05/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/05/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 May 2013 12:24:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[Dennis Gartman]]></category>
		<category><![CDATA[Phantorm]]></category>
		<category><![CDATA[Puggy Pearson]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10967</guid>
		<description><![CDATA[<p>&#8220;แม้ว่า Warren Buffett (Investor), Dennis Gartman (Trader) และ Puggy Pearson (Gambler) จะมีวิธีและหลักการที่แตกต่างกันมาก  แต่พวกเขาก็สามารถประสบความสำเร็จในด้านการเงินการลงทุนได้เหมือนกัน&#8230; ซึ่งคุณสมบัติที่พวกเขามีร่วมกันก็คือ &#8216;วินัยที่เคร่งครัด&#8217; ในการทำตามกฏและหลักการที่พวกเขาตั้งเอาไว้นั่นเอง&#8221; &#8230; หลังจากที่เราเกิดขึ้นมาได้ไม่นาน พวกเราได้เริ่มเรียนรู้กฏของชีวิต ซึ่งกฏหลายๆข้อนั้น เราเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูกและจดจำข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ขณะที่กฏอื่นๆทั่วไปก็เรียนรู้ผ่านทางพ่อแม่ของเรา ซึ่งการเรียนรู้จากผู้อื่นนั้นน่าจะง่ายกว่า แต่ก็ดูเหมือนว่า คนเราจะจดจำบทเรียนที่ได้รับจากความผิดพลาดของตัวเองได้ดีกว่าเรียนรู้จากผู้อื่น ในฐานะนักลงทุนก็เช่นกัน เรามีทั้งการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูกและหนทางที่ยากลำบาก ด้วยความตั้งใจว่าจะสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว โดยที่ไม่เจ๊งหมดตัวไปเสียก่อน และก็ต้องเรียนรู้จากคำสอนของเหล่าเซียนผู้ประสบความสำเร็จ อย่างเช่นทั้งสามท่านนี้&#8230; &#8216;The World&#8217;s Greatest Investor&#8217; : Warren Buffett . Warren Buffett ผู้ได้รับฉายา “เทพพยากรณ์แห่ง Omaha” ซึ่งหลายๆคนยกให้เขาเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เขาได้มอบเงินบริจาค 4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิของ Bill &#38; Malinda Gates ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆทางด้านสุขภาพและการศึกษา Buffett มีกฏการลงทุนที่ยอดเยี่ยมอยู่หลายข้อ ซึ่งหากคุณสนใจก็สามารถอ่านได้จากรายงานประจำปีของบริษัทของเขา (Berkshire [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/05/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/">หลักการสำคัญของสามเซียนด้านการเงิน : Phantorm</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><em><span style="color: #0000ff;">&#8220;แม้ว่า Warren Buffett (Investor), Dennis Gartman (Trader) และ Puggy Pearson (Gambler) จะมีวิธีและหลักการที่แตกต่างกันมาก  แต่พวกเขาก็สามารถประสบความสำเร็จในด้านการเงินการลงทุนได้เหมือนกัน&#8230; </span></em></p>
<p><em><span style="color: #0000ff;">ซึ่งคุณสมบัติที่พวกเขามีร่วมกันก็คือ &#8216;วินัยที่เคร่งครัด&#8217; ในการทำตามกฏและหลักการที่พวกเขาตั้งเอาไว้นั่นเอง&#8221;</span></em></p></blockquote>
<p>&#8230;</p>
<p>หลังจากที่เราเกิดขึ้นมาได้ไม่นาน พวกเราได้เริ่มเรียนรู้กฏของชีวิต ซึ่งกฏหลายๆข้อนั้น เราเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูกและจดจำข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ขณะที่กฏอื่นๆทั่วไปก็เรียนรู้ผ่านทางพ่อแม่ของเรา ซึ่งการเรียนรู้จากผู้อื่นนั้นน่าจะง่ายกว่า แต่ก็ดูเหมือนว่า คนเราจะจดจำบทเรียนที่ได้รับจากความผิดพลาดของตัวเองได้ดีกว่าเรียนรู้จากผู้อื่น</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">ในฐานะนักลงทุนก็เช่นกัน เรามีทั้งการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูกและหนทางที่ยากลำบาก ด้วยความตั้งใจว่าจะสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว โดยที่ไม่เจ๊งหมดตัวไปเสียก่อน และก็ต้องเรียนรู้จากคำสอนของเหล่าเซียนผู้ประสบความสำเร็จ อย่างเช่นทั้งสามท่านนี้&#8230;</span></strong></p>
<p><em><b>&#8216;The World&#8217;s Greatest Investor&#8217; : Warren Buffett</b></em></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/Warren-Buffett12-300x239.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10971" alt="Warren-Buffett12-300x239" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/Warren-Buffett12-300x239.jpg" width="300" height="239" /></a></p>
<p>.</p>
<p><strong>Warren Buffett</strong> ผู้ได้รับฉายา “เทพพยากรณ์แห่ง Omaha” ซึ่งหลายๆคนยกให้เขาเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เขาได้มอบเงินบริจาค 4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิของ Bill &amp; Malinda Gates ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆทางด้านสุขภาพและการศึกษา</p>
<p>Buffett มีกฏการลงทุนที่ยอดเยี่ยมอยู่หลายข้อ ซึ่งหากคุณสนใจก็สามารถอ่านได้จากรายงานประจำปีของบริษัทของเขา (Berkshire Hathaway) และหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนของเขา ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการหาความรู้ด้านการลงทุนระยะยาว</p>
<p><strong>หลักการสำคัญ 3 ข้อของ Buffett มีดังต่อไปนี้ :</strong></p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #0000ff;"><i>กฏข้อที่ 1 </i><i>: ห้ามขาดทุน, กฏข้อที่ 2 : ห้ามลืมกฏข้อที่ 1</i></span></strong></li>
</ul>
<p>- ถ้าหากคุณขาดทุนจากการลงทุนเท่าไร คุณก็จะต้องทำผลตอบแทนให้มากกว่า % ที่คุณขาดทุน เพื่อทำให้กลับมาเท่าทุนอีกครั้ง ดังนั้น ยิ่งขาดทุนมากเท่าไร โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ</p>
<p>- จงลดความเสี่ยงด้วยการค้นหาบริษัทที่ดีมีคุณภาพ แต่ราคาหุ้นกำลังซื้อขายอยู่ ณ ราคาที่ดูต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพของธุรกิจในระยะยาว และหาแนวทางการบริหารเงินทุนของคุณให้ดี</p>
<p>- การที่เราขาดทุนนั้นจะทำให้เสียทั้งเวลา เงินทุน และกำลังใจ ถ้าหากคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ คงถึงเวลาที่ต้องปล่อยวาง รีบตัดขาดทุน ยอมรับความผิดพลาดและก้าวต่อไปครับ</p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #800080;"><i>ตลาดหุ้นถูกออกแบบมาเพื่อเคลื่อนย้ายเงินจากคนที่ใจร้อนไปยังผู้ที่มีความอดทน</i></span></strong><i></i></li>
</ul>
<p>- ผลตอบแทนที่ดีนั้น จะเป็นของผู้ที่สามารถรอให้เกิดโอกาสที่ดีที่สุดเสียก่อนที่จะเข้าไปลงทุน ส่วนคนที่ชอบไล่ตามหุ้นร้อนแรง (ในระยะสุดท้าย) ก็มักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่ากำไร</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>- อดทนและใจเย็นสำหรับการซื้อขาย แต่ตื่นตัวสำหรับการวิเคราะห์หาโอกาสอยู่เสมอ</strong> </span>คอยมองหาบริษัทที่มูลค่าในระยะยาวมีโอกาสสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่า และอดทนรอให้ราคาหุ้นนั้นลงมาถึงจุดที่ควรจะเข้าไปซื้อ</p>
<ul>
<li><strong><i>สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนคือ “ภาวะอารมณ์” ไม่ใช่ “ความฉลาดส่วนตัว”</i></strong><i></i></li>
</ul>
<p>- คุณจำเป็นที่จะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกกดดันหรือตื่นกลัวเกินเหตุ ไม่ว่าเวลาที่คุณอยู่ฝั่งเดียวกับคนส่วนใหญ่ หรือเมื่อคุณอยู่ตรงข้ามกับพวกเขาเหล่านั้น</p>
<p>- การคิดอย่างอิสระและมีความมั่นใจในสิ่งที่คุณตัดสินใจนั้น สำคัญยิ่งกว่าการเป็นคนฉลาดที่สุดในตลาดเสียอีก โดยส่วนใหญ่แล้ว โอกาสที่ดีที่สุดคือเวลาที่คนอื่นๆกลัวมาก และหนีออกไปกันหมดแล้ว</p>
<p>- อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจเกินเหตุโดยไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง (Ego สูง) ก็เป็นศัตรูตัวฉกาจของการลงทุนเช่นกัน<i></i></p>
<p>&#8230;</p>
<p><em><b>&#8216;The Great Trader&#8217; : Dennis Gartman</b></em></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/dennis-gartman.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10972" alt="dennis-gartman" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/dennis-gartman.jpg" width="435" height="289" /></a></p>
<p>.</p>
<p><b></b><strong>Dennis Gartman</strong> ได้เผยแพร่กฏการเทรด 15 ข้อของเขาผ่านทางหนังสือ Futures เขาคือเทรดเดอร์ผู้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเคยมีทั้งประสบการณ์กำไรอย่างมหาศาล และการสูญเสียเกือบทุกอย่างจากการขาดทุน เขาได้ตีพิมพ์ The Gartman Letter นิตยสารรายวันสำหรับนักลงทุนสถาบัน และเหล่านักลงทุนมากมายมาหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน</p>
<p><strong>และนี่คือกฏการเทรดที่สำคัญ 3 ข้อของ Gartman :</strong></p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #800080;"><i>แมลงสาบไม่เคยมีอยู่แค่ตัวเดียว  (There is never one cockroach.)</i></span></strong><i></i></li>
</ul>
<p>- เมื่อคุณเริ่มเห็นข่าวร้าย พื้นฐานที่เริ่มแย่ลง หรือปัญหาการทุจริตในบริษัทใดๆก็ตาม เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าได้เลยว่าจะมีปัญหาต่างๆอีกมากมายตามมาแน่นอน เพราะข่าวร้ายมักจะก่อให้เกิดข่าวร้ายอื่นๆตามมาอยู่เสมอ</p>
<p>- ดังนั้น ถ้าคุณเริ่มพบเบาะแสหรือสัญญาณอะไรก็ตามที่บ่งชี้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น จงหลีกเลี่ยงหุ้นตัวนั้นและขายมันออกไปให้หมด</p>
<ul>
<li><strong><i>ตลาดขาขึ้นให้ Long เท่านั้น, ตลาดขาลงจง Short อย่างเดียว  (<em>In a bull market only be long. In a bear market only be short.)</em></i></strong></li>
</ul>
<p>- ประมาณ 60% ของหุ้นในตลาด จะเคลื่อนไหวไปตามสภาวะตลาดโดยรวม ดังนั้น จงลงทุนหรือเทรดไปในทางเดียวกันกับเทรนด์ของตลาดเสมอ อย่างที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่า &#8221;The trend is your friend.&#8221;</p>
<ul>
<li><strong><em><span style="color: #0000ff;">อย่าเพิ่งเข้าเทรดจนกว่าทั้ง พื้นฐานและเทคนิคอล จะยืนยันไปด้วยกัน  (Don&#8217;t make a trade until the fundamental and technical agree.)</span></em></strong><i></i></li>
</ul>
<p>- เพราะว่ามุมมองด้าน &#8216;พื้นฐาน&#8217; จะช่วยให้เราค้นหาบริษัทที่มีคุณภาพ มีแนวโน้มเติบโตสูง แต่ยังคงเทรดที่ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p>- ในขณะที่ &#8216;เทคนิคอล&#8217; จะช่วยบอกเราว่า เวลาไหนที่ควรเริ่มเข้าซื้อ, จุดที่ควรตัดขาดทุน, และจุดไหนที่ควรเก็บกำไร (trailing stop)</p>
<p>- ดังนั้น ลองคิดให้เหมือน &#8216;Fundamentalist&#8217; และเทรดอย่าง &#8216;Technician&#8217;</p>
<p><span style="color: #800080;">- เมื่อคุณเข้าใจถึงเหตุผลด้านพื้นฐานที่จะสามารถผลักดันราคาหุ้นขึ้นไปได้ และเริ่มเห็นสัญญาณทางเทคนิคอลมายืนยันปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้น นั่นละคือเวลาที่คุณควรจะเริ่มเข้าเทรด!</span></p>
<p>&#8230;</p>
<p><em><b>&#8216;The Gambler&#8217; : Puggy Pearson</b></em></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/puggy.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10974" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/puggy.jpg" width="300" height="287" /></a></p>
<p>.</p>
<p>สำหรับกฏชุดสุดท้ายที่พวกเราควรจะปฏิบัติตามนั้น มาจากแชมป์โป๊กเกอร์ระดับโลก 2 สมัย &#8216;Puggy Pearson&#8217; เขาเคยกล่าวไว้ว่า “การพนันต้องการเพียงสามสิ่งคือ กฏ 60/40, การบริหารหน้าตัก (money management), และ การรู้จักตัวเอง” ซึ่งหลักการเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนได้เช่นกัน</p>
<p><strong>และนี่คือหลักการพนันทั้ง 3 ข้อของ Pearson :</strong></p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #0000ff;"><i>กฏ 60/40</i></span></strong><i></i></li>
</ul>
<p>- การเข้าใจถึงโอกาสที่จะจั่วได้ไพ่แต้มสูงนั้นสำคัญมากๆในการเล่นโป๊กเกอร์ กฏ 60/40 คือ ความเป็นไปได้ 60% ที่จะชนะ (เพราะไพ่เราสูง) และ มีโอกาส 40% ที่จะแพ้ โดยตามสถิติ หากคุณเล่นโป๊กเกอร์แล้วมีอัตราเสี่ยงเท่านี้ หรือดีกว่านี้ โอกาสชนะก็เป็นของคุณแล้วครับ</p>
<p>- ในฐานะนักลงทุน เราควรพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เรามีแต้มต่อที่ดีในทุกๆการเทรด หรือมีแต้มต่อในหุ้นที่เราเลือกลงทุน (the odds in our favor)</p>
<p>- โดยการจะได้อัตราเสี่ยง 60/40 สำหรับการลงทุนนั้น คุณจะต้องใช้เวลาในการศึกษาค้นหา และมันก็มีหลากหลายวิธีที่จะค้นหาหุ้นดีเพื่อลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหุ้นรายตัวโดยใช้หลัก Top-Down หรือ Bottom-Up, การวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือทางพื้นฐาน หรือการผสมผสาน, การประเมินมูลค่าที่แท้จริง, การพิจารณา Growth Stock, การเลือกหุ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น Mega-Trend ฯลฯ</p>
<p><span style="color: #0000ff;">- ประเด็นคือ นักลงทุนต้องตั้งใจและมีความพยายามในการค้นหาหุ้นที่ดี รับรู้ถึงโอกาสต่างๆที่จะผ่านเข้ามาแล้วคว้ามันไว้ ซึ่งก็เหมือนกับการที่คุณต้องจั่วได้ไพ่ดีเสียก่อน จึงจะกล้าเดิมพันเพิ่ม เพราะคุณเริ่มมีแต้มต่อที่ดีนั่นเอง</span></p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #800080;"><i>การบริหารเงินทุน  (<em>Money Management)</em></i></span></strong><i></i></li>
</ul>
<p>การบริหารเงินทุน (หน้าตัก) เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเสมอไม่มีหยุด หลักการแรกคือ &#8216;จำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุดในทุกเกม (poker) หรือทุกการเทรด&#8217;</p>
<p>ข้อดีสำหรับนักลงทุนคือ คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก่อนเพื่อที่จะดูไพ่ (ต่างจากการเล่น poker) แต่มันก็แลกกับการที่นักลงทุนจะต้องทุ่มเทอย่างหนักเพื่อที่จะหาหุ้นที่ดีที่สุดในขณะนั้น เมื่อคุณจั่วได้ไพ่(หุ้น)ที่ดีได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องตัดสินใจว่าควรจะลงเงินเท่าไหร่สำหรับไพ่ในมือนี้</p>
