<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Mar 2010 16:17:11 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>You Are What You Read : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/you-are-what-you-read-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/you-are-what-you-read-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 16:17:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิเวศน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8313</guid>
		<description><![CDATA[
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพและโภชนาการมักจะพูดว่า &#8220;You Are What You Eat&#8221; ความหมายก็คือ สุขภาพของคุณจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกิน นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสุขภาพ แต่ในด้านของความคิดหรือสมองของเรา ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ก็คือ การอ่าน เพราะการอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เนื่องจากมันทำได้รวดเร็วเท่ากับความเร็วของแสง ความรู้และความคิดมหาศาลบางทีสามารถบรรจุลงในหนังสือเพียงเล่มเดียว การค้นคว้าหรือประสบการณ์ของคนทั้งชีวิต สามารถเรียนรู้ได้โดยการอ่านหนังสือที่เขาเขียนเพียงเล่มเดียว หรือไม่กี่ เล่ม

ดังนั้น ถ้าจะให้ &#8220;สุขภาพทางใจ&#8221; หรือสมองของเราดีเยี่ยมและแข็งแกร่ง พร้อมที่จะเป็นนักลงทุนชั้นนำ เราจำเป็นต้องอ่านและอ่านมากๆ อย่าลืมว่าการลงทุนนั้น คือ การ &#8220;รบทางด้านจิตใจ&#8221; ถ้าจะพูดให้เท่เป็นภาษาอังกฤษ ก็คือ &#8220;Investment Is The Battle Of The Mind&#8221; คนที่สมองและจิตใจเหนือกว่า คือผู้ชนะ
Value Investor ควรอ่านอะไร? คำถามนี้เป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก และเซียนแต่ละคนก็น่าจะอ่านหนังสือที่แตกต่างกันและต่างก็ประสบความสำเร็จได้ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว ที่นักลงทุนอาจนำไปพิจารณาและปรับเข้ากับรสนิยมและความถนัดของตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีหนังสือหรือเอกสารบางอย่าง ที่ผมคิดว่า นักลงทุนทุกคนจำเป็นต้องอ่าน เพราะมันเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรง
ส่วน Value Investor [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/readingreadiness1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8314" title="readingreadiness1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/readingreadiness1-300x296.jpg" alt="" width="300" height="296" /></a></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพและโภชนาการมักจะพูดว่า &#8220;You Are What You Eat&#8221; ความหมายก็คือ สุขภาพของคุณจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกิน นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสุขภาพ แต่ในด้านของความคิดหรือสมองของเรา ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ก็คือ การอ่าน เพราะการอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เนื่องจากมันทำได้รวดเร็วเท่ากับความเร็วของแสง ความรู้และความคิดมหาศาลบางทีสามารถบรรจุลงในหนังสือเพียงเล่มเดียว การค้นคว้าหรือประสบการณ์ของคนทั้งชีวิต สามารถเรียนรู้ได้โดยการอ่านหนังสือที่เขาเขียนเพียงเล่มเดียว หรือไม่กี่ เล่ม<br />
<strong><br />
ดังนั้น ถ้าจะให้ &#8220;สุขภาพทางใจ&#8221; หรือสมองของเราดีเยี่ยมและแข็งแกร่ง พร้อมที่จะเป็นนักลงทุนชั้นนำ เราจำเป็นต้องอ่านและอ่านมากๆ อย่าลืมว่าการลงทุนนั้น คือ การ &#8220;รบทางด้านจิตใจ&#8221; ถ้าจะพูดให้เท่เป็นภาษาอังกฤษ ก็คือ &#8220;Investment Is The Battle Of The Mind&#8221; คนที่สมองและจิตใจเหนือกว่า คือผู้ชนะ</strong></p>
<p>Value Investor ควรอ่านอะไร? คำถามนี้เป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก และเซียนแต่ละคนก็น่าจะอ่านหนังสือที่แตกต่างกันและต่างก็ประสบความสำเร็จได้ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว ที่นักลงทุนอาจนำไปพิจารณาและปรับเข้ากับรสนิยมและความถนัดของตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีหนังสือหรือเอกสารบางอย่าง ที่ผมคิดว่า นักลงทุนทุกคนจำเป็นต้องอ่าน เพราะมันเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรง</p>
<p><strong>ส่วน Value Investor มือใหม่นั้น หนังสือกลุ่มแรกที่ต้องอ่านก็คือ หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนแบบ Value Investment นี่คือหนังสือที่พูดถึงแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือแบบอิงปัจจัยพื้นฐาน</strong></p>
<p>หนังสือเหล่านี้ จะพูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเน้นไปที่การดูตัวบริษัทที่เราจะลงทุนเป็นหลัก แม้ราคาหุ้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่เขาก็จะพูดถึงไม่มาก</p>
<p>การอ้างอิงถึงบุคคลที่เป็นตัวอย่างของนักลงทุน ก็จะเป็นเซียนที่ยึดแนวทางการลงทุนแบบ Value Investment เช่น เบน เกรแฮม ,วอร์เรน บัฟเฟตต์ ,ปีเตอร์ ลินช์ ,จอห์น เนฟ และเซอร์จอห์น เทมเปิลตัน เหล่านี้เป็นต้น</p>
<p><strong>การอ่านหนังสือเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญและเป็นก้าวแรก ที่จะช่วยปรับความคิดของเรา เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น มันจะช่วงแยกแยะความแตกต่างระหว่างการ &#8220;เล่นหุ้น&#8221; กับการ &#8220;ลงทุน&#8221; ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ในการที่เราจะเข้าสู่การซื้อขายหุ้นในตลาด ถ้าเราเดินทางผิด เข้าตลาดเพื่อมา &#8220;เล่นหุ้น&#8221; อนาคตเราอาจจะมืดมน แต่ถ้าเราเดินทางถูก เข้าตลาดเพื่อมา &#8220;ลงทุน&#8221; ความสำเร็จก็อาจไปถึงครึ่งหนึ่งแล้ว</strong></p>
<p><strong>การเป็นนักลงทุน จำเป็นต้องรอบรู้เกี่ยวกับธุรกิจ และความเป็นไปของเศรษฐกิจที่บริษัทต่างๆต้องเกี่ยวข้องด้วย</strong> ดังนั้นคนที่จะเป็น Value Investor จะต้องอ่านหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจรายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ นั่นหมายความว่า คนที่อ่านแต่หนังสือพิมพ์ &#8220;มวลชน&#8221; จะต้องหันมาหัดอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจเป็นประจำแทน</p>
<p>ส่วนหนังสือพิมพ์มวลชน จะกลายเป็นหนังสือพิมพ์ &#8220;ฉบับรอง&#8221; ข้อที่ควรคำนึงถึงเวลาอ่านหนังสือพิมพ์ ก็คือ ข้อมูลในหนังสือพิมพ์ มักเป็นข้อมูลหยาบๆ ที่มักจะไม่เที่ยงตรงพอที่จะใช้ในการลงทุนได้ ดังนั้น เมื่อเราพบอะไรที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์ เราต้องไป &#8220;เจาะลึก&#8221; อีกทีหนึ่งจากข้อมูลที่ละเอียดและเป็นทางการกว่า</p>
<p>คติของผมก็คือ &#8220;ห้ามวิเคราะห์หุ้นจากหนังสือพิมพ์&#8221; รวมถึง ห้ามใช้ตารางข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นรายวันเช่นค่า PE จากหนังสือพิมพ์ด้วย</p>
<p>นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องอ่านข้อมูลของบริษัทจด ทะเบียนด้วยเพื่อหาหุ้นที่จะลงทุน ข้อมูลเหล่านี้หลักๆ จะหาอ่านได้จากเวบไซ้ต์ของตลาดหลักทรัพย์ SET.OR.TH และของ ก.ล.ต.ข้อมูลการวิเคราะห์หุ้นของโบรกเกอร์ นอกจากนั้นอาจจะหาอ่านได้จากเว็บไซต์ของ THAIVI.COM ซึ่งเป็นแหล่งรวมของ Value Investor ไทยที่น่าจะใหญ่ที่สุด <strong>สิ่งสำคัญที่จะต้องตระหนัก ก็คือ เวลาอ่าน เราอ่านเฉพาะข้อมูล อย่าไปรับความเห็นมาโดยไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน อย่าลืมว่าผู้ที่ให้ข้อมูล ส่วนใหญ่มีความขัดแย้งของผลประโยชน์ นั่นคือ เขาอยากให้เราซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้น</strong></p>
<p>หนังสือชุดต่อมาที่ผมคิดว่าควรจะอ่านอย่างยิ่ง ก็คือ หนังสือเกี่ยวกับกลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจที่จะทำให้เราเข้าใจว่าบริษัท แบบไหนจะชนะหรือแพ้ในการแข่งขันเพราะอะไร นี่คือหนังสือแนวการตลาดระดับยุทธศาสตร์ไม่ใช่ระดับปฏิบัติการ ดังนั้น โดยทั่วไป ถ้าเราเห็นว่าหนังสือนั้นเล่มโตเกินไปหรืออ่านแล้วมีรายละเอียดมาก มันก็มักจะไม่ใช่หนังสือที่เราต้องการ คนที่เขียนเรื่องนี้ได้ดีมากคนหนึ่ง ก็คือ แจ็ค เทร้า และฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ทางด้านการตลาดและกลยุทธ์การแข่งขัน</p>
<p>หนังสือที่ควรอ่านเพราะมันช่วยเสริมความคิด และความมั่นใจของเรา ก็คือ หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ธุรกิจ และตลาดหุ้น ประวัติศาสตร์นั้น น่าสนใจเพราะมันมักจะ &#8220;ซ้ำรอย&#8221; ซึ่งถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ซ้ำรอยตรงๆ แต่มันก็เป็นร่องรอยที่ทำให้เราสามารถทำนาย หรือคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ ประวัติศาสตร์ยังสอนให้เราระมัดระวังตัวมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้เราสามารถเอาตัวรอดได้ในยามคับขัน</p>
<p>ผมชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ๆ ที่ท้าทายความเชื่อเก่าๆ โดยเฉพาะทฤษฎีเกี่ยวกับชีวิตและพฤติกรรมของมนุษย์ <strong>นี่คือเรื่องของจิตวิทยาต่างๆ ที่คนทั่วไปอ่านได้ง่ายเข้าใจง่าย</strong> ไม่ใช่เรื่องจิตวิทยาของนักจิตวิทยา ที่รักษาคนป่วย <strong>เรื่องของพฤติกรรมมนุษย์นั้นสำคัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่กำหนดการกระทำของคนทั้งในเรื่องของการเป็นผู้บริโภค ซึ่งจะกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน และการเป็นนักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นในตลาดด้วย</strong></p>
<p>นอกจากเรื่องหนักๆ ทั้งหลายดังกล่าว ผมยังสนใจดูหรืออ่านเรื่องของดารา หนุ่มสาวสังคมแบบห่างๆ ด้วย ผมคิดว่าคนเหล่านี้คือผู้ที่กำหนดทิศทางของสังคมไม่น้อย เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าข่าวการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่กระทบกับการลงทุนและชีวิตของเรา</p>
<p>ดังนั้น ผมจึงติดตามเรื่องของการเมือง แต่ก็เช่นกัน ผมมองภาพใหญ่ คือตราบที่การเมืองยังอยู่ในระบอบประชาธิปไตยและใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบตลาด พูดง่ายๆ ยังเป็นระบอบทุนนิยมที่เปิดกว้าง ผมคิดว่านั่นก็เพียงพอสำหรับการทำงานของตลาดและหุ้นต่างๆ ที่เราลงทุน</p>
<p><strong>มองจากการอ่านทั้งหมดที่ผมทำ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การอ่านเป็นสิ่งที่ผมใช้เวลามากที่สุด เรียกได้เลยว่าการอ่านคือ &#8220;อาชีพ&#8221; หรืออาจจะเรียกว่าเป็น &#8220;ชีวิต&#8221; และถ้าเราอ่านไม่ถูกเรื่อง เราก็คงเสียเวลาและประสบความสำเร็จได้ยาก</p>
<p>ถ้าเราอ่านถูกเรื่องและอ่านหนังสือที่ดี และอ่านมาก ความสำเร็จก็น่าจะตามมา คำที่ผมอยากจะสรุปสำหรับบทความนี้ ก็คือ &#8220;You Are What You Read&#8221; คุณอ่านอะไร คุณก็เป็นอย่างนั้น ดังนั้น ต้องอ่านหนังสือที่ดีมีประโยชน์สำหรับการลงทุน และต้องอ่านให้มาก</strong></p>
<p><strong>You Are What You Read<br />
โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR<br />
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร<br />
กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/you-are-what-you-read-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวียดนามแซงโค้งดูดเงินนอก ชิงแชมป์แหล่งลงทุน : ทีมข่าวต่างประเทศ Posttoday</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 17:53:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[FDI]]></category>
		<category><![CDATA[เวียดนาม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8308</guid>
		<description><![CDATA[
ธุรกิจข้ามชาติกำลังจับจ้องไปยังประเทศเวียดนาม ในฐานะประเทศที่น่าลงทุน เพราะมีหลายปัจจัยที่เอื้อประโยชน์
โวฮองฟุก รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม ยังคาดการณ์ว่า ในปีนี้จะสามารถดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ถึง 2.2-2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 10%
การคาดการณ์ของโว สอดคล้องกับการสำรวจของ JBIC ที่ชี้พบว่า เวียดนามยังคงรั้งตำแหน่งเป้าหมายการลงทุนอันดับ 3 ของญี่ปุ่น รองจากจีน และอินเดีย ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 4 โดยที่แนวโน้มการลงทุนที่จะเข้าเวียดนามอยู่ในด้านบวก ขณะที่ไทยมีภาพลักษณ์ติดลบอย่างเห็นได้ชัด
ไม่เพียงเท่านั้น จากการวิจัยโดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ยังพบว่า เวียดนามเป็นหนึ่งใน 15 ประเทศ ที่มีบรรยากาศที่เป็นใจต่อการลงทุนมากจากต่างประเทศที่สุดในปีนี้
เหตุใดเวียดนามจึงมีเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง?
