<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การลงทุน หุ้น</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Sep 2010 11:38:50 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>จีนบนเส้นทางมหาอำนาจ รถไฟความเร็วสูง : Posttoday</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88-%e0%b8%a3%e0%b8%96/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88-%e0%b8%a3%e0%b8%96/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2010 11:38:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8817</guid>
		<description><![CDATA[
วันนี้จีนไม่เพียงสยายปีกธุรกิจการค้าไปทั่วโลกเท่านั้น แต่ในธุรกิจด้านการขนส่ง ยังไม่รอดพ้นจากการเข้ามามีส่วนร่วมของพญามังกร
ในบรรดาการขนส่งทุกประเภทนั้น รถไฟถือเป็นจุดแข็งของจีนที่สุด และเป็นอุตสาหกรรมขนส่งที่มีอนาคตที่สุด จากความสำเร็จในการวางเครือข่ายและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจัง จนได้รับโอกาสให้ก้าวเข้ามาชิงส่วนแบ่งของรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศ
พื้นฐานความสำเร็จของอุตสาหกรรมรถไฟของจีนเกิดขึ้นมีมูลเหตุที่สำคัญ 2 ประการ
หนึ่ง อุตสาหกรรมรถไฟโอนกิจการเป็นของรัฐโดยสมบูรณ์นับตั้งแต่ครั้งสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี 2492 ยังผลให้มีความเป็นเอกภาพและต่อเนื่องในการพัฒนารถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟทุกสายกับกรุงปักกิ่ง ไม่ว่าเมืองหลักเมืองนั้นจะอยู่ห่างไกลเพียงใด ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของการเชื่อมทางรถไฟสายปักกิ่งลาซา เมื่อปี 2549
สอง สืบเนื่องมาจากประการแรก เมื่อจีนมีระบบขนส่งพื้นฐานที่ก้าวหน้าและรวดเร็ว การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย และเมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างคึกคัก ความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบขนส่งรถไฟเพื่อรองรับก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
ขณะนี้เครือข่ายรถไฟในจีนมีความยาวรวมกันถึง 8.6 หมื่นกิโลเมตร และคาดว่าจะขยายเส้นทางเพิ่มอีกถึง 1.1 แสนกิโลเมตรภายในปี 2555 ทั้งยังตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มถึง 1.2 แสนกิโลเมตรภายในปี 2563 ยังผลให้การรถไฟจีนต้องจ้างงานเพิ่มอีกถึง 2 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการจ้างงานโดยรวมภายในประเทศจะพลอยคึกคักตามไปด้วย
อาจกล่าวได้ว่า วันนี้จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเครือข่ายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย เป็นรองเพียงอินเดีย โดยที่ฝ่ายหลังแทบไม่มีพัฒนาการที่โดดเด่นในด้านขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์ด้วยซ้ำ
แต่จีนมิได้หยุดอยู่เพียงแค่เส้นทางรถไฟธรรมดาๆ และเครือข่ายรถไฟภายในประเทศเท่านั้น
วันนี้ จีนได้ก้าวสู่โฉมหน้าใหม่ของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านรถไฟความเร็วสูง ด้วยการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงอย่างจริงจัง อีกทั้งยังขยายธุรกิจด้านนี้ออกไปยังต่างแดน จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในอุตสาหกรรมด้านนี้
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว จีนไม่มีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงแม้แต่เซนติเมตรเดียว แต่ในวันนี้จีนมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงยาวกว่ายุโรปทั้งทวีปรวมกัน และภายในปี 2555 จีนจะมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมากกว่าโลกทั้งโลกรวมกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/09/212AE226BB0343BFB6564BBDC835E4F8.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8818" title="212AE226BB0343BFB6564BBDC835E4F8" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/09/212AE226BB0343BFB6564BBDC835E4F8.jpg" alt="" width="250" height="194" /></a></p>
<p><span style="color: #0000ff;">วันนี้จีนไม่เพียงสยายปีกธุรกิจการค้าไปทั่วโลกเท่านั้น แต่ในธุรกิจด้านการขนส่ง ยังไม่รอดพ้นจากการเข้ามามีส่วนร่วมของพญามังกร</span></p>
<p>ในบรรดาการขนส่งทุกประเภทนั้น รถไฟถือเป็นจุดแข็งของจีนที่สุด และเป็นอุตสาหกรรมขนส่งที่มีอนาคตที่สุด จากความสำเร็จในการวางเครือข่ายและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจัง จนได้รับโอกาสให้ก้าวเข้ามาชิงส่วนแบ่งของรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศ</p>
<p><span style="color: #0000ff;">พื้นฐานความสำเร็จของอุตสาหกรรมรถไฟของจีนเกิดขึ้นมีมูลเหตุที่สำคัญ 2 ประการ</span></p>
<p><strong>หนึ่ง</strong> อุตสาหกรรมรถไฟโอนกิจการเป็นของรัฐโดยสมบูรณ์นับตั้งแต่ครั้งสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี 2492 ยังผลให้มีความเป็นเอกภาพและต่อเนื่องในการพัฒนารถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟทุกสายกับกรุงปักกิ่ง ไม่ว่าเมืองหลักเมืองนั้นจะอยู่ห่างไกลเพียงใด ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของการเชื่อมทางรถไฟสายปักกิ่งลาซา เมื่อปี 2549</p>
<p><strong>สอง</strong> สืบเนื่องมาจากประการแรก เมื่อจีนมีระบบขนส่งพื้นฐานที่ก้าวหน้าและรวดเร็ว การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย และเมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างคึกคัก ความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบขนส่งรถไฟเพื่อรองรับก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น</p>
<p>ขณะนี้เครือข่ายรถไฟในจีนมีความยาวรวมกันถึง 8.6 หมื่นกิโลเมตร และคาดว่าจะขยายเส้นทางเพิ่มอีกถึง 1.1 แสนกิโลเมตรภายในปี 2555 ทั้งยังตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มถึง 1.2 แสนกิโลเมตรภายในปี 2563 ยังผลให้การรถไฟจีนต้องจ้างงานเพิ่มอีกถึง 2 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการจ้างงานโดยรวมภายในประเทศจะพลอยคึกคักตามไปด้วย</p>
<p>อาจกล่าวได้ว่า วันนี้จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเครือข่ายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย เป็นรองเพียงอินเดีย โดยที่ฝ่ายหลังแทบไม่มีพัฒนาการที่โดดเด่นในด้านขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์ด้วยซ้ำ</p>
<p>แต่จีนมิได้หยุดอยู่เพียงแค่เส้นทางรถไฟธรรมดาๆ และเครือข่ายรถไฟภายในประเทศเท่านั้น</p>
<p>วันนี้ จีนได้ก้าวสู่โฉมหน้าใหม่ของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านรถไฟความเร็วสูง ด้วยการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงอย่างจริงจัง อีกทั้งยังขยายธุรกิจด้านนี้ออกไปยังต่างแดน จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในอุตสาหกรรมด้านนี้</p>
<p><span style="color: #0000ff;">เมื่อ 5 ปีที่แล้ว จีนไม่มีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงแม้แต่เซนติเมตรเดียว แต่ในวันนี้จีนมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงยาวกว่ายุโรปทั้งทวีปรวมกัน และภายในปี 2555 จีนจะมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมากกว่าโลกทั้งโลกรวมกัน ด้วยความยาวรวมกันทั้งสิ้นถึง 1.28 หมื่นกิโลเมตร!</span></p>
<p>แต่ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังทำลายสถิติอย่างต่อเนื่องในด้านระบบขนส่งรถไฟ เช่น การเป็นประเทศแรกที่มีรถไฟความเร็วสูงเพื่อการพาณิชย์ที่สามารถทำความเร็วที่สุดในโลกบนรางแบบธรรมดา โดยมีความเร็วสูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนเส้นทางฮ่องกงเสิ่นจิ้นกว่างโจวอู่ฮั่น</p>