<p><span style="color: #800080;">สิ่งที่หัวข้อนี้ต้องการจะสื่อก็คือ ต้องวิเคราะห์ Risk / Reward ในแต่ละการเทรดของคุณให้ดี จริงอยู่เมื่อคุณใส่เงินลงไปในหุ้นตัวนึงมากเท่าไร ผลตอบแทนที่คาดหวังก็ยิ่งมากเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าความเสี่ยงย่อมเพิ่มตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม “หากคุณไม่เล่น คุณก็ไม่มีวันชนะ” ดังนั้น จงเล่นอย่างมีสติ บริหาร positon size ให้เหมาะสม และวิเคราะห์ Risk / Reward อยู่เสมอ</span></p>
<p>ตามปกติแล้ว การให้น้ำหนักเงินลงทุนอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อมองเห็นโอกาส(ต่อความเสี่ยง)ที่ดีมาก และให้น้ำหนักเงินลงทุนน้อยๆ สำหรับการลงทุนที่ดูไม่ดีเท่าอันอื่นๆนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด</p>
<p>เช่นเดียวกับการเล่นโป๊กเกอร์ นักลงทุนส่วนใหญ่จะได้กำไรจากการค่อยๆเพิ่มสัดส่วนในหุ้นที่เป็น Big winner ของเขา ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ ก็จำเป็นที่จะต้องประเมินโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนอยู่เสมอ โดยเปรียบเทียบเหตุการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ที่คล้ายกันในอดีต เพราะว่า <strong><span style="color: #800080;">&#8216;ประสบการณ์ คืออาจารย์ที่ดีที่สุดของนักลงทุน&#8217;</span></strong></p>
<p>นอกจากนี้ หากโอกาสการลงทุนที่คิดไว้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ นักลงทุนก็ยังสามารถใช้จุด stop-loss เพื่อช่วยลดความรุนแรงของการขาดทุนในแต่ละครั้ง และรักษาเงินลงทุนส่วนใหญ่เอาไว้ ซึ่งน่าเสียดายที่นักพนันไม่มีเครื่องมือดีๆเช่นนี้! (การเล่น poker หรือการพนันอื่น เมื่อลงเงินไปแล้วจะไม่มี stop loss เพื่อรักษาเงินที่เหลือในกองเอาไว้)</p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #993366;"><i>รู้จักตนเอง  (<em>Knowing Yourself)</em></i></span></strong><i></i></li>
</ul>
<p>- กฏการพนันข้อสุดท้ายคือ <strong>&#8216;การรู้จักตนเอง&#8217;</strong> หมายถึงการทำทุกอย่างที่คุณทำได้ โดยยึดอยู่กับวินัยของตัวเองเป็นหลัก เช่น ในการเทรดแต่ละครั้ง หากโอกาสในการลงทุนที่คุณวิเคราะห์อยู่นั้นไม่เหมาะสมกับ Risk / Reward ที่คุณยอมรับได้ จงบังคับตัวเองให้ปล่อยผ่านโอกาสนั้นไปเสีย</p>
<p><span style="color: #0000ff;">- แม้ว่าคุณอาจจะพลาดโอกาสทำกำไรไปบ้างก็ตาม แต่นั่นจะช่วยป้องกันคุณจากการขาดทุนหนักๆได้เช่นกัน การทำตามวินัยของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดทั้งกับนักพนันและนักลงทุน คุณจะต้องอดทนเป็นพิเศษเพื่อโอกาสสำคัญที่คุณรอคอย และเมื่อโอกาสนั้นมาถึง อย่าลังเลที่จะคว้ามันเอาไว้!</span></p>
<p>.</p>
<p>กล่าวโดยสรุป นักลงทุน, เทรดเดอร์ และนักพนัน ผู้ชาญฉลาดทั้งสามท่านที่กล่าวถึงไปนั้น ต่างก็มีความยอดเยี่ยมและความชำนาญที่แตกต่างกันออกไป และด้วยการทำตามหลักการที่แต่ละคนตั้งเอาไว้ จึงทำให้พวกเขาทั้งสามประสบความสำเร็จ ในขณะที่มีคนจำนวนมากล้มเหลวในตลาด</p>
<p><strong>และแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้มีความสามารถหรือปัจจัยต่างๆเหมือนกับพวกเขาทั้งหมด แต่เราก็สามารถเรียนรู้หลักการจากเซียนทั้งสามท่านนี้ เพื่อนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน</strong></p>
<p>&#8230;</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/3wise.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-10983" alt="3wise" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/05/3wise-300x300.jpg" width="300" height="300" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>&#8216;หลักการสำคัญของสามเซียนด้านการเงิน&#8217;</strong></p>
<p><strong>โดย Phantorm</strong></p>
<p><strong>www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>12 พ.ค. 2013</strong></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/05/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/">หลักการสำคัญของสามเซียนด้านการเงิน : Phantorm</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/05/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 32 : SET 1994 vs SET 2013</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/blog-32-set-1994-vs-set-2013/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/blog-32-set-1994-vs-set-2013/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Apr 2013 11:23:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10923</guid>
		<description><![CDATA[<p>เมื่อวานไปฟังสัมนาของทาง Maybank Kim Eng มาครับ ช่วงที่คุณมนตรี ศรไพศาล CEO ของกิมเอ็ง บรรยายในหัวข้อ &#8216;ภาพรวมตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก&#8217; มีข้อมูลเปรียบเทียบตลาดหุ้นไทย เมื่อปี 1994 กับ ปี 2013 เอาไว้น่าสนใจดี ผมเลยจดข้อมูลและถ่ายรูปสไลด์ที่น่าสนใจมาลงบล็อกไว้ครับ เศรษฐกิจและตลาดหุ้น ปี 1994 Market Cap.  :  3.5 ล้านล้าน Margin Loan  :  1.2-1.5 แสนล้าน P/E  :  20 เท่า (High 26 เท่า) ดอกเบี้ยเงินฝาก  :  10% D/E เฉลี่ยของบริษัทในตลาดหุ้น ไม่นับกลุ่มธนาคาร  :  2.1 เท่า ในสมัยนั้น ค่าเงินบาทไม่ควรแข็ง เพราะไทยขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง พื้นฐานเศรษฐกิจก็ไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ บริษัทไทยกู้เงินต่างประเทศเยอะมาก (กู้เกินตัว) พอลอยตัวค่าเงิน ผลก็เป็นดังที่ทราบกันนะครับ [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/04/blog-32-set-1994-vs-set-2013/">Blog 32 : SET 1994 vs SET 2013</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวานไปฟังสัมนาของทาง Maybank Kim Eng มาครับ ช่วงที่คุณมนตรี ศรไพศาล CEO ของกิมเอ็ง บรรยายในหัวข้อ &#8216;ภาพรวมตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก&#8217; มีข้อมูลเปรียบเทียบตลาดหุ้นไทย เมื่อปี 1994 กับ ปี 2013 เอาไว้น่าสนใจดี</p>
<p>ผมเลยจดข้อมูลและถ่ายรูปสไลด์ที่น่าสนใจมาลงบล็อกไว้ครับ</p>
<p><strong>เศรษฐกิจและตลาดหุ้น ปี 1994</strong></p>
<p>Market Cap.  :  <span style="color: #3366ff;"><strong>3.5 ล้านล้าน</strong></span></p>
<p>Margin Loan  :  1.2-1.5 <span style="color: #800080;"><strong>แสนล้าน</strong></span></p>
<p>P/E  :  20 เท่า (High 26 เท่า)</p>
<p>ดอกเบี้ยเงินฝาก  :  <span style="color: #993366;"><strong>10%</strong></span></p>
<p>D/E เฉลี่ยของบริษัทในตลาดหุ้น ไม่นับกลุ่มธนาคาร  :  <strong><span style="color: #008080;">2.1 เท่า</span></strong></p>
<p>ในสมัยนั้น ค่าเงินบาทไม่ควรแข็ง เพราะไทยขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง พื้นฐานเศรษฐกิจก็ไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ</p>
<p>บริษัทไทยกู้เงินต่างประเทศเยอะมาก (กู้เกินตัว) พอลอยตัวค่าเงิน ผลก็เป็นดังที่ทราบกันนะครับ</p>
<p><strong>เศรษฐกิจและตลาดหุ้น ปี 2013</strong></p>
<p>Market Cap.  :  <span style="color: #0000ff;"><strong>13-14 ล้านล้าน</strong></span></p>
<p>Margin Loan  :  5-6 <span style="color: #993366;"><strong>หมื่นล้าน</strong></span> &gt;&gt; จะเห็นว่าขนาดของตลาดหุ้นนั้นใหญ่ขึ้นมาก แต่ Margin Loan ยังไม่ถึงครึ่งนึงของสมัยนั้น</p>
<p>P/E  :  14.5 เท่า (High 18 เท่า)</p>
<p>ดอกเบี้ยเงินฝาก :  <strong><span style="color: #800080;">2-3%</span></strong> &gt;&gt; ดอกเบี้ยต่ำมากไม่ดึงดูดให้คนฝากเงิน ไม่เหมือนสมัยนั้นที่ดอกเบี้ยสูงมาก เอาเงินไปฝากธนาคารก็ได้ผลตอบแทนที่ดีสบายๆ</p>
<p>D/E เฉลี่ยของบริษัทในตลาดหุ้น ไม่นับกลุ่มธนาคาร  :  <strong>1.2 เท่า </strong>&gt;&gt; บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ได้กู้เกินตัว (หรืออาจจะเป็นเพราะเพิ่มทุนกันไปเยอะแล้วก็เป็นได้ 555+)</p>
<p>&#8230;</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/C360_2013-04-28-08-58-32-2481.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10931" alt="Camera 360" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/C360_2013-04-28-08-58-32-2481.jpg" width="600" height="353" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/30.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10948" alt="Camera 360" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/30.jpg" width="600" height="450" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>(ความเห็นส่วนตัว)</strong></p>
<p>สำหรับเรื่องค่าเงินนั้น ถ้าเราดูจริงๆก็จะเห็นว่า เงินบาทค่อยๆแข็งขึ้นทุกปีอยู่แล้ว (10 ปีที่แล้วอยู่ราวๆ 40 บาทต่อ 1$) แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี</p>
<p>อาจเป็นเพราะการปรับตัวของบริษัทส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เน้นแข่งราคาถูก แต่ไปขายฝีมือ บริการ และเทคโนโลยีแทนครับ รวมถึงสัดส่วนการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นมากด้วย</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ถ้ามองในระยะยาว ธุรกิจที่เอาแต่เน้นแข่งเรื่องราคาอย่างเดียว ก็คงไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว เพราะสุดท้ายก็จะมีประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่า ค่าเงินถูกกว่า เข้ามาแข่งแย่งตลาดแน่นอนอยู่แล้วครับ</strong></span></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>เปรียบเทียบผลตอบแทนระยะยาว หุ้น vs พันธบัตร vs เงินสด</strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">จะเห็นว่า แม้หุ้นจะมีปีที่แย่สุดๆถึง 2 ปี แต่ในระยะยาวแล้วหุ้นก็ยังให้ผลตอบแทนสูงที่สุด</span></strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/25.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10936" alt="Camera 360" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/25.jpg" width="600" height="450" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p><span style="color: #000000;">สุดท้ายผมขอลงรูป GDP vs SET ที่ผมทำเอาไว้เมื่อต้นปีนี้มาให้ดูกันครับ </span></p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;"><span style="color: #ff0000;">รูปนี้ไม่สามารถใช้ทำนายอนาคตได้</span> แต่น่าจะทำให้หลายคนเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมช่วงหลายปีที่ผ่านมา SET ถึงขึ้นมาได้เยอะนะครับ</span></strong></p>
<p><strong style="color: #0000ff;">&#8216;ราคาหุ้นสะท้อนพื้นฐานของกิจการ ตลาดหุ้นสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ&#8217;</strong></p>
<p>&#8230;</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/20.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10934" alt="20" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/20.jpg" width="600" height="522" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>&#8216;Blog 32 : SET 1994 vs SET 2013&#8242;</strong></p>
<p><strong>www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>28 เมษายน 2013</strong></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/04/blog-32-set-1994-vs-set-2013/">Blog 32 : SET 1994 vs SET 2013</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/blog-32-set-1994-vs-set-2013/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“อนาคต” ไม่จำเป็นต้องรู้ : Tent How</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2013 12:21:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[Tent How]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10901</guid>
		<description><![CDATA[<p>&#8230; ผมมักถูกถามอยู่บ่อยๆว่าคิดอย่างไรกับอนาคตของหุ้นตั้วนั้นหุ้นตัวนี้ ซึ่งปกติแล้วผมก็ไม่ได้ติดตามหุ้นทุกตัว แต่สำหรับตัวที่ติดตามอยู่นั้น แม้ว่าผมจะประเมิน Fair Value คร่าวๆไว้ในใจ หรือประเมินธุรกิจดูบ้าง แต่ผมจะไม่ให้ความเห็นส่วนตัวเหล่านี้มีอิทธิพลต่อจังหวะในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นเลย โดยเฉพาะในตลาดหุ้น ที่ซึ่งราคาหุ้นมักจะขึ้นอยู่กับแนวโน้ม สภาพคล่อง และความคาดหวังในแต่ละช่วงเวลา  เพราะถ้าหากผมปล่อยให้เกิดความมั่นใจและมีอคติในหุ้น (bias) ที่ถือมากเกินไป จนครอบงำวินัยในการทำตามระบบลงทุน ผลสุดท้ายมันมักจะแย่อยู่เสมอ ถึงแม้ว่าบางครั้ง การไม่ทำตามระบบมันอาจจะดูดีบ้างก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพราะ &#8216;โชค&#8217; ไม่ใช่ &#8216;ฝีมือและความมีวินัย&#8217; ถ้าคุณทำแบบนี้บ่อยๆระยะยาวมันจะเป็นผลเสียต่อตัวคุณเอง ( หมายเหตุ : ถ้าคุณเป็น value investor แนวคิดนี้อาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะเป็นแนวคิดที่ต่างกัน และ VI ต้องมีความเชื่อมั่นในความคิดตัวเองพอสมควร แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะในตลาดหุ้นทุกคนย่อมต้องมีแนวทางเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดเหมือนกัน) หากคุณเชื่อว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องหยั่งรู้หรือคาดเดาอนาคตเลยก็ได้ เวลาที่ซื้อหุ้นก็จะมีแนวคิดคร่าวๆแบบนี้&#8230; 1. คุณจะพบวิธีการที่เหมาะสมกับตัวคุณเองในแต่ละสภาวะตลาดต่างๆ เป็นเวลาหลายปีที่ผมทดลองซื้อเฉลี่ยขาขึ้น, ตัดขาดทุน, เกิดความไม่เข้าใจและสับสน ตอนนี้ผมเริ่มตกผลึก และสรุปหลักการเบื้องต้นได้ว่า ผมจะเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นเริ่ม breakout จาก base ขึ้นมาใกล้ราคาสูงสุดในรอบปี ในภาวะที่ตลาดเป็นขาขึ้น แม้ว่าวิธีนี้จะไม่สามารถใช้ได้ในทุกสภาวะตลาด แต่มันก็ทำกำไรให้ผมได้อย่างสม่ำเสมอ 2. [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9/">“อนาคต” ไม่จำเป็นต้องรู้ : Tent How</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/economic_forecasting.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10902" alt="economic_forecasting" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/economic_forecasting.jpg" width="423" height="300" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p>ผมมักถูกถามอยู่บ่อยๆว่าคิดอย่างไรกับอนาคตของหุ้นตั้วนั้นหุ้นตัวนี้ ซึ่งปกติแล้วผมก็ไม่ได้ติดตามหุ้นทุกตัว แต่สำหรับตัวที่ติดตามอยู่นั้น แม้ว่าผมจะประเมิน Fair Value คร่าวๆไว้ในใจ หรือประเมินธุรกิจดูบ้าง <span style="color: #0000ff;"><strong>แต่ผมจะไม่ให้ความเห็นส่วนตัวเหล่านี้มีอิทธิพลต่อจังหวะในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>โดยเฉพาะในตลาดหุ้น ที่ซึ่งราคาหุ้นมักจะขึ้นอยู่กับแนวโน้ม สภาพคล่อง และความคาดหวังในแต่ละช่วงเวลา</strong> </span></p>