คำตอบแรก คือ ค่าแรงในเวียดนามที่ถูกกว่าหลายประเทศในแถบนี้ แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลประกาศเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นถึง 12-22% แต่ยังนับว่าถูกกว่าอยู่ดี โดยค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานในธุรกิจของชาวต่างชาติอยู่ที่ระหว่าง 1.34 ล้านด่อง 9.2 แสนด่อง หรือราว 2,300-1,600 บาทต่อเดือน
เปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำใน อินโดนีเซีย อยู่ที่ระหว่าง 1.1 ล้าน 5.4 แสนรูเปียห์ หรือราว 3,900-1,900 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/4796_FDI_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8309" title="4796_FDI_1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/4796_FDI_1-290x300.jpg" alt="" width="290" height="300" /></a></p>
<p><strong>ธุรกิจข้ามชาติกำลังจับจ้องไปยังประเทศเวียดนาม ในฐานะประเทศที่น่าลงทุน เพราะมีหลายปัจจัยที่เอื้อประโยชน์</strong></p>
<p>โวฮองฟุก รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม ยังคาดการณ์ว่า ในปีนี้จะสามารถดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ถึง 2.2-2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 10%</p>
<p><strong>การคาดการณ์ของโว สอดคล้องกับการสำรวจของ JBIC ที่ชี้พบว่า เวียดนามยังคงรั้งตำแหน่งเป้าหมายการลงทุนอันดับ 3 ของญี่ปุ่น รองจากจีน และอินเดีย ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 4 โดยที่แนวโน้มการลงทุนที่จะเข้าเวียดนามอยู่ในด้านบวก ขณะที่ไทยมีภาพลักษณ์ติดลบอย่างเห็นได้ชัด</strong></p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น จากการวิจัยโดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ยังพบว่า เวียดนามเป็นหนึ่งใน 15 ประเทศ ที่มีบรรยากาศที่เป็นใจต่อการลงทุนมากจากต่างประเทศที่สุดในปีนี้</p>
<p><strong>เหตุใดเวียดนามจึงมีเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง?</strong></p>
<p><strong>คำตอบแรก คือ ค่าแรงในเวียดนามที่ถูกกว่าหลายประเทศในแถบนี้</strong> แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลประกาศเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นถึง 12-22% แต่ยังนับว่าถูกกว่าอยู่ดี โดยค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานในธุรกิจของชาวต่างชาติอยู่ที่ระหว่าง 1.34 ล้านด่อง 9.2 แสนด่อง หรือราว 2,300-1,600 บาทต่อเดือน</p>
<p>เปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำใน อินโดนีเซีย อยู่ที่ระหว่าง 1.1 ล้าน 5.4 แสนรูเปียห์ หรือราว 3,900-1,900 บาทต่อเดือน ส่วนค่าแรงขั้นต่ำในไทยอยู่ที่ 151-206 บาทต่อวัน</p>
<p><strong>มาตรการทางภาษี</strong> มีการลดภาษีให้กับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมในระดับสูงถึง 15 &#8211; 50% นอกจากนี้ ในแต่ละจังหวัด ยังเสนอมาตรการช่วยเหลือด้านนี้ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อช่วงชิงการลงทุนเข้ามายังพื้นที่ของตน</p>
<p><strong>เวียดนาม ยังมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก และอาจเรียกได้ว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก</strong></p>
<p>คุณลักษณะเช่นนี้เป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่ง สำหรับนักลงทุนที่ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ทางการเมืองได้ง่าย เพราะเวียดนามจะรับประกันว่า จะไม่มีการสไตรก์หรือชุมนุมปิดล้อมสาธารณูปโภคสำคัญๆของประเทศ</p>
<p><strong>ที่สำคัญก็คือ เมื่อเทียบกับปัจจัยร่วมกันภายในกลุ่มอาเซียน เวียดนาม ยังอยู่ในฐานะที่กังวลน้อยกว่าสมาชิกร่วมกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อการค้าของอาเซียน ภายหลังข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนจีน มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ</strong></p>
<p>ที่เวียดนามกังวลกับเอฟทีเอ อาเซียน-จีน น้อยกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างจีนกับเวียดนามอยู่ในระดับที่แนบแน่นมาก่อนการลงนามเอฟทีเอกับอาเซียน ไม่เพียงเท่านั้น เวียดนามยังไม่เพียงมองจีนในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่จะนำเงินมากองให้เท่านั้น แต่ยังมองจีนเป็นตลาดขนาดมหึมาสำหรับเวียดนาม และบริษัทต่างชาติที่มีฐานการผลิตในเวียดนามด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม <strong>ใช่ว่าเวียดนามจะไม่มีจุดอ่อน</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านเศรษฐกิจทีไม่ชัดเจน ซึ่งทำให้ในระยะยาวอาจประสบปัญหาได้<br />
<strong><br />
การพึ่งพาทุนจากภายนอกเป็นปัญหาเช่นกันในระยะยาว เพราะเป็นการบั่นทอนศักยภาพ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเองทางเศรษฐกิจ ดังเช่นที่ไทยสูญเสียศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง และยังกลายเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ต่างจากเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ที่พยายามสลัดหลุดจากการพึ่งพาทุนภายนอกและการส่งออก จนกลายเป็นประเทศที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและตลาดภายในเป็นหลัก</strong></p>
<p><strong>อีกปัญหาหนึ่งของเวียดนามคือ ปัญหาขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง</strong> และปัญหานี้อาจเป็นหนึ่งในตัวการที่ฉุดรั้งไม่ให้เวียดนามไล่ตามเพื่อนบ้านในอาเซียนได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ควร อีกทั้ง ยังบีบให้ค่าเงินด่องต้องอ่อนลง ทั้งที่อ่อนค่าตามกลไกตลาด และอ่อนค่าโดยมาตรการของธนาคารกลาง</p>
<p>แต่กลับกลายเป็นว่า ค่าเงินด่องที่อ่อนค่าลงคืออานิสงส์อย่างใหญ่หลวงของธุรกิจที่เข้ามาลงทุน โดยใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและการส่งออก เพราะค่าเงินด่องที่อ่อนลง จะช่วยหนุนศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดส่งออก</p>
<p>โจฮันนา ชัว หัวหน้าคณะนักวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของซิตี้กรุ๊ป จึงคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ม.ค. ก่อนที่เวียดนามจะปรับค่าด่องอีกครั้งในเดือนนี้ว่า ภาคส่งออกของเวียดนามจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในปีนี้ เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีศักยภาพด้านการแข่งขันที่เหนือกว่า</p>
<p><strong>ศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจให้นักลงทุนยิ่งแห่แหนกันเข้ามาจับจองโอกาสทางธุรกิจในเวียดนาม แม้จะเป็นเพียงระยะสั้นก็ตาม</strong></p>
<p>อีกปัจจัยที่ต้องจับตา เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติในเวียดนาม คือระบบราชการและกฎหมายที่ยังไม่รองรับความต้องการของนักลงทุนมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการขอเปิดธุรกิจที่ล่าช้า นโยบายกระตุ้นการลงทุนที่ปราศจากความชัดเจน สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ยังมีประสิทธิภาพต่ำ ต้นทุนทรัพยากรการผลิตที่สูงมาก (อันเป็นตัวการของปัญหาขาดดุลการค้า) และขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปัจจัยลบล่าสุดอย่างเช่น ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งรัฐบาลลดมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี</p>
<p>สำหรับประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดจะแข่งขันกับเวียดนามเพื่อรักษาสถานภาพของตนเองเอาไว้ จะต้องไม่มองเพียงปัจจัยต่างๆที่ระบุมาเท่านั้น แต่ต้องมองถึงแนวโน้มด้านการลงทุนในเวียดนามที่กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากภาคหนึ่งไปสู่อีกภาคหนึ่ง</p>
<p><strong>พิจารณาจาก FDI ที่เข้าเวียดนามเมื่อปีที่แล้วจะพบว่า กระแสทุนไหลเข้าธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมากที่สุดที่ 8,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ภาคการผลิตกลับอยู่ในอันดับ 3 ที่ 2,970 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงนี้ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการปรับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม แต่นับเป็นสัญญาณหลายๆอย่าง ด้านการลงทุนภายในภูมิภาค</p>
<p>โดยเฉพาะกับไทย ที่พึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเวียดนามมากกว่าการแข่งขันในภาคการผลิต ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้</strong></p>
<p><strong>เวียดนามแซงโค้งดูดเงินนอก ชิงแชมป์แหล่งลงทุน</strong></p>
<p><strong>ทีมข่าวต่างประเทศ Posttoday</strong></p>
<p><strong>25 กุมภาพันธ์ 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Facebook GAMES ธุรกิจหมื่นล้านสะท้านโลก + เกม Facebook สนุกยังไง? : Positioning Magazine กุมภาพันธ์ 2553</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/facebook-games-%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/facebook-games-%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Feb 2010 05:16:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[Application]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>
		<category><![CDATA[Widget]]></category>
		<category><![CDATA[สมคิด เอนกทวีผล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8303</guid>
		<description><![CDATA[
จากตัวเลขของผู้ใช้งาน Facebook เมื่อเดือนธันวาคม 2009 ทะลุ 350 ล้านคน แต่ละคนที่ใช้เวลาเฉลี่ยบน Facebook เฉลี่ย 25 นาทีต่อวัน มีรายงานที่น่าสนใจว่าสิ่งที่ดึงดูดเวลาได้มากที่สุดบน Facebook นั้นก็คือเกมที่ชื่อ &#8220;FarmVille&#8221; ซึ่งเป็นเกมที่มีผู้เล่นมากที่สุดใน Facebook เป็นเสมือน &#8220;ชุมชนปลูกผัก&#8221; ที่มีคนอยู่กว่า 69 ล้านคน มากกว่า Twitter ที่กำลังมาแรงทั่วโลกเสียอีก
&#8220;เกมบน Facebook ยุคแรกๆ 2 &#8211; 3 ปีก่อนส่วนใหญ่เป็นเกมสั้นๆ ใช้เวลาเล่นไม่นาน ไม่ต้องเข้าไปเล่นบ่อยมาก แต่ทุกเกมก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็นแบบที่เห็นทุกวันนี้ คือมีกติกาที่ทำให้ผู้เล่นติด ต้องเล่นให้นานที่สุด และบ่อยที่สุด&#8221; อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ADapter เอเยนซี่สื่อออนไลน์ ให้ข้อสังเกตจากประสบการณ์ของตัวเองที่เล่นเกมบน Facebook มานานถึง 3 ปี ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มีเกม &#8220;Zombie&#8221;, &#8220;Vampire&#8221; ที่ใช้เวลาเล่นสั้นๆ จนมาถึงปัจจุบันที่เป็นยุคของเกมเช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/70839n_1l.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8304" title="70839n_1l" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/70839n_1l-300x189.jpg" alt="" width="300" height="189" /></a></p>
<p><strong>จากตัวเลขของผู้ใช้งาน Facebook เมื่อเดือนธันวาคม 2009 ทะลุ 350 ล้านคน แต่ละคนที่ใช้เวลาเฉลี่ยบน Facebook เฉลี่ย 25 นาทีต่อวัน มีรายงานที่น่าสนใจว่าสิ่งที่ดึงดูดเวลาได้มากที่สุดบน Facebook นั้นก็คือเกมที่ชื่อ &#8220;FarmVille&#8221; ซึ่งเป็นเกมที่มีผู้เล่นมากที่สุดใน Facebook เป็นเสมือน &#8220;ชุมชนปลูกผัก&#8221; ที่มีคนอยู่กว่า 69 ล้านคน มากกว่า Twitter ที่กำลังมาแรงทั่วโลกเสียอีก</strong></p>
<p>&#8220;เกมบน Facebook ยุคแรกๆ 2 &#8211; 3 ปีก่อนส่วนใหญ่เป็นเกมสั้นๆ ใช้เวลาเล่นไม่นาน ไม่ต้องเข้าไปเล่นบ่อยมาก <strong>แต่ทุกเกมก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็นแบบที่เห็นทุกวันนี้ คือมีกติกาที่ทำให้ผู้เล่นติด ต้องเล่นให้นานที่สุด และบ่อยที่สุด&#8221;</strong> อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ADapter เอเยนซี่สื่อออนไลน์ ให้ข้อสังเกตจากประสบการณ์ของตัวเองที่เล่นเกมบน Facebook มานานถึง 3 ปี ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มีเกม &#8220;Zombie&#8221;, &#8220;Vampire&#8221; ที่ใช้เวลาเล่นสั้นๆ จนมาถึงปัจจุบันที่เป็นยุคของเกมเช่น &#8220;Farmville&#8221; และ &#8220;Restaurant City&#8221; ที่ต้องเล่นนานๆ และเข้าทุกวัน</p>
<p>ความสำเร็จจากการดึงดูดได้ทั้ง &#8220;เวลา&#8221; และ &#8220;ความถี่&#8221; ทำให้เกมบน Facebook ยุคนี้เป็นสื่อใหม่ที่ดึงดูดเม็ดเงินการตลาดได้ นอกจากรายได้หลักที่มากขึ้นมหาศาล เพราะการที่ผู้ใช้ให้เวลาและความสำคัญกับตัวเกมมาก ก็ย่อมทำให้มีส่วนหนึ่งถึงกับยอมจ่ายเงินจริงแลกกับ &#8220;พลังพิเศษ&#8221;, &#8220;ของวิเศษ&#8221; บางอย่างที่จะช่วยให้เล่นเกมสนุกขึ้นและได้เปรียบขึ้น เกิดความสุขในเกมที่ถือได้ว่าเป็นทางออกจากความเครียดน่าเบื่อหน่ายในชีวิตจริงได้อย่างหนึ่ง</p>
<p>“<strong>จุดหนึ่งที่ทำให้คนติดเกม Facebook ก็คือสังคมในเกม ผู้เล่นสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในเกมได้</strong> เช่น เข้าไปช่วยรดน้ำต้นไม้ของฟาร์มเพื่อนใน Farmville แวะเข้าไปเยี่ยมบ้านเพื่อนใน Pet Society ทุกวันเพื่อจะได้รับเงินในเกมเพิ่ม จ้างเพื่อนมาเป็นพนักงานในเกม Restaurant City เพื่อจะได้คะแนน Experience เพิ่มอีก” อภิศิลป์ ตรุงคกานนท์ นักเขียนและผู้บรรยายด้านสื่อออนไลน์ ชี้ถึง Positioning ที่มีร่วมกันของเกมทั้งหลายบน Facebook ยุคนี้ที่ใช้เป็นพลังมัดใจผู้บริโภคทั่วโลก</p>
<p>อภิศิลป์ เริ่มเล่น Facebook ตั้งแต่ปี 2550 โดยเล่นเพื่อสื่อสารพูดคุยกับเพื่อนๆ แล้วจากนั้นจึงมาเริ่มเล่นเกมน่าจะราวปี 2551 เกมแรกที่เขาได้ลองเล่นคือเกมฝึกสมองและความไวที่ชื่อ Who Has The Biggest Brain? ของค่าย Playfish ต่อมาเริ่มเล่น Word Challenge, Pet Society, Restaurant City, Crazy Planets, Happy Farm และ Friends For Sale ด้วยความที่เล่นเกมมาแล้วหลากหลาย อภิศิลป์ จึงเข้าใจภาพรวมและเสน่ห์ที่มีร่วมกันของเกมทั้งหลายบน Facebook</p>
<p>นอกจากการเล่นเกมด้วยตัวเองแล้ว อภิศิลป์สั่งสมมุมมองที่มีต่อเกมบน Facebook จากการเปิดเว็บ Playfish.in.th ขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2552 เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมเทคนิคการเล่นเกมบน Facebook รวมถึงเป็นศูนย์กลางการหาเพื่อน และแลกเปลี่ยน &#8220;ของในเกม&#8221; หรือที่เรียกว่า &#8220;Item&#8221; ด้วย ซึ่งเขาเองใช้เว็บนี้เป็นทั้งแหล่งบันเทิงส่วนตัวและเป็นสื่อใหม่ที่หารายได้พิเศษจากพื้นที่โฆษณาได้เหมือนเว็บไซต์สื่อทั่วไป</p>
<p>อภิศิลป์สังเกตพฤติกรรมของคนใน Playfish.in.th พบว่ามีผู้เล่นไม่น้อยที่ยอมจ่ายเงินจริงๆ มาแลกเงินในเกมเพื่อนำไปซื้อ Item ที่จะช่วยให้เล่นเกมอย่างได้เปรียบกว่าและสนุกขึ้น เป็นที่มาของโมเดลธุรกิจของผู้ผลิตเกมเหล่านี้ที่ อภิศิลป์ สรุปว่า มีแหล่งราย ได้ทั้งหมด 3 แหล่ง</p>
<p><strong>แหล่งรายได้แรกและเป็นก้อนใหญ่สุด ก็คือการขาย Item ในเกม ส่วนแหล่งที่สองคือ บางเกมจะให้ผู้เล่นไปซื้อสินค้าจริงๆ แล้วนำรหัสที่ติดมากับกล่องสินค้ามาแลก Item พิเศษในเกม นับเป็นการใช้เกมช่วยสร้างยอดขายสินค้าจริง นอกจากนี้แหล่งที่สามก็คือ ซื้อเนื้อที่ติดป้ายโฆษณาในเกม เช่น ในฉากของเกม</strong></p>
<p>พฤติกรรมคนบน Facebook ที่สรุปมานั้น เป็นเหมือนกันทั้งทั่วโลกและในไทย ดังที่ อรรถวุฒิ สรุปไว้สอดคล้องกับ อภิศิลป์ ว่า <strong>&#8220;พฤติกรรมบนโลกออนไลน์ มักจะเกิดขึ้นเหมือนกันๆทั่วโลก คนไทยก็เป็นไม่ต่างกับคนทั่วโลกเท่าไหร่&#8221;</strong></p>
<p><strong>ความร้อนแรงในตัวเลขผู้ใช้ ดึงดูดให้ปัจจุบัน บริษัทเกมบน Facebook มีหลากหลาย แต่มีรายใหญ่ระดับโลกอยู่ 2 แบรนด์ คือ Zynga กับ Playfish</strong> ที่ต่างก็มีมูลค่ากิจการเป็นหลักร้อยล้านดอลลาร์จากการขาย Item ในเกม เช่น <strong>Zynga</strong> ที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2007 ที่สหรัฐอเมริกา ทำรายได้ราว 100 ล้านเหรียญในปี 2008 และพุ่งขึ้นเป็น 250 ล้านดอลลาร์แล้วในปีต่อมา ด้วยเกมดังๆ เช่น <strong>Farmville, Mafia&#8217;s War</strong></p>
<p><strong>ส่วน Playfish</strong> นั้นก่อตั้งในลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2007 เช่นกัน ปัจจุบันมีรายได้ปีละประมาณ 75 ล้านดอลลาร์ มีเกมดังๆ เช่น <strong>Who has the Biggest Brain? จากนั้นก็เป็น Pet Society, Restaurant City และ Barn’s Buddy</strong> <strong>ดึงดูดให้บริษัท Electronics Art</strong> เจ้าของเกมออฟไลน์ดังระดับโลกอย่าง The Sims, Fifa, Need For Speed <strong>ลงทุน 400 ล้านดอลลาร์เข้าซื้อกิจการบริษัท Playfish</strong> ไปเมื่อปลายปี 2009 ที่ผ่านไป</p>
<p><strong>ทุกวันนี้หากพูดถึงธุรกิจเกมบน Facebook ทุกสายตาจึงจับจ้องมองไปที่สองยักษ์คู่แข่ง Zynga กับ Playfish ที่ฟาดฟันทางธุรกิจกันแบบ “เกมชนเกม” เช่น Farmville แข่งขันกับ Barn’s Buddy และ Brain’s Buddy แข่งขันกับ Who has the Biggest Brain? และอีกหลายเกมที่เป็นคู่คล้ายแย่งผู้เล่นกันบนโลก Facebook ที่มีคนอยู่เกิน 250 ล้านคนไปแล้ว</strong></p>
<p><strong>Facebook GAMES ธุรกิจหมื่นล้านสะท้านโลก<br />
สมคิด เอนกทวีผล<br />
Positioning Magazine กุมภาพันธ์ 2553</p>
<p>ที่มา </strong>: <a href="http://positioningmag.com/Magazine/Details.aspx?id=85207" target="_blank">http://positioningmag.com/Magazine/Details.aspx?id=85207</a></p>
<p>####</p>
<p><strong>เกม Facebook สนุกยังไง ?<br />
Positioning Magazine กุมภาพันธ์ 2553</strong></p>