<p>เมื่อปีที่แล้ว เครือข่ายรถไฟของจีนได้รับการจัดอันดับให้ติดท็อป 10 ของเครือข่ายเส้นทางรถไฟประเภทนี้ที่ดีที่สุดในโลก จากเว็บไซต์ infrastructurist.com</p>
<p>การจัดอันดับดังกล่าวและการทำลายสถิติครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงความสำเร็จด้านวิศวกรรมรถไฟ อาจมีส่วนช่วยโหมกระพือความน่าเชื่อถือของจีนในอุตสาหกรรมด้านนี้ <strong>จนสามารถก้าวสู่การเป็นผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟความเร็วสูงในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของอุตสาหกรรมรถไฟจีนในต่างแดน</strong></p>
<p>แม้ในเวลาต่อมาบริษัท ซีเอสอาร์ซี ของจีนจะถอนตัว เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค แต่จีนยังยืนยันที่จะตะลุยตลาดรถไฟโลกด้วยความมุ่งมั่นต่อไป เพื่อทำให้จีนสามารถเปลี่ยนฐานะจากประเทศนำเข้าเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง เป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีในด้านนี้ในที่สุด</p>
<p>มูลเหตุของความสำเร็จของจีนไม่ใช่เพียงเพราะพื้นฐานที่แข็งแกร่งดังที่ว่าไว้เท่านั้น <strong>แต่ยังมาจากกลเม็ดเด็ดพรายในเชิงธุรกิจของรัฐบาลจีน</strong></p>
<p>ดังที่ระบุไว้ข้างต้นว่า จีนใช้เวลาเพียง 5 ปี ในการก้าวกระโดดจากประเทศที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูง จนกลายเป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆของโลกในเทคโนโลยีรถไฟ</p>
<p><span style="color: #0000ff;">สาเหตุก็เพราะจีนมีเงื่อนไขบังคับให้ประเทศที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมรถไฟในจีน จะต้องร่วมทุน และต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทในความควบคุมของรัฐบาลจีน</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เงื่อนไขที่ว่านี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเป็นอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจ ที่จำเป็นต้องหวงแหนเทคโนโลยี เพราะหมายถึงการมอบสูตรลับของการทำเงินทำทอง และอาจกระทบต่อศักยภาพด้านการแข่งขันของบริษัทนั้นๆในอนาคต</span></p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม บริษัทด้านวิศวกรรมขนส่งชั้นนำของโลกกลับไม่ลังเลใจที่จะร่วมแบ่งปันเทคโนโลยีกับจีน อีกทั้งยังเห็นว่าการทำเช่นนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งในทางธุรกิจ </strong></p>
<p>บริษัทที่ยอมรับเงื่อนไขของจีนมาจากเกือบทุกประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงด้านการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ซีเมนส์ จากเยอรมนี บริษัท คาวาซากิ จากญี่ปุ่น บริษัท บอมบาร์เดียร์ จากแคนาดา อัลสตอม และยูโรสตาร์ จากฝรั่งเศส</p>
<p><span style="color: #0000ff;">สิ่งที่จีนได้จากการร่วมทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี คือสามารถผลิตรถไฟความเร็วสูงของตนเองภายในเวลาเพียงแค่ 3 ปี และยังผลิตบุคลากรที่มีความรู้ในเทคโนโลยีด้านนี้นับหมื่นคน ต่อยอดการพัฒนารถไฟความเร็วสูงได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p>คาดว่าในปีหน้า รถไฟของจีนจะสามารถทำความเร็วได้ถึง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&#8230;!</p>
<p>ขณะเดียวกันก็มิใช่ว่าบริษัทต่างชาติจะกลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบที่ต้องถูกจีนดึงเทคโนโลยีที่เฝ้าอุตส่าห์วิจัยศึกษามาอย่างชุบมือเปิบ และที่บริษัทเหล่านี้ยอมรับเงื่อนไขของจีนก็เพราะเหตุผล 2 ประการ</p>
<p><strong>ประการแรก</strong> ต้องการช่องทางเข้าถึงตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้บริโภคมากที่สุดในโลก และบางบริษัทมิได้มีแค่ธุรกิจด้านวิศวกรรมรถไฟเท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะ “ผูกมิตร” กับภาครัฐ และเจาะภาคเอกชน</p>
<p><strong>ประการที่สอง</strong> การขนส่งรถไฟในจีนมีอนาคตที่สดใสกว่าประเทศใดๆ ไม่เพียงมีจำนวนผู้โดยสารกว่า 2 แสนคนต่อวันเท่านั้น แต่ยังมีเครือข่ายที่รอการวางเส้นทางในอนาคตอีกนับหมื่นกิโลเมตร ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้โดยสารและโครงการพัฒนาอีกนับไม่ถ้วน บริษัทต่างชาติจึงกำลังพบกับขุมทองอย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ <span style="color: #0000ff;">บริษัท บอมบาร์เดียร์ ที่ยอมรับว่ารายได้ทั้งหมดเมื่อปีที่แล้วมากจากจีนทั้งสิ้น</span> ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีรายได้ต่อเดือนถึง 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p>จีนในฐานะขุมทองอุตสาหกรรมรถไฟโลก จึงเป็นความหวังให้กับหลายๆบริษัทที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการเสื่อมความนิยมในการใช้รถไฟ</p>
<p>ตัวอย่างเช่น การเข้ามาลงทุนในจีนของยูโรสตาร์ ซึ่งผูกขาดการเดินรถไฟข้ามช่องแคบอังกฤษฝรั่งเศสมานานถึง 16 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถทำกำไรได้</p>
<p>การรับเงื่อนไขของรัฐบาลจีนเพื่อที่จะเจาะตลาดที่มีอนาคตสดใสแห่งนี้ จึงเป็นโอกาสทองของยูโรสตาร์อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะอย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยเทคโนโลยีของตนให้ตายซาก ในช่วงเวลาที่การขนส่งรถไฟในยุโรปไม่ก้าวหน้าเร็วเท่ากับจีน</p>
<p>ผลจากความร่วมมือที่ “ได้” ทั้ง 2 ฝ่ายทั้งจีนและนานาประเทศ ยังหมายถึงการกระตุ้นอุตสาหกรรมรถไฟโลกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ต้องถอยให้กับอุตสาหกรรมขนส่งด้านอื่นๆมานานหลายสิบปี อีกทั้งยังต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนย่อยยับ</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ก้าวต่อไปของจีน คือการขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงจากจีนถึงยุโรป เชื่อมโยงปักกิ่งกับลอนดอน ด้วยความเร็วในการเดินทางระหว่างเมืองหลวงทั้ง 2 ทวีปเพียง 2 วัน จากเดิมที่เคยใช้เวลานานแรมสัปดาห์</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">หากแผนการนี้สามารถแปลงเป็นรูปธรรมได้ในที่สุด จะไม่ใช่เพียงการยกฐานะของอุตสาหกรรมรถไฟจีนสู่ระดับแถวหน้าของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการขนส่งด้านนี้ให้คึกคัก เพราะหมายถึงจีนและนานาประเทศจะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงในระดับที่เข้มข้นขึ้น</span></p>
<p>และประเทศเหล่านั้นอาจรวมถึงไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงสายใต้ ระหว่างมาเลเซีย ไทย เวียดนาม สู่กรุงปักกิ่ง เพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน อันเป็นจุดหมายปลายทางฟากตะวันตก</p>
<p>และอย่างน้อยในขณะนี้ ไทยก็เริ่มมีร่างโครงการอุดหนุนรถไฟความเร็วสูงสัญชาติจีน เพื่อเสริมสร้างระบบโลจิสติกส์ขึ้นบ้างแล้ว..!</p>
<p><strong>จีนบนเส้นทางมหาอำนาจ รถไฟความเร็วสูง</strong></p>
<p><strong>ทีมข่าวต่างประเทศ Posttoday</strong></p>
<p><strong>10 สิงหาคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88-%e0%b8%a3%e0%b8%96/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หุ้นพื้นฐาน? : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 06:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[à¸¥à¸‡à¸—à¸¸à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸«à¸¸à¹‰à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸™à¸£à¸´à¸™à¸—à¸£à¹Œ à¹‚à¸­à¸¬à¸²à¸£à¸à¸´à¸ˆà¸­à¸™à¸±à¸™à¸•à¹Œ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8813</guid>