<p><strong><span style="color: #800080;">เพราะถ้าหากผมปล่อยให้เกิดความมั่นใจและมีอคติในหุ้น (bias) ที่ถือมากเกินไป จนครอบงำวินัยในการทำตามระบบลงทุน ผลสุดท้ายมันมักจะแย่อยู่เสมอ</span></strong></p>
<p>ถึงแม้ว่าบางครั้ง การไม่ทำตามระบบมันอาจจะดูดีบ้างก็จริง <span style="color: #0000ff;"><strong>แต่นั่นก็เป็นเพราะ &#8216;โชค&#8217; ไม่ใช่ &#8216;ฝีมือและความมีวินัย&#8217;</strong> </span><strong><span style="color: #ff0000;">ถ้าคุณทำแบบนี้บ่อยๆระยะยาวมันจะเป็นผลเสียต่อตัวคุณเอง</span></strong></p>
<p>( <strong><span style="color: #ff0000;">หมายเหตุ : </span>ถ้าคุณเป็น value investor</strong> <strong>แนวคิดนี้อาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้</strong> เพราะเป็นแนวคิดที่ต่างกัน และ VI ต้องมีความเชื่อมั่นในความคิดตัวเองพอสมควร แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะในตลาดหุ้นทุกคนย่อมต้องมีแนวทางเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดเหมือนกัน)</p>
<p>หากคุณเชื่อว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องหยั่งรู้หรือคาดเดาอนาคตเลยก็ได้ เวลาที่ซื้อหุ้นก็จะมีแนวคิดคร่าวๆแบบนี้&#8230;</p>
<p><strong>1. คุณจะพบวิธีการที่เหมาะสมกับตัวคุณเองในแต่ละสภาวะตลาดต่างๆ </strong></p>
<p>เป็นเวลาหลายปีที่ผมทดลองซื้อเฉลี่ยขาขึ้น, ตัดขาดทุน, เกิดความไม่เข้าใจและสับสน ตอนนี้ผมเริ่มตกผลึก และสรุปหลักการเบื้องต้นได้ว่า ผมจะเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นเริ่ม breakout จาก base ขึ้นมาใกล้ราคาสูงสุดในรอบปี ในภาวะที่ตลาดเป็นขาขึ้น</p>
<p>แม้ว่าวิธีนี้จะไม่สามารถใช้ได้ในทุกสภาวะตลาด แต่มันก็ทำกำไรให้ผมได้อย่างสม่ำเสมอ</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>2. คุณจะไม่เสี่ยงใช้วิธีการที่คุณไม่เข้าใจ</strong> </span>และไม่ไล่ซื้อหุ้นมั่วๆจากข่าวลือหรือหุ้นเด็ดจากคนอื่น</p>
<p>คุณไม่กลัวที่จะตกรถ เพราะเข้าใจในหลักการและหุ้นตัวที่คุณเลือกติดตาม และรู้ว่าวิธีแบบไหนที่จะทำให้คุณมีความได้เปรียบ</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>3. ไม่ลังเลที่จะเข้าซื้อหรือขายตามสัญญาณ</strong> </span>เพราะคุณไม่สามารถรู้ว่า หุ้นตัวไหนจะได้กำไรหรือต้องตัดขาดทุน</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>4. กำหนดจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ</strong> </span>เพราะคุณมีโอกาสผิดพลาดได้ตลอดเวลา <span style="color: #800080;">ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือการจมอยู่กับความผิดพลาดนั้น</span></p>
<p><b>“It is ok to be wrong. It is not ok to stay wrong.&#8221;</b></p>
<p><strong>5. จัดการความเสี่ยงในการซื้อแต่ละครั้ง กระจายการถือหุ้นให้เหมาะสม</strong> เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหุ้นตัวไหนเป็นจะเป็น Big Winner เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้ว</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>6.  มี Exit Plan</strong> </span>เพื่อที่จะสามารถถือหุ้นไปตามแนวโน้มของมัน และรักษากำไรไว้เมื่อแนวโน้มเปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">คุณจะพบว่า เมื่อเราสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของหุ้นได้จากการอ่าน Chart และ Price Pattern เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคอยคาดเดาผลกำไรให้ได้ถูกต้อง หรือวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจได้อย่างแม่นยำ </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">เพราะในตลาดหุ้นนั้น ราคาหุ้นมักจะสะท้อนแนวโน้มของบริษัทไว้ล่วงหน้าอยู่เสมอ ไม่ว่าแนวโน้มมันจะดีหรือจะแย่ก็ตาม&#8230;</span></strong></p>
<p>ไม่มีความลับหรือเทคนิคพิเศษใดๆในตลาดหุ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณควรรู้เพื่อประสบความสำเร็จในการลงทุนหรือเก็งกำไรนั้น สามารถหาอ่านได้จากหนังสือดีๆ หรือเว็บไซต์ต่างๆที่มีให้อ่านฟรี</p>
<p>คนส่วนใหญ่รู้แนวทางและหลักการลงทุนของตัวเอง แต่มักจะขาดวินัยในการปฎิบัติตามหลักการลงทุนที่เราเลือกใช้</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>นั่นเป็นเพราะช่องว่างระหว่างการ &#8216;รู้ดี ว่าควรทำอะไร&#8217; กับ  &#8217;การลงมือทำจริงๆ&#8217; นั้น ห่างกันมาก เหมือนกับการที่คนเรารู้วิธีการลดความอ้วนแต่ก็ไม่ลงมือทำตาม เพราะสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ความมุ่งมั่นและวินัยอย่างมากเลยทีเดียว</strong></span></p>
<p>ดังนั้น นอกจากเราต้องวิธีลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองและภาวะตลาดต่างๆแล้ว อีกสิ่งที่ต้องมีก็คือ “วินัย”</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>หมั่นขยันทำการบ้านและมีวินัยในการทำตามหลักการของตนเอง ถ้าคุณทำได้ตามนี้ ในระยะยาว โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นก็น่าจะสูงมากเลยทีเดียว&#8230;</strong></span></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/srin57l.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10906" alt="srin57l" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/srin57l.jpg" width="400" height="333" /></a></p>
<p><strong>“อนาคต” ไม่จำเป็นต้องรู้</strong></p>
<p><strong>โดย Tent How</strong></p>
<p><strong></strong><strong>www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>23 เมษายน 2013</strong></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9/">“อนาคต” ไม่จำเป็นต้องรู้ : Tent How</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎการลงทุนของ ‘Jesse Livermore’ : Phantorm</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jesse-livermore-phantorm/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jesse-livermore-phantorm/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Apr 2013 07:00:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[Jesse Livermore]]></category>
		<category><![CDATA[Phantorm]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10884</guid>
		<description><![CDATA[<p>ก่อนจะถึงยุคของ William O’Neil และ Nicolas Darvas นั้น  &#8217;Jesse Livermore&#8217; ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอดนักเก็งกำไรในสมัยนั้น เขาทำกำไรกว่า 100 ล้านดอลลาร์ จากการ Short ดัชนีในช่วงวิกฤตปี 1929 ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล (84 ปีที่แล้ว) แม้ว่าเขาจะทำเงินล้านได้บ่อยครั้ง แต่ก็ขาดทุนเป็นล้านอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาถือเป็นปรมาจารย์แห่งการเก็งกำไรอย่างแท้จริง ฉะนั้นแล้วจึงเป็นการดีที่พวกเราควรจะนั่งลงและตั้งใจฟังกฏการลงทุนอันสุดแสนสำคัญที่ตัวเขาได้ใช้มาโดยตลอด กฎการลงทุนของ ‘Jesse Livermore’ 1. ซื้อหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้น และขายหุ้นที่กำลังเป็นขาลง 2. อย่าเทรดทุกวัน จงเข้าเทรดเมื่อตลาดหรือหุ้นเริ่มแสดงความชัดเจนว่าอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง และเทรดไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดเท่านั้น 3. ใช้จุดวกกลับ หรือจุดกลับเทรนด์ (pivot points) ควบคู่ไปกับการเทรดของคุณเสมอ A Livermore &#8216;pivot point&#8217; is the moment in the trend if price action fails [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jesse-livermore-phantorm/">กฎการลงทุนของ ‘Jesse Livermore’ : Phantorm</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #3366ff;">ก่อนจะถึงยุคของ William O’Neil และ Nicolas Darvas นั้น  &#8217;Jesse Livermore&#8217; ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอดนักเก็งกำไรในสมัยนั้น เขาทำกำไรกว่า 100 ล้านดอลลาร์ จากการ Short ดัชนีในช่วงวิกฤตปี 1929 ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล (84 ปีที่แล้ว)</span></p>
<p><span style="color: #800080;">แม้ว่าเขาจะทำเงินล้านได้บ่อยครั้ง แต่ก็ขาดทุนเป็นล้านอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาถือเป็นปรมาจารย์แห่งการเก็งกำไรอย่างแท้จริง ฉะนั้นแล้วจึงเป็นการดีที่พวกเราควรจะนั่งลงและตั้งใจฟังกฏการลงทุนอันสุดแสนสำคัญที่ตัวเขาได้ใช้มาโดยตลอด</span></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/jesse-livermore.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10886" alt="jesse-livermore" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/jesse-livermore.jpg" width="300" height="300" /></a></p>
<p><strong>กฎการลงทุนของ ‘Jesse Livermore’</strong></p>
<p>1. ซื้อหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้น และขายหุ้นที่กำลังเป็นขาลง</p>
<p>2. อย่าเทรดทุกวัน จงเข้าเทรดเมื่อตลาดหรือหุ้นเริ่มแสดงความชัดเจนว่าอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง และเทรดไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดเท่านั้น</p>
<p>3. ใช้จุดวกกลับ หรือจุดกลับเทรนด์ (pivot points) ควบคู่ไปกับการเทรดของคุณเสมอ</p>
<blockquote><p><span style="color: #0000ff;"><em><strong>A Livermore &#8216;pivot point&#8217; is the moment in the trend if price action fails to support the current trend, then the trend will most likely be judged to be over.</strong></em></span></p></blockquote>
<p>4. เข้าเทรด หลังจากที่ตลาดหรือราคาหุ้นได้ยืนยันความคิดของคุณ และควรลงมืออย่างรวดเร็ว</p>
<p>5. การเทรดที่ได้กำไรให้ทำต่อไป ยุติการเทรดที่มีผลขาดทุน <strong>(Cut Losses Short)</strong></p>
<p>6. ปิดการเทรดเมื่อเห็นชัดเจนว่า หุ้นที่คุณกำลังได้กำไรอยู่ เริ่มถึงจุดเปลี่ยนเทรนด์แล้ว</p>
<p>7. ไม่ว่าจะเทรดในอุตสาหกรรมไหนก็ตาม จงเลือกหุ้นนำตลาด <strong>(leading stock) – หุ้นที่แสดงให้เห็นเทรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุด</strong></p>
<p>8. อย่าถัวเฉลี่ยหุ้นที่ขาดทุน <strong>(Never average losses)</strong></p>
<p><strong></strong>9. อย่ารอจนถึง margin call – <span style="color: #ff0000;"><strong>จงออกจากการเทรดนั้นเสียก่อน</strong></span></p>
<p>10. Long เมื่อหุ้นทำ new high และ Short เมื่อหุ้นทำ new low</p>
<p>&#8230;</p>
<p>Livermore ได้เขียนหนังสือ “How to Trade In Stocks” ซึ่ง O’Neil ได้แนะนำว่าให้ทุกคนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นควรอ่านเสียก่อน</p>
<p>เรามักได้ยินว่า Livermore สามารถทำกำไรก้อนโตในตลาดได้อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เขาก็มักจะขาดทุนอย่างหนัก บางครั้งก็ถึงขั้นล้มละลาย ก่อนที่จะสามารถทำกำไรก้อนโตกลับมาได้อีกครั้ง</p>
<p><strong><span style="color: #993366;">ดังนั้น ถึงแม้ว่า Livermore จะเป็นผู้บุกเบิกหลักการ Trend following แต่จุดอ่อนที่สำคัญของเขาก็คือ &#8216;การบริหารความเสี่ยง&#8217; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของความเข้าใจเกี่ยวกับความน่าจะเป็นที่จะขาดทุนหนัก ถ้าหากเสี่ยงทุ่มเงินจำนวนมากลงไปในการเทรดแต่ละครั้ง</span></strong></p>
<p><span style="color: #000000;">เขาจึงเป็นหลักฐานที่(เคย)มีชีวิตสำหรับนักลงทุนรุ่นหลังทุกคนว่า</span><strong><span style="color: #0000ff;"> หากคุณไม่ให้ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง ในที่สุดแล้ว คุณก็จะต้องเจ็บตัวหนัก หรืออาจจะหมดตัวล้มละลายในตลาด จากการขาดทุนหนักติดต่อกันหลายครั้ง หรือเพียงแค่ขาดทุนมหาศาลเพียงครั้งเดียว&#8230;</span></strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/quote-Livermore2.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10887" alt="quote-Livermore2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/04/quote-Livermore2.jpg" width="520" height="240" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>&#8216;กฎการลงทุนของ ‘Jesse Livermore’&#8217;</strong></p>
<p><strong>โดย Phantorm</strong></p>
<p><strong>www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>1 เมษายน 2013</strong></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jesse-livermore-phantorm/">กฎการลงทุนของ ‘Jesse Livermore’ : Phantorm</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/04/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jesse-livermore-phantorm/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 31 : Finding Monster Stock [Slide &amp; PDF]</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/03/blog-31-finding-monster-stock-slide-pdf/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/03/blog-31-finding-monster-stock-slide-pdf/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Mar 2013 13:02:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Blog]]></category>