<p><strong><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/70836n_1l.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8305" title="70836n_1l" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/70836n_1l-300x189.jpg" alt="" width="300" height="189" /></a><br />
</strong></p>
<p>ชีวิตประจำวันหลายๆคน อาจเผชิญกับความเครียดต่างๆนานา ที่ทุกคนมีความเบื่อหน่าย และรู้สึกอยากปลดปล่อยอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ถ้าจะหางานอดิเรกทำก็อาจมีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา และไม่รู้จะทำอะไร เวลาคนทำงานส่วนใหญ่ใช้นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง ของเล่นเบาๆ ยามว่างจากการทำงานอย่าง Facebook เว็บไซต์เครือข่ายสังคม (Social Network) จึงมีคนไทยนิยมเล่นกันมาก<br />
<strong><br />
สาเหตุที่ทำให้คนหันมาเล่น Facebook มากขึ้นเป็นเพราะอะไร?</strong> <strong>นอกจากเพื่อนในนั้น จะเป็นเพื่อนที่เรา “น่าจะ” รู้จักมาก่อนในชีวิตจริงแล้ว ยังมีแอพพลิเคชั่นเด็ดๆ ให้เลือกเล่นนอกเหนือจากการไปเขียนคอมเมนต์บนกระดานสนทนาของเพื่อน หรือวิจารณ์รูปในอัลบั้ม อีกทั้งการอัพเดตแบบ Real-time ทำให้เกิดการโต้ตอบแบบทันที นี่ยังไม่รวมการแชต (Chat) ที่ทำได้จากหน้าต่างของ Facebook ตรงๆ อีกด้วย ทำให้ตอนนี้ใครไม่เล่น Facebook คงเชยน่าดู</strong></p>
<p><strong>ตอนแรกๆ ที่เข้ามาเล่น อาจจะรู้สึกเหวอๆ ไปบ้าง สำหรับคนที่คุ้นเคยกับเว็บ Social Network แบบเก่าๆ อย่าง Hi5, Myspace เพราะหน้าตามันไม่น่าเล่น ไม่น่าอ่านเอาเสียเลย แถมมีแต่ตัวหนังสือเต็มไปหมด ตกแต่งรูปแบบ เปลี่ยนธีมก็ไม่ได้ แต่หารู้ไม่ ทีเด็ดของ Facebook ก็พวก Widget หรือ Application นี่แหละ</strong></p>
<p>ตั้งแต่กระแสของ Widget หรือ Application ในเว็บไซต์เปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม ทำให้เกิดความผูกพัน (Engage) กับเว็บไซต์มากขึ้น และ Widget ที่ยังคงได้รับความนิยมเสมอ ก็คือ เกม นั่นเอง แต่เกมใน Social Network นั่นเล่นคนเดียว อาจไม่ทำให้เกมนั้นอยู่ได้ยาวนานและแพร่หลายเป็นแน่ จึงทำให้เกิดการคิดค้น Social Game เกมที่มีสังคมขึ้นมา</p>
<p><strong>Social Games เป็นเกมที่ผสมผสานระหว่างเกมออนไลน์ และสังคมในอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน นอกจากคุณจะเล่นเกมให้ได้คะแนนสูงๆแล้ว คุณจะต้องสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆในกลุ่มของคุณด้วย ถือเป็นเงื่อนไขในเกมเลยทีเดียว</strong></p>
<p>เกมคอมพิวเตอร์ทั่วไป มักเน้นที่การเล่นเกมคนเดียวบนคอนโซลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือมือถือ แต่เกมออนไลน์นั้นต้องเข้าไปเล่นเกมก่อน แล้วค่อยไปหาเพื่อนในเกมทีหลัง แต่เกมแบบ Social Game จะแตกต่างตรงที่เราสามารถชวนครอบครัว ชวนเพื่อนที่รู้จักอยู่แล้วให้มาเล่นเกมเดียวกับเราได้โดยใช้ Social Network เป็นสื่อกลาง ก็เหมือนกับเวลาที่เราชวนเพื่อน หรือครอบครัวเราไปเที่ยว โยนโบว์ลิ่ง ในชีวิตจริงนั่นเอง แล้วการเล่นเกมกับเพื่อนที่รู้จักก่อนอยู่ยิ่งจะทำให้สนุกยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยเกมที่คนไทยชอบเล่นมักเป็นเกมที่มีกราฟิกสวยงาม วิธีการเล่นไม่ซับซ้อน ที่สำคัญต้องไม่เสียเงิน</p>
<p><strong>Social IQ Game</strong><br />
Flash Game เป็นเกมที่มีคาแร็กเตอร์สวยงาม มีรูปแบบที่น่าเล่นที่สุดในบรรดาเกมทั้งหลาย เป็นคู่แข่งเกมออนไลน์แบบเดิมๆได้เลยทีเดียว คุณอาจไม่ชอบเกมที่เล่นแล้วไร้สาระไปวันๆ ลองดูเกมวัดความรู้ทั่วไปดีมั้ย? เช่น Geo Challenge เป็นควิซแบบความรู้ทั่วไปด้านภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสถานที่สำคัญของโลก แต่ต้องอาศัยความเร็วและความรู้ดั้งเดิมมาบ้าง ในการจำทวีป สถานที่และธงชาติ เกมนี้สงสัยแอร์โฮสเตสจะเล่นได้ดี ส่วน เกม Who has the biggest brain? ก็เหมาะกับเหล่าผู้คงแก่เรียนทั้งหลายที่ชอบทำข้อสอบเป็นชีวิตจิตใจ ชอบเกมที่ต้องใช้สมองและไอคิว เรียกว่า เนิร์ดกันให้สุด เกมนี้จะมีการทดสอบความรู้ในด้านต่างๆ 4 ประเภท คือ ทักษะการวิเคราะห์, การคำนวณ, ความจำ, การเรียงลำดับ โดยในทักษะแต่ละด้านจะมีเกมที่แตกต่างกัน สุ่มมาให้คุณเล่น เล่นเกมแข่งกับเวลาที่กำหนด แล้วเมื่อเล่นเสร็จ ระบบจะประมวลผลว่า ในทักษะแต่ละด้านคุณได้คะแนนเท่าไหร่ แล้วนำมาบวกกันรวมเป็นน้ำหนักของสมอง ถ้าคุณทำคะแนนได้น้อย ก็จะมีสมองเท่ากับโปรโตซัว พยาธิ แล้วค่อยพัฒนามาเป็นหนอน แมว สุนัข ลิงชิมแปนซี (ใกล้มนุษย์แล้ว) มนุษย์ถ้ำ เด็กทารก เด็กประถม ไปจนถึงนักบินอวกาศ และไอน์สไตน์ งานนี้แพ้เพื่อนคงยอมไม่ได้ เพราะมีการวัดอันดับกับเพื่อนๆ ของคุณด้วย ก็ต้องเล่นกันต่อไป จนกว่าจะอัพจากหนอนมาเป็นสปีชี่ส์ใกล้มนุษย์</p>
<p><strong>Quiz</strong><br />
Apps แบบนี้ใน Facebook ก็ยังคงความนิยมอยู่ไม่เสื่อมคลาย แถมผู้ใช้ Facebook ยังสร้างควิซได้เองอย่างง่ายๆ ทำให้ปรับปรุงหัวข้อให้เข้ากับสถานการณ์ ทันสมัยได้ตลอดเวลา ยิ่งควิซไหนตั้งชื่อได้แสบได้คัน ก็จะยิ่งแพร่กระจายใน Facebook อย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนก็อยากรู้ผลการทำควิซว่าจะเหมือนหรือต่างกับเพื่อนแค่ไหน แล้วถ้าได้ผลควิซฮาๆ ก็คงต้องอับอาย ไม่อยากเผยแพร่ Publish ให้ประชาชีได้รู้เป็นแน่ เช่น ควิซเกี่ยวกับตัวละครในภาพยนตร์หรือนิยายดัง คุณจะได้เป็นคนไหน? หรือเกิดชาติหน้าจะได้เกิดเป็นอะไร? หรือแม้กระทั่งจะได้แต่งงานเมื่อไหร่ เนื้อคู่เป็นคนชาติอะไร? คุณควรขับรถอะไร? จะเป็นรถไฟ หรือลดราคา ก็ต้องลองทำดู</p>
<p>ควิซบางอันก็มีสาระ จะคล้ายๆเป็นแบบทดสอบนิสัยไปในตัว ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ก็จะมีควิซทำนายดวงแบบใช้ควิซโดยมีผลทำนายการันตีโดยหมอดูชื่อดังระดับ ประเทศก็มี เช่น ตรวจดวงของคุณในปี 2553 โดยหมอดู, นิสัยใจคอของคนเกิดแต่ละวัน เป็นต้น</p>
<p><strong>เกมกลยุทธ์</strong><br />
นี่ไม่ใช่ชื่อของรายการโทรทัศน์ แต่เป็นเกมที่ใช้ทักษะการจัดการ วางแผน โดยไม่ต้องใช้กราฟิกหรูหรา แค่ใช้ Text ข้อความไม่กี่ประโยคก็เล่นเกมได้แล้ว อย่างเกม Mob Wars, Mafia Wars หรือ Friends for Sale ซึ่งเป็นเกมที่หลายคนก็สงสัยว่าสนุกตรงไหน เพราะยังเห็นในหน้า News Feed ของเพื่อนๆ อยู่ตลอด ทั้งๆ ที่ภาพกราฟิกก็ไม่สวย ไม่มีเอฟเฟกต์ตระการตา อาจเพราะเป็นเกมที่เราเองมีส่วนร่วมแบบไม่ต้องมีส่วนร่วมก็ได้ (ชักจะงง) ก็คือ เราจะมีชื่อในเกมนั้นๆ อยู่แล้ว ซึ่งเพื่อนเราอาจจะสั่งให้เราทำโน่นนี่นั่น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมมาเล่นด้วยก็ได้ เช่น ในเกม Friends for Sale นั้น เป็นเกมซื้อขายเพื่อนเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยง (น่ารัก) ของเรา แรกเริ่ม ทุกคนจะมีค่าตัวอยู่ประมาณ 1-2 แสน แล้วเราเองก็จะมีเงินอยู่ที่ตัวอยู่ประมาณหลักแสน ก็จะสามารถซื้อ-ขายชื่อเพื่อนคนไหนก็ได้ ที่เราคิดว่าน่าจะมีกำไร คล้ายกับการซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรนั่นเอง แล้วเมื่อเพื่อนของคุณถูกซื้อหรือขาย ก็จะปรากฏในหน้าของ News Feed ของเพื่อนคุณ ทำให้เขาอาจสนใจมาลองเล่นเกมนี้ด้วยก็ได้ แล้วเมื่อคุณซื้อใครเข้ามาในสังกัดตัวเองแล้ว ก็จะสั่งให้เพื่อน (ในเกมจะสมมติให้เป็นสัตว์เลี้ยง) ของคุณไปทำกิจกรรมกับคนอื่นได้ และจะได้เงินเพิ่มด้วย เช่น คุณอาจสั่งให้เพื่อนบีไปจีบกับเพื่อนเอ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะเป็นเพศเดียวกันก็ตาม ถือซะว่าเป็นเกมแบบขำๆ ทำในชีวิตจริงไม่ได้ เพื่อนของผู้เขียนบางคนมักจะกว้านซื้อคนหน้าตาดี (ที่แม้ไม่ใช่เพื่อนในลิสต์ตัวเอง) เอาไว้ ถือซะว่าอาจจะได้ทำความรู้จักกันหลังจากนั้นเป็นผลพลอยได้จากเกมอีกด้วย แผนสูงไม่เบา</p>
<p><strong>เกมปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร</strong><br />
เกมเหล่านี้ เป็นอีกหนึ่งงานอดิเรก (Hobby) ที่เปลี่ยนจากการทำกิจกรรมจริงๆ ในชีวิตประจำวันหันมาทำในอินเทอร์เน็ตแทน ทั้งปลูกผัก ทำฟาร์ม เลี้ยงสัตว์ หรือเปิดร้านอาหาร เกมลักษณะนี้จะต้องใช้ความอดทนและเวลาในการเล่น เราไม่สามารถเลื่อนเลเวลได้ในเวลาอันสั้น จึงมักจะเล่นวันละไม่นาน อาจจะเปิดทิ้งไว้ปล่อยให้มันเดินเกมไปเรื่อยๆ จึงเล่นได้ระยะยาว</p>
<p>Restaurant City ที่ให้ผู้เล่นเป็นผู้จัดการร้านอาหาร คอยดูแลการเสิร์ฟและการทำอาหารให้ออกมารวดเร็วตรงเวลาที่ลูกค้าต้องการ จัดการพื้นที่ให้ดีที่สุด ทำยังไงให้คนเข้าร้านมากขึ้นได้เรตติ้งดีขึ้น, Cafe World เป็นเกมทำอาหารเหมือนกัน แต่จะเน้นให้เราเป็นพ่อครัวคอยใส่ส่วนประกอบและตั้งเวลาเสิร์ฟอาหารแต่ละจาน จนกว่าจะเสร็จ เกมนี้จะได้ประโยชน์ในการรู้ส่วนผสมของเมนูแต่ละอย่างด้วย</p>
<p>ถ้าเป็นคนที่ชอบต้นไม้ใบหญ้า ก็ต้องชอบเกมปลูกผักเป็นแน่ มีทั้ง Barn Buddy และ Happy Farm ที่คล้ายๆ กัน เกมนี้ไม่มีอะไรมาก แค่รดน้ำ พรวนดิน รอเก็บผัก แต่ต้องอดทนเวลาผักโตนี่สิ แล้วต้องตั้งเวลาเตือนว่าอย่าลืมมาเก็บ เดี๋ยวจะโดนเพื่อนบ้านแอบมาเก็บ (ขโมย) ทำให้เกมนี้คนติดกันงอมแงมเพราะไม่ต้องนั่งเฝ้าจอตลอด แค่ต้องตรงต่อเวลาเก็บผักเท่านั้น ถ้าชอบทางเกษตรกร ทำฟาร์มจริงจัง ขอแนะนำเกม Farmville, Farmtown และ Fishville ทำนา ทำไร่ เลี้ยงปลา ไปเลย ต้องไปทำนาให้เพื่อนบ้าน แล้วได้วัวกลับมาตอบแทน แหม คุ้มซะไม่มี</p>
<p>สำหรับคนชอบเลี้ยงสัตว์ แต่ไม่สามารถเลี้ยงได้ ลองเล่นเกม Pet Society ดูแทน อาจทดแทนสัตว์เลี้ยงจริงๆ ไปเลยก็ได้</p>
<p><strong>ดูดวงแม่นๆ ปนมั่วๆ</strong><br />
บางครั้งเรามีเรื่องต้องให้ตัดสินใจ แต่ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร จะถามหมอ ก็ไม่รู้หมอไหนดี งั้นมาถามหมอดูไฮเทคใน Facebook กับ Fortune Teller Genius ที่มีโลโก้เป็นรูปชายโพกผ้า มีหนวด จนเรียกติดปากกันในหมู่ผู้เล่นว่า อาบัง หรืออับดุล เพราะถามอะไรมาก็ตอบได้ทุกเรื่อง วิธีการเล่น คือเราจะต้องถามคำถามให้กับอาบังทายใจ ซึ่งจะเป็นคำถามอะไรก็ได้ ภาษาอะไรก็ได้ อับดุลหรืออาบังจะทำนายอนาคตให้เรา อาจจะแม่นหรืออาจจะมั่ว แต่ถ้าทำแล้วสบายใจก็ลองทำนายขำๆ แล้วกัน</p>
<p>อ่านดวงตามนิตยสารรายเดือน รายปักษ์อาจจะไม่ทันใจเท่าดวงประจำวันกับแม่หมอ Anita (Your online Psychic) แต่จะไม่ใช่การตั้งคำถาม จะเป็นการทำนายเรื่องราวในทุกวัน มีคอนเซ็ปต์ คือ “Anita has something to tell you every day” เพราะฉะนั้น เราคงต้องเข้า Anita เพื่อโทรเช็กดวงทุกวัน</p>
<p>พอทำนายดวงเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปกับ Anita แล้ว อย่าลืมแวะมาดูดวงเรื่องความรัก กับแม่หมอ Amora เพื่อน บ้าน ซึ่งเป็น Apps ที่ใช้วิธีเพ่งลูกแก้ว จะให้คำตอบที่ดูเป็นรูปธรรมมากกว่าหมอดูคนอื่นๆ แต่เราไม่สามารถตั้งคำถามให้ตอบได้ วิธีจะเป็นการทำนายผลทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับ Anita แต่จะเกี่ยวกับความรักโดยเฉพาะ</p>
<p><strong>เกมฝึกทักษะ</strong><br />
เกมล่าสุดที่ผู้เขียนได้เล่นแล้วคิดว่า เกมง่ายๆ แค่นี้ แต่ทำให้เรานั่งเล่นได้ตั้งนานเนอะ ก็คือ เกมวัดว่าเราคลิกเม้าส์ได้มากที่สุดกี่ครั้งภายใน 30 วินาที เกมแบบนี้เน้นเล่นครั้งละสั้นๆ ไม่กินเวลานาน แต่ข้อเสียคือ ทำให้เราติด ต้องทำลายสถิติตัวเองให้ได้ โดยเทคนิคการเล่นเกมแบบสั้นๆ ไม่ยาก ไม่ใช้ทักษะมากนัก จะทำให้คนติดง่ายกว่าเกมที่ต้องใช้เวลานานในการเลื่อนขั้น หรือต้องใช้ทักษะ ความคิด พูดง่ายๆ ว่า เกมแบบนี้เล่นง่ายไม่ใช้สมอง แต่ทำให้ติดดีนักแล ระวังจะปวดข้อมือลามไปถึงไหล่ ถ้าอยากจะคิดเล่น เข้าไปเล่นได้ที่ http://apps.facebook.com/myclickchallenge</p>
<p>อีกเกมแนวนี้ก็คือ Bejeweled เกมสุดฮิต เมื่อนานมาแล้ว แต่เล่นเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อสำหรับเกมแบบ Puzzle ที่เอามาประยุกต์ได้ทุก Platform ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ยัน Play Station จนมาเป็น Apps ใน Facebook แต่ในนี้ จะให้เวลาเล่นสั้นๆ แค่ 1 นาทีเท่านั้น (ดีแล้ว ที่ไม่ให้เล่นนาน) แล้วผลก็ออกมาเลยทันที ในหน้า News Feed แต่ถ้าแอบเจ้านายเล่นก็อย่า Publish บ่อยนัก เดี๋ยวเขารู้ว่าวันๆ ไม่ได้ทำงาน!</p>
<p>ที่มา : <a href="http://positioningmag.com/Magazine/Details.aspx?id=85208" target="_blank">http://positioningmag.com/Magazine/Details.aspx?id=85208</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/facebook-games-%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ที่มาของการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในเมืองจีน : ดร.ไสว บุญมา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Feb 2010 15:46:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8299</guid>
		<description><![CDATA[
มีข่าวว่าสัปดาห์นี้ Paul Midler  จะผ่านมาเมืองไทย ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะพบกับใครบ้างในระหว่างที่อยู่ที่นี่ และจะมีสื่อนำเรื่องราวของเขามาเสนอหรือไม่ต้องรอดูไปอีกระยะหนึ่ง ผมไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่ได้อ่านหนังสือของเขาไม่นานหลังหนังสือเล่มนั้นออกจากโรงพิมพ์เมื่อเดือน เมษายน 2552 หนังสือชื่อ Poorly Made in China : An Insider’s Account of the Tactics behind China’s Production Game ชื่อของหนังสือกระตุกความสนใจของผมเป็นพิเศษ เพราะมันบ่งบอกถึงเบื้องหลังของ การผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในเมืองจีน คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่า การผลิตสินค้าด้อยคุณภาพ ดูจะเป็นข่าวคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของจีนอย่างต่อเนื่อง เราจึงได้ยินเรื่องจำพวก การใส่สารอันตราย เช่น เมลามีนลงไปในนม การผสมสารตะกั่วลงไปในสี และความละเลยด้านการตรวจตราสารเคมีอย่างถี่ถ้วนในของเด็กเล่นเป็นประจำ
หนังสือมีขนาด 240 หน้า ซึ่งคงใช้เวลาอ่านไม่นานนักสำหรับผู้ที่มีความแตกฉานในด้านการอ่านภาษาอังกฤษ ผู้เขียนเป็นชาวอเมริกันที่เรียนทั้งด้านประวัติศาสตร์จีนและการบริหารธุรกิจ เขาพูดภาษาจีนได้และเข้าไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในเมืองจีนเป็นเวลานาน เพื่อทำงานด้านเป็นตัวกลางระหว่างบริษัทต่างประเทศที่ต้องการซื้อหรือสั่งผลิตสินค้ากับบริษัทผู้ผลิตในจีน การได้เข้าไปคลุกคลีกับผู้ผลิตสินค้าต่างๆอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาเข้าใจความคิดของนักธุรกิจจีนและการปฏิบัติของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง เนื้อหาของหนังสือ จึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมากกว่าการศึกษาจากตำรา และประกอบด้วยรายละเอียดมากมายจากหลายแง่มุม ผมจะนำบางประเด็นมาเล่าเคร่าๆ เท่าที่หน้ากระดาษอำนวย
เมื่อมองลึกลงไป ปัจจัยที่ทำให้สินค้าจีนจำนวนมากด้อยคุณภาพมีรากฐานมาจากด้านวัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยทางด้านเทคนิค ผู้เขียนเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆของนักธุรกิจจีน ว่ามีจุดมุ่งหมายอยู่ที่จะทำอย่างไรจึงจะได้สัญญาสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/41KeauVLmgL._SS500_.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8300" title="41KeauVLmgL._SS500_" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/41KeauVLmgL._SS500_-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>มีข่าวว่าสัปดาห์นี้ Paul Midler  จะผ่านมาเมืองไทย ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะพบกับใครบ้างในระหว่างที่อยู่ที่นี่ และจะมีสื่อนำเรื่องราวของเขามาเสนอหรือไม่ต้องรอดูไปอีกระยะหนึ่ง ผมไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่ได้อ่านหนังสือของเขาไม่นานหลังหนังสือเล่มนั้นออกจากโรงพิมพ์เมื่อเดือน เมษายน 2552 หนังสือชื่อ <strong>Poorly Made in China : An Insider’s Account of the Tactics behind China’s Production Game ชื่อของหนังสือกระตุกความสนใจของผมเป็นพิเศษ เพราะมันบ่งบอกถึงเบื้องหลังของ การผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในเมืองจีน คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่า การผลิตสินค้าด้อยคุณภาพ ดูจะเป็นข่าวคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของจีนอย่างต่อเนื่อง เราจึงได้ยินเรื่องจำพวก การใส่สารอันตราย เช่น เมลามีนลงไปในนม การผสมสารตะกั่วลงไปในสี และความละเลยด้านการตรวจตราสารเคมีอย่างถี่ถ้วนในของเด็กเล่นเป็นประจำ</strong></p>
<p>หนังสือมีขนาด 240 หน้า ซึ่งคงใช้เวลาอ่านไม่นานนักสำหรับผู้ที่มีความแตกฉานในด้านการอ่านภาษาอังกฤษ ผู้เขียนเป็นชาวอเมริกันที่เรียนทั้งด้านประวัติศาสตร์จีนและการบริหารธุรกิจ เขาพูดภาษาจีนได้และเข้าไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในเมืองจีนเป็นเวลานาน เพื่อทำงานด้านเป็นตัวกลางระหว่างบริษัทต่างประเทศที่ต้องการซื้อหรือสั่งผลิตสินค้ากับบริษัทผู้ผลิตในจีน การได้เข้าไปคลุกคลีกับผู้ผลิตสินค้าต่างๆอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาเข้าใจความคิดของนักธุรกิจจีนและการปฏิบัติของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง เนื้อหาของหนังสือ จึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมากกว่าการศึกษาจากตำรา และประกอบด้วยรายละเอียดมากมายจากหลายแง่มุม ผมจะนำบางประเด็นมาเล่าเคร่าๆ เท่าที่หน้ากระดาษอำนวย</p>