		<description><![CDATA[
ที่จริงผมไม่ค่อยอยากแตะเรื่องนี้เท่าไร แต่ไม่ทราบว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้มีนักลงทุนมาบ่นกับผมเรื่องขาดทุนหุ้นเป็นจำนวนมากจนผิดปกติ เลยอยากฝากมุมมองบางอย่างไว้ เผื่อว่าบางมุมอาจจะเป็นประโยชน์กับท่านนักลงทุนบ้างนะครับ
แต่ไหนแต่ไรมาเป็นที่รู้กันดีว่า ตลาดหุ้นไทยมีขาใหญ่ที่เป็นขบวนการปั่นหุ้นสิงสถิตย์อยู่ คนกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบนักลงทุนทุกรูปแบบ ตั้งแต่สามารถบอกให้สื่อช่วย เขียนข่าวตามใจได้ มีช่องทางประจำสำหรับการปล่อยข่าวลือในห้องค้า และที่เด็ดสุดคือ มีการจับมือกับผู้บริหารของหุ้นที่จะปั่นด้วย คือต่อให้เทรดหุ้นผิดพลาดเองก็ยังบอกให้บริษัทช่วยออกข่าว ออกวอแรนต์ เพิ่มทุน หรือตัดขาดทุนรายการพิเศษ เพื่อให้ตัวเองพลิกกลับมากำไรได้อีก นักลงทุนกลุ่มนี้จึงเล่มเกมที่ตัวเองมี ข้อได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นอย่างมากมาย
แต่ที่จริงผมกลับไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องนี้เท่าไร เพราะสมัยนี้ หุ้นที่ขบวนการพวกนี้ปั่นอยู่มักเป็นที่รู้และพูดถึงกันทั่วไปในตลาดหุ้น ถ้านักลงทุนอยากรู้ว่ามีตัวไหนบ้างก็มักหาคำตอบได้โดยง่าย รายย่อยที่เกรงกลัวภัยพวกนี้มักจะไม่เข้าไปยุ่งกับหุ้นพวกนี้กันอยู่แล้ว ส่วนรายย่อยอีกจำพวกหนึ่ง ที่หากได้ยินว่าขาใหญ่จะปั่นตัวไหนก็จะรีบเข้าไปเล่นด้วยทันที (ยิ่งมีเจ้า ข้ายิ่งชอบ) กลุ่มนี้ผมก็ไม่ห่วงเช่นกัน เพราะพวกนี้มักจะเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่ามีอันตราย จึงมีการระวังตัวแจ พวกนี้ถ้าเจ็บตัวมา ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าน่าสงสารมากเท่าไร เหมือนเวลาดูมวย เราไม่ได้สงสารนักมวยบนเวทีเวลาที่เขาโดนต่อย เพราะเรารู้ว่าเขาเลือกอาชีพของเขาเองและเขารู้ดีก่อนเลือกว่า การเป็นนักมวยจะต้องเจ็บตัว
แต่ยุคหลังๆนี้ คนที่ขาดทุนมากๆกลับไม่ใช่แบบที่ว่ามา แต่กลับเป็นคนที่ขาดทุนจากหุ้นที่เขาซื้อเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน คนขาดทุนหุ้นในลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแบบที่ผมรู้สึกสลดใจมากกว่าแบบดั้งเดิมมาก เพราะเป็นการขาดทุนที่มาจากความเข้าใจผิด ความหลงผิด หรือความไม่รู้ เป็นการขาดทุนที่มีต้นเหตุมาจากความศรัทธามากกว่าความโลภ คนที่มาปรับทุกข์กับผมคนหนึ่งบอกว่า เขาเพิ่งจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับหุ้นตัวเดียวที่คิดว่าซื้อได้เต็มที่ เพราะว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน
ปกติแล้ว คนที่ซื้อหุ้นที่คิดว่าเป็นหุ้นปั่น มักจะซื้อแบบยั้งๆ เพราะตระหนักดีว่า มีอันตรายอะไรอยู่ แต่คนที่ซื้อหุ้นเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐานนั้น น่ากลัวกว่ามาก พวกเขาจะกล้าซื้อแบบทุ่มสุดตัว เพราะคิดว่ามีพื้นฐานรองรับอยู่ ถ้าซื้อแล้วลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/stock-valuation-fundamental-analysis.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8814" title="stock-valuation-fundamental-analysis" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/stock-valuation-fundamental-analysis.jpg" alt="" width="170" height="170" /></a></p>
<p>ที่จริงผมไม่ค่อยอยากแตะเรื่องนี้เท่าไร แต่ไม่ทราบว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้มีนักลงทุนมาบ่นกับผมเรื่องขาดทุนหุ้นเป็นจำนวนมากจนผิดปกติ เลยอยากฝากมุมมองบางอย่างไว้ เผื่อว่าบางมุมอาจจะเป็นประโยชน์กับท่านนักลงทุนบ้างนะครับ</p>
<p>แต่ไหนแต่ไรมาเป็นที่รู้กันดีว่า ตลาดหุ้นไทยมีขาใหญ่ที่เป็นขบวนการปั่นหุ้นสิงสถิตย์อยู่ <strong>คนกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบนักลงทุนทุกรูปแบบ</strong> ตั้งแต่สามารถบอกให้สื่อช่วย เขียนข่าวตามใจได้ มีช่องทางประจำสำหรับการปล่อยข่าวลือในห้องค้า และที่เด็ดสุดคือ มีการจับมือกับผู้บริหารของหุ้นที่จะปั่นด้วย คือต่อให้เทรดหุ้นผิดพลาดเองก็ยังบอกให้บริษัทช่วยออกข่าว ออกวอแรนต์ เพิ่มทุน หรือตัดขาดทุนรายการพิเศษ เพื่อให้ตัวเองพลิกกลับมากำไรได้อีก นักลงทุนกลุ่มนี้จึงเล่มเกมที่ตัวเองมี ข้อได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นอย่างมากมาย</p>
<p>แต่ที่จริงผมกลับไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องนี้เท่าไร เพราะสมัยนี้ หุ้นที่ขบวนการพวกนี้ปั่นอยู่มักเป็นที่รู้และพูดถึงกันทั่วไปในตลาดหุ้น ถ้านักลงทุนอยากรู้ว่ามีตัวไหนบ้างก็มักหาคำตอบได้โดยง่าย รายย่อยที่เกรงกลัวภัยพวกนี้มักจะไม่เข้าไปยุ่งกับหุ้นพวกนี้กันอยู่แล้ว ส่วนรายย่อยอีกจำพวกหนึ่ง ที่หากได้ยินว่าขาใหญ่จะปั่นตัวไหนก็จะรีบเข้าไปเล่นด้วยทันที (ยิ่งมีเจ้า ข้ายิ่งชอบ) กลุ่มนี้ผมก็ไม่ห่วงเช่นกัน เพราะพวกนี้มักจะเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่ามีอันตราย จึงมีการระวังตัวแจ พวกนี้ถ้าเจ็บตัวมา ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าน่าสงสารมากเท่าไร เหมือนเวลาดูมวย เราไม่ได้สงสารนักมวยบนเวทีเวลาที่เขาโดนต่อย เพราะเรารู้ว่าเขาเลือกอาชีพของเขาเองและเขารู้ดีก่อนเลือกว่า การเป็นนักมวยจะต้องเจ็บตัว</p>
<p><strong>แต่ยุคหลังๆนี้ คนที่ขาดทุนมากๆกลับไม่ใช่แบบที่ว่ามา แต่กลับเป็นคนที่ขาดทุนจากหุ้นที่เขาซื้อเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน</strong> คนขาดทุนหุ้นในลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแบบที่ผมรู้สึกสลดใจมากกว่าแบบดั้งเดิมมาก เพราะเป็นการขาดทุนที่มาจากความเข้าใจผิด ความหลงผิด หรือความไม่รู้ เป็นการขาดทุนที่มีต้นเหตุมาจากความศรัทธามากกว่าความโลภ คนที่มาปรับทุกข์กับผมคนหนึ่งบอกว่า เขาเพิ่งจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับหุ้นตัวเดียวที่คิดว่าซื้อได้เต็มที่ เพราะว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน</p>
<p>ปกติแล้ว คนที่ซื้อหุ้นที่คิดว่าเป็นหุ้นปั่น มักจะซื้อแบบยั้งๆ เพราะตระหนักดีว่า มีอันตรายอะไรอยู่ แต่คนที่ซื้อหุ้นเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐานนั้น น่ากลัวกว่ามาก <strong>พวกเขาจะกล้าซื้อแบบทุ่มสุดตัว เพราะคิดว่ามีพื้นฐานรองรับอยู่ </strong>ถ้าซื้อแล้วลง ก็กล้าซื้อหนักขึ้นอีก เพราะเชื่อว่าหุ้นพื้นฐานดี ยิ่งตก ต้องยิ่งซื้อ ขนาดความเสียหายของคนที่ขาดทุนหุ้นพื้นฐานนั้นมักจะรุนแรงมากเป็นพิเศษ</p>
<p><strong>อยากเตือนเพื่อนนักลงทุนทุกคนว่า ไม่มีหุ้นส่วนหนึ่งในตลาดหุ้นที่เรียกว่า “หุ้นพื้นฐาน” ซึ่งจะปลอดภัยจากภาวะฟองสบู่ หรือการสร้างราคาใดๆหรอกครับ (จะมีก็แต่แนวการลงทุนแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น) หุ้นทุกตัวในตลาดสามารถกลายเป็น “หุ้นปั่น” หรือเกิดภาวะฟองสบู่ได้ทั้งสิ้นถ้าหากมีคนสนใจหุ้นตัวนั้นมากๆ</strong></p>
<p>เวลาหุ้นที่ไม่ได้มี “ภาพลักษณ์” ว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น เรามักอธิบายกันว่าเป็นเพราะมีคน “ปั่น” อยู่ แต่ถ้าหากเป็นหุ้นที่คนดังในเว็บหุ้นแนว “พื้นฐาน” เชียร์ ปรับตัวขึ้นแบบเดียวกันบ้าง เรามักอธิบายกันว่า เป็นการขึ้นเพราะ “พื้นฐาน” ที่ดี แต่ที่จริงแล้วผมอยากจะโต้แย้งว่าหุ้นที่ขึ้นได้มากๆ หลังจากที่มีการเชียร์กันตามเว็บหุ้นพื้นฐานนั้น ไม่ได้ขึ้นได้เพราะพื้นฐานแต่ขึ้นได้เพราะเกิดภาวะ “แห่ตามกัน” ของนักลงทุน แบบเดียวกับเวลาที่หุ้นเก็งกำไรปรับตัวขึ้นได้แรงเลยครับ</p>