		<category><![CDATA[leader stock]]></category>
		<category><![CDATA[leading stock]]></category>
		<category><![CDATA[winner stock]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10860</guid>
		<description><![CDATA[<p>บล็อกตอนนี้ ขอเอาสไลด์ที่ผมเคยพรีเซนต์ในงานมีตติ้งกลุ่มหุ้น เมื่อช่วง ก.ค. ปี 2012 มาแชร์ครับ หัวข้อคือ &#8216;Finding Monster Stock&#8217; Monster Stock ความหมายเหมือนกับ Leading Stock หรือ Winner Stock มันคือหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดอย่างมาก (อย่างน้อย 100% หรือ 1 เด้ง ภายใน 1 ปี เราจึงเรียกมันว่า กลุ่มหุ้นนำตลาด) ในสไลด์จะอธิบายวิธีสังเกตหุ้นเหล่านี้อย่างคร่าวๆ โดยหุ้นและกราฟตัวอย่างนั้นไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน ไม่ได้ชี้นำแต่อย่างใด เพราะเป็นราคาตั้งแต่ช่วง ก.ค. ปี 2012 สำหรับกราฟตัวอย่าง ผมเน้นการมองหุ้นที่มีโอกาสจะเป็น Leader Stock ตัวต่อไป โดยผมเอากราฟหุ้นมาเทียบกับกราฟ SET เพื่อให้เห็นชัดๆเลยว่า ในช่วงที่ตลาดปรับฐานนั้น หุ้นพวกนี้มันทำตัวยังไงบ้าง น่าจะพอเป็นแนวทางสำหรับการหาหุ้นด้วยตัวเองได้นะครับ Download ไฟล์ PDF : http://www.mediafire.com/view/?y9oo7nzlaotwl41 กดมุมขวาล่างเพื่อดูแบบเต็มจอนะครับ แบบย่อกราฟจะเล็กไปหน่อย หรือโหลดไฟล์ไปดูในคอมจะชัดสุดครับ ป.ล. สำหรับคนที่ดูสไลด์แล้วรู้สึกว่าเนื้อหามันน้อยไป [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/03/blog-31-finding-monster-stock-slide-pdf/">Blog 31 : Finding Monster Stock [Slide &#038; PDF]</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บล็อกตอนนี้ ขอเอาสไลด์ที่ผมเคยพรีเซนต์ในงานมีตติ้งกลุ่มหุ้น เมื่อช่วง ก.ค. ปี 2012 มาแชร์ครับ </strong></p>
<p>หัวข้อคือ &#8216;Finding Monster Stock&#8217;</p>
<p>Monster Stock ความหมายเหมือนกับ Leading Stock หรือ Winner Stock มันคือหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดอย่างมาก (อย่างน้อย 100% หรือ 1 เด้ง ภายใน 1 ปี เราจึงเรียกมันว่า กลุ่มหุ้นนำตลาด)</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">ในสไลด์จะอธิบายวิธีสังเกตหุ้นเหล่านี้อย่างคร่าวๆ โดยหุ้นและกราฟตัวอย่างนั้นไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน ไม่ได้ชี้นำแต่อย่างใด เพราะเป็นราคาตั้งแต่ช่วง ก.ค. ปี 2012</span></strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">สำหรับกราฟตัวอย่าง ผมเน้นการมองหุ้นที่มีโอกาสจะเป็น Leader Stock ตัวต่อไป โดยผมเอากราฟหุ้นมาเทียบกับกราฟ SET เพื่อให้เห็นชัดๆเลยว่า ในช่วงที่ตลาดปรับฐานนั้น หุ้นพวกนี้มันทำตัวยังไงบ้าง น่าจะพอเป็นแนวทางสำหรับการหาหุ้นด้วยตัวเองได้นะครับ</span></p>
<p><strong>Download ไฟล์ PDF</strong> : <a href="http://www.mediafire.com/view/?y9oo7nzlaotwl41" target="_blank">http://www.mediafire.com/view/?y9oo7nzlaotwl41</a></p>
<p><strong><span style="color: #993366;">กดมุมขวาล่างเพื่อดูแบบเต็มจอนะครับ แบบย่อกราฟจะเล็กไปหน่อย หรือโหลดไฟล์ไปดูในคอมจะชัดสุดครับ</span></strong></p>
<p><strong>ป.ล. สำหรับคนที่ดูสไลด์แล้วรู้สึกว่าเนื้อหามันน้อยไป อยากศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนสไตล์นี้ ผมขอแนะนำหนังสือตามบทความนี้เลยครับ &gt;&gt;</strong> <a href="http://www.sarut-homesite.net/?p=10372" target="_blank">&#8216;Blog 19 : หนังสือที่จะช่วยให้กลยุทธ์การลงทุนของคุณดีขึ้น&#8217;</a></p>
<p>&#8230;</p>
<iframe src="http://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/17097795" width="595" height="485" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br/><br/>
<p>&#8230;</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2012/11/Untitled.png"><img class="alignnone size-medium wp-image-10671" alt="Untitled" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2012/11/Untitled-300x231.png" width="300" height="231" /></a>   <a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/03/demco.png"><img class="alignnone size-medium wp-image-10873" alt="demco" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/03/demco-252x300.png" width="252" height="300" /></a></p>
<p><strong>Blog 31 : Finding Monster Stock</strong></p>
<p><strong>www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>11 มีนาคม 2013</strong></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/03/blog-31-finding-monster-stock-slide-pdf/">Blog 31 : Finding Monster Stock [Slide &#038; PDF]</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/03/blog-31-finding-monster-stock-slide-pdf/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาเหตุสำคัญแห่งความล้มเหลว 30 ประการ จากหนังสือ “Think and Grow Rich” : Jimmy Walker</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Mar 2013 10:03:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[Recommended Article]]></category>
		<category><![CDATA[Think and Grow Rich]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10851</guid>
		<description><![CDATA[<p>หยิบมาจากบลอกของคุณ Jimmy Walker นะครับ อ่านแล้วได้ข้อคิดน่าสนใจดีครับ &#8216;Think and Grow Rich&#8217; เขียนขึ้นโดย Napolean Hill ในปี 1937 (พ.ศ. 2480) หลังจากเกิดเหตุการณ์มหาวิกฤตการเงินโลก (Great Depression) โดยเป็นหนังสือที่ Hill เขียนขึ้นมาเพื่อช่วยเพื่อนร่วมชาติชาวอเมริกัน ซึ่งขณะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนตกงาน มีหนี้สินล้นพ้นตัว และหมดปัญญาที่จะหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เพื่อให้กลับมามีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อตัวเขาเอง และคนที่เขารัก หลังจากนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ปัจจุบันคาดกันว่าพิมพ์ออกมาแล้วมากกว่า 30 ล้านเล่ม เนื้อหาด้านล่างต่อจากนี้ มาจากบลอกของคุณ Jimmy Walker ครับ #### แนวการศึกษาและเขียนหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ นั้น ได้มาจากการสัมภาษณ์และศึกษาชีวิตและวิธีคิดของผู้ประสบความสำเร็จมาแล้วจำนวนมาก แล้วนำมาวิเคราะห์วิจัยหาประเด็นสำคัญ เมื่อผมกลับไปอ่านพบบทที่เกี่ยวกับ &#8216;สาเหตุสำคัญของความล้มเหลว 30 ประการ&#8217; ที่ผมคิดว่ามีหลักการแบบวิทยาศาสตร์และตรรกะคล้ายที่ผมใช้เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ในนั้นผมก็เห็นด้วยมากๆ จึงอยากจะนำมาเสนอใส่ไว้ในบล๊อกของวันนี้ เพื่อจะได้เป็นแนวทางสำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน (แต่ผมแนะนำให้ซื้อ เพราะยิ่งอ่านยิ่งได้ประโยชน์และแรงบันดาลใจในการไปสู่ความสำเร็จ) 1. พื้นเพทางกรรมพันธุ์ไม่ดี – มีหนทางอยู่น้อยเหลือเกินที่จะเยียวยาผู้ที่เกิดมาขาดกำลังความสามารถทางสมอง 2. [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1/">สาเหตุสำคัญแห่งความล้มเหลว 30 ประการ จากหนังสือ “Think and Grow Rich” : Jimmy Walker</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หยิบมาจากบลอกของคุณ <strong><a href="ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimmywalker&amp;month=08-04-2008&amp;group=9&amp;gblog=11" target="_blank">Jimmy Walker</a> </strong>นะครับ อ่านแล้วได้ข้อคิดน่าสนใจดีครับ</p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">&#8216;Think and Grow Rich&#8217; เขียนขึ้นโดย Napolean Hill ในปี 1937 (พ.ศ. 2480) หลังจากเกิดเหตุการณ์มหาวิกฤตการเงินโลก (Great Depression) โดยเป็นหนังสือที่ Hill เขียนขึ้นมาเพื่อช่วยเพื่อนร่วมชาติชาวอเมริกัน ซึ่งขณะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนตกงาน มีหนี้สินล้นพ้นตัว และหมดปัญญาที่จะหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เพื่อให้กลับมามีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อตัวเขาเอง และคนที่เขารัก</span></strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/03/side-napoleon-hill.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10852" title="side-napoleon-hill" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/03/side-napoleon-hill.jpg" alt="" width="375" height="374" /></a></p>
<p>หลังจากนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ปัจจุบันคาดกันว่าพิมพ์ออกมาแล้วมากกว่า 30 ล้านเล่ม</p>
<p>เนื้อหาด้านล่างต่อจากนี้ มาจากบลอกของคุณ <a href="http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimmywalker&amp;month=08-04-2008&amp;group=9&amp;gblog=11" target="_blank">Jimmy Walker</a> ครับ</p>
<p>####</p>
<p><span style="color: #0000ff;">แนวการศึกษาและเขียนหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ นั้น ได้มาจากการสัมภาษณ์และศึกษาชีวิตและวิธีคิดของผู้ประสบความสำเร็จมาแล้วจำนวนมาก แล้วนำมาวิเคราะห์วิจัยหาประเด็นสำคัญ </span></p>
<p>เมื่อผมกลับไปอ่านพบบทที่เกี่ยวกับ &#8216;สาเหตุสำคัญของความล้มเหลว 30 ประการ&#8217; ที่ผมคิดว่ามีหลักการแบบวิทยาศาสตร์และตรรกะคล้ายที่ผมใช้เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ในนั้นผมก็เห็นด้วยมากๆ จึงอยากจะนำมาเสนอใส่ไว้ในบล๊อกของวันนี้ เพื่อจะได้เป็นแนวทางสำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน</p>
<p><span style="color: #800080;">(แต่ผมแนะนำให้ซื้อ เพราะยิ่งอ่านยิ่งได้ประโยชน์และแรงบันดาลใจในการไปสู่ความสำเร็จ)</span></p>
<p><strong>1. พื้นเพทางกรรมพันธุ์ไม่ดี</strong></p>
<p>– มีหนทางอยู่น้อยเหลือเกินที่จะเยียวยาผู้ที่เกิดมาขาดกำลังความสามารถทางสมอง</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">2. ขาดจุดหมายที่ดี และแน่นอนของชีวิต</span> </strong></p>
<p>– ไม่มีหวังในความสำเร็จ สำหรับคนที่ไม่มีจุดหมายหรือตั้งเป้าหมายแน่นอนในชีวิต &#8230; 98 คนในหนึ่งร้อยคนที่ข้าพเจ้าวิเคราะห์ ไม่มีจุดหมายดังกล่าว</p>
<p><strong>3. ขาดความทะเยอทะยาน เพื่อไปสู่จุดหมายที่เหนือกว่าปกติ</strong></p>
<p>– เราหมดหวังในบุคคลที่เฉื่อยเนือยอย่างยิ่ง เขาเหล่านี้ไม่มีความต้องการที่จะให้ชีวิตก้าวหน้าไปไกล และไม่สมัครใจที่จะต่อสู้เพื่อฟันฝ่า</p>
<p><strong>4. การศึกษาไม่พอ</strong></p>
<p>– อุปสรรคข้อนี้อาจจะเอาชนะได้ง่ายกว่ากันมากเมื่อเทียบกับสามข้อที่ผ่านมา</p>
<p>- จากความจัดเจน พิสูจน์ได้ว่า <strong><span style="color: #800080;">“ผู้ที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด มักจะเป็นผู้ที่ศึกษาด้วยตัวเอง” บุคคลที่ศึกษาด้วยตนเองมีคุณค่ากว่าใบปริญญา</span></strong></p>
<p><strong>5. ขาดการควบคุมตัวเองให้อยู่ในระเบียบวินัย</strong></p>
<p>– ระเบียบวินัยเกิดจากการรู้จักควบคุมตนเอง ก่อนที่ท่านจะควบคุมสิ่งต่างๆ ท่านจะต้องควบคุมตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก</p>
<p>- การเป็นนายตัวเองหรือควบคุมตัวเองเป็นงานลำบากอย่างที่สุดที่ท่านจะต้องจัดการ <span style="color: #0000ff;">ถ้าท่านชนะตัวเองไม่ได้ ท่านก็จะแพ้ตัวเอง</span></p>
<p><strong>6. สุขภาพไม่ดี</strong></p>
<p>– ก.กินอาหารมากไปทำให้สุขภาพเสีย, ข. มีนิสัยไม่ดีในทางใช้ความคิด โดยคำนึงแต่สิ่งที่ไร้สาระและไม่เกิดประโยชน์, ค.ใช้กามารมณ์ไปในทางผิดๆ หรือใช้มากจนเกินไป, ง.ขาดการบริหารร่างกายที่เหมาะสม, จ.ขาดอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ</p>
<p><strong>7. ถูกชักจูงโดยสภาพแวดล้อมไม่ดีระหว่างวัยเยาว์</strong></p>
<p>– คนส่วนมากที่โน้มเอียงไปในทางอาชญากรเกิดขึ้นโดยสภาพแวดล้อมไม่ดี</p>
<p><strong>8. การผัดวันประกันพรุ่ง</strong></p>
<p>– <span style="color: #993366;">นี่เป็นสาเหตุธรรมดาแห่งความล้มเหลว เพราะเราต่างคอย”เวลาที่เหมาะสม” เพื่อเริ่มต้นทำบางอย่างที่นำผลดีมาให้</span> อย่ารอคอย จงเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ ทำงานเท่าที่เครื่องมือที่ท่านมี</p>
<p><strong>9. ขาดความมุ่งมั่น</strong></p>
<p>– เราส่วนใหญ่ต่างเป็นคนเริ่มต้นที่ดี แต่เป็นคนถึงจุดหมายที่เลวในทุกอย่างที่เราลงมือ ยิ่งกว่านั้น เราชอบวางมือเมื่อเห็นความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก</p>
<p><strong>10.บุคลิกลักษณะเฉื่อยชา</strong></p>
<p>– ไม่มีหวังแห่งความสำเร็จ สำหรับบุคคลที่ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายแก่ผู้อื่นจากบุคลิกลักษณะอันเฉื่อยชาของตน</p>
<p><strong>11. ขาดการควบคุมความเร่งเร้าทางกามารมณ์</strong></p>
<p>– ความกระฉับกระเฉงทางกามารมณ์เป็นแรงกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด จึงต้องควบคุมมันไว้ด้วยการแปรเปลี่ยนให้ไปสู่แนวทางอื่นๆ</p>
<p><strong>12. ความปรารถนาที่ควบคุมไม่ได้เพื่อได้เงินอย่างง่ายๆ</strong></p>
<p>– จึงทำให้คิดหาเงินง่ายๆ ด้วยการเล่นการพนัน</p>
<p><strong>13. ขาดอำนาจจิตแน่วแน่เพื่อตกลงใจ</strong></p>
<p>– <span style="color: #0000ff;">คนล้มเหลวมักเปลี่ยนใจบ่อย และเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><strong>14. หนึ่งประการหรือมากกว่าในบรรดาความกลัวมูลฐานหกประการ</strong></p>
<p>– กลัวยากจน กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลัวสุขภาพทรุดโทรม กลัวสูญเสียความรักของใครสักคน กลัววัยชรา กลัวความตาย</p>