<p>เมื่อมองลึกลงไป ปัจจัยที่ทำให้สินค้าจีนจำนวนมากด้อยคุณภาพมีรากฐานมาจากด้านวัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยทางด้านเทคนิค ผู้เขียนเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆของนักธุรกิจจีน <strong>ว่ามีจุดมุ่งหมายอยู่ที่จะทำอย่างไรจึงจะได้สัญญาสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เมื่อได้สัญญาสั่งซื้อสินค้าแล้ว พวกเขามองว่า ไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูด หรือจริยธรรม ฉะนั้น จึงเป็นของธรรมดาที่พวกเขาจะพยายามสร้างภาพให้ปรากฏว่า ตัวเองมีความสามารถในการผลิตสินค้าด้วยวิธีผักชีโรยหน้า และการกุลีกุจอเอาใจผู้จะเป็นลูกค้าในตอนเริ่มต้น ในบางกรณี ผู้ผลิตถึงกับมีการเล่นละคร โดยการตั้งกระบวนการผลิตขึ้นมาตบตาผู้ต้องการจะสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ บางครั้งก็โกหกเอาดื้อๆ ว่ามีความสัมพันธ์กับบริษัทที่มีชื่อเสียง บางทีก็ตั้งบริษัทตัวแทนขึ้นมาในต่างประเทศ เพียงเพื่อขอตัวอย่างสินค้าจากบริษัทต่างๆในประเทศนั้น แล้วนำไปวางเป็นตัวอย่างในงานแสดงสินค้าในเมืองจีนเพื่อโฆษณาว่า นั่นเป็นสินค้าที่ตนผลิต หรือยอมตกลงราคาที่รู้แน่นอนว่าตนเองจะทำไม่ได้ แต่จะใช้วิธีลดต้นทุนแบบลดมาตรฐานของสินค้าในภายหลัง</strong></p>
<p><strong>หลังจากได้สัญญาสั่งซื้อสินค้าแล้ว ผู้ผลิตจะเริ่มผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพตรงตามสัญญาเพียงในตอนต้นๆ หลังจากนั้นก็มักจะค่อยๆลดต้นทุน</strong> ด้วยการลดส่วนประกอบบางอย่างทีละเล็กละน้อย หากผู้สั่งซื้อจับไม่ได้ ก็จะทำไปเรื่อยๆ หากถูกจับได้ก็จะหาข้อแก้ตัวไปต่างๆนานาและแก้ปัญหาให้ ส่วนสินค้าที่ผลิตไปแล้วแต่ถูกจับได้ว่าผิดมาตรฐานก็ไม่ยอมทำลาย หากเก็บไว้ขายให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาที่มาตรฐานการตรวจสินค้าไม่ค่อยสูงอยู่แล้ว ในหลายๆกรณี จะมีการใช้ส่วนประกอบที่มีคุณภาพต่ำกว่าแทนสิ่งที่ตกลงกันไว้ เรื่องนี้ผู้สั่งซื้อสินค้ามักจับไม่ค่อยได้ เพราะจะต้องใช้การทดสอบเป็นประจำซึ่งต้องใช้ทุนสูงมาก <strong>หรือในกรณีที่จับได้ ก็ไม่รู้จะไปฟ้องร้องเอากับใคร</strong> เพราะรัฐบาลจีนไม่ให้ความสำคัญต่องานด้านรักษาสัญญาเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าอยู่แล้ว ส่วนกระบวนศาลยุติธรรมของจีนก็ขาดกฎหมายในด้านนี้ ผู้เขียนคุ้นเคยกับสังคมตะวันตก ซึ่งคนงานมักรายงานการโกงกันตรง ๆแบบนี้ แต่คนงานจีนไม่มีทัศนคติที่จะรายงานการทำผิดจรรยาบรรณ การจะพึ่งการรายงานจากคนงานจึงเป็นไปไม่ได้</p>
<p><strong>สำหรับในด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย ผู้เขียนมองว่าส่วนหนึ่งมาจากทัศคติจีนที่มีมาตั้งแต่โบราณ</strong> นั่นคือ ยกย่องผู้ที่มีความสามารถในการเลียนแบบได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนั้น <strong>ผู้ผลิตจีนมักรับผลิตสินค้าที่ลูกค้าในประเทศก้าวหน้าสั่งตามมาตรฐาน แม้การผลิตนั้นจะขาดทุนบ้างก็ตาม แต่พวกเขาจะไม่หยุดเพียงเท่านั้น แต่จะผลิตสินค้าอย่างเดียวกัน แต่ด้วยการลดต้นทุนและคุณภาพจำนวนมาก แล้วขายให้แก่ผู้ซื้อจากประเทศด้อยพัฒนา ส่วนนี้จะทำกำไรให้แก่พวกเขา ฉะนั้น ชาวอเมริกันจึงซื้อสินค้าจีนได้ถูกกว่าที่น่าจะเป็น ส่วนลูกค้าในประเทศด้อยพัฒนาต้องรับกรรมจ่ายส่วนต่างให้ทั้งในด้านการได้สินค้าด้อยคุณภาพ และความเสี่ยงจากการใช้สินค้านั้น</strong></p>
<p><strong>ในด้านของคนงาน ปัญหามาจากหลายด้าน นอกจากจะไม่รายงานเรื่องการละเมิดจริยธรรม เช่น พฤติกรรมการถ่มน้ำลาย</strong> ซึ่งในเมืองจีนถือเป็นของธรรมดา ทว่าในโรงงานที่ต้องการความสะอาดสูง พวกเขาก็ยังทำ หรือในด้านมาตรฐานในด้านความสะอาด เมื่ออยู่ที่บ้านคนงานอาจมีระดับความสะอาดระดับหนึ่ง ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานของโรงงาน หรือผู้ตรวจสินค้ามองว่าเนื่องจากพวกเขาไม่ได้ใช้สินค้าเอง สินค้าจะบกพร่องก็ปล่อยให้ผ่านไป ดีกว่าสร้างปัญหากับนายจ้าง</p>
<p>อีกด้านหนึ่งได้แก่ สื่อ ซึ่งตามธรรมดาน่าจะทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาแล้วนำมารายงาน แต่สื่อจีนมักไม่ได้มองว่าตนมีหน้าที่เช่นนั้น ความกดดันที่จะทำให้นักธุรกิจรักษาจรรยาบรรณจึงมีน้อย</p>
<p>หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับนักธุรกิจที่ซื้อ หรือสั่งผลิตสินค้าในเมืองจีนเป็นพิเศษ <strong>และถ้าเป็นไปได้ ควรจะมีผู้นำมาเสนอให้ผู้บริโภคโดยทั่วไปตระหนักถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าที่มาจากเมืองจีน โดยเฉพาะสินค้าที่อาจจะสร้างปัญหาด้านสุขภาพไม่ว่าจะเป็น อาหาร เครื่องสำอาง หรือของเด็กเล่น</strong></p>
<p><!-- /Header --> <!-- Container --> <!-- single post content --> <!-- single post loop --> <!-- title of the single pot --><strong>ที่มาของการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในเมืองจีน</strong></p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา<br />
คอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา<br />
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร&#8221; จากวิศวกรสู่ &#8216;นักลงทุน&#8217; ทางพลิกผันที่ไม่บังเอิญ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Feb 2010 15:59:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Value Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Value Investor]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิเวศน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8295</guid>
		<description><![CDATA[
การจัดการด้านการเงินเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต เมื่อบุคคลมีรายได้ การจัดการด้านการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญที่ตามมา ทั้งจัดสรรเพื่อใช้จ่าย เก็บออม รวมถึงหาหนทางสร้างรายได้ให้งอกเงย ซึ่งการจัดสรรการเงินของแต่ละคนเป็นเสมือนภาพเล็กที่รวมกันส่งผลสู่สภาพเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นภาพใหญ่ มีสถาบันการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การจัดการด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อสังคมด้วย ตลาดหลักทรัพย์เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงิน ที่ไม่มีใครปฏิเสธถึงความสำคัญ ในแง่ที่เป็นแหล่งหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ ที่สร้างผลตอบแทนกลับคืนให้แก่ผู้ลงทุนได้
“โอกาสเป็นของผู้ที่มองเห็น และเข้าไปไขว่คว้า” ดูจะเป็นสิ่งที่สรุปได้จากช่วงเวลาที่ผ่านมาของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์ในแวดวงการเงิน ที่สั่งสมมานานกว่าสิบปี แม้หน้าที่การงานเดิมก่อนเข้าสู่เส้นทางสายการเงินของ ดร.นิเวศน์ นั้น เป็นอาชีพที่ดูจะไม่ข้องเกี่ยวกันเมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน แต่สำหรับ ดร.นิเวศน์ แล้ว กลับมองว่า เป็นพื้นฐานที่ดีต่อองค์ความรู้ด้านธุรกิจ การเงิน และมีความใกล้เคียงกันมาก อาชีพนั้นคือ วิศวกร
ปฏิบัติงานวิศวกร อาชีพแรกในชีวิต อย่างขยันขันแข็ง 
ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน(สิงหาคม 2547) ของ ดร.นิเวศน์ คือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารนโยบายและความเสี่ยง ธนาคาร นครหลวงไทย (Siam City Bank : SCIB) นับเป็นงานในสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารแห่งแรกของ ดร.นิเวศน์ หลังจากดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการเงินประเภทอื่นมาก่อน
ภายหลังสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาเครื่องกล จาก จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/Nivete.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8296" title="Nivete" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/Nivete.jpg" alt="" width="200" height="200" /></a></p>
<p>การจัดการด้านการเงินเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต เมื่อบุคคลมีรายได้ การจัดการด้านการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญที่ตามมา ทั้งจัดสรรเพื่อใช้จ่าย เก็บออม รวมถึงหาหนทางสร้างรายได้ให้งอกเงย ซึ่งการจัดสรรการเงินของแต่ละคนเป็นเสมือนภาพเล็กที่รวมกันส่งผลสู่สภาพเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นภาพใหญ่ มีสถาบันการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การจัดการด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อสังคมด้วย ตลาดหลักทรัพย์เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงิน ที่ไม่มีใครปฏิเสธถึงความสำคัญ ในแง่ที่เป็นแหล่งหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ ที่สร้างผลตอบแทนกลับคืนให้แก่ผู้ลงทุนได้</p>
<p><strong>“โอกาสเป็นของผู้ที่มองเห็น และเข้าไปไขว่คว้า”</strong> ดูจะเป็นสิ่งที่สรุปได้จากช่วงเวลาที่ผ่านมาของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์ในแวดวงการเงิน ที่สั่งสมมานานกว่าสิบปี แม้หน้าที่การงานเดิมก่อนเข้าสู่เส้นทางสายการเงินของ ดร.นิเวศน์ นั้น เป็นอาชีพที่ดูจะไม่ข้องเกี่ยวกันเมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน แต่สำหรับ ดร.นิเวศน์ แล้ว กลับมองว่า เป็นพื้นฐานที่ดีต่อองค์ความรู้ด้านธุรกิจ การเงิน และมีความใกล้เคียงกันมาก อาชีพนั้นคือ วิศวกร</p>
<p><strong>ปฏิบัติงานวิศวกร อาชีพแรกในชีวิต อย่างขยันขันแข็ง </strong></p>
<p>ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน<strong>(สิงหาคม 2547)</strong> ของ ดร.นิเวศน์ คือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารนโยบายและความเสี่ยง ธนาคาร นครหลวงไทย (Siam City Bank : SCIB) นับเป็นงานในสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารแห่งแรกของ ดร.นิเวศน์ หลังจากดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการเงินประเภทอื่นมาก่อน</p>
<p>ภายหลังสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาเครื่องกล จาก จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ดร.นิเวศน์ เริ่มงานเป็นวิศวกรในโรงงานน้ำตาลของ บริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด ผ่านไปสองปีจึงศึกษาต่อในหลักสูตร บริหารธุรกิจ (MBA) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ตามคำชักชวนของเพื่อน ประกอบกับต้องการขยายโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น และเพื่อโอกาสก้าวหน้า ดร.นิเวศน์ ต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาเต็มที่ จึงขอลาออกจากงาน แต่ก็ถูกทัดทาน โดยบริษัทตกลงให้มาทำงานในเวลาที่ไม่มีเรียน</p>
<p>แม้จะเหนื่อยเป็นทวีคูณจากหน้าที่สองอย่าง และการเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่ก็สามารถสำเร็จการศึกษาระดับมหาบัณฑิตจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจ ด้านการตลาด ได้ในเวลาสองปี</p>
<p>หลังจบการศึกษา ดร.นิเวศน์ ขอลาออกอีกครั้ง เพื่อทำงานด้านการตลาด เปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ให้ตนเอง บริษัทฯ จึงเสนอทั้งเงินเดือน และตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น และมอบงานบริหารให้บ้าง</p>
<p>“ตำแหน่งงานก้าวหน้าขึ้นเป็นหัวหน้าวิศวกร ดูแลด้านวิชาการเกือบหมด แต่คิดดูแล้วถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็คงจะอยู่แค่นั้น มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก วันหนึ่งเพื่อนที่ไปศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ต่างประเทศมา บอกว่าผมน่าจะไปเรียนต่างประเทศนะ เพราะมีโอกาสที่เราจะไปเรียนได้ ก็สนใจมาก ตอนนั้นอยากเห็นโลกกว้าง รู้ภาษาเพิ่มขึ้น”</p>
<p>ดร.นิเวศน์ สอบขอรับทุน Research Assistant เพื่อศึกษาปริญญาเอกด้านการเงินที่ University of Mississippi ประเทศสหรัฐอเมริกาถึงสองครั้ง ครั้งแรกสอบไม่ผ่านทั้งที่เตรียมตัวมาดิบดี ครั้งที่ 2 ไม่ได้อ่านหนังสือเลยแต่ก็ปรากฏว่าสอบได้ ดร.นิเวศน์ จึงลาออกจากงาน นับเวลาได้ 7 ปี ของการเป็นวิศวกร</p>
<p>ก่อนเดินทางไปศึกษาปริญญาเอก ดร.นิเวศน์ ให้ภาพการเดินทางว่า เป็นการไปแบบตัวเปล่า ไปหางานทำข้างหน้า ไปเป็นผู้ช่วยวิจัย และอาจารย์ เพื่อหารายได้ ใช้เวลาประมาณ 4 ปีจึง<strong>สำเร็จปริญญาเอก บริหารธุรกิจสาขา การเงิน </strong></p>
<p><strong>เส้นทางที่หักเห</strong></p>
<p>ดร.นิเวศน์ เริ่มต้นการทำงานด้านธุรกิจการเงิน ด้วยตำแหน่งผู้จัดการสำนักวางแผนและบริหารการเงิน ที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ IFCT องค์กรผู้ให้บริการด้านเงินกู้แก่ธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสถาบันที่มีการจัดระบบภายในเป็นมาตรฐาน แบบแผนดี ได้รูปแบบจาก The World Bank ที่รวมของผู้มีความรู้ ความสามารถ ซึ่ง ดร.นิเวศน์ รับหน้าที่ในส่วนของการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ</p>
<p>ผ่านประสบการณ์ที่ IFCT อยู่ราว 7 ปี ดร.นิเวศน์ ก็เข้าทำงานในตำแหน่งกรรมการรองกรรมการผู้จัดการ ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันควบรวมกิจการเข้ากับ BANKTHAI ครั้งนี้เป็นงานที่ท้าทายความสามารถและให้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น</p>
<p>“มาทำที่นวธนกิจในปี พ.ศ. 2534 นี่คือเริ่มเข้าสู่ วงการธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว ตอนนั้นเรื่องธุรกิจหลักทรัพย์ เพิ่งเข้าสู่เมืองไทยมาไม่นาน เป็นอะไรที่ยังใหม่พอสมควร เงินทุนหลักทรัพย์ก็ค่อนข้างหวือหวา แข่งขันกันสูง ต่างจากตอนทำ IFCT นี่ให้สินเชื่อเสียส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นคง ส่วนนวธนกิจเป็นการระดมทุนฝากผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ ผมรับผิดชอบทางด้าน Investment Banking นำบริษัท เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้ประสบการณ์ไปอีกระดับหนึ่ง”</p>
<p>ประสบการณ์การลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นของส่วนตัวยังได้เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน เริ่มจากขณะอยู่ที่ IFCT มีผู้เสนอขายหุ้นจอง (ไอพีโอ) ให้ ดร.นิเวศน์ ตอนนั้นหุ้นจองสร้างกำไรให้ภายในเวลาไม่นาน แม้ในปริมาณที่ไม่สูงนัก แต่ก็เพียงพอต่อการทำให้ ดร.นิเวศน์ รู้จักกับผลตอบแทนจากหุ้น เมื่อเข้าสู่องค์กรใหม่จึงเริ่มลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด ด้วยบัญชีที่เปิดเป็นของตัวเอง และเพิ่มการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p><strong>“ช่วงปี พ.ศ. 2534 ผมได้สัมผัสกับหุ้นในภาวะที่ตลาดเฟื่องฟู ซึ่งเป็นภาพลวงๆเต็มไปหมด ราคาหุ้นขึ้นไปมหาศาล ทุกคนเล่นหุ้นเหมือนกับไม่ต้องสนใจว่า พื้นฐานของกิจการจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นตลาดหุ้นมีแต่หุ้นเก็งกำไร เป็นหุ้นที่มีราคาเกินพื้นฐานไปทั้งนั้น ราคาสูงแต่พื้นฐานไม่ค่อยดี บางทีขายเป็นกระดาษ คือมีแต่โปรเจ็กต์มาเสนอ แต่ยังไม่ได้ทำ เพิ่งจะเขียนแบบเสร็จก็เอาหุ้นไปขายประชาชนในราคาสูง คนก็ซื้อกันใหญ่ ทั้งที่กิจการจะเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่รู้เลย แต่ลักษณะแบบนี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาในตลาดหุ้นทั่วโลก”</strong></p>
<p><strong>มองเห็นโอกาสในภาวะวิกฤติ</strong></p>
<p>ดร.นิเวศน์ ทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์นวธนกิจได้ ราว 8 ปี ก็เปลี่ยนบทบาทเป็นที่ปรึกษาให้กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAC (ปัจจุบันคือ DTAC) ผู้ให้บริการระบบสื่อสารไร้สายอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เป็นช่วงเดียวกับการมาถึงของเหตุการณ์และจุดหักเหสำคัญ ทั้งต่อตัว ดร.นิเวศน์ เอง และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม นั่นคือ <strong>วิกฤตเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 ซึ่ง ดร.นิเวศน์ มองเห็นโอกาสในตลาดหลักทรัพย์ แม้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ไม่น่าจะหลงเหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว</strong></p>
<p>“ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจนี่ เป็นช่วงชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก ตอนนั้นถ้าจำได้ ไฟแนนซ์ไม่มีเงินจะปล่อยสินเชื่อแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำอย่างรุนแรง องค์กรก็ค่อนข้างลำบาก ตอนนั้นก็มีเวลาเพราะ ไม่ค่อยมีงาน ผมได้ทบทวนชีวิต ทบทวนหลักการทำงาน อะไรต่างๆ สารพัด และเนื่องจากมีพื้นความรู้เรื่องหุ้นจากการศึกษา ระดับปริญญาเอก เคยเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร และมีประสบการณ์ การพิจารณาให้สินเชื่อ จึงมีทั้งมุมมองผู้ประกอบการ และมุมมองแบบนักลงทุน ในห้องค้าของตลาดหลักทรัพย์ก็พบว่า <strong>ในตลาดหลักทรัพย์มีกิจการดีๆอีกมาก เป็นโอกาสที่เราจะซื้อกิจการหรือซื้อหุ้นในราคาต่ำ แต่เป็นกิจการที่ดีมีอนาคต</strong>”</p>
<p><strong>แนวคิดการลงทุนแบบ Value Investor </strong></p>
<p>ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า <strong>หลักการลงทุนแบบพิจารณาพื้นฐานของแต่ละธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาด คือ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” หรือ “Value Investor”</strong> นั่นไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะในต่างประเทศต่างคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว</p>