<p>เหตุผลหนึ่งที่ชอบอ้างกันก็คือว่า ขึ้นได้เพราะเป็นหุ้นที่ยังมีพีอีเรโชที่ต่ำมาก แต่ผมอยากจะแย้งว่า หุ้นที่มีพีอีที่ต่ำมากนั้น มีอยู่อย่างดาษดื่นตลอดเวลาในตลาดหุ้นไทย และกี่ปีกี่ปี พวกมันก็ยังมีพีอีต่ำมากอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นว่าจะขึ้น การที่หุ้นมีพีอีต่ำมากจึงไม่ใช่เหตุผลที่หุ้นจะต้องขึ้น บ่อยครั้งที่หุ้นบางตัวมีพีอีที่ต่ำมากเป็นเพราะพวกมันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ดีอยู่ เช่น เป็นธุรกิจที่กำไรค่อนข้างเปราะบาง อุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรผันผวนสูง หรืออาจเกิดจากสถานะทางการเงินที่อ่อนแอต่างหาก การที่พวกมันมีพีอีต่ำมาก จึงเป็นพีอีต่ำที่มีเหตุผลของมันอยู่ แต่การที่หุ้นพีอีต่ำมากขึ้นได้หลัง จากที่เซียนเชียร์นั้นเป็นเพราะว่าเกิดภาวะที่นักลงทุนแห่ซื้อตามเซียนต่างหาก หุ้นพวกนี้พอมีข่าวร้ายเกิดขึ้นเมื่อไร บารมีของเซียนเอาไม่อยู่ พีอีก็จะตกกลับลงมาต่ำเหมือนเดิมใหม่ แต่ราคาหุ้น จะต่ำยิ่งกว่าเดิม เพราะว่าข่าวร้ายทำให้ E ลดลงด้วย นักลงทุนที่แห่ซื้อตามเซียนไป ก็มักจะขาดทุนเสียหายกันเป็นจำนวนมาก เพราะต้นทุนสูงกว่าเซียนมาก</p>
<p>ฟองสบู่ในหุ้นพื้นฐานบางทีก็ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเรื่องพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นเอง แต่เกิดจากการศรัทธาในตัวบุคคลของผู้ที่เชียร์หุ้นตัวนั้นมากกว่า ชื่อของเซียนบางคนเป็นแบรนด์ที่ทรงพลัง <strong>แค่ข่าวรั่วออกไปว่าเข้าไปถือหุ้นตัวไหน คนจำนวนมหาศาลก็พร้อมที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นตามทันทีโดยไม่ต้องถามเหตุผล เพราะเลื่อมใสในเซียนผู้นั้นมาก</strong> แบบว่าถ้าเซียนคนนี้คิดว่าดี ยังไงก็ต้องดีแน่ๆ ไม่มีทางพลาด เก่งออกขนาดนั้น ชื่อนี้การันตี ตกลงว่าพื้นฐานดีจริงหรือเปล่ายังไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปก่อนแล้วแน่นอน เพราะเกิดจากแรงซื้อของสาวกนั่นแหละ</p>
<p>ถ้าใครชอบไปตามดูของเก่าจะพบว่า หุ้นหลายตัวที่ราคาเคยทะยานได้อย่างมากมายช่วงหนึ่งในอดีต เพราะมีเซียนคนนั้นคนนี้ออกมาบอกว่า จะได้โปรเจ็คใหญ่ ทำให้กำไรก้าวกระโดดเท่านั้นเท่านี้ แต่สุดท้ายแล้วผลประกอบการกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยนั้น มีอยู่เยอะมากที่กลับตาลปัตร กลายเป็นขาดทุนแถมยังเจอเพิ่มทุนอีกมหาศาลก็มีไม่ใช่น้อยๆเลย ถ้าลองทำตัวเป็นนักสืบย้อนรอยตามไปเก็บผลงานเก่าๆดูจะตกกะใจว่า ที่จริงแล้ว ความถี่ที่เซียนคิดถูกนั้นน้อยพอๆกับคนธรรมดาเลยทีเดียว แต่ก่อนที่ผลสอบจะออกมา ราคาหุ้นก็มักปรับตัวขึ้นไปได้อย่างมากมายแล้ว นั่นก็เพราะแรงศรัทธาในตัวเซียนล้วนๆ</p>
<p>ผมไม่ได้เป็นห่วงทุกคนที่ซื้อหุ้นตามเซียนหุ้นพื้นฐานหรือหุ้นที่กำลังเชียร์ๆกันในเว็บหุ้นพื้นฐานหรอกครับ ที่จริงแล้วมีนักเก็งกำไรจำนวนมากที่ได้กำไร ไปอย่างมากมายจากการฉกฉวยโอกาสกับหุ้นเหล่านี้ เพราะคนที่เข้าใจว่า หุ้นพื้นฐานเหล่านี้ขึ้นมาแรงเพราะเกิดสภาวะแห่ตามกันเท่านั้นเอง ส่วนของจริงจะดีอย่างที่เชียร์กันหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ ไม่น่าห่วงหรอกครับ หรือคนที่เห็นด้วยกับเหตุผลด้านพื้นฐาน แต่ก็เข้าใจด้วยว่า ราคาที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เกิดจากการแห่ตามกันของนักลงทุนไปก่อนเท่านั้น ก็ไม่น่าเป็นห่วงเช่นกัน แต่คนที่หลงผิดคิดว่าหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงได้เป็นเพราะว่าพื้นฐานมันดีจริงแล้วนั้น เป็นพวกที่ผมห่วงที่สุด <strong>เพราะผมพบว่า คนที่เจ็บตัวจากหุ้นพื้นฐานแล้วมาปรับทุกข์ให้ผมฟังนั้นล้วนเป็นคนที่คิดแบบนี้กันทั้งนั้น</strong></p>
<p><strong>หุ้นพื้นฐาน?</strong></p>
<p><strong><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></strong></p>
<p><strong>22 Jul 2010</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สอนวาณิชให้เป็นเศรษฐี : สวลี ตันกุลรัตน์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 13:21:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[à¸¥à¸‡à¸—à¸¸à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸§.à¸§à¸Šà¸´à¸£à¹€à¸¡à¸˜à¸µ]]></category>
		<category><![CDATA[à¸ªà¸§à¸¥à¸µ à¸•à¸±à¸™à¸à¸¸à¸¥à¸£à¸±à¸•à¸™à¹Œ]]></category>
		<category><![CDATA[à¸ªà¸­à¸™à¸§à¸²à¸“à¸´à¸Šà¹ƒà¸«à¹‰à¹€à¸›à¹‡à¸™à¹€à¸¨à¸£à¸©à¸à¸µ]]></category>
		<category><![CDATA[à¸«à¸¸à¹‰à¸™]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8809</guid>
		<description><![CDATA[
ใครล่ะจะไม่อยากเป็น “เศรษฐี” เพราะฉะนั้นแค่เห็นหัวข้อเสวนาพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “สอนวาณิชให้เป็นเศรษฐี” ก็ตาโตแล้ว
แต่พอเห็นว่าผู้ที่จะมาสอน “พ่อค้าวาณิช” นักลงทุน นักเล่นหุ้น ให้เป็นเศรษฐี กลับไม่ใช่ทั้งนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน แต่เป็น พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ก็ยิ่งตาโต เพราะไม่แน่ใจว่า “พระ” กับ “การลงทุน” จะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร แต่รู้อย่างหนึ่งว่างานนี้ต้องไม่ธรรมดา และก็ไม่ธรรมดาจริงๆ
เหมือนว่า “ท่าน ว.วชิรเมธี” จะพอมองออกว่ามี “ปุจฉา” ระหว่างพระกับการลงทุน ท่านจึงเริ่มต้นคำสอนด้วยประโยคที่ว่า “ตลาดเงิน ตลาดทุน กับ พระ ดูจะขัดแย้งกัน เป็นคนละเรื่องคนละมุม แต่แท้จริงแล้วนี่คือเรื่องเดียวกัน เพราะการลงทุนต้องใช้ความรู้ ต้องใช้สติอย่างมาก แถมยังต้องมีโบรกเกอร์มาช่วยใช้สติ ไปๆมาๆ นักลงทุนปฏิบัติธรรมมากกว่าคนทั่วไปเสียอีก”
นั่นเพราะนักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีทั้ง “ความรู้” นั่นคือ “ปัญญา” ตามหลักพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการ “เจริญสติ” มีวินัยทางการเงิน และต้องกัลยาณมิตร
“พอเราแยกธรรมะออกจากการลงทุน เราก็ขาดทุนทันที ดูอย่างวิกฤตทางการเงินที่ผ่านๆมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/be9bbdah5hbbbb97fefe9.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8810" title="be9bbdah5hbbbb97fefe9" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/be9bbdah5hbbbb97fefe9-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ใครล่ะจะไม่อยากเป็น “เศรษฐี” เพราะฉะนั้นแค่เห็นหัวข้อเสวนาพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย<strong> “สอนวาณิชให้เป็นเศรษฐี”</strong> ก็ตาโตแล้ว</p>
<p>แต่พอเห็นว่าผู้ที่จะมาสอน “พ่อค้าวาณิช” นักลงทุน นักเล่นหุ้น ให้เป็นเศรษฐี กลับไม่ใช่ทั้งนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน แต่เป็น <strong>พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)</strong> ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ก็ยิ่งตาโต เพราะไม่แน่ใจว่า “พระ” กับ “การลงทุน” จะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร แต่รู้อย่างหนึ่งว่างานนี้ต้องไม่ธรรมดา และก็ไม่ธรรมดาจริงๆ</p>
<p>เหมือนว่า “ท่าน ว.วชิรเมธี” จะพอมองออกว่ามี “ปุจฉา” ระหว่างพระกับการลงทุน ท่านจึงเริ่มต้นคำสอนด้วยประโยคที่ว่า<strong> “ตลาดเงิน ตลาดทุน กับ พระ ดูจะขัดแย้งกัน เป็นคนละเรื่องคนละมุม แต่แท้จริงแล้วนี่คือเรื่องเดียวกัน เพราะการลงทุนต้องใช้ความรู้ ต้องใช้สติอย่างมาก แถมยังต้องมีโบรกเกอร์มาช่วยใช้สติ ไปๆมาๆ นักลงทุนปฏิบัติธรรมมากกว่าคนทั่วไปเสียอีก”</strong></p>
<p><strong>นั่นเพราะนักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีทั้ง “ความรู้” นั่นคือ “ปัญญา” ตามหลักพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการ “เจริญสติ” มีวินัยทางการเงิน และต้องกัลยาณมิตร</strong></p>