<p><strong>15. เลือกคู่แต่งงานผิด</strong></p>
<p>– ถ้าความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างสมัครสมาน แต่ความล้มเหลวในการแต่งงานอาจทำลายความทะเยอทะยานและกำลังใจหมดสิ้น</p>
<p><strong>16. รอบคอบมากเกินไป</strong></p>
<p>– <strong><span style="color: #800080;">คือ บุคคลที่ไม่ยอมฉวยโอกาสที่เข้ามา รอบคอบมากเกินไปไม่ดี พอๆกับรอบคอบน้อยเกินไป</span></strong></p>
<p><strong>17. เลือกนายจ้างผิด</strong></p>
<p>– เราต้องใช้ความระมัดระวังเลือกนายจ้างซึ่งจะให้แรงบันดาลใจแก่เรา และเป็นผู้เฉลียวฉลาดและได้รับความสำเร็จ (ข้อ 15 และ 17 นี้เป็นสิ่งที่ผมกำลังกล่าวถึงในหัวข้อกลยุทธ์การเลือกคบคน)</p>
<p><strong>18. เชื่อไสยศาสตร์</strong></p>
<p>– เชื่อไสยศาสตร์เป็นความกลัวแบบหนึ่ง และเป็นเครื่องหมายแห่งความงมงาย ผู้จะได้รับความสำเร็จจะต้องไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น</p>
<p><strong>19. เลือกงานผิด</strong></p>
<p>– <strong><span style="color: #3366ff;">ไม่มีใครได้รับความสำเร็จในงานที่เขาไม่ชอบ </span></strong></p>
<p><strong>20. ขาดความบากบั่นพากเพียรอย่างแน่วแน่</strong></p>
<p>– คนที่ทำงานได้หมดทุกอย่างหายากนักที่จะเก่งเป็นพิเศษสักอย่าง จงมีความบากบั่นพากเพียรอยู่ที่จุดหมายอันสำคัญสักอย่าง</p>
<p><strong>21. นิสัยใช้เงินอย่างขาดความยับยั้ง</strong></p>
<p>– การใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ช่วยให้ได้รับความสำเร็จ เนื่องจากพวกเขาจะรู้สึกวิตกอยู่ตลอดเวลาว่าไม่มีทางหนีพ้นความยากจน และผู้ไม่มีเงินมักไม่มีโอกาสต่อรอง ไม่มีทางเล่นตัว จึงได้แต่สิ่งเลวๆ</p>
<p><strong>22. ขาดความกระตือรือร้น</strong></p>
<p>– ถ้าเขาเป็นคนกระตือรือร้น และควบคุมมันให้ดี เขาจะได้รับการต้อนรับจากคนทุกกลุ่ม</p>
<p><strong>23. ใจแคบ </strong>– คนเหล่านี้มักไม่ต้องการความรู้เพิ่มเติม (พวก Self Centered)</p>
<p><strong>24. เสพเกินต้องการ </strong>– เช่น ดื่มเหล้าเกินความเหมาะสม</p>
<p><strong>25. ไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่น </strong>– เป็นผลของ Self Centered อีกเหมือนกัน</p>
<p><strong>26. เป็นเจ้าของอำนาจที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้ความบากบั่นพากเพียรของตนเอง</strong></p>
<p>– อำนาจที่อยู่ในมือของผู้ที่ไม่ได้หามาด้วยตัวเอง ในที่สุดมักเป็นภัยต่อความสำเร็จ (ดูคล้ายๆนักการเมืองบางคน)</p>
<p><strong>27. เจตนาไม่สุจริต </strong>–<strong><span style="color: #993366;"> ไม่ช้าก็เร็ว การกระทำของเขาจะโผล่ออกมาให้เห็น</span></strong></p>
<p><strong>28. ความอวดดีและอวดวิเศษ</strong> – เป็นภัยต่อความสำเร็จ</p>
<p><strong>29. เดาแทนการใช้ความคิด</strong> – <strong><span style="color: #800080;">คนเหล่านี้ชอบทำงานด้วยการเดาสุ่ม</span></strong></p>
<p><strong>30. ขาดเงินทุน</strong></p>
<p>– ข้อนี้เป็นสาเหตุธรรมดาของความล้มเหลวในผู้ทำธุรกิจครั้งแรก โดยไม่มีทุนสำรองไว้ให้เพียงพอ</p>
<p>31. นโปเลียน ฮิลล์ เขียนข้อ 31 ไว้เผื่อสำหรับกรณีอื่นๆ ที่เขาอาจตกหล่น</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/03/54119b714.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10853" title="54119b714" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/03/54119b714.jpg" alt="" width="450" height="381" /></a></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>สาเหตุสำคัญแห่งความล้มเหลว 30 ประการ จากหนังสือ “Think and Grow Rich”</strong></p>
<p><strong>โดย Jimmy Walker</strong></p>
<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimmywalker&amp;month=08-04-2008&amp;group=9&amp;gblog=11" target="_blank">http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimmywalker&amp;month=08-04-2008&amp;group=9&amp;gblog=11</a></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1/">สาเหตุสำคัญแห่งความล้มเหลว 30 ประการ จากหนังสือ “Think and Grow Rich” : Jimmy Walker</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สรุปแนวคิดจากหนังสือลงทุนคลาสสิค ‘Superperformance Stocks’ : Phantorm</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Feb 2013 12:44:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[Phantorm]]></category>
		<category><![CDATA[Superperformance Stocks]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10840</guid>
		<description><![CDATA[<p>ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือการลงทุนเหล่านี้มาแล้ว &#8211; “How to Trade in Stocks” ของ Jesse Livermore, “How I made 2M in the stock market” ของ Nicolas Darvas, “Superperformance Stocks” ของ Richard Love, “How to make money in stocks” ของ William O’Neil หรือ “The Wallstrip Edge” ของ Howard Lindzon - คุณคงจะพบว่า แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี สิ่งหลักๆที่เปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นก็คือ ชื่อของเหล่า Winning Stocks ทั้งหลายในแต่ละปี ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆที่มีความสำคัญต่อราคาหุ้นหรือตลาด อย่างเช่น &#8216;ตัวเร่ง (The catalysts)&#8217; [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%87/">สรุปแนวคิดจากหนังสือลงทุนคลาสสิค ‘Superperformance Stocks’ : Phantorm</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือการลงทุนเหล่านี้มาแล้ว &#8211; <strong>“How to Trade in Stocks”</strong> ของ Jesse Livermore, <strong>“How I made 2M in the stock market”</strong> ของ Nicolas Darvas, <strong>“Superperformance Stocks”</strong> ของ Richard Love, <strong>“How to make money in stocks”</strong> ของ William O’Neil หรือ <strong>“The Wallstrip Edge”</strong> ของ Howard Lindzon -</p>
<p><span style="color: #0000ff;">คุณคงจะพบว่า แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี สิ่งหลักๆที่เปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นก็คือ ชื่อของเหล่า Winning Stocks ทั้งหลายในแต่ละปี ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆที่มีความสำคัญต่อราคาหุ้นหรือตลาด อย่างเช่น &#8216;ตัวเร่ง (The catalysts)&#8217; หรือ &#8216;sentiment&#8217; ที่ขับดันราคานั้น แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย</span></p>
<p>สำหรับเนื้อหาในบทความนี้ เป็นการสรุปแนวคิดและหลักการลงทุนจากหนังสือคลาสสิค <strong>&#8220;Superperformance Stocks&#8221;</strong> เขียนโดย <strong>Richard Love</strong> ตีพิมพ์ในปี 1977</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/02/51i9EFFEq1L._SL500_SS500_.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10845" title="51i9EFFEq1L._SL500_SS500_" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/02/51i9EFFEq1L._SL500_SS500_.jpg" alt="" width="500" height="500" /></a></p>
<p>เซียนหุ้นชั้นนำ อาทิเช่น <strong>David Ryan</strong> ผู้ช่วยคนสำคัญของ William O&#8217;neil และ <strong>Mark Minervini</strong> เซียนหุ้นผู้ชนะการแข่งขัน U.S. Investing Championship (ทั้งคู่ถูกสัมภาษน์ลงในหนังสือ Market Wizard) ต่างก็ยกย่องว่าเป็นหนังสือที่พวกเขานำเนื้อหามาประยุกต์ใช้กับหลักการลงทุนของตัวเอง</p>
<p>Richard Love ให้คำนิยามของ “Superperformance Stocks” ว่า เป็นหุ้นที่ราคาขึ้นมาอย่างน้อย 3 เท่า (300%) ในช่วงระยะเวลา 2 ปี</p>
<p><strong>1. ความปลอดภัย คือสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก่อนที่จะซื้อหุ้น</strong></p>
<p>ความปลอดภัยในการซื้อหุ้นนั้นไม่ได้หมายถึงการเลือกซื้อหุ้นของบริษัทที่มีงบการเงินที่แข็งแกร่ง หรือบริษัทที่มี Market cap ขนาดใหญ่แต่อย่างใด</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ความปลอดภัยในที่นี้หมายถึง การเลือกซื้อหุ้นในจังหวะที่ควรซื้อ เพราะถ้าคุณตัดสินใจซื้อหุ้นในจังหวะที่ผิด (ตลาดขาลง หรือหุ้นขาลง) ต่อให้งบการเงินของบริษัทจะดีมากแค่ไหน หรือบริษัทจะใหญ่เพียงใด ราคาหุ้นก็ตกลงได้ทั้งนั้น </span></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/?p=10318" target="_blank">(อ่านเพิ่มเติม &#8216;Blog 18 : เลือกหุ้นดี แต่ซื้อผิดเวลา&#8217;)</a></p>
<p>โดยทั่วไปแล้ว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณควรจะซื้อหุ้นคือ ช่วงที่ตลาดดูเหมือนกำลังจะล่มสลาย และทุกคนเริ่มหมดหวัง เพราะนั่นคือช่วงที่ความเสี่ยงต่ำและมีอัพไซด์สูงมากนั่นเอง (หรือก็คือการซื้อหุ้นหลังจากที่ตลาดได้ทำ Bottom หรือปรับฐานเสร็จแล้ว)</p>
<p><strong>2. หุ้นทุกตัวมีวัฏจักรของราคาหุ้นทั้งสิ้น</strong></p>
<p><strong></strong>Love พูดถึงหุ้นที่มีรายได้และกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอว่า หุ้นพวกนี้มักจะมี P/E ratio ที่สูงกว่าปกติ หรือบางตัวอาจเกิดการ Overpriced ซึ่งมาจากความคาดหวังที่สูงของนักลงทุน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ราคาหุ้นก็จะตกลงมาสู่จุดสมดุลในที่สุด</p>
<p>และถึงแม้ว่าหุ้นเหล่านี้จะมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างรุนแรง ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงอยู่ดี</p>
<p><span style="color: #0000ff;">(ลองนึกถึงช่วงปี พ.ศ. 2551 ที่บริษัทในตลาดต่างก็กำไรเติบโตกันถ้วนหน้า แต่ราคาหุ้นก็ลดลงอย่างมากแทบทุกตัว)</span></p>
<p><strong>3. หุ้นของสุดยอดบริษัท ไม่จำเป็นต้องเป็นสุดยอดหุ้นในตลาด</strong></p>
<p><strong></strong>มีคำแนะนำทางด้านการลงทุนจำนวนมากที่สนับสนุนให้ซื้อบริษัทที่มีคุณภาพ บ้างก็ว่าให้ซื้อหุ้นของบริษัทใหญ่ๆ เพราะด้วยคุณภาพของบริษัท คุณจะไม่มีทางเจ็บตัว แต่ตามสถิติพบว่าผลลัพธ์กลับออกมาตรงกันข้าม</p>
<p>เพราะหากคุณเลือกลงทุนผิดเวลา เช่น การซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาลง นักลงทุนก็สามารถเจ็บตัวหนักๆจากบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้ได้เช่นกันไม่ต่างจากการซื้อหุ้นบริษัทขนาดเล็กเลย</p>
<p><strong>4. ตัวเร่ง</strong></p>
<p><strong><span style="color: #800080;">หุ้น Superperformance นั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยงบการเงินที่ดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึง หรือการประกาศควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น เป็นต้น </span></strong></p>
<p>แต่ส่วนใหญ่แล้วหุ้นที่เข้าข่าย Superperformance นั้น มักจะเป็นหุ้นที่กำลังกลับตัวจากขาลงหรือผ่านจุด bottom มาแล้ว</p>
<p><span style="color: #993366;">หากถามว่า เมื่อตลาดทำ bottom หรือได้ปรับฐานเสร็จแล้ว หุ้นประเภทไหนที่มักจะเด้งกลับมาได้เร็วและแรงที่สุด?&#8230;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">คำตอบอาจจะตรงข้ามกับความเชื่อของหลายๆท่าน เพราะมันไม่ใช่หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูง แต่มันมักจะเป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ที่กำลังอยู่ในช่วงที่รายได้และผลกำไรของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><strong>5. ไม่ช้าก็เร็ว ทุกๆแนวโน้มจะต้องถึงจุดจบเสมอ</strong></p>
<p>หุ้น Superperformance นั้นไม่ใช่หุ้นที่ปรับตัวขึ้นสม่ำเสมอทุกๆปีแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่สุดยอดขนาดไหนก็ตาม หลังจากที่ช่วง Superperformance (Climax Run) ของหุ้นตัวนั้นจบลง มันมักจะตามมาด้วยช่วง sideways ออกข้างเพื่อทำฐานราคาใหม่</p>
<p>ซึ่งช่วงทำฐานนั้น บางครั้งอาจจะกินเวลานานเป็นปี และหลังจากทำฐานเสร้จแล้ว ก็อาจจะตามมาด้วยช่วง Superperformance อีกครั้งก็เป็นได้ (แล้วแต่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท)</p>
<p>หุ้นส่วนใหญ่ราคาจะตกลงเมื่อช่วง Superperformance (Climax) ได้จบลง และก็มีหลายๆครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง (เช่น PTL AJ)</p>
<p><strong>โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้นแบ่งได้ 3 อย่าง คือ</strong></p>
<p><strong>- อย่างแรกก็คือ ความอ่อนแอของตลาดในภาพรวม</strong> เช่น การจบรอบของตลาด ตลาดเริ่มกลับตัวเป็นขาลง</p>
<p><strong>- อย่างที่สองคือ การที่ราคาหุ้น Overpriced จนเกินไป</strong> ซึ่งมักจะจบลงด้วยการ take profit โดยเมื่อไม่มีประเด็นใหม่ๆที่น่าสนใจ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วเพราะไม่มี demand หรือแรงซื้อใหม่ๆเข้ามา</p>
<p><strong>- อย่างที่สามคือ รายได้ของบริษัทเริ่มลดลงหรือผลประกอบการออกมาแย่กว่าเดิม</strong> <span style="color: #ff0000;">แต่ราคาหุ้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มปรับตัวลงก่อนการประกาศงบการเงิน <span style="color: #000000;">เพราะนักลงทุนหลายคนสามารถประมาณการไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่างบการเงินของบริษัทจะออกมาดีหรือร้าย</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>6. มองหาหุ้นที่สภาพคล่องน้อย มี market cap ขนาดเล็ก และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ</strong></span></p>
<p><strong></strong><span style="color: #000000;">โอกาสที่จะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำในตลาดหุ้นนั้น มักจะมาจากบริษัทขนาดเล็กมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">จงมองหาบริษัทขนาดเล็กที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่คือส่วนผสมของบริษัทที่ปรากฏให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นว่า จะมีการเติบโตของผลกำไรอย่างรวดเร็ว และตามมาด้วยช่วง Superperformance ของราคาหุ้น</span></p>