<p>“วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดในไทยเมื่อเจ็ดปีก่อน เป็นแบบเดียวกับที่เกิดในสหรัฐเมื่อปี ค.ศ. 1929 กว่า 70 ปีที่แล้ว ตอนนั้นตลาดหุ้นตกลงไปเหลือ 10% เหมือนกัน เกิดอะไรขึ้นทราบหรือไม่ครับ ราคาหุ้นถูกมาก กิจการดีมาก ปันผลสูงมาก แล้ว เบน เกรแฮม อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ผมศึกษาอยู่ เขียนตำรา Value Investment ขึ้นมา พอเราได้อ่าน ก็เหมือนกับว่า นี่เป็นโอกาสของเรา แต่คนในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อ่าน หนังสืออื่นก็ไม่เคยมีบอก”</p>
<p>ก่อนเกิดวิกฤต ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยก็ไม่ต่างกับตลาดหุ้นที่อื่นๆในโลก ที่นักลงทุนนิยมการเก็งกำไร ไม่อิงหลักวิชาการ ต่อเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น นักลงทุนจึงหันกลับมายึดพื้นฐานว่า แท้จริงแล้วการลงทุนในหลักทรัพย์คืออะไรกันมากขึ้น</p>
<p><strong>“การซื้อขายหุ้น คือการที่คุณจะเป็นเจ้าของกิจการในบางส่วน ถ้ากิจการมี 100 หุ้น คุณมีหนึ่งหุ้นคุณก็เป็นเจ้าของใน 1% ของธุรกิจ แต่เมื่อคุณคิดจะซื้อกิจการ ไม่ว่าคุณจะซื้อ 100% ซื้อ 1% หรือ 0.01% คุณก็คิดแบบเดียวกัน นั่นคือคุณต้องวิเคราะห์แบบธุรกิจ เขามีกำไรเท่าไร มีการจ่ายปันผลอย่างไรต่อปี ผู้บริหารเป็นอย่างไร กิจการทำสินค้าอะไร ขายดีหรือไม่ดี คู่แข่งเป็นอย่างไร”</strong></p>
<p>หลักการดังกล่าวนี่เอง ที่ ดร.นิเวศน์ ใช้กับการพิจารณาเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และทำให้เห็นว่า มีหุ้นราคาถูกหลายตัว กล่าวคือ ราคาเสนอขายในตลาดหลักทรัพย์คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่เจ้าของกิจการได้ลงทุนไป เท่ากับการได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่สำเร็จ เป็นรูปเป็นร่างแล้ว โดยลงทุนเพียงครึ่งเดียวของต้นทุนจริง ดร.นิเวศน์ ลงทุนในหุ้นเหล่านี้ด้วยวิธี “มีเงินเท่าไหร่ซื้อหมด” ผลตอบแทนก็อยู่ในระดับดี แม้ว่าขณะนั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะต่ำลงไปทุกวันก็ตาม</p>
<p>ขณะนั้นเป็นช่วงที่ ดร.นิเวศน์ เป็นที่ปรึกษา ทำให้มีเวลาค่อนข้างมาก จึงศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนแบบดังกล่าวเพิ่ม และยังคงลงทุนแบบนั้นต่อไป <strong>ในที่สุด “ตีแตก” งานเขียนที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์การลงทุนที่ “สุกงอม” ของท่านเองก็สำเร็จลง และเปรียบเสมือนตำราว่าด้วยการลงทุนแบบ Value Investment เล่มแรกของประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>“เป็นการลงทุนที่เราเห็นแล้วว่าปลอดภัย ให้ผลตอบแทนใช้ได้ ตั้งแต่นั้นเลยทำมาตลอด เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องกังวล บางคนบอกว่าลงทุนแล้วต้องติดตามหุ้น ต้องซื้อๆขายๆ แต่การลงทุนของผมเนี่ยซื้อแล้วเก็บยาวๆ ถือนานๆ ให้หุ้นค่อยปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ คอยรับปันผลแต่ละปี รับมาแล้วก็ไปลงทุนอีก ทบต้นไปเรื่อย”</strong></p>
<p>การลงทุนแบบ Value Investment ที่ ดร.นิเวศน์ แนะนำคือ เลือกลงทุนในธุรกิจดีๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในราคาหุ้นที่ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม ซื้อไว้ประมาณ 5-6 ตัว แล้วถือระยะยาว ช้าๆ แต่มั่นคง อาจจะปรับเปลี่ยนหุ้นปีละหนึ่งตัว หากเห็นว่าราคาหุ้นตัวนั้นปรับขึ้นไปสูงแล้ว ก็ขายเพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ และพยายามติดตามในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ <strong>แต่แนวคิดที่ควรมีอยู่ตลอด คือแนวคิดว่า กำลังลงทุนทำธุรกิจ เพราะธุรกิจที่ดีย่อมเติบโตได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่หวั่นไหวจากสิ่งรอบข้าง</strong></p>
<p>“ประเภทของกิจการที่น่าลงทุน ตามหลัก Value คือ กิจการของสินค้าที่เป็นผู้นำในตลาด คนจำเป็นต้องซื้อสินค้านั้น อาจเป็นเพราะสินค้าดีมาก ยี่ห้อนี่เป็นที่ชื่นชอบมาก ติดตลาด หรือสินค้านี้เป็นเจ้าเดียวในตลาด คนอื่นเข้ามาแย่งส่วนแบ่งไม่ได้ รายละเอียดพวกนี้มีอีกมาก แต่หลักการรวมๆคือ ดูจากการตลาดของกิจการนั้น”</p>
<p><strong>ชี้หนทางเป็นอิสระทางการเงิน </strong></p>
<p>สำหรับหนังสือ “ตีแตก” ผลงานงานเขียนอันถ่ายทอดจากประสบการณ์ของ ดร.นิเวศน์ นั้น ยังคงติดอันดับหนังสือขายดีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนผลงานเขียนอื่นๆ ได้แก่ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” เรียบเรียงจาก “Think Big” หนังสือที่ ดร.นิเวศน์ เกิดความประทับใจในครั้งแรกที่ได้อ่าน</p>
<p><strong>ดร.นิเวศน์ ยังแนะนำให้ผู้มีเงินเดือนเป็นรายรับหลัก ที่ีมีเงินพอเลี้ยงดูครอบครัว และเหลือจากการออมกับธนาคาร มาใช้ลงทุนแบบ Value Investment ซึ่งอาจนำไปสู่ “ความเป็นอิสระทางการเงิน”</strong> ถึงตรงนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพเดิม ของ ดร.นิเวศน์ ที่กำลังตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะรู้สึกถึงข้อได้เปรียบของตนเองอยู่บ้าง</p>
<p>“โดยเฉพาะวิศวกร ผมบอกเลยว่า เป็นผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า มีโอกาสที่สามารถทำให้เงินเก็บของคุณพอกพูนขึ้นมา หากคุณตั้งใจจริงๆ คุณมีโอกาสร่ำรวย การฝากเงินในธนาคารนั้นมีโอกาสร่ำรวยยาก ส่วนใหญ่พออยู่ได้ แต่อิสระทางการเงินก็ยากพอสมควร นี่จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่การเล่นหุ้นที่ซื้อมาขายไป เพราะส่วนใหญ่เท่าที่ผมเห็น ก็ไม่ได้กำไรมากนัก”</p>
<p>“วิศวกร ถ้าจะมาลงทุนแบบ Value Investor หนึ่ง คือต้องศึกษาเกี่ยวกับการเงินบ้าง ไม่ต้องกลัว ผมเองจบวิศวกรรมศาสตร์ไปเรียน MBA บอกได้เลยว่า วิศวกรทุกคนศึกษาการเงินได้สบายมาก เพราะการเงินเป็นเรื่องของความคิด Logic เรื่องเหตุผล และเป็นเรื่องของตัวเลข ซึ่งวิศวกร ทุกคนทำได้ดีทั้งสองอย่างเลย พอคุณอ่านหนังสือการเงินสักสองเล่ม คุณก็เริ่มมีไอเดียแล้วว่าอย่างไรคือ กำไร ขาดทุน งบดุล ของพวกนี้ศึกษาไม่ยาก ศึกษาด้วยตัวเองเวลา 1-2 เดือน ก็รู้เรื่องหมด พวกนี้จัดว่าเป็น Elementary Mathematics ผมเจอคนที่เรียนจบด้านวิศวกรรมอย่างเดียวมาลงทุนแบบ Value Investor ศึกษาไม่นานก็สามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ”</p>
<p>การลงทุนแบบ Value Investor แม้จะไม่ใช่เรื่องยากเกินทำความเข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เรียนรู้กันได้อย่างผิวเผิน ผู้ที่ต้องการศึกษาการลงทุนในแนวทางนี้จากประสบการณ์ของ ดร.นิเวศน์ ก็มีหนังสือ “เคล็ดลับเซียนหุ้นพันธุ์แท้” และ “รวยด้วยหุ้น แบบฉบับ ดร.นิเวศน์” ที่รวมเล่มจากคอลัมน์ที่ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2546</p>
<p><strong>รู้กว้าง รู้รอบ และรู้ลึก หนทางสู่ความสำเร็จ </strong></p>
<p>ดร.นิเวศน์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากได้ศึกษาเรื่องการเงินแล้ว ทำให้โลกทัศน์ของตนเองกว้างขึ้นมาก ศาสตร์ด้านวิศวกรรมที่ติดตัวมาก็ใกล้เคียงกับศาสตร์แห่งการเงินและธุรกิจมาก ซึ่งวิศวกรรม จะเกี่ยวข้องกับการผลิตเพียงอย่างเดียว ในการบริหารงานผลิต ส่วนธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ จะเกี่ยวข้องกับการเงิน การตลาด หากมีความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรม ก็เหมือนรู้แค่ 1 ใน 3 ส่วนของ Function ที่ใหญ่โตของระบบ ระบบที่ข้องเกี่ยวกับคนทุกคน ความรู้แขนงเดียวจึงไม่เพียงพอ</p>
<p>Opportunity ของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การผลิตอย่างเดียว แต่ไปอยู่ที่จุดอื่นด้วย และการเงินเป็นจุดที่มี Opportunity สูงสุด</p>
<p>ทั้งนี้ เมื่อศึกษาศาสตร์พื้นฐานสำหรับการลงทุนอย่างครบถ้วนเพียงพอ และเริ่มการลงทุนในหลักทรัพย์แล้ว ต่อจากนั้นจะลงทุนจริงจัง หรือเพียงแค่เป็น Hobby ก็ขึ้นกับความพอใจ</p>
<p>“หลังจากทำงานด้านวิศวกรรมมา 5-6 ปี ผมเห็นว่า งานด้านวิศวกรรมอย่างเดียวพาเราไปถึงเป้าหมายยาก เราดูแล้วว่าไม่พอ อยากจะเปิดโลกให้กว้างขึ้นไปจะได้มีโอกาสที่จะเห็น ตอนที่เรียนปริญญาโท คืออยากขยาย Limit ของเรา อยากจะ Universe ออกไป ตอนที่เรียนก็ไม่รู้หรอกว่า การตลาดกับการเงิน จะทำให้เราร่ำรวย เราไม่รู้หรอกว่า ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เพราะเราไม่รู้เราจึงอยากจะเปิดออกไป เพราะรู้สึกว่าที่เป็นอยู่แคบเหลือเกิน เหมือนกบ ที่เห็นแสงลอดรูกะลาเข้ามา”</p>
<p><strong>ความเสี่ยงขึ้นกับว่ารู้มากน้อยแค่ไหน</strong></p>
<p>“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ” คำเตือนที่ข่มขวัญผู้คิดจะเริ่มลงทุนเกือบทุกราย ทุกวันนี้ในตลาดหลักทรัพย์ มีนักลงทุนที่ตักตวง ผลตอบแทนได้เป็นที่น่าพอใจ ส่วนที่ต้องบาดเจ็บจากการลงทุนก็มีไม่น้อย แม้การเรียนรู้พื้นฐานการลงทุนจะทำได้เท่ากัน แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับทักษะส่วนบุคคล ซึ่งเลียนแบบหรือถ่ายทอดกันยาก<br />
<strong><br />
“การลงทุน ยังมีเรื่องของจิตใจ ประสบการณ์ ผมเรียกว่า EQ การลงทุนต้องมีทั้ง IQ คือ มีความรู้ทางบัญชีบ้าง บัญชีนี่เหมือนเป็นภาษาของโลกธุรกิจ รู้วิธีวิเคราะห์หุ้น รู้ว่าอะไรถูก อะไรแพง แล้วคุณต้องมี EQ ควบคุมจิตใจตัวเองได้อย่างมั่นคง ใจเย็น ไม่หวั่นไหว แล้วคุณต้องมีเวลา ผม เรียก PQ คือ Physical Quotient มีเวลาที่จะลงทุนได้ยาวๆ การลงทุนแบบ Value คือมีเวลาให้สิ่งที่ลงทุนไปได้เติบโต เหมือนต่อยอดไป 10 ปี 20 ปีต้องอยู่กับมันตลอดเวลา ไม่ใช่ เข้าๆออกๆ คือลงทุนเหมือนทำธุรกิจ หุ้นกับธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน มีบ้างไหมที่วันนี้ทำธุรกิจ พรุ่งนี้เลิก ไม่มี”</strong></p>
<p><strong>“การทำใจเป็นเรื่องยากที่สุด แต่ถ้าคุณรู้ลึกซึ้ง คุณเข้าใจมาก คุณมีประสบการณ์ คุณจะไม่กลัวเลย ส่วนใหญ่คนที่เข้ามามีประสบการณ์ไม่พอ ความรู้ไม่พอ ความเชื่อมั่นไม่พอ เปรียบเทียบว่าเราเป็นช่างไฟฟ้า ความรู้เราแน่น รู้ว่าสายไฟนี่ไม่มีไฟ เราจึงกล้าจับ แต่ถ้าคุณไม่รู้ คุณไม่กล้าแตะเลย ดังนั้นขึ้นกับว่า คุณรู้แค่ไหน นี่เป็นการวัดกันระหว่างความสำเร็จกับความไม่สำเร็จในการลงทุน”</strong></p>
<p><strong>ความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญของการธนาคาร </strong></p>
<p>สำหรับความรับผิดชอบต่อตำแหน่งผู้บริหารจัดการความเสี่ยง หน้าที่ปัจจุบัน<strong>(สิงหาคม 2547)</strong> ของ ดร.นิเวศน์ ก็คือการพิจารณาความเสี่ยงของทั้งองค์กร ที่เป็นส่วนหลักๆคือ การปล่อยสินเชื่อ ตรวจดูว่าโครงการที่มาขอสินเชื่อมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งความเสี่ยงก็คือ ความสามารถในการชำระเงินต้น และดอกเบี้ยคืนได้เต็มที่หรือไม่ เฉพาะการพิจารณาความเสี่ยงส่วนนี้ ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า เป็นงานใหญ่และหนักมากแล้วสำหรับองค์กร</p>
<p>“แต่ก่อนธนาคารไม่ค่อยเห็นความสำคัญ แต่ช่วงหลังๆ ความเสี่ยงถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการธนาคาร ตัวอย่างเช่น คุณถือพันธบัตรเอาไว้ลงทุน คุณก็ต้องดูว่า เดี๋ยวราคาจะขึ้นลงอย่างไร พันธบัตรประเภทไหน จะขาดทุนหรือกำไรอย่างไร และคุณก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่อง ธนาคารเนี่ย วันดีคืนดีเกิดภาวะวิกฤตขึ้น คุณมีเงิน เขามาถอนเงินคุณ คุณมีเงินให้เขาไหม และยังมีความเสี่ยงที่ใหญ่โตอีกอย่างคือความเสี่ยงด้าน Operation เพราะงานธนาคารทุกจุดมีความเสี่ยงทั้งหมด จะมีใครมาโกงไหม พนักงาน เป็นอย่างไร จะมีใครเอาธนาคารไปใช้ฟอกเงินหรือเปล่า หน้าที่ผมคือการไปสร้างระบบและคอยเตือนพนักงานว่า จะจัดการกับความเสี่ยงของเขาอย่างไร โดยรวมแล้ว งานจะกว้างมาก”</p>
<p>ปกติแล้วในการทำงาน ดร.นิเวศน์ พยายามจะไม่เครียด แต่หากเลี่ยงไม่ได้ วิธีที่เลือกใช้คือ การทำสมาธิในหลักของพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ในระหว่างฝึกฝนแต่ยังไม่ลึกซึ้ง อีกวิธีหนึ่งที่ดีมากและขาดไม่ได้เลยคือ การวิ่งออกกำลัง ซึ่งจะช่วยปลดเปลื้องความเครียดได้มาก สมองปลอดโปร่ง หลังได้เรียกเหงื่อ</p>
<p><strong>มีสตางค์แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรม </strong></p>
<p>เมื่อมองย้อนกลับไป ความสำเร็จที่รวมกัน ส่งผลให้มายืนอยู่ถึงจุดนี้ได้ เป็นเพราะ ดร.นิเวศน์ สร้างมันขึ้นมาและเข้าไปคว้าโอกาสนั้นด้วยตัวเอง</p>
<p>“ผมเป็น Value Investor คนแรกๆของประเทศ ที่ลงทุนวิธีนี้ แต่ทุกอย่างไม่ได้มาโดยบังเอิญนะ และอย่าไปคิดว่าผมโชคดีที่ไปลงทุนแล้วมีกำไร ทุกอย่างเราวางแผนมาหมด เราคิดมาแล้วจึงมาถึงตรงนี้ได้ นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า ไม่มีใครมี Gift ไม่มีใครที่บังเอิญโชคดี มีบุญมาหล่นใส่ เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น”</p>
<p><strong>“ผมไม่ใช่คนมี Gift ที่จะเป็นนักลงทุนที่ดี รู้เรื่องอะไรต่างๆดี ทุกอย่างมาจากการวางแผน และพลังที่จะ Take Action คุณอยากได้อะไรคุณต้องทำ อยากประสบความสำเร็จคุณต้องเป็นฝ่ายเริ่ม ตรงนี้ผมคิดว่า เป็นอะไรที่สำคัญมาก และทุกวันนี้ผมจะคิดอย่างนี้ตลอด”</strong></p>
<p>“อย่างการลงทุนแบบ Value ในเมืองไทยยังไม่มีใครคิด ผมจับประเด็นตรงนี้และ Project ตัวออกไป เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมเล่มเป็นหนังสือได้ ก็โดยการเสนอตัวเองเข้าไป”</p>
<p>ส่วนหนึ่งของชื่อเสียงและการยอมรับในวงกว้าง จึงมีที่มาจากช่องทางดังกล่าวด้วย และความเป็นที่รู้จัก ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ ดร.นิเวศน์ รู้สึกว่า ชีวิตเปลี่ยนไป</p>
<p>“ทุกวันนี้ถามว่าผมมีสตางค์ไหม ผมมี แต่บอกได้เลยว่า ความสำเร็จไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเรา ผมศึกษาชีวิตนักลงทุนเอกของโลกหลายคน ทั้ง จอร์จ โซรอส, วอร์เรน บัฟเฟต ที่เขาประสบความสำเร็จ ล้วนพูดตรงกันว่า ความสำเร็จทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปแค่อย่างเดียว คือมีคนฟังเขามากขึ้น ผมก็คิดว่า จริงเลย เคยอยู่บ้านเล็กแค่ไหนก็เล็กแค่นั้น เสื้อผ้าซื้ออย่างเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน กินข้าวแกงข้างถนน เดินจตุจักร ไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวเองทุกอาทิตย์ งานบ้านก็ทำเอง การดำรงชีวิตก็ยังเหมือนเดิม”</p>
<p>ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ ยังคงเป็นวิทยากรรับเชิญ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์อยู่บ้างตามโอกาส โดยเฉพาะหัวข้อเรื่องการลงทุนในหุ้น เพราะเป็นเรื่องที่ถนัด มีประสบการณ์ ซึ่ง ดร.นิเวศน์ ยินดีจะแลกเปลี่ยนเป็นวิทยาทาน เพื่อให้ผู้อื่นได้รับความรู้และประสบการณ์จากการลงทุนในหุ้น อีกหนึ่งการจัดการกับการเงินที่น่าสนใจ ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่จำเป็นต้องรู้วิธีจะจัดการอย่างถูกต้อง</p>
<p><strong>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : จากวิศวกรสู่นักลงทุนทางพลิกผันที่ไม่บังเอิญ<br />
ที่มา : </strong><span><strong>วารสาร </strong></span><strong>Engineering Today  ปีที่ 2 ฉบับที่ 20 สิงหาคม 2547</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>GNH ดัชนีความสุขมวลรวม : สมคิด เอนกทวีผล</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/gnh-%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/gnh-%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 13:21:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[GNH]]></category>
		<category><![CDATA[Gross National Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Jigme Wangchuck]]></category>
		<category><![CDATA[ภูฏาน]]></category>
		<category><![CDATA[สมคิด เอนกทวีผล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8291</guid>
		<description><![CDATA[
ทุกชาติในโลกไม่ว่ามหาอำนาจหรือชาติเล็กๆ ต่างเพิ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกที่กำเนิดมาจากสหรัฐฯ และล่าสุดต่างก็ต้องปวดหัวกับปัญหาภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงทั้ง Global Warming และ Climate Change ก็หนักข้อขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องจัดประชุมใหญ่กันที่ Copenhagen ตลอดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่คืบหน้าเพราะทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์ตัวเงินยังไม่จบ
แต่ละประเทศเองต่างก็พบปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างขึ้น สวนทางกับเลข GDP ที่เป็นตัววัด “ความเจริญ” ซึ่งใช้กันมาตลอด ไม่เว้นแม้แต่ชาติยักษ์ใหญ่ร่ำรวยอย่างสหรัฐฯ ที่เคยมีวิกฤตที่มาจากการขาดธรรมาภิบาลอย่างกรณี Enron และโดนซ้ำจากวิกฤตจากเก็งกำไรตราสารหนี้ Subprime ต่ออีกจนปัจจุบันก็ยังไม่ฟื้นเต็มตัว
สิบปีที่แล้ววิกฤตต้มยำกุ้งที่เริ่มจากประเทศไทย ให้บทเรียนว่า การพัฒนาประเทศโดยเน้นตัวเลขเติบโตของ GDP (Gross Domestic Product) สูงๆ ที่เน้นการกู้เงินนั้นอันตรายเพียงใด
ทั้งหมดนี้พาให้ทั่วโลกและในไทยเริ่มสนใจสร้างดัชนีใหม่ที่ต่างออกไป เช่น ดัชนีความสุขแห่งชาติ GNH (Gross National Happiness) หรือดัชนีความสุขมวลรวม
“Gross National Happiness is more important than Gross National Product.” (ความสุขของประชาชนสำคัญกว่าผลผลิตรวมของประชาชาติ) เป็นประโยคแรกเกี่ยวกับ GNH ซึ่งมาจากพระเจ้า Jigme Wangchuck กษัตริย์ภูฏานองค์ก่อนนี้ที่กล่าวในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/HB-GNH.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8292" title="HB GNH" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/HB-GNH-255x300.jpg" alt="" width="255" height="300" /></a></p>