<p>“พอเราแยกธรรมะออกจากการลงทุน เราก็ขาดทุนทันที <strong>ดูอย่างวิกฤตทางการเงินที่ผ่านๆมา เกิดมาจากสิ่งเดียวคือ</strong> <strong>ประมาท ลงทุนโดยไม่มีความจริงมารองรับ</strong> ลงทุนในฟองสบู่ ดังนั้น เมื่อขาดธรรมจึงขาดทุน”</p>
<p>มาถึงตรงนี้ก็ถึงบางอ้อ เพราะ “ธรรมะ” กับ “การลงทุน” เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นความจริงตามที่ท่าน ว.วชิรเมธี ว่าไว้จริงๆ เพราะนักลงทุนทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าถูกสอนอยู่เสมอๆว่า <strong>ก่อนจะลงทุนอะไรก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ไม่ใช่แค่ซื้อตามๆกันไป</strong></p>
<p>นักลงทุนที่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จต้องศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจและตลาดทุนทั้งในประเทศ ต่างประเทศ สถานการณ์ แนวโน้มกลุ่มธุรกิจและตัวบริษัทจดทะเบียน ทั้งยังต้องพิจารณาตัวเลข อัตราส่วนทางการเงินอีกสารพัด ตั้งแต่มูลค่าหุ้นตามบัญชี ราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น อัตราผลตอบแทนต่อเงินปันผล อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (และอื่นๆอีกมาก)</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ ในยุคนี้ยังต้องใช้สติอย่างมาก</strong> ไม่วูบไหวไปกับข่าวลือ ข่าวลวงที่ออกมาท่วมตลาด ขณะที่นักลงทุนยังต้องมีวินัยการลงทุน ทำตามแผนการลงทุนที่วางไว้ และที่สำคัญต้องยอมตัดใจขายขาดทุน เมื่อการลงทุนไม่เป็นไปตามคาด</p>
<p><strong>และที่สำคัญต้อง “คบคนดี”</strong> เพราะท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า ในทางโลกถ้าจะลงทุนก็ต้องเลือกคนที่มีเครดิตดี ซึ่งก็คือความศรัทธา เพราะถ้าไม่น่าเชื่อถือ ไม่ศรัทธา ก็ไม่เข้าไปลงทุน <strong>ซึ่งในภาษาพระเรียกว่า กัลยาณมิตร</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี ยังเปรียบเทียบความรู้สึกของนักลงทุนที่ได้กำไรจากการลงทุนว่า “อิ่มอกอิ่มใจ เปี่ยมสุข แบบที่ภาษาพระเรียกว่า เสวยวิมุติสุข”</p>
<p>แต่สำหรับนักลงทุนที่ไม่สมประสงค์ ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า ต้องใช้ความรู้อีกด้านหนึ่งมาประกอบ ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่ามีความรู้ด้านการลงทุน แต่ไม่มีความรู้ทางธรรม</p>
<p>“เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ตาสองข้าง หนึ่ง ตาข้างนอก เท่ากับความรู้ทำมาหากิน และสอง ตาข้างใน เท่ากับความรู้ทางธรรม <strong>เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้หลักธรรมที่ว่า ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่หวัง และไม่มีพลาดหวังทุกอย่างไป เพราะฉะนั้นเมื่อได้กำไรก็รู้ว่าต้องมีขาดทุน เมื่อขาดทุนก็อ๋อ มันเป็นอย่างนี้เอง</strong>”</p>
<p>ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า <strong>หลักธรรมข้อนี้เรียกว่า “โลกธรรม” เป็นธรรมประจำโลกที่บอกว่า ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ มีได้มีเสีย “ถ้าเข้าใจ ‘โลกธรรม’ เวลาเกิดอะไรขึ้นก็จะร้องอ๋อ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็จะถูก โลกกระทำ</strong> แล้วถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็จะถูก โลกกระทืบ”</p>
<p>แต่หลักธรรมที่นำมาใช้กับการลงทุนเพียงเท่านี้ แม้ว่าจะทำให้ได้กำไรจากการลงทุน แต่ไม่ได้ทำให้กลายเป็น “เศรษฐี” ตามความหมายที่แท้จริงได้ เพราะท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า คนที่มีเงินมาก มั่งคั่ง ร่ำรวย และถือครองทรัพยากรจำนวนมากจะเป็นได้เพียงแค่ “วาณิช” เท่านั้น</p>
<p><strong>แต่เมื่อใดที่ รวยแล้วให้ ได้แล้วแบ่งปัน เมื่อนั้น “วาณิช” จะขยับขึ้นมาเป็น “เศรษฐี” เพราะเศรษฐีหมายถึง “ผู้ประเสริฐ”</strong></p>
<p>“เงินคือฟองอากาศ ก้อนสมมติ ก้อนอุปาทานที่มนุษย์สมมติขึ้นมาให้เป็นของมีค่า เราอาจจะมีรถยนต์ 10-20 คัน จอดอยู่ในโรงรถ แต่มีแค่รถคันโปรดเพียงคันเดียวที่เราใช้เป็นประจำ เพราะฉะนั้นทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ มันก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร และก็คงทำให้เป็นได้แค่มหาวาณิชเท่านั้น ยังไม่ใช่มหาเศรษฐี”</p>
<p><strong>เพราะเงินเป็นเพียงปัจจัยที่ใช้นำไปสู่คุณภาพชีวิต เงินไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต</strong></p>
<p>“ไม่ผิดนะที่จะมีเงิน แต่ผิดถ้าจะคิดว่าเงินเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เพราะสถานภาพที่แท้จริงของเงินคือปัจจัย มีเงินเพื่อต่อไปยังคุณภาพชีวิต แต่ถ้ามีเงินแล้วบอกว่าชีวิตสูงสุดแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว อันนี้ผิด เพราะพอไม่รู้จักเงิน เงินก็เป็นต้นทางของวิกฤต ถ้าคิดว่าเงินเป็นสิ่งสูงสุด เงินเป็นศาสดา เงินก็จะเป็นอสรพิษมาแว้งกัดเจ้าของเงิน”</p>
<p>แต่ถ้าสังคมไทยยังคงยึดติดอยู่กับคำว่า “เศรษฐี” <strong>ท่าน ว.วชิรเมธี ให้คาถา “อุ อา กะ สะ” หัวใจเศรษฐีมาไว้ประจำตัว</strong></p>
<p>1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น)<strong> </strong>คือ<strong> ขยันหมั่นเพียร</strong>ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน และการประกอบอาชีพที่สุจริต ฝึกฝนให้มีความชำนิชำนาญและรู้จริง รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาวิธีการที่เหมาะที่ดีจัดการและดำเนินการให้ได้ผลดี</p>
<p>2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา) คือ <strong>รู้จักคุ้มครอง เก็บ รักษาโภคทรัพย์</strong> และผลงานที่ตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร<strong>โดยชอบธรรม</strong> ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย</p>
<p>3. กัลยณมิตตา (คบหาคนดีเป็นมิตร) คือ <strong>รู้จักเสวนาคบหาคน ไม่คบไม่เอาอย่างผู้ที่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย</strong> เลือกเสวนาศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้รู้ ผู้ทรงคุณ ผู้มีความสามารถ ผู้น่าเคารพนับถือ และมีคุณสมบัติเกื้อกูลแก่อาชีพการงาน</p>
<p>4. สมชีวิตา (เลี้ยงชีวิตแต่พอดี) คือ <strong>รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย เป็นอยู่พอดีสมรายได้</strong> มิให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้</p>
<p>“เวลาไปวัดพระเป่ากระหม่อม ท่อง อุ อา กา สะ รวย แต่สุดท้ายพระรวย โยมจน เพราะโยมต้องถวายปัจจัย <strong>จริงๆแล้วหัวใจเศรษฐี คือ ขยัน หมั่นรักษา กัลยาณมิตร และพอเพียง ซึ่งใครทำคนนั้นก็ได้ไป เพราะเงินทองเป็นของกลาง วางกองอยู่ทุกหนแห่ง ใครขยันหาก็ได้ไป</strong>”</p>
<p>เพราะฉะนั้น ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า เราต้องหันมาเข้าใจเรื่องเงินกันใหม่ โดย “เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม” เพราะ “แค่เราเปลี่ยนท่าทีและปฏิสัมพันธ์ต่อเงิน ประเทศจะร่ำรวย สังคมมีสันติสุขร่วมกัน” ตามวิถีทางของเศรษฐีอย่างแท้จริง</p>
<p><strong>สอนวาณิชให้เป็นเศรษฐี</strong></p>
<p><strong>สวลี ตันกุลรัตน์</strong></p>
<p><strong>1 พฤษภาคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Microfinance ทางออกของความจน และหนี้นอกระบบของคนไทย : สรสิช ศรีใจภา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/microfinance-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/microfinance-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Aug 2010 18:20:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[à¸ªà¸£à¸ªà¸´à¸Š à¸¨à¸£à¸µà¹ƒà¸ˆà¸ à¸²]]></category>
		<category><![CDATA[à¹„à¸¡à¹‚à¸„à¸£à¹„à¸Ÿà¹à¸™à¸™à¸‹à¹Œ]]></category>