<p><strong>7. ความเปลี่ยนแปลงคือโอกาส</strong></p>
<p><strong></strong><span style="color: #0000ff;">การวางแผนเติบโตเชิงรุก (และทำได้จริง) หรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆนั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อราคาหุ้นของบริษัท</span> เพราะมันทำให้นักลงทุนหลายคนเลือกที่จะติดตามสถานการณ์และข่าวสารของบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องสนใจสถานะของบริษัทว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เราจะได้ Capital gain ครั้งละมากๆจากบริษัทขนาดใหญ่ มักจะน้อยกว่า Capital gain จากบริษัทขนาดเล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอยู่พอสมควร เพราะบริษัทขนาดเล็ก จะมีเปอร์เซ็นการเติบโตของยอดขายและกำไร รวมถึงราคาหุ้น มากกว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่เสมอ</p>
<p><strong>8. Growth, Growth, Growth</strong></p>
<p><strong></strong>นักลงทุนคนใดที่มองหา Capital gain คำโตๆในตลาดหุ้น ควรจะมองหาบริษัทที่อยู่ในช่วงเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งหรือเข้าตลาดหุ้นมาได้ไม่กี่ปี แต่ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการเอาตัวรอดทั้งในธุรกิจและในตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>9. สตอรี่ที่ดีจะช่วยผลักดันให้หุ้นไปได้ไกล</strong></p>
<p><span style="color: #000000;">หุ้น Growth Stock เมื่อรวมกับสตอรี่ดีๆไม่กี่อย่าง ก็สามารถทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงอยู่เสมอเวลาเลือกซื้อหุ้น Growth Stock ที่ราคาสูงๆก็คือ &#8216;ในระยะยาวนั้น ราคาหุ้นจะสะท้อนมาจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัท&#8217; </span></p>
<p><span style="color: #000000;">เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่ระมัดระวังในการเลือกซื้อหุ้นที่เล่นตามสตอรี่แล้ว หากสตอรี่ที่คุณได้รับนั้นกลับไม่เป็นความจริง ราคาหุ้นจะร่วงลงอย่างรวดเร็วจากความผิดหวังของนักลงทุน แต่ตราบใดที่สตอรี่เป็นจริง เช่น บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นตลอด นักลงทุนส่วนใหญ่จะยังคงถือหุ้นของพวกเค้าต่อไป </span></p>
<p><strong><span style="color: #800080;">การแยกแยะความเป็นจริงจากความเพ้อฝัน จึงถือเป็นงานใหญ่ของนักลงทุน</span></strong></p>
<p><strong> 10. มองหาบริษัทที่กำไรเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน</strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันนั้นมีความสำคัญไม่น้อย เพราะนั่นเป็นการเรียกความสนใจของผู้คน ให้มองเห็นอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นของบริษัท </span></strong></p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1963 Xerox Corporation ทำกำไร $10,327,031 หรือ EPS $2.66 ในช่วงครึ่งปีแรก เทียบกับกำไร $5,658,165 หรือ EPS $1.74 ในปี 1962</p>
<p>นี่คือตัวอย่างของการระเบิดของกำไร ซึ่งในกรณีนี้ การที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากนั้นเกิดจากการที่ Xerox เปิดตัวเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นใหม่ ซึ่งจากรายได้ของเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นใหม่นั่นเอง ที่ส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก และก็ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปเช่นกัน</p>
<p><strong> 11. ข่าวลือก็ถือเป็นตัวเร่งเช่นกัน</strong></p>
<p>หนึ่งใน “พลัง” ที่ผลักดันให้ราคาหุ้นขึ้นก็คือข่าวลือ ยกตัวอย่าง เช่น Syntex ประกาศผลประกอบการปี 1963 เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 1962</p>
<p>นักเก็งกำไรต่างคาดการณ์ไว้ว่า กำไรในอนาคตจะยิ่งเติบโตมากกว่าเดิม ข่าวลือเรื่องกำไรโตมาก ประกอบกับการที่ Syntex เป็นหนึ่งในสองบริษัทแรกที่สามารถคิดค้นยาคุมกำเนิด ทำให้นักลงทุนต่างรีบแย่งกันซื้อหุ้นของบริษัทเป็นการใหญ่ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>12. ตลาดมองไปข้างหน้า ดังนั้นความคาดหวังมีผลเสมอ</strong></p>
<p><strong></strong>การที่บริษัทมีผลกำไรที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังกันอยู่แล้ว ดังนั้น การที่บริษัทมีกำไรมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นตามอยู่เสมอ</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาจจะรายงานผลกำไรที่เพิ่มขึ้นสองเท่า แต่ถ้ามีกองทุนซักสองโหลที่มองว่า บริษัทควรจะมีกำไรโตสามเท่าหละ?</p>
<p>กองทุนเหล่านั้นย่อมผิดหวังกับการรายงานผลกำไรที่โตเพียงแค่สองเท่า และอาจจะตัดสินใจเทขายหุ้น หรือนักลงทุนที่คาดการณ์กำไรไว้ล่วงหน้าก็อาจจะตัดสินใจขาย เมื่อกำไรออกมาน้อยกว่าที่คาดเช่นกัน</p>
<p>การที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นมากโดยไม่มีใครคาดคิด จึงส่งผลดีต่อราคาหุ้นของบริษัทมากที่สุด</p>
<p>เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของผลกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัท, แผนการดำเนินงานที่จะช่วยให้กำไรในอนาคตเติบโตอย่างต่อเนื่อง, ความสามารถในการทำกำไร และความเป็นไปได้ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><strong>13. การขยายตัวในหลายๆด้าน</strong></p>
<p>Superperformance มักจะมาจากการ Overreaction ของนักลงทุนที่มีต่อการเติบโตของบริษัท ซึ่งสามารถวัดได้จากการเปรียบเทียบอัตราการเพิ่มของราคาหุ้น เทียบกับอัตราการเพิ่มของกำไร ซึ่งก็คือการเพิ่มขึ้นของ P/E ratio นั่นเอง</p>
<p><span style="color: #0000ff;">(Growth expansion &gt;&gt; P/E expansion)</span></p>
<p>ตราบใดที่คนในตลาดยังมีมุมมองที่ดีต่อหุ้นตัวนั้น ราคาหุ้นจะยังคงพุ่งขึ้นจากแรงซื้อของนักลงทุนที่มีเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วง Superperformance จบลง</p>
<p><strong>14. แรงผลักดัน และความกลัวการตกรถ</strong></p>
<p>ในช่วงเวลาหนึ่ง Superperformance Stock มักจะเป็นหุ้นที่สร้างกำไรได้อย่างรวดเร็ว พวกมันมีการเคลื่อนไหวที่ดุดัน, คนในตลาดเริ่มรับรู้และเข้ามาเทรดจำนวนมาก</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ช่วงเวลาที่หุ้นกำลังโดดเด่นเช่นนี้ การตัดสินใจและลงมืออย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการบริหารพอร์ตหุ้นประเภทนี้</span></p>
<p>นักลงทุนที่ค่อนข้างระมัดระวัง มักจะไม่รีบร้อนในการซื้อขาย พวกเขาจะรอคอยจนกระทั่งมั่นใจว่าพวกเค้าคิดถูกอย่างแน่นอนแล้ว แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ราคาหุ้นก็ได้ขึ้นมามากหรือไม่ก็ตกลงไปมากแล้ว <span style="color: #ff0000;">(คือซื้อช้าเกินไป ขายช้าเกินไป สรุปไม่ได้อะไร แถมอาจจะขาดทุนอีกด้วย)</span></p>
<p>เมื่อคุณตัดสินใจที่จะเล่นหุ้น Superperformance Stock อย่าได้รีรอที่จะซื้อหรือขาย อย่ารอช้าที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหุ้นตัวนั้น หากมันได้ทำตัวผิดปกติไปจากเดิม</p>
<p><span style="color: #800080;">การใช้คำสั่ง Stop-loss (Lock Profit) เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณเก็บกำไรได้พอสมควร หลังจากที่หุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วแล้ว</span></p>
<p><strong>15. ตลาดคือกงล้อทางอารมณ์ของนักลงทุน</strong></p>
<p><strong></strong><span style="color: #0000ff;">ในช่วงตลาดขาขึ้นนั้น คุณสามารถ let profit run หรือคล้อยตามไปตลาดและนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่ก็มีเวลาที่คุณควรออกจากตลาด เพื่อยืนอยู่ข้างสนามเช่นกัน </span></p>
<p>เวลาที่คุณควรขายหุ้น คือช่วงที่ตลาดขาขึ้นเริ่มสูญเสียแรงผลักดันที่เคยมี เมื่อตลาดเริ่มไม่มีแรงผลักดันใหม่ๆอีกแล้ว มันก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง หรือ sideway เช่นเดียวกับช่วง Superperformance ของหุ้น ที่ส่วนใหญ่มักจะเกิดไม่เกิน 2 ปี</p>
<p><span style="color: #0000ff;">อารมณ์ของนักลงทุนจะค่อยๆเปลี่ยนไปจากมองช่วงบวก (Bullish Optimism) สู่ช่วงสงสัยและวิตกกังวล (Doubt and apprehension) เข้าสู่ช่วงมองลบ (Bearish pessimism) และท้ายที่สุดก็จะเริ่มแตกตื่นเมื่อตลาดเริ่มปรับตัวลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ </span></p>
<p><span style="color: #800080;">ในตลาดขาขึ้นนั้น ผู้คนอาจจะมองตลาดเชิงบวก หรือแง่ดีมากอย่างไม่ที่สิ้นสุด ฉะนั้นในทางกลับกัน ผู้คนก็จะมองตลาดแย่และเลวร้ายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในช่วงขาลงเช่นกัน</span></p>
<p><strong>16. P/E ratio คือตัวสะท้อนมุมมองของนักลงทุน</strong></p>
<p>P/E ratios จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาที่อนาคตของบริษัทดูยอดเยี่ยม ก่อนที่จะลดลงในเวลาที่บริษัทกำลังจะย่ำแย่ P/E ratios จึงเป็นหนึ่งในตัววัดค่าจิตวิทยาของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อหุ้นตัวนั้น</p>
<p><span style="color: #0000ff;">Love กล่าวว่า จิตวิทยาของนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นเพื่อให้การลงทุนประสบความสำเร็จ </span></p>
<p>ซึ่งหากวัดจากค่า P/E ratios แล้ว ช่วงที่ P/E ratios ยังคงต่ำอยู่ จึงเป็นช่วงที่น่าลงทุนกว่า เพราะ P/E ratios จะสูงอย่างมากเมื่อช่วง Superperformance ของหุ้นนั้นใกล้จะจบลง</p>
<p>นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าอารมณ์ของนักลงทุนก็คือ การตอบสนองของนักลงทุนต่อพฤติกรรมตลาด</p>
<p><span style="color: #ff0000;">มันจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าหากคุณมองหุ้นด้วยมุมมองที่ตรงข้ามกับตลาดอยู่ตลอดเวลา หรือคุณชอบมองว่าตลาดนั้นผิดเสมอ </span>เพราะคุณไม่สามารถสู้กับแรงของตลาดด้วยตัวคุณเองคนเดียวได้อยู่แล้ว</p>
<p><strong>17. มูลค่าคือความเห็นส่วนตัว ราคาคือสิ่งที่ตลาดกำหนดให้คุณ</strong></p>
<p>ราคาของที่ดินนั้นมีค่าเท่าที่คนซื้อจะยอมจ่ายให้กับคุณ หุ้นก็เช่นกัน หาหุ้นที่คุณคิดว่าจะมีคนมาขอซื้อจากคุณในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต แนวคิดนี้ใช้ได้กับการลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเพชร, ภาพเขียน, ข้าวโพด ข้าวสาลี, บ้าน, ที่ดิน หรือหุ้น</p>
<p>ราคาตลาดเป็นสิ่งที่สะท้อนจิตวิทยา และความคิดทั้งแง่บวกแง่ลบของคนในตลาดต่อสินค้านั้นๆ เมื่อราคาตลาดของสินค้าใดๆลดลง ก็เป็นตัวบ่งชี้ว่า ความกลัวว่ามูลค่าสินค้าจะลดลงนั้นแข็งแกร่งกว่าความหวังว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้นนั่นเอง</p>
<p><strong>18. หลายๆครั้งที่ราคาตลาดและมูลค่าแท้จริงนั้นสัมพันธ์กันน้อยมาก</strong></p>
<p><strong></strong>หุ้นที่ราคาขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง มักจะมีการปรับราคาลงมาไม่ช้าก็เร็ว แต่หลายๆครั้งที่หุ้นเหล่านั้นกลับสามารถยืนราคาอยู่ในช่วงที่ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงได้เป็นปีๆ ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลง</p>
<p>ในขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจก็มักจะมีแรงกดดันราคาไว้เสมอ เมื่อเทียบกับหุ้นทั่วไปในตลาด</p>
<p>ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 คือเวลาที่หุ้นส่วนใหญ่และตลาดทะยานขึ้น แต่หุ้นเหล็กก็ยังโดนกดดันอยู่เช่นเดิม แม้ทุกคนจะเห็นว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ก็ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นจะต้องปรับขึ้นในเร็ววัน เพราะหุ้นสามารถโดนกดราคาได้เป็นปี</p>
<p><strong>19. ศาสตร์แห่งการทำกำไร</strong></p>
<p><strong></strong>การหาจังหวะขายที่เหมาะสมนั้นยากกว่ากว่าการหาจังหวะซื้อมาก เพราะว่าหุ้นแต่ละตัวลงถึงจุด Low ในตลาดขาลงพร้อมๆกัน แต่ถึง high ในตลาดขาขึ้นไม่พร้อมกัน</p>
<p>การขายเมื่อเทรนด์ของตลาดโดยรวมเริ่มเข้าสู่ขาลงมักจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเท่าไหร่นัก เพราะหุ้นจำนวนมากนั้นถึงราคา high ก่อนหุ้นตัวอื่นๆในตลาด</p>
<p><strong>การศึกษาราคาและวอลุ่มของหุ้นแต่ละตัว จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาแยกกันและตัดสินใจซื้อ/ขายเป็นตัวๆไป</strong></p>
<p><strong>20. การขายชอร์ต</strong></p>
<p><strong></strong>หลายๆครั้งที่การทำกำไรในตลาดนั้นได้จากการขายชอร์ตหุ้นเร็วกว่าการซื้อหุ้นมาก <span style="color: #0000ff;">เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อราคาหุ้นดิ่งลงมักจะดิ่งลงแรงและชันกว่า เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคาหุ้นขึ้น </span></p>
<p>และช่วงที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นนั้นมักจะกินระยะเวลานานกว่าเสมอ ยิ่งราคาวิ่งขึ้นนานเท่าไหร่ นักลงทุนที่มีมุมมองแง่ลบกับหุ้นตัวนั้นก็จะค่อยๆลดไปเรื่อยๆ</p>
<p><span style="color: #800080;">ในทางกลับกัน ช่วงเวลาสั้นๆที่หุ้นลงอย่างรวดเร็วนั้น เกิดขึ้นจากความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อราคาหุ้นลดลง&#8230;</span></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>สรุปแนวคิดจากสุดยอดหนังสือคลาสสิค ‘Superperformance Stocks’</strong></p>
<p><strong>โดย Phantorm</strong></p>
<p><strong>www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>20 กุมภาพันธ์ 2013</strong></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%87/">สรุปแนวคิดจากหนังสือลงทุนคลาสสิค ‘Superperformance Stocks’ : Phantorm</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/02/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น : Tent How</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/01/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-15-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/01/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-15-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Jan 2013 09:26:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[Gerald Loeb]]></category>