<p><strong>ทุกชาติในโลกไม่ว่ามหาอำนาจหรือชาติเล็กๆ ต่างเพิ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกที่กำเนิดมาจากสหรัฐฯ และล่าสุดต่างก็ต้องปวดหัวกับปัญหาภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงทั้ง Global Warming และ Climate Change ก็หนักข้อขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องจัดประชุมใหญ่กันที่ Copenhagen ตลอดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่คืบหน้าเพราะทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์ตัวเงินยังไม่จบ</strong></p>
<p>แต่ละประเทศเองต่างก็พบปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างขึ้น สวนทางกับเลข GDP ที่เป็นตัววัด “ความเจริญ” ซึ่งใช้กันมาตลอด ไม่เว้นแม้แต่ชาติยักษ์ใหญ่ร่ำรวยอย่างสหรัฐฯ ที่เคยมีวิกฤตที่มาจากการขาดธรรมาภิบาลอย่างกรณี Enron และโดนซ้ำจากวิกฤตจากเก็งกำไรตราสารหนี้ Subprime ต่ออีกจนปัจจุบันก็ยังไม่ฟื้นเต็มตัว</p>
<p><strong>สิบปีที่แล้ววิกฤตต้มยำกุ้งที่เริ่มจากประเทศไทย ให้บทเรียนว่า การพัฒนาประเทศโดยเน้นตัวเลขเติบโตของ GDP (Gross Domestic Product) สูงๆ ที่เน้นการกู้เงินนั้นอันตรายเพียงใด</strong></p>
<p>ทั้งหมดนี้พาให้ทั่วโลกและในไทยเริ่มสนใจสร้างดัชนีใหม่ที่ต่างออกไป เช่น ดัชนีความสุขแห่งชาติ GNH (Gross National Happiness) หรือดัชนีความสุขมวลรวม</p>
<p><strong>“Gross National Happiness is more important than Gross National Product.” (ความสุขของประชาชนสำคัญกว่าผลผลิตรวมของประชาชาติ) เป็นประโยคแรกเกี่ยวกับ GNH ซึ่งมาจากพระเจ้า Jigme Wangchuck กษัตริย์ภูฏานองค์ก่อนนี้ที่กล่าวในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2515 และกลายเป็นหลักนโยบายระยะยาวที่พระองค์และคณะรัฐมนตรี ใช้ในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโดยใช้หลักศาสนาพุทธเป็นที่ตั้ง</strong></p>
<p>แม้ตัวเลขรายได้ GDP ของภูฏานจะเป็นอันดับต่ำที่ 189 ของโลก จากทั้งหมด 222 ประเทศ คือราว 40,000 บาทต่อปีหรือ 4,300 บาทต่อเดือนเท่านั้นราวครึ่งหนึ่งของไทย แต่ความเป็นอยู่ของชาวภูฏานนั้น &#8220;พอเพียง&#8221; และสอดคล้องกับธรรมชาติ เช่นคนภูฏานทุกคนได้ที่ทำเกษตรประมาณ 10 ไร่ฟรีจากรัฐบาล และคนส่วนใหญ่อยู่กันเป็นครอบครัว ทุกคนช่วยกันทำมาหากิน ใครเข้าเมืองไปหางานทำ ไม่มีงานก็กลับไปทำนาได้เสมอ</p>
<p>ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลก ที่วัดความเจริญของประเทศด้วยหลักการ GNH บ่งบอกจุดมุ่งหมายสร้างสมดุลระหว่างความเจริญด้านวัตถุและด้านจิตใจ และในปี 2541 รัฐบาลภูฏานก็ประกาศแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นทางการบนหลักการ “Four Pillars of Happiness” (สี่เสาหลักแห่งความสุข)</p>
<p>1.การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Sustainable Economic Development)<br />
2.การรักษาสภาพแวดล้อม (Conservation of the Environment)<br />
3.การส่งเสริมวัฒนธรรมประจำชาติ (Promotion of National Culture)<br />
4.ธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance)</p>
<p>นโยบายรูปธรรมที่เป็นตัวอย่างก็เช่นนโยบายจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ด้วยโควต้าคนและภาษีท่องเที่ยวรายวัน 200 $ ต่อหัว เพราะไม่ต้องการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวแห่กันเข้าไปทำลายความบริสุทธิ์ ของป่าเขาและความเงียบสงบของวัด นอกจากนี้ยังมีนโยบายการปลูกป่าทดแทน ทำให้ยังมีป่ากว่า 70% ของประเทศแม้จะมีการตัดถนนอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี และ<strong>ยังมีตัวอย่างระดับท้องถิ่น เช่น มีหมู่บ้านหนึ่งเพิ่งเดินสายไฟฟ้าเข้าไปให้ทุกบ้าน ต่อมาพบว่านกกระเรียนบินไปติดสายไฟฟ้าตายจำนวนมาก ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันถอนเสาไฟฟ้า หันไปใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แทน</strong></p>
<p><strong>ไม่เพียงแค่ประเทศเล็กๆอย่างภูฏาน แต่วงวิชาการทั่วโลกกำลังสนใจเรื่องนี้ เช่นสถาบัน Innovest Strategic Value Advisors ซึ่งเป็นสถาบันการเงินข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่แถลงว่า “GNH เป็นแนวคิดที่สนับสนุนให้ระบบของมนุษย์ดีขึ้นด้วยการเลียนแบบระบบธรรมชาติ ที่มีความละเอียดซับซ้อน” โดยอธิบายว่าทุกวันนี้บริษัทและประเทศทั้งหลายถูกกระตุ้นให้เติบโตอย่างไม่ มีที่สิ้นสุด คล้ายกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งเติบโตด้วยการทำลายร่างกายที่ตัวเองอาศัยอยู่</strong></p>
<p><strong>การสัมมนานานาชาติเรื่อง GNH ที่ภูฏานในปี 2549 นั้นผู้เข้าร่วมประชุมมีแถลงการณ์ร่วมกันว่า ควรต้องวัดและให้ความสำคัญต่อตัวเลข GDP ต่อไป แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ไม่ไปทำให้ความสุขมวลรวม GNH ลดลง และความสุขขั้นพื้นฐานนั้นควรวัดระดับได้ เช่น วัดคุณภาพของโภชนาการ, การมีที่อยู่อาศัย, การศึกษา, สุขภาพ และชีวิตชุมชน และต้องสนับสนุนความรับผิดชอบต่อสังคมและธรรมาภิบาลที่ดีในการการดำเนินธุรกิจ</strong></p>
<p>ส่วนในไทย ภาครัฐก็ได้ปรับให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่กำลังจะประกาศใช้ในอีก 2 ปีนั้นกำหนดชัดถึงการนำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนหลักในการพัฒนาประเทศ โดยวัดทั้งประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอย่างยั่งยืน มิติการศึกษา และสุขภาพ โดยใช้ สสส. เป็นแกนหลักในการผลักดันดัชนีความสุขในการพัฒนาประเทศ ดันเข้าแผนพัฒนา ฉบับ11 ตั้งกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย</p>
<p>อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก็ได้แถลงไว้ในเรื่องนี้ว่าการวัดด้วย จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ กับการวัดด้วยดัชนีความสุขนั้นต้องทำผสมผสานกันทั้งสองอย่าง และต้องวัด 2 ระดับ คือ 1 ระดับประเทศโดยจะดูว่ามีนโยบายพัฒนาด้านอะไรบ้าง เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการประกอบอาชีพ การทำมาหากิน เรื่องการกระจายรายได้ ส่วนระดับที่ 2 คือการวัดในระดับพื้นที่เพราะแต่ละจังหวัดปัญหาไม่เหมือนกัน</p>
<p><strong>GNH ดัชนีความสุขมวลรวม<br />
สมคิด เอนกทวีผล<br />
Positioning Magazine มกราคม 2553<br />
ที่มา </strong>: <a href="http://positioningmag.com/Magazine/Details.aspx?id=84607" target="_blank">http://positioningmag.com/Magazine/Details.aspx?id=84607</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/gnh-%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฏของการลงทุน : วิบูลย์ พึงประเสริฐ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 10:03:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Value Way]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิบูลย์ พึงประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8287</guid>
		<description><![CDATA[
ตลาดหุ้นในรอบปีที่ผ่านมา จากจุดต่ำสุดในช่วงเดือนตุลาคมเมื่อปีที่แล้วจนถึงจุดสูงสุด 726 จุดในเวลานี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ค่อนข้างสับสนว่าตลาดหุ้นจะไปทิศทางไหนต่อไป บ้างคิดว่าตลาดหุ้นจะตก จึงขายหุ้นออกไปก่อนแต่ปรากฏว่าดัชนีกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเวลาของความผันผวนเช่นนี้ บทความของ บล.อเบอร์ดีน ได้กล่าวถึงกฏของการลงทุนไว้หลายข้อที่น่าสนใจดังนี้
- มองการณ์ไกล ราคาหุ้นมีส่วนประกอบสองส่วนคือ ความผันผวนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และผลลัพธ์จากผลประกอบการของบริษัท ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงขึ้นๆลงๆตามความผันผวนของตลาด แต่ในระยะยาวแล้วราคาหุ้นมักเป็นไปตามผลประกอบการของบริษัท นักลงทุนควรมีระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม ถ้าคิดว่าโรงงานของบริษัทสามารถทำผลตอบแทนได้ภายในสิบปี การลงทุนในหุ้นควรจะใช้ระยะเวลาเท่าๆกัน
- แยกให้ออกระหว่างการพนันและการลงทุน บางครั้งเราอยากจะสนุกสนานบ้างเป็นครั้งคราว การเล่นพนันอาจเป็นข้ออ้างที่ดีสำหรับวันหยุด แต่ถ้าคุณเล่นหุ้นแบบการพนัน คุณอาจจะประสบปัญหาได้ การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด และบางครั้งอาจจะดูน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำไป การลงทุนต้องอาศัยทั้งวินัยและการศึกษาหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นกว่าการลุ้นโชคจากการพนัน แต่สำหรับการลงทุนแล้ว จำไว้ว่าเจ้าของคาสิโนมักทำกำไรได้มากกว่าคนเล่นเสมอ 
- ต้องกล้าสวนกระแส คนเรามักชอบคิดและทำสิ่งที่เหมือนกับคนอื่นๆ มันทำให้เรารู้สึกดีและไม่แตกต่าง แต่บางครั้งพฤติกรรมเช่นนี้อาจทำให้เราตกอยู่ในอันตรายได้ เช่นการวิ่งหนีออกทางประตูฉุกเฉินพร้อมๆกับฝูงชนอาจทำให้คุณถูกเหยียบตายได้ ในตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน การซื้อหรือขายหุ้นทีหลังคนอื่นๆเป็นสิ่งที่สร้างผลตอบแทนได้แย่มาก วอร์เรน บัฟเฟต ถึงบอกว่า &#8220;ให้กลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และให้โลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว&#8221;
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่เข้าใจ โลกสมัยใหม่เต็มไปด้วยความซับซ้อน บางครั้งเราอาจสับสนในเทคโนโลยีหรือไม่ก็พบกับอะไรที่ยุ่งยากเกินความเข้าใจ ในการลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่คุณซื้อ อย่างน้อยสิ่งนั้นควรทำให้คุณนอนหลับสนิท ให้คิดว่าหุ้นก็เหมือนกับหนังสือที่คุณอ่าน ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนั้นไม่เข้าใจก็วางมันลงซะ  ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/dollarkey.gif"><img class="alignnone size-medium wp-image-8288" title="dollarkey" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/dollarkey-300x277.gif" alt="" width="300" height="277" /></a></p>
<p>ตลาดหุ้นในรอบปีที่ผ่านมา จากจุดต่ำสุดในช่วงเดือนตุลาคมเมื่อปีที่แล้วจนถึงจุดสูงสุด 726 จุดในเวลานี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ค่อนข้างสับสนว่าตลาดหุ้นจะไปทิศทางไหนต่อไป บ้างคิดว่าตลาดหุ้นจะตก จึงขายหุ้นออกไปก่อนแต่ปรากฏว่าดัชนีกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ในช่วงเวลาของความผันผวนเช่นนี้ บทความของ บล.อเบอร์ดีน ได้กล่าวถึงกฏของการลงทุนไว้หลายข้อที่น่าสนใจดังนี้</p>
<p><strong>- มองการณ์ไกล</strong> ราคาหุ้นมีส่วนประกอบสองส่วนคือ ความผันผวนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และผลลัพธ์จากผลประกอบการของบริษัท <strong>ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงขึ้นๆลงๆตามความผันผวนของตลาด แต่ในระยะยาวแล้วราคาหุ้นมักเป็นไปตามผลประกอบการของบริษัท</strong> นักลงทุนควรมีระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม ถ้าคิดว่าโรงงานของบริษัทสามารถทำผลตอบแทนได้ภายในสิบปี การลงทุนในหุ้นควรจะใช้ระยะเวลาเท่าๆกัน</p>
<p><strong>- แยกให้ออกระหว่างการพนันและการลงทุน</strong> บางครั้งเราอยากจะสนุกสนานบ้างเป็นครั้งคราว การเล่นพนันอาจเป็นข้ออ้างที่ดีสำหรับวันหยุด แต่ถ้าคุณเล่นหุ้นแบบการพนัน คุณอาจจะประสบปัญหาได้ <strong>การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด และบางครั้งอาจจะดูน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำไป การลงทุนต้องอาศัยทั้งวินัยและการศึกษาหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ</strong> ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นกว่าการลุ้นโชคจากการพนัน แต่สำหรับการลงทุนแล้ว <strong>จำไว้ว่าเจ้าของคาสิโนมักทำกำไรได้มากกว่าคนเล่นเสมอ </strong></p>
<p><strong>- ต้องกล้าสวนกระแส</strong> คนเรามักชอบคิดและทำสิ่งที่เหมือนกับคนอื่นๆ มันทำให้เรารู้สึกดีและไม่แตกต่าง แต่บางครั้งพฤติกรรมเช่นนี้อาจทำให้เราตกอยู่ในอันตรายได้ เช่นการวิ่งหนีออกทางประตูฉุกเฉินพร้อมๆกับฝูงชนอาจทำให้คุณถูกเหยียบตายได้ ในตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน การซื้อหรือขายหุ้นทีหลังคนอื่นๆเป็นสิ่งที่สร้างผลตอบแทนได้แย่มาก <strong>วอร์เรน บัฟเฟต ถึงบอกว่า &#8220;ให้กลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และให้โลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว&#8221;</strong></p>
<p><strong>- หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่เข้าใจ</strong> โลกสมัยใหม่เต็มไปด้วยความซับซ้อน บางครั้งเราอาจสับสนในเทคโนโลยีหรือไม่ก็พบกับอะไรที่ยุ่งยากเกินความเข้าใจ <strong>ในการลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่คุณซื้อ</strong> อย่างน้อยสิ่งนั้นควรทำให้คุณนอนหลับสนิท ให้คิดว่าหุ้นก็เหมือนกับหนังสือที่คุณอ่าน ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนั้นไม่เข้าใจก็วางมันลงซะ  <strong>ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า ถ้าคุณลงทุนในบริษัทใดแต่คุณไม่สามารถอธิบายบริษัทนั้นได้ด้วยประโยคสองสามประโยค แสดงว่าคุณไม่เข้าใจมันดีพอ</strong></p>
<p><strong>- รู้ความแตกต่างระหว่างราคาและมูลค่า</strong> ในโลกรอบตัวเรา ความแตกต่างระหว่างราคาและมูลค่าอาจสังเกตเห็นได้ง่าย เช่น รถยนต์ราคาคันละหนึ่งล้านบาทเมื่อเทียบกับเสื้อผ้าชุดละหนึ่งล้านบาท ในกรณีนี้รถยนต์มีมูลค่ามากกว่าแน่ๆ แต่ในโลกของการลงทุน ความแตกต่างของราคาและมูลค่าไม่ได้ชัดเจนเช่นนี้ การวัดมูลค่าทางเศรษฐศาตร์หรือมูลค่าของกิจการบริษัทบางครั้งอาจต้องประเมินทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตนที่ขึ้นกับผู้ประเมินแต่ละคนว่าจะมีความคิดเห็นเช่นไร ฟิลิป ฟิชเชอร์ นักลงทุนระดับตำนานท่านหนึ่งกล่าวว่า ในตลาดหุ้นเต็มไปด้วยผู้คนที่รู้จักราคาของทุกสิ่ง แต่กลับไม่รู้มูลค่าของสิ่งไหนเลย</p>
<p><strong>- ยอมรับเถอะว่าตลาดหุ้นฉลาดกว่าเรา</strong> ความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปอาจเป็นผลเสียในการลงทุน คุณอาจคิดว่าคุณมีความสามารถในการทำนายทิศทางของตลาดหรือราคาหุ้นใดหุ้นหนึ่งได้ แต่อย่าลืมว่ามีคนอีกเป็นแสนเป็นล้านที่ทำแบบเดียวกันอยู่ ให้ถามตัวเองว่าเราฉลาดกว่าคนเหล่านั้นจริงๆหรือ <strong>จอห์น เมย์นาด เคนส์ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ยังบอกว่า &#8220;การลงทุนให้ประสบความสำเร็จคือการทำนายความคาดหวังของผู้อื่น&#8221;</strong></p>
<p><strong>จะเห็นว่ากฏต่างๆเหล่านี้ยังใช้ได้ดีกับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นไปในทิศทางใดก็ตาม</strong></p>
<p><strong>กฏของการลงทุน<br />
วิบูลย์ พึงประเสริฐ<br />
Value Way<br />
วันที่ 5 ตุลาคม 2552</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>P/E P/BV และ ROE : สันติ สิงหวังชา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/pe-pbv-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-roe-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/pe-pbv-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-roe-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Feb 2010 03:00:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Yoyo’s Value Investing Way]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สันติ สิงหวังชา]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8283</guid>
		<description><![CDATA[
ถ้าใครได้ลงทุนในแนว VI มานานระดับหนึ่ง หรือได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งของไทยและของฝรั่ง น่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้&#8230;
ยังไงสำหรับคนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวอีกรอบนะครับ
P/E &#8211; ย่อมาจาก Price/Earning per Share ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี &#8230; P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ
P/BV &#8211; ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น &#8230; ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า
ROE &#8211; ย่อมาจาก Return on Equity [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/039a065e-fdc5-4a81-9ae5-a934359fef49_5.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8284" title="039a065e-fdc5-4a81-9ae5-a934359fef49_5" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/039a065e-fdc5-4a81-9ae5-a934359fef49_5-300x168.jpg" alt="" width="300" height="168" /></a></p>
<p>ถ้าใครได้ลงทุนในแนว VI มานานระดับหนึ่ง หรือได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งของไทยและของฝรั่ง น่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้&#8230;</p>
<p>ยังไงสำหรับคนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวอีกรอบนะครับ</p>
<p><strong>P/E &#8211; ย่อมาจาก Price/Earning per Share</strong> ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี &#8230; P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ</p>
<p><strong>P/BV &#8211; ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value</strong> นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น &#8230; ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า</p>