		<category><![CDATA[à¹€à¸¨à¸£à¸©à¸à¸¨à¸²à¸ªà¸•à¸£à¹Œ]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[PoomCTP]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8805</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้อ่านข่าวที่ทำให้ผม “ดีใจ” เอามากๆ นั่นคือการที่รัฐบาลประกาศปูรากฐาน Microfinance เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในระยะยาว ถ้าเคยติดตามบทความของผมมาบ้างจะรู้ว่าผมชอบแนวคิดของ ยูนุส เจ้าของแนวคิด Microfinance และ Social business enterprise เป็นอย่างมาก ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ข่าวนี้ทำให้ผมสนใจมากขนาดไหน
ผมเองก็เคยคิดว่าระบบนี้อาจจะใช้กับประเทศไทยเราไม่ได้ ก็คนไทยหนะเหมือนชาวโลกประเทศอื่นซะที่ไหนหละครับ (ไม่ทำอะไรก่อน รอคนมาป้อน ไม่พอใจก็ประท้วง บลาๆๆ ด่าคนประเทศตัวเองได้อีกเพียบเลยครับ แต่หยุดแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ใช่คนไทยเอา = =) แต่ท้ายที่สุดมันก็ต้องลองกันก่อนถึงจะรู้
ต้องให้โอกาสรัฐบาลพิสุจน์ว่าแนวคิดนี้ใช้ได้หรือไม่ แน่นอนว่าตอนที่รัฐบาลประกาศจะใช้นโยบายนี้ ก็มีคนออกมาว่าออกมาบอกว่าใช้ไม่ได้หรอก บลาๆๆ ว่ากันไป แต่ผมกลับคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่นอกจากจะใช้แก้ไขปัญหาที่คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากแล้ว ยังจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้อีกด้วย
แหล่งเงินทุนที่คนจนหาได้ง่ายที่สุดคือเงินกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยแพงมหาศาล และยาก(มากถึงมากที่สุด)ที่จะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้นได้ แต่คนจนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก สุดท้ายก็ต้องใช้เงินกู้นอกระบบต่อไป
นโยบายนี้จึงเป็นทางออกอย่างหนึ่งในการช่วยให้ลูกหนี้ทั้งหลายทำให้หนี้ตัวเองเข้าสู่ระบบของรัฐ ให้มาอยู่ในอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผลและไม่ต้องมีใครมาตามทวง(กระทืบ) เวลาถึงกำหนดคืนเงิน แถมนโยบายนี้ยังไม่ใช่นโยบายระยะสั้นที่ผมไม่ชอบ อย่างแจกเงินให้ไปใช้หนี้ หรือชำระหนี้แทนอีกด้วย เพราะการจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยต้องไม่หวังผลทางการเมืองระยะสั้น(นโยบายประชานิยม)
Microfinance เป็นการมอบโอกาสทางการเงินให้กับคนจนที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก แนวคิดนี้เป็นแนวคิดป้องกันมากกว่าแนวคิดแก้ไข (ซึ่งถูกใจผมมากเพราะคนไทยชอบแก้ไขมาแต่ไหนแต่ไร) เพราะว่าเป็นการสอนให้คนจนได้บริหารเงินของตนมากกว่าจะรอรับเงินคนอื่นมาใช้
ตามแนวคิดของยูนุสที่ว่า โลกจะไม่มีปัญหาความยากจน ถ้าเราสามารถทำให้คนจนเข้าใจและกลายเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม พัฒนาความเข้มแข็งและนำไปสู่การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมไทยทุกระดับ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงอีกด้วย
อีกหนึ่งข่าวดีที่ผมได้อ่านเจอก็คือการประกาศเพิ่มเงินเดือนของภาครัฐ นี่แหละ!! [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/Microfinance.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8806" title="Microfinance" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/Microfinance.jpg" alt="" width="299" height="349" /></a></p>
<p>เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้อ่านข่าวที่ทำให้ผม “ดีใจ” เอามากๆ นั่นคือการที่รัฐบาลประกาศปูรากฐาน <strong>Microfinance</strong> เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในระยะยาว ถ้าเคยติดตามบทความของผมมาบ้างจะรู้ว่าผมชอบแนวคิดของ ยูนุส เจ้าของแนวคิด Microfinance และ Social business enterprise เป็นอย่างมาก ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ข่าวนี้ทำให้ผมสนใจมากขนาดไหน</p>
<p>ผมเองก็เคยคิดว่าระบบนี้อาจจะใช้กับประเทศไทยเราไม่ได้ ก็คนไทยหนะเหมือนชาวโลกประเทศอื่นซะที่ไหนหละครับ (ไม่ทำอะไรก่อน รอคนมาป้อน ไม่พอใจก็ประท้วง บลาๆๆ ด่าคนประเทศตัวเองได้อีกเพียบเลยครับ แต่หยุดแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ใช่คนไทยเอา = =) แต่ท้ายที่สุดมันก็ต้องลองกันก่อนถึงจะรู้</p>
<p><strong>ต้องให้โอกาสรัฐบาลพิสุจน์ว่าแนวคิดนี้ใช้ได้หรือไม่ แน่นอนว่าตอนที่รัฐบาลประกาศจะใช้นโยบายนี้ ก็มีคนออกมาว่าออกมาบอกว่าใช้ไม่ได้หรอก บลาๆๆ ว่ากันไป แต่ผมกลับคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่นอกจากจะใช้แก้ไขปัญหาที่คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากแล้ว ยังจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้อีกด้วย</strong></p>
<p><strong>แหล่งเงินทุนที่คนจนหาได้ง่ายที่สุดคือเงินกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยแพงมหาศาล และยาก(มากถึงมากที่สุด)ที่จะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้นได้</strong> แต่คนจนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก สุดท้ายก็ต้องใช้เงินกู้นอกระบบต่อไป</p>
<p>นโยบายนี้จึงเป็นทางออกอย่างหนึ่งในการช่วยให้ลูกหนี้ทั้งหลายทำให้หนี้ตัวเองเข้าสู่ระบบของรัฐ ให้มาอยู่ในอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผลและไม่ต้องมีใครมาตามทวง(กระทืบ) เวลาถึงกำหนดคืนเงิน แถมนโยบายนี้ยังไม่ใช่นโยบายระยะสั้นที่ผมไม่ชอบ อย่างแจกเงินให้ไปใช้หนี้ หรือชำระหนี้แทนอีกด้วย <strong>เพราะการจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยต้องไม่หวังผลทางการเมืองระยะสั้น(นโยบายประชานิยม)</strong></p>
<p>Microfinance เป็นการมอบโอกาสทางการเงินให้กับคนจนที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก แนวคิดนี้เป็นแนวคิดป้องกันมากกว่าแนวคิดแก้ไข (ซึ่งถูกใจผมมากเพราะคนไทยชอบแก้ไขมาแต่ไหนแต่ไร) เพราะว่าเป็นการสอนให้คนจนได้บริหารเงินของตนมากกว่าจะรอรับเงินคนอื่นมาใช้</p>
<p><strong>ตามแนวคิดของยูนุสที่ว่า โลกจะไม่มีปัญหาความยากจน ถ้าเราสามารถทำให้คนจนเข้าใจและกลายเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม พัฒนาความเข้มแข็งและนำไปสู่การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมไทยทุกระดับ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงอีกด้วย</strong></p>
<p>อีกหนึ่งข่าวดีที่ผมได้อ่านเจอก็คือการประกาศเพิ่มเงินเดือนของภาครัฐ นี่แหละ!! นี่แหละครับแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะจะช่วยไม่ให้คนเก่งๆไปทำงานภาคเอกชนกันเสียหมด แม้ว่าจะเพิ่มให้เท่าเลยทีเดียวไม่ได้ แต่จะค่อยๆปรับไปให้เท่าภายใน 5 ปี</p>
<p>ผมก็ได้แต่หวังว่านโยบายดีๆอย่างนี้จะได้รับโอกาสจากคนไทยด้วยกันนะครับ อย่าให้คนที่ไม่พอใจรัฐบาลหรืออะไรก็แล้วแต่มาขัดขวางการก้าวหน้าของประเทศเราเลยครับ</p>
<p>สุดท้ายผมก็หวังว่า นโยบายดีๆเหล่านี้จะออกมาดี และช่วยแก้ไขความยากจนในประเทศเราอย่างยั่งยืน จะได้แค่ไหนเราก็ต้องมาติดตามกันดูหละครับ</p>
<p>####</p>
<p><strong>บทความอ่านประกอบ</strong></p>
<p>- <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA-muhammad-yunus-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD/" target="_blank">มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) เจ้าของแนวคิดธนาคารเพื่อคนจน และรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2006</a></p>
<p>- <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A/" target="_blank">“กู้โลกด้วยโยเกิร์ต” กับแนวคิด Social Business Enterprise ของ Muhammad Yunus</a></p>