		<category><![CDATA[Tent How]]></category>
		<category><![CDATA[The Battle for Investment Survival]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10828</guid>
		<description><![CDATA[<p>“ตลาดหุ้นมันคือสงคราม การที่คุณจะมาหวังกำไร 10% 20% จบกันไป แล้วจะหวังให้ตลาดหุ้นมันปราณีคุณตอนที่หุ้นตก มันไม่ใช่แบบนั้น มันเอาจนคุณหมดตัว สึนามิมา มันก็พัดพาไปหมด&#8221; - วิชัย วชิรพงศ์ - คำกล่าวนี้อาจดูเกินจริง หากไม่ได้หลุดมาจากปากของ &#8216;วิชัย วชิรพงศ์&#8217; หรือที่รู้จักกันในนามของ “เสี่ยยักษ์” กูรูหุ้นพันล้านผู้ที่ผ่านพบอุปสรรคมานานับปการในสนามรบนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี เมื่อตลาดหุ้นเป็นเหมือนสงครามที่ทุกคนเข้ามาเพื่อต้องการชัยชนะ แต่น้อยคนนักที่จะสามารถอยู่รอดในสมรภูมิแห่งนี้ได้ ตามสถิติแล้ว ใน 10 คนจะมีผู้ชนะเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น ด้วยอัตราการอยู่รอดที่น้อยนิด ผมจึงแปลบทความนี้ซึ่งเขียนโดย Charles E. Kirk เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านนำกฏพื้นฐาน 15 ประการนี้ ไปประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นไทยและสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน Gerald Loeb หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท E.F. Hutton เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จใน Wall Street นอกจากนั้น เขายังได้เขียนหนังสือชื่อดังสองเล่มคือ &#8216;The Battle for Investment Survival&#8217; [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/01/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-15-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80/">กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น : Tent How</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><span style="color: #3366ff;"><strong><em>“ตลาดหุ้นมันคือสงคราม การที่คุณจะมาหวังกำไร 10% 20% จบกันไป แล้วจะหวังให้ตลาดหุ้นมันปราณีคุณตอนที่หุ้นตก มันไม่ใช่แบบนั้น มันเอาจนคุณหมดตัว </em></strong></span></p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong><em>สึนามิมา มันก็พัดพาไปหมด&#8221; </em></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><em>- วิชัย วชิรพงศ์ -</em></strong></span></p></blockquote>
<p>คำกล่าวนี้อาจดูเกินจริง หากไม่ได้หลุดมาจากปากของ <strong>&#8216;วิชัย วชิรพงศ์&#8217;</strong> หรือที่รู้จักกันในนามของ <strong>“เสี่ยยักษ์”</strong> กูรูหุ้นพันล้านผู้ที่ผ่านพบอุปสรรคมานานับปการในสนามรบนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี</p>
<p><span style="color: #0000ff;">เมื่อตลาดหุ้นเป็นเหมือนสงครามที่ทุกคนเข้ามาเพื่อต้องการชัยชนะ แต่น้อยคนนักที่จะสามารถอยู่รอดในสมรภูมิแห่งนี้ได้ ตามสถิติแล้ว ใน 10 คนจะมีผู้ชนะเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ด้วยอัตราการอยู่รอดที่น้อยนิด ผมจึงแปลบทความนี้ซึ่งเขียนโดย Charles E. Kirk เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านนำกฏพื้นฐาน 15 ประการนี้ ไปประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นไทยและสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><strong>Gerald Loeb</strong> หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท E.F. Hutton เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จใน Wall Street นอกจากนั้น เขายังได้เขียนหนังสือชื่อดังสองเล่มคือ &#8216;<strong>The Battle for Investment Survival&#8217; และ &#8216;The Battle for Stock Market Profit&#8217;</strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/battle-for-investment-survival-how-make-profits-g-m-loeb-paperback-cover-art.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10831" title="battle-for-investment-survival-how-make-profits-g-m-loeb-paperback-cover-art" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/battle-for-investment-survival-how-make-profits-g-m-loeb-paperback-cover-art.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p><span style="color: #800080;">Loeb เสนอมุมมองที่ค่อนข้างตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ในยุคของเขา นั่นคือ เขามองว่า <em>“การถือหุ้นในระยะยาวนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป” </em>  </span></p>
<p><strong><span style="color: #993366;">เพราะในช่วงเวลานั้น คนส่วนใหญ่นิยมซื้อหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมแล้วถือไปเรื่อยๆ ไม่ว่าแนวโน้มของตลาดหรือแนวโน้มของหุ้นนั้นๆจะเป็นอย่างไร จึงทำให้มุมมองของ Loeb ดูค่อนข้างนอกรีตนอกรอยในสายตาของคนทั่วไป </span></strong></p>
<p>แต่ถึงแม้ว่า Loeb ไม่เคยได้มีโอกาสอยู่ในสถาพแวดล้อม ณ ปัจจุบัน ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการซื้อขายหุ้น และการแทรกแซงจากรัฐบาล แต่แนวคิดของเขาก็ยังสามารถนำมาใช้ได้จวบจนทุกวันนี้</p>
<p><strong>จากหนังสือทั้งสองเล่มของเขา นี่คือ กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ข้อ ที่ Loeb เน้นย้ำว่าต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่เอาชนะตัวเอง แต่รวมถึงเพื่อให้เราสามารถชนะตลาดได้ด้วย</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">1. สิ่งทุกคนรู้กันหมดแล้วในตลาดย่อมไม่มีค่า</span></p>
<p><strong>2. หุ้นจะเกินมูลค่าของมันเสมอในตลาดกระทิง และต่ำกว่ามูลค่าของมันในตลาดหมี</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">3. หุ้นที่ดีราคาจะดูแพงเกินไปเสมอสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่</span></p>
<p><span style="color: #000000;">4. ความคาดหวัง คือสิ่งที่ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวไม่ใช่ข่าว</span></p>
<p><strong>5. พื้นฐาน 3 ข้อในการประเมินมูลค่าหุ้น</strong></p>
<p>5.1 คุณภาพ (พื้นฐานของหุ้น, สภาพคล่อง และ การบริหารจัดการ)</p>
<p>5.2 ราคา</p>
<p>5.3 แนวโน้ม (สำคัญที่สุด)</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">6. แต่ละช่วงของหุ้นก็เหมือนกับวัยของคนเรา มีตั้งแต่ ช่วงแรกเกิด, กำลังเติบโต, โตเต็มที่ และช่วงเสื่อมโทรมหรือตกต่ำลง(วัยชรา) กุญแจสำคัญคือต้องระบุให้ได้ว่า หุ้นแต่ละตัวอยู่ในช่วงใดจะเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เปรียบคนอื่น</span></strong></p>
<p>7. ในการเข้าซื้อหุ้นให้เริ่มต้นด้วยการซื้อจำนวนไม่มาก แล้วซื้อเพิ่มเมื่อราคาเคลือนที่ไปตามที่คาดไว้</p>
<p>8. คุณจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่กระจายความเสี่ยงมากเกินไป</p>
<p>9. คุณต้องอดทนต่อสิ่งเร้าที่ยั่วยวนใจที่ส่งผลให้หลักการลงทุนของคุณเปลี่ยนไปในทุกๆวัฐจักรของตลาด</p>
<p><strong>10. ถ้าต้องการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง</strong></p>
<p>A. ตั้งเป้าหมายให้สูง</p>
<p>B. จำกัดความเสี่ยง</p>
<p>C. ไม่กลัวที่จะนำเงินไปลงทุน</p>
<p>D. อดทน และใจต้องนิ่ง</p>
<p><span style="color: #800080;">11. นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จนั้นจะฉลาด พวกเขาเข้าใจจิตวิทยา, ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งยังสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">12. คุณอย่าคิดว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แต่จงไปตามการเคลื่อนของตลาด</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">13. ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ เป็นหนึ่งในนิสัยที่แยกผู้ที่ประสบความสำเร็จจากคนอื่น</span></strong></p>
<p>14. ตลาดหุ้นนั้นเป็นมากกว่าศาสตร์และศิลป์ มันซับซ้อนเกินว่าที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจ</p>
<p><strong>15. จงขายหุ้นทิ้ง เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าตลาด</strong></p>
<p>จากพื้นฐานที่สำคัญ 15 ประการนี้ ลองถามตัวคุณเองว่า “จากพื้นฐานทั้ง 15 ประการนี้ มีข้อไหนบ้างที่คุณเห็นไม่เห็นด้วย และดูขัดแย้งจากประสบการณ์การลงทุนของคุณ?”</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">การถามตัวเองนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คุณมองว่าคุณอาจจะคิดผิดในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย แต่การเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างออกไปนั้น ก็อาจทำให้คุณได้พบหนทางใหม่ในการพัฒนาผลตอบแทนขอบคุณให้ดียิ่งขึ้น</span></strong></p>
<p>ผู้เขียนบทความนี้ (Charles) ได้ให้หนึ่งในสมาชิกทดสอบสิ่งที่เขายืนกรานไม่เห็นด้วยกับมุมมองของ Loeb ที่ว่า “<em>คุณจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่กระจายความเสี่ยงมากเกินไป</em>”</p>
<p>จากการติดตามผลตอบแทนของสมาชิกที่ได้ทำการทดลอง ก็พบว่า การกระจายความเสี่ยงมากเกินไป กลับกลายเป็นตัวขัดขวางผลตอบแทนของเขา</p>
<p>โดยจากการตรวจสอบพบว่า พอร์ตของเขามีการถือหุ้น และ ETF มากกว่า 30 ตัว ซึ่งแต่ละตัวก็ได้ผลตอบแทนดีบ้าง แย่บ้าง แต่ผลก็คือ มันได้ถ่วงผลตอบแทนของเขาลงไปอย่างมาก เห็นได้ชัดว่า ความเชื่อผิดๆเรื่องการกระจายความเสี่ยงของเขา กลับเป็นสิ่งที่ขวางไม่ให้เขาประสบความสำเร็จตามที่เป้าหมายที่ตั้งไว้</p>
<p>หลังจากนั้น เมื่อ Charles ได้ให้สมาชิกคนนั้นทบทวนกฏพื้นฐาน 15 ประการ ของ Loeb อีกครั้ง เขาจึงยอมรับว่า การกระจายความเสี่ยงมากเกินไปเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ฉุดผลตอบแทน ถึงแม้มันจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของเขาก็ตาม</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">กล่าวโดยสรุปแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่แนวคิดใหม่มักขัดแย้งกับความคิดเดิมของเราโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับสามารถช่วยให้เราพัฒนาขึ้นได้อย่างมาก </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">จากประสบการณ์ของ Charles พบว่า &#8216;นักลงทุนที่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อหรือวิธีการของตนเอง มักจะประสบความสำเร็จ&#8217;&#8230;</span></strong></p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>&#8216;กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น&#8217;</strong></p>
<p><strong>โดย Tent How</strong></p>
<p><strong>www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>28 มกราคม 2013</strong></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/01/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-15-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80/">กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น : Tent How</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/01/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-15-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Earning &amp; Dan Zanger : Artemis</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2013/01/earning-dan-zanger-artemis/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2013/01/earning-dan-zanger-artemis/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jan 2013 12:29:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[Artemis]]></category>
		<category><![CDATA[Dan Zanger]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10807</guid>
		<description><![CDATA[<p>Dan Zanger สร้างผลตอบแทนถึง 164,000% จากเงินต้นเพียง $11,000 กลายเป็น $18,000,000 ในระยะเวลาเพียง 18 เดือนของตลาดกระทิง (ประมาณช่วงปี 1999 &#8211; 2000) หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับผลตอบแทนที่สูงผิดปกติของ Zanger มาก่อน ซึ่งคนที่เล่นหุ้นส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะสามารถทำกำไรได้มากมายขนาดนี้โดยอาศัยแค่การดู chart pattern เพียงอย่างเดียว ปริศนาการเทรดของ Zanger ถูกไขออกมาจากบทสัมภาษณ์หลายๆฉบับของเขา ซึ่งการใช้ chart pattern นั้น จริงๆแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องไม้เครื่องมือในการลงทุนของเขา แต่มันยังมีองค์ประกอบอื่นที่เค้าได้กล่าวถึงอยู่บ่อยๆและหลายต่อหลายคนนั้นมักมองข้ามไป &#8230;ใช่แล้วล่ะ คุณทายถูก!! มันคือเรื่องของ Earnings หรือผลประกอบการนั่นเอง! ในความเป็นจริง หากคุณได้ศึกษาเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในอดีตของ Zanger (ซึ่งสามารถหาดูได้จากเว็บไซต์ของเขา http://www.chartpattern.com/ ) คุณจะเห็นถึงความสำคัญของผลกำไรและการประกาศผลประกอบการของบริษัท ในการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นของเขา ช่วงปีแรกๆของการเล่นหุ้น เขาชอบเล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ โดยที่หุ้นดังกล่าวได้มีการประกาศผลกำไรที่เติบโตกว่า 100% ซึ่งจังหวะการเข้าซื้อก็จะยึดหลักการดู chart pattern และการเติบโตของผลกำไร การที่หุ้นมีสภาพคล่องต่ำและประกาศผลกำไรเติบโตสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปได้อย่างมาก ในปัจจุบันนี้ พอร์ตลงทุนของเขามีขนาดใหญ่ขึ้น(มาก) [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/01/earning-dan-zanger-artemis/">Earning &#038; Dan Zanger : Artemis</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/dan_zanger.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10808" title="dan_zanger" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/dan_zanger.jpg" alt="" width="185" height="266" /></a></p>