<p><strong>ROE &#8211; ย่อมาจาก Return on Equity หรือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนที่ Buffett นั้นให้ความสำคัญค่อนข้างมาก</strong> ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่า เงินที่บริษัทเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้น บริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ &#8230; เพราะฉะนั้น ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้กันคือความสูงกว่า 12 &#8211; 15% อย่างต่อเนื่องหลายๆปี</p>
<p>ที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นสิ่งที่หนังสือทั่วๆไปให้ความหมายไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความสัมพันธ์ของ Ratio ทั้ง 3 ตัวนี้ซักเท่าไหร่ .. ผมจะลองผูกสูตรให้ดูกันนะครับ</p>
<p>P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)<br />
P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)<br />
ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)</p>
<p>ลองเอาผูกกันดูนะครับ จะได้ P/BV = P/E x ROE</p>
<p><strong>จากที่หนังสือทั่วไปบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี P/E ต่ำ P/BV ต่ำ ROE สูง ลองมาใส่ในสูตรจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร</strong></p>
<p>1. สมมติว่าให้หุ้นตัวหนึ่งมี P/E คงที่ที่ 10 เท่า ถ้า ROE เท่ากับ 5% หรือ 0.05 จะได้ P/BV 0.5 ก็จะเห็นว่า P/E หุ้นตัวนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำไป P/BV ก็ต่ำเพียง 0.5 ก็ถือว่าถูกมาก แต่ ROE ที่ 5% นั้นจริงๆแล้วถือว่าต่ำมาก</p>
<p>2. สมมติให้หุ้นอีกตัวหนึ่งมี P/E เท่ากับ 10 เหมือนกัน ROE 20% P/BV จะเท่ากับ 2 ซึ่งจะเห็นว่าถ้ามองจาก P/BV นั้นอาจจะมองว่าหุ้นราคาไม่ถูกแล้ว เพราะแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 1 เท่า แต่ถ้ามองในแง่ของ ROE ที่สูงถึง 20% ก็จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคุณภาพดีมากๆตัวหนึ่ง</p>
<p>แล้วปัญหาก็คือเราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี เบอร์ 1 หรือ เบอร์ 2 เพราะจากสูตรข้างต้นจะเห็นว่า P/BV ต่ำกับ ROE สูงนั้นมักจะไม่มาด้วยกัน &#8230; เราจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<p><strong>ในมุมมองของผม ส่วนใหญ่การลงทุนที่ผ่านมาที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จอยู่ซ้ำๆคือ หุ้นประเภท 2 ที่มี ROE สูงแม้จะมี P/BV สูง &#8230; เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้มอง P/BV เลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมอง P/E ROE และอนาคตของบริษัทซะมากกว่า ซึ่งตอนนี้มาดูหุ้นใน Port ของผม ก็เป็นหุ้นที่มี P/BV อยู่ในระดับ 3 &#8211; 4 เท่าทั้งนั้น (มีเพียงตัวเดียวที่ P/BV ประมาณ 1 เท่าหน่อยๆ) และ ROE ประมาณ 30-40%</strong></p>
<p>สาเหตุที่ผมเลือกหุ้นที่มี ROE สูงมากกว่าหุ้นที่มี P/BV ต่ำ เพราะการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ก็แบ่งออกเป็น 2 แนวหลักๆคือ แนวเกรแฮมที่เน้นหุ้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเน้นการซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำ P/E ต่ำ และแนวที่ 2 คือ แนว Buffett ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพสูงราคาเหมาะสม คือซื้อที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะดีต่อไป ในขณะที่ P/E ก็ไม่แพงมากเกินไป การลงทุนทั้ง 2 แนวนั้นถ้าจริงๆแล้วผมว่าใช้ได้ดีทั้งคู่ แต่จากผลงานของทั้งบัฟเฟตเทียบกับเกรแฮมก็จะเห็นว่าแม้เกรแฮมจะทำผลงานได้ดีแต่ Buffett นั้นทำผลงานได้ดีกว่ามาก &#8230;</p>
<p><strong>แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะควรซื้อหุ้นที่มี ROE ต่ำและมี P/BV ต่ำ?</strong></p>
<p>1. เมื่อนักลงทุนเป็นนักลงทุนที่อาจจะไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำหลายๆตัว (ผมว่าอย่างต่ำต้อง 10 ตัว) เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีการพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในด้านการลงทุนด้านธุรกิจ และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่า ผมว่าการซื้อหุ้น P/BV ต่ำคงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่</p>
<p>2. เมื่อเราเจอหุ้นที่มีพื้นฐานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สมมติมีหุ้นตัวหนึ่ง ในอดีตอาจจะมีผลกำไรที่ไม่ค่อยดีทำให้มีค่า ROE ต่ำอยู่นาน แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอว่าบริษัทมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไป เช่น มีการลงทุนในโครงการบางอย่างที่ได้ผลดีมากและสามารถสร้างกำไรในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่ง ROE ในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเรามีโอกาสได้เจอหุ้นแบบนี้ โอกาสที่จะกำไรหลายๆเท่าต้วนั้นมีสูงมาก หุ้นพวกนี้เห็นได้บ่อยๆในกลุ่มธุรกิจวัฏจักร ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของ Cycle และกำลังมีแนวโน้มที่ดี ในอดีตก็จะเห็นหุ้นเรือเมื่อหลายๆปีก่อนมี ROE ต่ำมากๆ P/BV ก็ต่ำมากๆเช่นกัน จนค่าระวางเพิ่มขึ้น ROE ก็เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 100% ใครได้ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้ลงทุนระยะยาวจนปัจจุบันน่าจะทำกำไรได้หลาย 10 เท่าภายในระยะเวลาไม่นานมากนัก</p>
<p>จริงๆแล้วค่า ROE นี่ยังมีความหมายลึกๆที่สามารถเขียนได้อีกเยอะเลย .. ยังไงผมจะเก็บเอาไว้ต่อในคราวหน้าละกันนะครับ ..</p>
<p>####</p>
<p><strong>ROE (ต่อ) </strong></p>
<p>เมื่อบริษัทใดๆก็ตาม ทำธุรกิจมีกำไร บริษัทมีทางเลือกหลักอยู่ 4 ทางในการจัดสรรเงินดังกล่าว ได้แก่</p>
<p><strong>1. เก็บเงินไว้ลงทุนต่อ</strong> &#8211; ถ้าบริษัทมีแผนในการลงทุน และคิดว่าการเก็บกำไรเอาไว้ลงทุนต่อ จะทำให้บริษัทมีกำไรในอนาคตที่ดีขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี</p>
<p><strong>2. เก็บเงินไว้จ่ายคืนหนี้</strong> &#8211; ถ้าบริษัทมีหนี้สินมากเกินไป หรือภาระดอกเบี้ยสูงซึ่งทำให้บริษัทความเสี่ยงมาก บริษัทก็ควรเก็บเงินบางส่วนไว้จ่ายคืนหนี้สินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและลดความเสี่ยง</p>
<p><strong>3. จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล</strong> &#8211; ถ้าบริษัทไม่มีแผนในการใช้เงินลงทุน การจ่ายเงินสดคืนออกมาให้กับผู้ถือหุ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการที่บริษัทเก็บเงินสดไว้กับบริษัทมากๆ โดยเอาเงินไปฝากธนาคารจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นเอาเงินไปลงทุนต่อเองจะดีกว่า</p>
<p><strong>4. ซื้อหุ้นคืน</strong> &#8211; กรณีที่บริษัทมีเงินสดเหลือและไม่มีแผนในการลงทุน พร้อมกับการที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง บริษัทนั้นอาจจะนำกำไรที่เหลือมาซื้อหุ้นของบริษัทคืน เพื่อทำให้จำนวนหุ้นน้อยลง กำไรต่อหุ้นก็จะดีขึ้น รวมถึงปันผลในอนาคตก็จะสูงขึ้นเพราะตัวหารน้อยลง</p>
<p>ทางเลือกทั้ง 4 วิธีนั้นสามารถแสดงถึงวิธีการบริหารจัดการกับเงินของบริษัทได้เป็นอย่างดี และทางเลือกทั้ง 4 นั้นก็มีผลกระทบกับค่า ROE โดยแสดงเป็นตัวอย่างได้ดังนี้</p>
<p><strong>บริษัท A</strong> &#8211; <strong>อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</strong> บริษัทเห็นว่าการเก็บผลกำไรไว้ลงทุนต่อจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า บริษัทจึงไม่จ่ายเงินปันผลออกมาและเก็บเงินไปลงทุนทั้งหมด ถ้าเราดูจาก ROE จะเห็นว่าค่า E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะบริษัทกำไรจะไปทำให้ E เพิ่มขึ้น (เพราะบริษัทไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นรายได้ก็เพิ่มขึ้น กำไร (Return) ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ROE ของบริษัท A จะยังคงสูงต่อไป ตราบใดก็ตามที่บริษัท A สามารถนำไปลงทุนได้อย่างเหมาะสม (สูงกว่าค่า ROE เดิมของบริษัท) หุ้น A จะถือว่าเป็นหุ้น Growth Stock ที่น่าลงทุนตัวหนึ่ง</p>
<p><strong>บริษัท B &#8211; อยู่ในธุรกิจที่ผ่านช่วงลงทุนครั้งใหญ่มาไม่นาน</strong> ในอดีตบริษัทต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของบริษัทจนทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต้องกู้หนี้ยืมสิ้นเป็นจำนวนมากทำให้อัตราส่วน D/E ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า บริษัทเห็นว่าการมีหนี้สินมากจะทำให้ความเสียงของบริษัทนั้นสูงเกินไป บริษัทจึงเก็บผลกำไรไว้คืนหนี้สิ้นเพื่อลด D/E ลงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะเห็นว่าทางเลือกนี้ทำให้ค่า E เพิ่มขึ้น (เพราะกำไรแล้วไม่จ่ายออกมาเป็นปันผล) แต่อย่างไรก็ ทั่วไปเมื่อบริษัทมีการลงทุนครั้งใหญ่แนวโน้มรายได้ของบริษัทมักจะอยู่ในช่วงขาขึ้น (ถ้าบริษัทคาดการณ์ถูก) ทำให้กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่า ROE ก็จะคงอยู่ในระดับสูง การคืนหนี้ก็จะทำให้บริษัทนั้นมีผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่ลดลงได้ บริษัท B นั้นจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากหุ้น cycle ในช่วงต้อนๆของวงจรขาขึ้นบริษัทจะลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วค่อยมาคืนหนี้ทีหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหุ้น B ก็น่าลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน</p>
<p><strong>บริษัท C &#8211; อยู่ในธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว แทบไม่มีการเติบโต รายได้และกำไรคงที่มาหลายปี</strong> แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทไม่เห็นการเติบโตบริษัทจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมทำให้สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ถึงแม้ว่ากำไรจะไม่เพิ่ม (R คงที่) แต่ค่า E ก็ไม่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (ได้กำไรมาเท่าไหร่ก็จ่ายปันผลหมด จึงไม่มีสะสมเป็นกำไร) ค่า ROE ก็จะคงที่ต่อไป ถ้า ROE ของบริษัทอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่น 15% ติดต่อกันนานๆ หุ้น C จะจัดได้ว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง</p>
<p><strong>บริษัท D &#8211; เหมือนกับบริษัท C ทุกประการ แต่เนื่องจากผู้บริหารเห็นว่าหุ้น D ในกระดานนั้นมีราคาถูกมาก แทนที่บริษัทจะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บริษัทจึงซื้อหุ้นคืนจากตลาดแทน</strong> การซื้อหุ้นคืนนั้นทำให้ส่วนทุนนั้นลดลง (ค่า E ลดลง) ถ้าบริษัทซื้อหุ้นคืนทุกปีโดยใช้เงินเท่ากับกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีค่า E จะคงที่ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ค่า R จะไม่เพิ่มขึ้น แต่ ROE ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับเดิมได้ต่อไป</p>
<p>ถ้าหุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นมีค่า ROE ที่สูงอยู่แล้ว และบริษัทสามารถใช้ทางเลือกทั้ง 4 ในการบริษัทเงินเพื่อทำให้ค่า ROE ไม่ลดต่ำลงจากเดิมได้ หุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นจะจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้ทั้งหมด</p>
<p>วันนี้ดูเรื่องจะค่อนข้างซับซ้อนหน่อยนะครับ ผมพยายามหาทางอธิบายให้ง่ายแล้วก็ยังทำได้เต็มที่แค่นี้ ถ้าให้พูดให้ฟังอาจจะเข้าใจง่ายกว่า พิมพ์เองมันช้า เอาว่าถ้าใครสงสัยส่วนไหนลองถามๆกันมาดูนะครับ</p>
<p>####</p>
<p><strong>ROE กับ D/E</strong></p>
<p>มีแถมให้อีกหน่อย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ROE กับ D/E ซึ่งคงหาอ่านจากหนังสือทั่วไปไม่ได้นะครับ เพราะผมคิดของผมเอง &#8230;</p>
<p>ปกติผมจะชอบลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าค่า ROE ที่สูงสม่ำเสมอนั้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินได้อย่างเหมาะสม <strong>แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางบริษัทที่สามารถทำให้ค่า ROE นั้นสูงได้โดยการกู้เงินมาลงทุนเยอะๆ</strong> การกู้เงินเยอะขึ้นจะทำให้ค่า D/E (dept/equity) สูงซึ่งค่า D/E นี้แสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท เมื่อเข้ามาลงทุนหลายๆคนคงจะได้ยินที่เค้าบอกกันว่า &#8220;High Risk High Return&#8221; กันใช่ไหมครับ <strong>ในการวิเคราะห์บริษัทเองผมก็ให้ความสำคัญกับประโยคนี้เช่นกัน คือถ้าบริษัทมีค่า D/E ที่สูง บริษัทก็ควรจะมีค่า ROE ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าผมไปเจอบริษัทไหนที่มีแนวโน้มค่า D/E สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ROE นั้นไม่เพิ่มขึ้น (อาจจะคงที่หรือลดลง) ผมจะถือว่าเป็นหุ้นที่ควรระวัง เพราะค่า D/E ที่สูงแสดงว่า High Risk ถ้า ROE ไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่า Low Return หุ้นแบบนี้หลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเจอหุ้นที่ D/E ลดลงแต่ ROE เพิ่มขึ้น แบบนี้ต้องรีบตระครุบเอาไว้เพราะเราจะได้หุ้น Low Risk High Return มาประดับ Port </strong></p>
<p>ปล. ค่า ROE ในแต่ละปีอาจจะผันผวนได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้ค่า ROE รายปีมาหลอกเราได้ ควรจะตรวจสอบย้อนหลังไปหลายๆปี เพื่อให้เห็นแนวโน้มของมัน จะได้นำมาใช้ได้ถูกต้อง</p>
<p><strong>P/E P/BV และ ROE</strong></p>
<p><strong>สันติ สิงหวังชา </strong></p>
<p><strong>Yoyo’s Value Investing Way</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/pe-pbv-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-roe-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หาเรื่อง(ดีๆ) ใส่ตัว : ประภาส ทองสุข</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Feb 2010 18:58:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[ประภาส ทองสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8280</guid>
		<description><![CDATA[
อุปนิสัยบางอย่างของตัวเราเองนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดกระบวนบั่นทอนพลังชีวิต และนำมาซึ่งการหมดความหวังและกำลังใจ
ก่อนลงมือเขียนและวางโครงเรื่องคร่าวๆในใจ คิดจะตั้งชื่อเรื่องว่า “อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง” เพราะเพิ่งได้อ่านหนังสือชื่อ Don’t Sweat The Small Stuff…and it’s all Small Stuff แล้วเห็นบางมุมของความคิดจากหนังสือเล่มนี้
แต่ด้วยการที่ผมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายชุมชนออนไลน์ หรือ Social Networking ช่วยให้ผมสามารถ  “เข้าถึง” เวทีความคิดของผู้คน เกิดการสื่อสารและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆอย่างสะดวกและรวดเร็ว ได้ความรู้ทั้งในทางกว้างและลึกมากขึ้น
และทำให้ผมได้อ่านข้อความสั้นๆ ของท่านติช นัช ฮันท์ ผมคงไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นใคร เพราะแนวคิดและคำสอนของท่านถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
เป็นจุด “หักเห” ทำให้ผมเปลี่ยนใจ และ “กลับขั้ว” ความคิดของตัวเอง เลือกหัวข้อใหม่ แม้จะยังใช้มุมมองจากเรื่องเดิมที่คิดไว้
ท่านติช นัช ฮันท์ บอกอะไร และเพราะอะไร ทำให้ผมถึงต้องปรับเปลี่ยนชื่อเรื่อง อ่านต่อไป แล้วลองคิดตาม หรือคิดด้วยมุมมองของท่านเองดูซิครับ
Don’t sweat the small staff ไม่ใช่หนังสือใหม่ เป็นหนังสือดังมากเล่มหนึ่ง ผมเคยเห็นมานานหลายปี จนจำไม่ได้แล้วว่าเห็นครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่ก็ไม่ได้อ่านจนเพิ่งซื้อ และหยิบมาอ่านช่วงหยุดปีใหม่นี้เอง
ผู้แต่งหนังสือชื่อ Richard [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/SMILE.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8281" title="SMILE" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/SMILE-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>อุปนิสัยบางอย่างของตัวเราเองนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดกระบวนบั่นทอนพลังชีวิต และนำมาซึ่งการหมดความหวังและกำลังใจ</strong></p>
<p>ก่อนลงมือเขียนและวางโครงเรื่องคร่าวๆในใจ คิดจะตั้งชื่อเรื่องว่า “อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง” เพราะเพิ่งได้อ่านหนังสือชื่อ Don’t Sweat The Small Stuff…and it’s all Small Stuff แล้วเห็นบางมุมของความคิดจากหนังสือเล่มนี้</p>
<p>แต่ด้วยการที่ผมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายชุมชนออนไลน์ หรือ Social Networking ช่วยให้ผมสามารถ  “เข้าถึง” เวทีความคิดของผู้คน เกิดการสื่อสารและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆอย่างสะดวกและรวดเร็ว ได้ความรู้ทั้งในทางกว้างและลึกมากขึ้น</p>
<p>และทำให้ผมได้อ่านข้อความสั้นๆ ของท่านติช นัช ฮันท์ ผมคงไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นใคร เพราะแนวคิดและคำสอนของท่านถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง</p>
<p>เป็นจุด “หักเห” ทำให้ผมเปลี่ยนใจ และ “กลับขั้ว” ความคิดของตัวเอง เลือกหัวข้อใหม่ แม้จะยังใช้มุมมองจากเรื่องเดิมที่คิดไว้</p>
<p>ท่านติช นัช ฮันท์ บอกอะไร และเพราะอะไร ทำให้ผมถึงต้องปรับเปลี่ยนชื่อเรื่อง อ่านต่อไป แล้วลองคิดตาม หรือคิดด้วยมุมมองของท่านเองดูซิครับ</p>
<p><strong>Don’t sweat the small staff</strong> ไม่ใช่หนังสือใหม่ เป็นหนังสือดังมากเล่มหนึ่ง ผมเคยเห็นมานานหลายปี จนจำไม่ได้แล้วว่าเห็นครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่ก็ไม่ได้อ่านจนเพิ่งซื้อ และหยิบมาอ่านช่วงหยุดปีใหม่นี้เอง</p>