<p>- <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%87%E0%B8%8D/" target="_blank">ไมโครเครดิต : จันทร์เพ็ญ กิตติเวทย์วิทยา</a></p>
<p><strong>Microfinance ทางออกของความจน และหนี้นอกระบบของคนไทย</strong></p>
<p><strong>Our Columnist @ www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>สรสิช ศรีใจภา (PoomCTP)</strong></p>
<p><strong>22 ส.ค. 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/microfinance-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;C-A-N-S-L-I-M&#8221; 7 เคล็ดลับ &#8220;วิลเลียม โอนิล&#8221; : วิบูลย์ พึงประเสริฐ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/c-a-n-s-l-i-m-7-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/c-a-n-s-l-i-m-7-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2010 08:24:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[à¸¥à¸‡à¸—à¸¸à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸§à¸´à¸šà¸¹à¸¥à¸¢à¹Œ à¸žà¸¶à¸‡à¸›à¸£à¸°à¹€à¸ªà¸£à¸´à¸]]></category>
		<category><![CDATA[à¸«à¸¸à¹‰à¸™]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8800</guid>
		<description><![CDATA[

วิลเลียม โอนิล (William O’Neil) เริ่มงานเป็นนายหน้าขายหลักทรัพย์ในปี 1958 สามปีที่เขาทำงานกับบริษัทนี้ เขาได้เรียนรู้การบริหารกองทุนรวมที่เด่นๆในขณะนั้น เขาได้ค้นพบว่ากองทุนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จก็เพราะเลือกซื้อหุ้นที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ หรือทางเทคนิคเคิลเรียกว่า &#8220;breaking out&#8221; หุ้นหลายตัวที่มีลักษณะแบบนี้มักจะปรับตัวสูงขึ้นต่อมากกว่า 100%
 
โอนิล ได้เลียนแบบการลงทุนแบบนี้ ภายในหนึ่งปีผ่านไปเขาสามารถเพิ่มเงินของเขาจาก 5,000 เหรียญ เป็น 200,000 เหรียญ เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่จัดว่ามีผลการดำเนินงานดีเด่นในยุค 60 เลยทีเดียว และเป็นผู้บุกเบิกการเลือกหุ้นโดยอาศัยข้อมูลทางสถิติ และบริษัทของเขาก็ยังคงให้บริการข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ลงทุนจนทุกวันนี้
 
ผลการดำเนินงานของเขามีทั้งขึ้นและลง โดยเฉพาะในช่วงที่หลังการปรับตัวที่ดีของตลาดหุ้นในช่วงยุค 60 ผลตอบแทนที่ได้รับจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40% ในรอบสิบปี หุ้นที่เขาลงทุนแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นหุ้นบริษัทยาซินเท็ค (SYNTEX) บริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่ผลิตยาคุมกำเนิด ขณะนั้นบริษัทประกาศผลกำไรโตขึ้นถึง 300% ราคาหุ้นปรับตัวจาก 100 เหรียญ เป็น 550 เหรียญ ทำให้เขามีกำไรมากพอที่จะเริ่มธุรกิจส่วนตัว ปัจจุบันเขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษาของเขาเองตั้งอยู่ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา
 
วิธีการและแนวทางการลงทุนของเขาคล้ายๆกับ จิม สแลตเตอร์ เขาให้ส่วนผสมของข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณเป็นเกณฑ์ในการเลือกหุ้นลงทุน แนวคิดที่สำคัญในการลงทุนคือ “มองหาหุ้นที่โตเร็วที่มีศักยภาพในการที่ราคาจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง” นั้นคือ ซื้อหุ้นเมื่อบริษัทแข็งแกร่ง ขายออกเมื่อบริษัทอ่อนแอลง 
  
เขาแนะนำนักลงทุนให้ใช้แนวทาง 7 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/canslim.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-8801" title="canslim" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/canslim.gif" alt="" width="246" height="46" /></a></p>
<div id="_mcePaste">
<div id="_mcePaste">วิลเลียม โอนิล (William O’Neil) เริ่มงานเป็นนายหน้าขายหลักทรัพย์ในปี 1958 สามปีที่เขาทำงานกับบริษัทนี้ เขาได้เรียนรู้การบริหารกองทุนรวมที่เด่นๆในขณะนั้น เขาได้ค้นพบว่ากองทุนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จก็เพราะเลือกซื้อหุ้นที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ หรือทางเทคนิคเคิลเรียกว่า <strong>&#8220;breaking out&#8221;</strong> หุ้นหลายตัวที่มีลักษณะแบบนี้มักจะปรับตัวสูงขึ้นต่อมากกว่า 100%</div>
<div> </div>
<div><strong>โอนิล ได้เลียนแบบการลงทุนแบบนี้ ภายในหนึ่งปีผ่านไปเขาสามารถเพิ่มเงินของเขาจาก 5,000 เหรียญ เป็น 200,000 เหรียญ</strong> เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่จัดว่ามีผลการดำเนินงานดีเด่นในยุค 60 เลยทีเดียว และเป็นผู้บุกเบิกการเลือกหุ้นโดยอาศัยข้อมูลทางสถิติ และบริษัทของเขาก็ยังคงให้บริการข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ลงทุนจนทุกวันนี้</div>
<div> </div>
<div>ผลการดำเนินงานของเขามีทั้งขึ้นและลง โดยเฉพาะในช่วงที่หลังการปรับตัวที่ดีของตลาดหุ้นในช่วงยุค 60 ผลตอบแทนที่ได้รับจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40% ในรอบสิบปี หุ้นที่เขาลงทุนแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นหุ้นบริษัทยาซินเท็ค (SYNTEX) บริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่ผลิตยาคุมกำเนิด ขณะนั้นบริษัทประกาศผลกำไรโตขึ้นถึง 300% ราคาหุ้นปรับตัวจาก 100 เหรียญ เป็น 550 เหรียญ ทำให้เขามีกำไรมากพอที่จะเริ่มธุรกิจส่วนตัว ปัจจุบันเขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษาของเขาเองตั้งอยู่ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste">วิธีการและแนวทางการลงทุนของเขาคล้ายๆกับ จิม สแลตเตอร์ เขาให้ส่วนผสมของข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณเป็นเกณฑ์ในการเลือกหุ้นลงทุน <strong>แนวคิดที่สำคัญในการลงทุนคือ “มองหาหุ้นที่โตเร็วที่มีศักยภาพในการที่ราคาจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง”</strong> <strong>นั้นคือ ซื้อหุ้นเมื่อบริษัทแข็งแกร่ง ขายออกเมื่อบริษัทอ่อนแอลง </strong></div>
<div><strong> </strong> </div>
<div>เขาแนะนำนักลงทุนให้ใช้แนวทาง 7 ประการในการลงทุน<strong> โดยมีตัวย่อ C-A-N-S-L-I-M ดังนี้</strong></div>
<div><strong> </strong> </div>
<div id="_mcePaste"><strong>C = ผลกำไรไตรมาสก่อน (Current quarterly earnings)</strong> มองหาบริษัทที่เพิ่งประกาศผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 40-500%</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste"><strong>A = กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น (Annual earnings increases)</strong> มองหาบริษัทที่มีความเติบโตติดต่อกัน 5 ปี โดยมีอัตราเติบโตที่ไม่ต่ำกว่า 25% ต่อปี ถ้าหุ้นมีลักษณะอย่างนี้เราไม่จำเป็นต้องสนใจ P/E Ratio ซึ่งช่วงของ P/E อาจจะอยู่ที่ 20 ขึ้นไป</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste"><strong>N = สินค้าใหม่ ทีมบริหารใหม่ จุดสูงสุดใหม่ (New products, new management, new highs)</strong> หุ้นที่ดีมักจะมีเรื่องราวใหม่ๆอยู่เบื้องหลังมัน เช่น สินค้าใหม่ที่น่าสนใจ หรือ ผู้บริหารคนใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดจุดสูงสุดใหม่</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste"><strong>S = อุปสงค์ และ อุปทาน (Supply and demand) </strong>หากหุ้นที่มีขนาดเล็กมีปริมาณการซื้อขายสูงๆ จะทำให้โอกาสที่ราคาหุ้นจะถูกขับเคลื่อนสูงขึ้นได้</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste"><strong>L = ผู้นำ และ ผู้ตาม (Leaders and laggards)</strong> เลือกลงทุนในหุ้นที่มีความเข้มแข็งในอันดับต้นของหมวดนั้นๆ สัก 2-3 บริษัท หุ้นเหล่านี้มักจะปรับตัวดีกว่าหุ้นอื่นๆในหมวดเดียวกันในอัตรา 80-90% ภายใน 12 เดือน อยู่ให้ห่างหุ้นที่ปรับตัวแย่ลงในระยะ 7 เดือน</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste"><strong>I = ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบัน (Institutional sponsorship)</strong> หาให้ได้ว่าหุ้นตัวใดที่นักลงทุนสถาบันนิยมซื้อ หากเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนดีและนักลงทุนสถาบันยังมีอยู่น้อย เราอาจจะนำมาเป็นหุ้นที่เราจะเข้าซื้อ</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste"><strong>M = ทิศทางของตลาด (Market direction)</strong> ตรวจสอบตลาดทุกวันเพื่อหาสัญญาณของการปรับตัวลง และให้ระวังการเข้าซื้อในขณะนั้น</div>