<p><strong>Dan Zanger สร้างผลตอบแทนถึง 164,000% จากเงินต้นเพียง $11,000 กลายเป็น $18,000,000 ในระยะเวลาเพียง 18 เดือนของตลาดกระทิง</strong> (ประมาณช่วงปี 1999 &#8211; 2000)</p>
<p>หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับผลตอบแทนที่สูงผิดปกติของ Zanger มาก่อน ซึ่งคนที่เล่นหุ้นส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะสามารถทำกำไรได้มากมายขนาดนี้โดยอาศัยแค่การดู chart pattern เพียงอย่างเดียว</p>
<p><strong>ปริศนาการเทรดของ Zanger ถูกไขออกมาจากบทสัมภาษณ์หลายๆฉบับของเขา</strong> <span style="color: #800080;">ซึ่งการใช้ chart pattern นั้น จริงๆแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องไม้เครื่องมือในการลงทุนของเขา แต่มันยังมีองค์ประกอบอื่นที่เค้าได้กล่าวถึงอยู่บ่อยๆและหลายต่อหลายคนนั้นมักมองข้ามไป </span></p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">&#8230;ใช่แล้วล่ะ คุณทายถูก!! มันคือเรื่องของ Earnings หรือผลประกอบการนั่นเอง!</span></strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/earning.jpeg"><img class="alignnone size-medium wp-image-10810" title="earning" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/earning-300x224.jpeg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p>ในความเป็นจริง หากคุณได้ศึกษาเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในอดีตของ Zanger (ซึ่งสามารถหาดูได้จากเว็บไซต์ของเขา <a href="http://www.chartpattern.com/">http://www.chartpattern.com/</a> ) <strong><span style="color: #3366ff;">คุณจะเห็นถึงความสำคัญของผลกำไรและการประกาศผลประกอบการของบริษัท ในการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นของเขา</span></strong></p>
<p>ช่วงปีแรกๆของการเล่นหุ้น เขาชอบเล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ โดยที่หุ้นดังกล่าวได้มีการประกาศผลกำไรที่เติบโตกว่า 100% ซึ่งจังหวะการเข้าซื้อก็จะยึดหลักการดู chart pattern และการเติบโตของผลกำไร</p>
<p><strong><span style="color: #800080;">การที่หุ้นมีสภาพคล่องต่ำและประกาศผลกำไรเติบโตสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปได้อย่างมาก</span></strong></p>
<p>ในปัจจุบันนี้ พอร์ตลงทุนของเขามีขนาดใหญ่ขึ้น(มาก) เขาจึงเริ่มมองหาหุ้นที่มูลค่าตลาดใหญ่แล้วมีผลประกอบการเติบโตดี ซึ่ง chart pattern ก็ยังคงเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่เรื่องของพื้นฐานกิจการนั้นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหวเช่นกัน</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">หุ้นกว่าสี่ร้อยตัวที่เขาเฝ้าติดตามดู pattern การซื้อขายของมัน ล้วนมีการเติบโตของผลกำไรที่สูงมากหรือมีแนวโน้มธุรกิจที่ดี และบ่อยครั้งที่เขาจะเข้าซื้อหุ้นในช่วงประกาศผลประกอบการนั่นเอง</span></strong></p>
<p><strong>ต่อไปคือข้อความส่วนหนึ่งที่คัดมาจากบทสัมภาษณ์ของ Dan Zanger ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทของผลประกอบการต่อวิธีการลงทุนของเขา</strong></p>
<p>@@@@</p>
<p><span style="color: #3366ff;">“เช่นเดียวกับเครื่องมือชี้วัดตัวอื่นๆ ผมพบว่าหุ้นที่มีเปอร์เซ็นการเปลี่ยนแปลงของรายได้และกำไรที่สูงจะเป็นจุดเริ่มต้นของหุ้น Winner Stock</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">โดยทั่วไปหุ้นส่วนใหญ่ของผมมีกำไรและรายได้เติบโตถึง 100% หรือมากกว่านั้น ประกอบกับการที่มันมีสภาพคล่องต่ำ ลักษณะเหล่านี้จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่ตลาดหุ้นได้รับรู้ถึงผลประกอบการของบริษัท”</span></p>
<p>@@</p>
<p>“<strong>ตลอดช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผมใช้เวลากว่า 10,000 ชั่วโมงในการศึกษา chart pattern ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ Cup with handle, Falling wedges,  Ascending triangles, Bull and Bear flags และอื่นๆอีกมากมาย มันเป็นความโชคดีสำหรับพวกเราที่แพตเทิร์นเหล่านี้มักเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า</strong></p>
<p><span style="color: #3366ff;">ผมได้รวบรวมรูปแบบเหล่านี้เข้ากับหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตสูงและฟรีโฟลตต่ำ หุ้นที่ผมดูโดยเฉลี่ยแล้วมีอัตราการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างต่ำ +40% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ที่ผมได้ทำลิสต์ไว้ก็มีอัตราการเติบโตสูงถึง 80, 90, 100 และบางครั้งก็ 200% หรืออาจมากกว่านั้น</span></p>
<p><span style="color: #800080;">หุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงเมื่อรวมเข้ากับการมีฟรีโฟลตที่ต่ำ มันจะเป็นหุ้นที่ราคาสามารถพุ่งขึ้นไปได้อย่างรุนแรง</span>”</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/1-GRMN-Jul31-07_parab.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10812" title="1-GRMN-Jul31-07_parab" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2013/01/1-GRMN-Jul31-07_parab.jpg" alt="" width="682" height="617" /></a></p>
<p>@@</p>
<p>“<strong><span style="color: #3366ff;">ในการที่หุ้นจะเป็น Winner Stock ที่แท้จริงนั้น Earning Power คือสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ จงค้นหาบริษัทที่มีการเติบโตของผลกำไรมากกว่า 70% ในไตรมาสที่ผ่านมา และค้นหาบริษัทที่มีอัตราเร่งของกำไรใน 2-3 ไตรมาสล่าสุด</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #993366;">เพราะมันหมายความว่า บริษัทยังคงมีอัตราการเติบโตของผลกำไรในระดับที่ดี หุ้นที่ราคาขยับขึ้นไปอย่างมากนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเติบโตของกำไรสูงในระดับ 100-400% ไตรมาสแล้วไตรมาสเล่า</span></strong></p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น หุ้น TASR or Taser Inc.(ทำเครื่องช็อตไฟฟ้า) ที่ราคาหุ้นขยับขึ้นไปมากกว่า 5,000% ในช่วงปี 2003 ถึงปี 2004 ด้วยผลของรายได้และกำไรเติบโตกว่า 200% หรือมากกว่านั้น ในระยะเวลา 6 ไตรมาสติดต่อกัน</p>
<p>และหุ้นอีกตัวที่มีลักษณะเช่นนี้คือ RIMM หรือ Research in Motion (ผลิต BB) ในช่วงปี 2003 ที่กระแส BB กำลังมาแรง&#8221;</p>
<p>@@@@</p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">ดังนั้น ถ้าคุณต้องการที่จะได้ผลตอบแทนสูงอย่าง Dan Zanger จงติดตามผลประกอบการของบริษัท และเรียนรู้หลักการลงทุนของเขา</span> </strong>ผู้ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากถึง 164,000% ในระยะเวลา 18 เดือน และมากกว่า 400% หากนับตั้งแต่ปี 2004 ที่ผ่านมา (ข้อมูลจากบทสัมภาษน์ปี 2006)</p>
<p>เพราะถ้าคุณเลือกทำตามผู้ที่ได้ผลตอบแทนเพียง 10% ต่อปี คุณก็มักจะทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ 5% ต่อปี ซึ่งถ้าหากคุณทำได้แค่นั้น การซื้อ Index Fund แล้วเลิกลงทุนเอง น่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า…</p>
<p><strong>Earning &amp; Dan Zanger</strong></p>
<p><strong></strong><strong>โดย</strong> <a href="http://stockbee.blogspot.com" target="_blank">Pradeep Bonde</a></p>
<p><strong>แปลโดย Artemis</strong></p>
<p><strong></strong><a href="www.sarut-homesite.net" target="_blank">www.sarut-homesite.net</a></p>
<p><strong>6 ม.ค. 2013</strong></p>
<p>####</p>
<p><strong>อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dan Zanger</strong></p>
<p><strong></strong><a href="http://www.mangmaoclub.com/10-steps-zanger/" target="_blank">วิธีการเล่นหุ้น และบัญญัติ 10ประการของ Dan Zanger (mangmaoclub)</a></p>
<p><a href="http://www.chartpattern.com/" target="_blank">เวบของ Dan Zanger</a></p>
<p><a href="http://www.stocktradingtogo.com/dan-zanger-review-world-record-returns/" target="_blank">Dan Zanger 2012 Review &#8211; Testimonials, Records, Returns</a></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2013/01/earning-dan-zanger-artemis/">Earning &#038; Dan Zanger : Artemis</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2013/01/earning-dan-zanger-artemis/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[Video] ก้าวต่อไปของตลาดหุ้น และวิธีมองหา Leader Stock ในแต่ละ Bull Cycle</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/2012/12/video-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b9%81/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/2012/12/video-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b9%81/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Dec 2012 10:56:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[canslim]]></category>
		<category><![CDATA[leader stock]]></category>
		<category><![CDATA[William O'Neil]]></category>
		<category><![CDATA[winner stock]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=10787</guid>
		<description><![CDATA[<p>มีวีดีโอที่น่าสนใจมาฝากส่งท้ายปีครับ เป็น WEBINAR (สัมนาออนไลน์) บรรยายโดย William O&#8217;neil และ Chris Gessel เนื้อหาเกี่ยวกับ วิธีการวิเคราะห์ตลาด และวิธีค้นหา Next Winner Stock ในแต่ละ Bull Cycle ครับ (บรรยายวันที่ 27 ก.ค. 2012) เนื้อหายาวพอสมควร (1 ชั่วโมง 17 นาที) แต่ดูสนุกไม่น่าเบื่อเลยครับ แถมได้ฟังบรรยายจาก O&#8217;Neill โดยตรงด้วย และมี Case Study ให้ดูอย่างละเอียดหลายอันเลย เอาไว้ศึกษาช่วงวันหยุดปีใหม่น่าจะดีนะครับ 555+ ส่วนที่น่าจะมีประโยชน์มากๆที่ผมชอบก็คือ การมองหา Leader Stock ที่พวกมันมักจะมาพร้อมกับจุดเริ่มต้นของตลาดขาขึ้นรอบใหม่ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาของตลาดหุ้น และก็เป็นวิธีการที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญครับ นอกจากนี้ O&#8217;Neill เค้ามองว่า Bull Market Cycle น่าจะเกิดในอีก 6-18 [...]</p><p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2012/12/video-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b9%81/">[Video] ก้าวต่อไปของตลาดหุ้น และวิธีมองหา Leader Stock ในแต่ละ Bull Cycle</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มีวีดีโอที่น่าสนใจมาฝากส่งท้ายปีครับ</strong></p>
<p>เป็น WEBINAR (สัมนาออนไลน์) บรรยายโดย William O&#8217;neil และ Chris Gessel เนื้อหาเกี่ยวกับ วิธีการวิเคราะห์ตลาด และวิธีค้นหา Next Winner Stock ในแต่ละ Bull Cycle ครับ (บรรยายวันที่ 27 ก.ค. 2012)</p>
<p>เนื้อหายาวพอสมควร (1 ชั่วโมง 17 นาที) แต่ดูสนุกไม่น่าเบื่อเลยครับ แถมได้ฟังบรรยายจาก O&#8217;Neill โดยตรงด้วย และมี Case Study ให้ดูอย่างละเอียดหลายอันเลย เอาไว้ศึกษาช่วงวันหยุดปีใหม่น่าจะดีนะครับ 555+</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ส่วนที่น่าจะมีประโยชน์มากๆที่ผมชอบก็คือ การมองหา Leader Stock ที่พวกมันมักจะมาพร้อมกับจุดเริ่มต้นของตลาดขาขึ้นรอบใหม่ </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาของตลาดหุ้น และก็เป็นวิธีการที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญครับ</span></p>
<p>นอกจากนี้ O&#8217;Neill เค้ามองว่า Bull Market Cycle น่าจะเกิดในอีก 6-18 เดือนข้างหน้า เพราะตลาดหุ้น USA อยู่ในช่วง Sideway มาประมาณ 12 ปีแล้ว (นับจากปี 2000)</p>
<p>โดยที่ผ่านๆมาหลังจากตลาดเป็นกระทิงอย่างยาวนาน (หลายสิบปี) ตลาดก็มักจะพักอยู่ในกรอบ Sideway โดยใช้เวลาประมาณสิบกว่าปีเช่นกันครับ ก็ต้องรอดูกันไปว่ากระทิงจะมาจริงหรือไม่</p>
<p><strong>รูปตัวอย่างครับ (กดที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม)</strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2012/12/market-cycle.png" target="_blank"><img class="alignnone size-medium wp-image-10794" title="market cycle" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2012/12/market-cycle-300x226.png" alt="" width="300" height="226" /></a></p>
<p>.</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2012/12/2010-leader-with-follow-through-day.png" target="_blank"><img class="alignnone size-medium wp-image-10795" title="2010 leader with follow through day" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2012/12/2010-leader-with-follow-through-day-300x225.png" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<blockquote><p><strong><em>IBD&#8217;s Bill O&#8217;Neil &amp; Chris Gessel show how a new bull cycle may begin within 6 &#8211; 18 months, and how you can spot the stocks that lead it.</em></strong></p></blockquote>
<p><iframe width="500" height="375" src="http://www.youtube.com/embed/7iYextHON00?feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>The post <a href="http://www.sarut-homesite.net/2012/12/video-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b9%81/">[Video] ก้าวต่อไปของตลาดหุ้น และวิธีมองหา Leader Stock ในแต่ละ Bull Cycle</a> appeared first on <a href="http://www.sarut-homesite.net">บทความคัดสรร การลงทุน</a>.</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/2012/12/video-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b9%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Page Caching using apc
Database Caching using apc
Object Caching 1310/1330 objects using apc

 Served from: sarut-homesite.net @ 2013-05-22 14:06:05 by W3 Total Cache -->