<p>ผู้แต่งหนังสือชื่อ Richard Carlson นอกจากเขียนเล่มนี้แล้ว เขายังมีผลงานหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ขึ้นด้วยว่า Don’t sweat the small stuff ในเรื่องต่างๆอีกมากมาย</p>
<p>สิ่งที่ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองจากหนังสือเล่มนี้ และลองค้นข้อมูลใน  Internet เพื่อศึกษาความคิดเห็นของใครต่อใครหลายคน ที่เขียนถึงมุมมองของพวกเขาที่มีต่อเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมาร่วมแลกเปลี่ยน และแบ่งปันความคิดกัน ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว</p>
<p>ผมเชื่อว่าจุดที่มัน “กระแทก” และ “โดนใจ” ผู้อ่าน คือประเด็นของการนำเสนอความจริงข้อหนึ่งของการใช้ชีวิต และการทำงานของคนอย่างผมและท่านผู้อ่านคือ การที่ต้องเจอกับเรื่องราวต่างๆนานามากมาย มีทั้งดีใจ มีเสียใจ ผิดหวัง ทุกข์ และสุขหมุนเวียนเปลี่ยนไปมาทุกวัน</p>
<p>และหลายคนที่เคยอ่านเรื่องนี้ เห็นตรงกันว่า อุปนิสัยบางอย่างของตัวเราเองนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดกระบวนบั่นทอนพลังชีวิต และนำมาซึ่งการหมดความหวังและกำลังใจ</p>
<p><strong>เพราะบางครั้งเราก็เสียเวลา หรือไปให้ “ให้ราคา” ไปกลับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือเอาเวลาไปคิดวนเวียนกับเรื่องเล็กๆ ซึ่งบางคนถึงกับเรียกว่าเรื่องว่า “ไร้สาระ”</p>
<p>มากกว่าการมองที่ปัญหา ที่เป็นภาพใหญ่</strong></p>
<p><strong>Richard Carlson  เขียนช่วงหนึ่งของคำนำว่า When we are immobilized by little things&#8212;when we are irritated, annoyed, and easily bothered-Our (Over) reactions not only make us frustrated but actually get in the way of getting what we want.</p>
<p>และเขายังบอกต่ออีกว่า We lose sight of the bigger picture, focus on the negative, and annoy other people who might otherwise help us.</strong></p>
<p><strong>ข้อคิดของ Richard Carlson คือ บางครั้งการ “ปรับโฟกัส” ของปัญหา ไปอยู่ที่เรื่องเล็กๆ นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาในภาพใหญ่ได้แล้ว บางครั้งพฤติกรรมและการตอบสนองกับเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ควรให้ความสนใจมากนักนั้น อาจส่งผลกระทบไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่จะสามารถช่วยเหลือเราได้ในเรื่องที่สำคัญกว่า</p>
<p>เสียมัน “สองเด้ง” ทั้งเวลาและความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิด</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผมนั่งคิดทบทวนประเด็นนี้อีกครั้ง แล้วถามตัวเองว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องเล็ก  เรื่องไหนเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดต่อไปถึงคำถามอีกข้อว่า “ของใคร?”</p>
<p>เพราะผมเชื่อว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน ในเรื่องบางเรื่องที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน และคงยากที่จะสร้างกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานในการกำหนด และตัดสินให้เรื่องไหนใหญ่และเล็ก เพราะคนเรามีพื้นฐานทางความคิดต่างกัน</p>
<p>ผมเลยปรับมุมมองใหม่ ปล่อยให้ข้อคิดของ  Richard Carlson เป็นโจทย์ที่ท่านผู้อ่านลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในการทำงานและการใช้ชีวิตแต่ละวันนั้น ได้ใช้เวลาไปกับเรื่องราวต่างๆ มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่ากับมันหรือไม่ด้วยตัวท่านเอง เช่นเดียวกับที่ผมต้องตั้งคำถามนี้กับตัวเอง</p>
<p>ขณะเดียวกัน ผมขอกลับไปเฉลยข้อคิดของท่าน ติช นัช ฮันท์ ที่พูดถึงช่วงต้นท่านบอกว่า Breathing In I smile, breathing out I relax that is a wonderful moment. คำสอนฉบับเต็มๆนั้นยาวกว่านี้ แต่ใน Facebook ของท่าน ว.วิชรเมธี ที่ผมอนุญาตนำใช้อ้างอิงตัดตอนมาเฉพาะส่วนนี้</p>
<p><strong>ประโยคสั้นๆนี้เอง ทำให้ผมรู้สึกว่า การหาสิ่งดีๆให้กับตัวเองนั้น เป็นเรื่องง่ายๆ และเกิดขึ้นได้ในทุกลมหายใจเข้าออก</p>
<p>แทนที่จะเอาเวลาไป “เสีย” กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมเอาเวลาไปหาเรื่อง “ดีๆ” ให้ตัวเองดีกว่า ซึ่งในปัจจุบันการหาเรื่องดีๆ ให้กับตัวเองนั้น ยิ่งทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะโลกในยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ทำให้เราสามารถรับข้อมูลข่าวสารดีๆ ได้ในหลายรูปแบบ ทั้งนี้ผมไม่ได้เน้นเฉพาะในโลกออนไลน์เท่านั้น</p>
<p>หนังสือดีๆ หนังดีๆ เพลงเพราะๆ เรื่องและข้อคิดที่ถูกถ่ายทอดและแบ่งปันบนโลกไซเบอร์ หรือแม้แต่ Forwarded Mail จากเพื่อนฝูง ฯลฯ หากเราเลือกที่จะเปิดรับ เพื่อทำให้เรารู้สึกดีและมีกำลังใจ ในการต่อสู้และดำเนินต่อไปของชีวิตกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ<br />
</strong><br />
ควบคู่ไปกับการมองเห็นความสวยงามของโลก และสรรพสิ่งรอบตัว</p>
<p>ทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่านแล้วละครับ จะเลือกใช้ชีวิต ด้วยมุมมองแบบไหน และให้เวลากับเรื่องใด เพราะตัวผมก็พยายามอย่างที่สุด ที่จะเลือกเปิดรับสิ่งดีๆ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของผม มากกว่าเลือกที่จะ “จม” และ “เสียเวลา” กับเรื่องไม่เป็นเรื่องเหมือนที่ผ่านมา</p>
<p><strong>ขอจบท้ายวันนี้ ด้วยข้อคิดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 33 ชื่อ  Harry S. Truman ที่บอกว่า “I come to the office each morning and stay for long hours doing what has to be done to the best of my ability. And when you&#8217;ve done the best you can, you can&#8217;t do any better.”</strong></p>
<p>เป็นข้อคิด จาก positive quote of the day ที่ผมได้รับทุกวันจาก  website แห่งหนึ่ง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร หากท่านลองอ่านและคิดตามดู จะรู้ว่าท่านอดีตประธานาธิบดี คงใช้เวลาในแต่ละวันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อทำการใหญ่ระดับประเทศ และคงไม่ยอมให้ตัวเองเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง</p>
<p><strong>วันนี้ลองถามตัวท่านเองนะครับ ว่าจะเสียเวลาหาเรื่องดีๆให้กับตัวเอง ในรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและความชอบท่าน</strong></p>
<p>แต่ถ้าใครยังสนุกกับการเสียเวลาคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมก็คงไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายความคิด และวิถีชีวิตท่านหรอกครับ</p>
<p><strong>หาเรื่อง(ดีๆ) ใส่ตัว<br />
ประภาส ทองสุข</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณภาพของกำไร : คเชนทร์ เบญจกุล (Invisible Hand)</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 14:55:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Invisible Hand]]></category>
		<category><![CDATA[คเชนทร์ เบญจกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8273</guid>
		<description><![CDATA[
เพื่อนๆหลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า หุ้นบางตัวทำไม p/e ต่ำมาก แต่เมื่อซื้อไปแล้ว ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน บางตัวอาจจะต่ำกว่าพื้นฐานจริงๆ แต่หลายๆตัวอาจจะซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมแล้ว เพราะตัวที่กำหนด p/e  ปัจจัยหนึ่งคือ “ คุณภาพของกำไร ” ครับ
คุณภาพของกำไรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ครับ
1. แนวโน้มของความสม่ำเสมอของกำไร หุ้นบางตัวอาจจะมีกำไรดีเพียงปีใดปีหนึ่งหรือชั่วครั้งชั่วคราว และมีผลการดำเนินงานย้อนหลังไม่สม่ำเสมอ เช่น บางปีกำไรน้อย บางปีกำไรมาก หรือบางปีขาดทุน บางปีกำไร หุ้นประเภทเหล่านี้มีคุณภาพของกำไรต่ำครับ หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นวัฎจักร ที่มีผลการดำเนินงานขึ้นลงตามรอบของราคาผลิตภัณฑ์ หรือเป็นหุ้นที่มียอดขายแปรผันตามเศรษฐกิจมากๆ หรืออาจจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง เช่น หุ้นที่ต้องใช้แร่ธาตุเป็นสัดส่วนสูงในการผลิต หรือหุ้นการเกษตรที่กำไรในแต่ละปีมีความสัมพันธ์กับราคาวัตถุดิบ ดินฟ้าอากาศ หรือโรคระบาด หุ้นเหล่านี้ถือว่ามีคุณภาพของกำไรต่ำครับ
ส่วนหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูง คือหุ้นที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำไรสามารถเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่มีความนิยมในตัวแบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์สูงและลูกค้ามักจะมีการซื้อซ้ำ หรือมีต้นทุนในการ switching ไปใช้สินค้าคู่แข่งสูง นอกจากนี้ยังรวมถึงหุ้นที่มีฐานรายได้มั่นคงจากการให้เช่า ซึ่งหมายความว่าหากลูกค้าเดิมยังอยู่ รายได้ในปีนี้จะเป็นฐานของปีต่อไป และหากมีลูกค้าเพิ่มหรือมีการขยาย ก็จะทำให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้นไปตลอด
2. รูปแบบการรับรู้รายได้ หุ้นบางตัวมีการเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรสูง แต่รายได้ทั้งหมดเป็นลูกหนี้การค้า คือ ให้เครดิตกับลูกค้า หุ้นประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพของกำไรต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระยะเวลาที่ให้เครดิตกับลูกค้านานกว่าระยะเวลาการได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้าด้วย (A/R day [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/money.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8275" title="money" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/money-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>เพื่อนๆหลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า หุ้นบางตัวทำไม p/e ต่ำมาก แต่เมื่อซื้อไปแล้ว ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน บางตัวอาจจะต่ำกว่าพื้นฐานจริงๆ แต่หลายๆตัวอาจจะซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมแล้ว เพราะตัวที่กำหนด p/e  ปัจจัยหนึ่งคือ “ คุณภาพของกำไร ” ครับ</strong></p>
<p>คุณภาพของกำไรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ครับ</p>
<p><strong>1. แนวโน้มของความสม่ำเสมอของกำไร</strong> หุ้นบางตัวอาจจะมีกำไรดีเพียงปีใดปีหนึ่งหรือชั่วครั้งชั่วคราว และมีผลการดำเนินงานย้อนหลังไม่สม่ำเสมอ เช่น บางปีกำไรน้อย บางปีกำไรมาก หรือบางปีขาดทุน บางปีกำไร หุ้นประเภทเหล่านี้มีคุณภาพของกำไรต่ำครับ หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นวัฎจักร ที่มีผลการดำเนินงานขึ้นลงตามรอบของราคาผลิตภัณฑ์ หรือเป็นหุ้นที่มียอดขายแปรผันตามเศรษฐกิจมากๆ หรืออาจจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง เช่น หุ้นที่ต้องใช้แร่ธาตุเป็นสัดส่วนสูงในการผลิต หรือหุ้นการเกษตรที่กำไรในแต่ละปีมีความสัมพันธ์กับราคาวัตถุดิบ ดินฟ้าอากาศ หรือโรคระบาด หุ้นเหล่านี้ถือว่ามีคุณภาพของกำไรต่ำครับ</p>
<p><strong>ส่วนหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูง คือหุ้นที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำไรสามารถเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่มีความนิยมในตัวแบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์สูงและลูกค้ามักจะมีการซื้อซ้ำ หรือมีต้นทุนในการ switching ไปใช้สินค้าคู่แข่งสูง นอกจากนี้ยังรวมถึงหุ้นที่มีฐานรายได้มั่นคงจากการให้เช่า ซึ่งหมายความว่าหากลูกค้าเดิมยังอยู่ รายได้ในปีนี้จะเป็นฐานของปีต่อไป และหากมีลูกค้าเพิ่มหรือมีการขยาย ก็จะทำให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้นไปตลอด</strong></p>
<p><strong>2. รูปแบบการรับรู้รายได้</strong> หุ้นบางตัวมีการเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรสูง แต่รายได้ทั้งหมดเป็นลูกหนี้การค้า คือ ให้เครดิตกับลูกค้า หุ้นประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพของกำไรต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระยะเวลาที่ให้เครดิตกับลูกค้านานกว่าระยะเวลาการได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้าด้วย (A/R day ต่ำว่า A/P day) หุ้นประเภทเหล่านี้เวลารายได้เพิ่มขึ้นจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง และมีความเสี่ยงจากการเกิดหนี้สูญในอนาคตด้วย นอกจากนี้ หากหุ้นดังกล่าวมี net margin คืออัตรากำไรเทียบยอดขายต่ำ ก็จะยิ่งทำให้คุณภาพของกำไรแย่ลงไปอีก เนื่องจากแสดงว่าการจะได้มาซึ่งกำไรเพิ่มขึ้น 1 บาท จะต้องใช้ยอดขายเพิ่มจำนวนมาก  ซึ่งต้องหมายความว่าจะใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงกว่าหุ้นที่มี net margin สูง</p>
<p>หุ้นที่มีการรับค่าสินค้าและบริการเป็นเงินสด หรือจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น จากผู้ให้บริการบัตรเครดิต จะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงกว่า</p>
<p><strong>3. หุ้นที่ต้องการใช้เงินลงทุนสูงในการเพิ่มกำไร</strong> ธุรกิจบางประเภทหากต้องการเพิ่มกำไร จะต้องมีการลงทุนใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้กำไรที่ได้ในปีปัจจุบันจะต้องถูกเก็บไว้สำหรับลงทุนใหม่ๆตลอดเวลาเพื่อเพิ่มยอดขาย หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่เรียกว่า capital intensive ถือว่ามีแนวโน้มของคุณภาพกำไรที่ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นธุรกิจที่การขยายโครงการให้ผลตอบแทนโดยวัดจาก IRR หรือ ROA ไม่สูงนัก เมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำ ก็จะทำให้ต้องใช้เงินทุนสูงในการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วย หุ้นดังกล่าวมักจะต้องมีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้นหุ้นประเภทนี้ หากรายได้ลดลงเมื่อไหร่ กำไรจะลงเร็วมาก เพราะต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้นไปแล้วจะไม่ลดลง หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะต้องมีเงินกู้ระดับสูงตลอดเวลา จึงทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินสูง นอกจากนี้จะส่งผลต่ออัตราการจ่ายเงินปันผลด้วย กล่าวคือ หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะมี p/e ต่ำ แต่มี dividend yield ต่ำเช่นกัน หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะเป็นหุ้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่ไม่มีแบรนด์ของตัวเอง</p>
<p><strong>หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรที่ต่ำมากไปอีกคือ หุ้นที่จะต้องมีการลงทุนตลอดเวลาเพื่อรักษารายได้และกำไรให้คงที่</strong> หุ้นประเภทนี้มักจะเป็นหุ้นที่กระบวนการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเร็วมาก ดังนั้นหุ้นประเภทดังกล่าวนอกจากกำไรจะแทบไม่เพิ่มแล้ว ปันผลก็จะอยู่ในระดับต่ำตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทันอีกด้วย</p>
<p><strong>หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า หุ้นธนาคาร ก็เป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรค่อนข้างต่ำ</strong> กล่าวคือ ปัจจุบันธนาคารมีต้นทุนเงินฝาก 2% โดยประมาณ และปล่อยกู้ได้เฉลี่ย 6% ดังนั้นผลตอบแทนของสินทรัพย์หลังหักค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 3% ดังนั้น การที่ธนาคารจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 3 บาท จะต้องเพิ่มสินทรัพย์ถึง 100 บาท โดยสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นก็มีความเสี่ยงด้วยเพราะเป็นลูกหนี้ธนาคาร ดังนั้นก็เท่ากับว่าหากลูกหนี้ 100 บาท ที่เพิ่มมานั้น สามารถชำระได้เพียง 50 บาท ก็เท่ากับว่า ธนาคารต้องทำงานเพื่อชดเชยเงินให้กู้ที่หายไปถึง 16 ปี</p>
<p><strong>หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงคือ หุ้นที่สามารถเพิ่มรายได้และกำไร โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือลงทุนค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น </strong></p>
<p><strong>ข้อสังเกตของหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรต่ำก็คือ แม้ว่า p/e จะต่ำ แต่ก็จะมีอัตราการจ่ายปันผลที่ต่ำ และจำนวนหนี้สินไม่ลดลง หรือเพิ่มขึ้นตลอดเวลา</strong> และท้ายสุดอาจจะต้องเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาขยายกิจการ และหุ้นทึ่มีคุณภาพของกำไรต่ำ หลายบริษัทไม่สามารถยืนได้ในระยะยาวๆ วันหนึ่งมักจะพบกับปัญหาต่างๆ เช่น หนี้สูญ ภาวะถดถอยของธุรกิจที่ทำให้ต้องมีปัญหาด้านการชำระเงินกู้ หรือการลดลงของรายได้หรือกำไรอย่างรวดเร็วที่เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาวัตถุดิบ ปัจจัยด้านธรรมชาติหรือโรคระบาดต่างๆ ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของกำไร ยังมีประเด็นปลีกย่อยอยู่บ้าง และผมอาจจะเสริมอีกที <strong>หวังว่ากระทู้นี้คงจะเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมหุ้นบางตัว p/e ต่ำแต่ไม่น่าซื้อ หรือหุ้นบางตัว p/e สูง แต่ทำไมยังขึ้นไปอีกเรื่อยๆครับ</strong></p>
<p><strong>คุณภาพของกำไร<br />
คเชนทร์ เบญจกุล (Invisible Hand)<br />
ที่มา :</strong> <a href="http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=16119" target="_blank">http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=16119</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