<div> </div>
<div id="_mcePaste">เขาแนะนำให้ทำการขายหุ้นตัดขาดทุนเมื่อหุ้นนั้นตกลงต่ำกว่า 7-8% จากราคาที่ซื้อมาโดยไม่ต้องมีคำถาม และให้ขายหุ้นที่ขึ้นไม่ถึง 20% ภายใน 13 สัปดาห์ ให้ถือหุ้นที่ขึ้นเกิน 20% ภายใน 4-5 สัปดาห์ หุ้นพวกนี้มักจะเป็นหุ้นที่ทำกำไรมากที่สุด</div>
<div> </div>
<div>ในกรณีที่หุ้นที่ซื้อมาและมีการปรับตัวขึ้น 25% อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าอาจจะมีข่าวดี ทำให้นักลงทุนในตลาดแห่กันเข้าเก็บหุ้นอย่างเร่งร้อน เราควรรีบทำกำไรเช่นเดียวกัน</div>
<div> </div>
</div>
<div><strong>&#8220;C-A-N-S-L-I-M&#8221; 7 เคล็ดลับ &#8220;วิลเลียม โอนิล&#8221;</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div><strong>Value Way</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div><strong>วิบูลย์ พึงประเสริฐ</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div><strong>31 พฤษภาคม 2553</strong></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/c-a-n-s-l-i-m-7-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เส้นทางสู่ร้อยล้าน.. &#8216;นพ.บำรุง ศรีงาน&#8217;</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%9e-%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%9e-%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Aug 2010 01:26:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[à¸šà¸³à¸£à¸¸à¸‡ à¸¨à¸£à¸µà¸‡à¸²à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸¥à¸‡à¸—à¸¸à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸«à¸¸à¹‰à¸™]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8797</guid>
		<description><![CDATA[
หุ้นวัฏจักร ถ้าอยู่ในรอบ &#8216;ขาขึ้น&#8217; จะให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาล แม้แต่ &#8216;ช้าง&#8217; ก็ &#8216;บิน&#8217; ได้ หลังวิกฤติ หุ้นยานยนต์ ท่องเที่ยว อสังหาฯจะรีเทิร์นเสมอ
ไม่ง่ายที่คนคนหนึ่งจะใช้ &#8220;เรือเล็ก&#8221; ออกจับปลาใหญ่ในมหาสมุทรกว้าง โดยไม่ล้มครืนกลางทะเลเมื่อเจอพายุใหญ่ เฉกเช่นการเดินทางมิอาจไร้ซึ่งทิศทาง เป้าหมายที่ &#8220;ยิ่งใหญ่&#8221; ก็มิอาจไร้ซึ่งการรอคอยและความอดทน หมอบ้านนอกจากอำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ รวบรวมเงินลงทุนเท่าที่มีมุ่งหน้าสู่ตลาดหุ้น เขาตั้งความหวังเหมือนนักลงทุนทุกคน นั่นคือ &#8220;กำไร&#8221;
แต่การค้าขายหุ้นของหมอมีความชัดเจนตั้งแต่แรกว่า จะเน้นที่กำไรจาก Capital Gain (ส่วนต่างราคาหุ้น) เป็น &#8220;อันดับแรก&#8221; เงินปันผลเป็นเพียง &#8220;ผลพลอยได้&#8221;
&#8220;ไม่มีประโยชน์ที่ได้ปันผลเยอะแต่ราคาหุ้นร่วง(ตก)มากกว่าหลังขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อไม่มีสิทธิรับเงินปันผล) จำไว้ว่าปัจจัยแรกที่หุ้นจะขึ้นคือ &#8220;ผลกำไร&#8221; รองลงมาคือ &#8220;เงินปันผล&#8221; (ต้องสมน้ำสมเนื้อ) มีตัวอย่างให้เห็นมามากที่บริษัทกำไรดี แต่จ่ายปันผลน้อยแถมหุ้นก็ไม่ขึ้น&#8221;
อีกจุดที่ยากของการลงทุนคือ การตัดสินใจ  &#8220;ขาย&#8221; จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นไปถึง Fair Value (ราคายุติธรรม) หรือ Over จากนั้นไปแล้ว หมอบำรุงจะเริ่มจับตาเป็นพิเศษโดยไม่คิดที่จะถือหุ้นตัวไหนไปนานๆ ยกเว้นแต่ราคายังไม่เต็มมูลค่า
“ผมเชื่อว่าของทุกอย่างมีราคาที่เหมาะสมของมัน ไม่มีหุ้นตัวไหนที่ราคาอินฟีนิตี้(ไม่มีจุดจบ) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/news_img_345499_1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8756" title="news_img_345499_1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/news_img_345499_1.jpg" alt="" width="460" height="322" /></a></p>
<p>หุ้นวัฏจักร ถ้าอยู่ในรอบ &#8216;ขาขึ้น&#8217; จะให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาล แม้แต่ &#8216;ช้าง&#8217; ก็ &#8216;บิน&#8217; ได้ หลังวิกฤติ หุ้นยานยนต์ ท่องเที่ยว อสังหาฯจะรีเทิร์นเสมอ</p>
<p>ไม่ง่ายที่คนคนหนึ่งจะใช้ &#8220;เรือเล็ก&#8221; ออกจับปลาใหญ่ในมหาสมุทรกว้าง โดยไม่ล้มครืนกลางทะเลเมื่อเจอพายุใหญ่ เฉกเช่นการเดินทางมิอาจไร้ซึ่งทิศทาง เป้าหมายที่ &#8220;ยิ่งใหญ่&#8221; ก็มิอาจไร้ซึ่งการรอคอยและความอดทน หมอบ้านนอกจากอำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ รวบรวมเงินลงทุนเท่าที่มีมุ่งหน้าสู่ตลาดหุ้น เขาตั้งความหวังเหมือนนักลงทุนทุกคน นั่นคือ &#8220;กำไร&#8221;</p>
<p>แต่การค้าขายหุ้นของหมอมีความชัดเจนตั้งแต่แรกว่า จะเน้นที่กำไรจาก Capital Gain (ส่วนต่างราคาหุ้น) เป็น &#8220;อันดับแรก&#8221; เงินปันผลเป็นเพียง &#8220;ผลพลอยได้&#8221;</p>
<p>&#8220;ไม่มีประโยชน์ที่ได้ปันผลเยอะแต่ราคาหุ้นร่วง(ตก)มากกว่าหลังขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อไม่มีสิทธิรับเงินปันผล) <strong>จำไว้ว่าปัจจัยแรกที่หุ้นจะขึ้นคือ &#8220;ผลกำไร&#8221; รองลงมาคือ &#8220;เงินปันผล&#8221; (ต้องสมน้ำสมเนื้อ) มีตัวอย่างให้เห็นมามากที่บริษัทกำไรดี แต่จ่ายปันผลน้อยแถมหุ้นก็ไม่ขึ้น</strong>&#8221;</p>
<p>อีกจุดที่ยากของการลงทุนคือ การตัดสินใจ  &#8220;ขาย&#8221; จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นไปถึง Fair Value (ราคายุติธรรม) หรือ Over จากนั้นไปแล้ว หมอบำรุงจะเริ่มจับตาเป็นพิเศษโดยไม่คิดที่จะถือหุ้นตัวไหนไปนานๆ ยกเว้นแต่ราคายังไม่เต็มมูลค่า</p>
<p>“ผมเชื่อว่าของทุกอย่างมีราคาที่เหมาะสมของมัน ไม่มีหุ้นตัวไหนที่ราคาอินฟีนิตี้(ไม่มีจุดจบ) ต่อให้ดีแค่ไหนก็ตาม”</p>
<p>ชอบแทงหุ้น &#8216;วัฏจักร&#8217; แนวทางที่ &#8220;ใช่&#8221;</p>
<p>คุณหมอ เริ่มเล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้นแบบเจาะลึกหลังจากที่ค้นพบแนวทางของตัวเองแล้ว ปีที่ 5 ของการลงทุน (ปี 2549) เขาค้นพบหุ้น 2 ตัวที่ดีและชอบทั้งคู่ โดยกลั่นกรองมาแล้วหลายชั้น ตัวแรกคือ ไอที ซิตี้ (IT) ซึ่งเข้าข่ายเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock) มีกำไรก็นำไปขยายกิจการต่อโดยไม่ต้องเพิ่มทุน อีกตัว ผาแดงอินดัสทรี (PDI) ซึ่งเป็นหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) สุดท้ายหมอเลือกเทน้ำหนักลงหุ้น PDI เพียงตัวเดียว</p>
<p>“ผมชั่งน้ำหนักอยู่นาน จนตัดสินใจเลือกหุ้นวัฏจักร และก็เป็นไปตามคาด คือทำกำไรได้อย่างมาก จนกล้าออกจากงานประจำในเวลาต่อมา”</p>
<p>พอย่างเข้าปีที่ 6 ของการลงทุน ในปี 2550 ตลาดหุ้นกลับมาเป็น &#8220;ขาขึ้น&#8221; จากดัชนี 608 จุด ทะยานขึ้นไป 924 จุด หมอเปลี่ยนแนวทางโดยหันมา &#8220;กระจายความเสี่ยง&#8221; ไม่ถือหุ้นตัวเดียว โดยคัดกรองหุ้นที่จะซื้อได้ 4 ตัว เป็น Growth Stock และ Cyclical Stock ผสมกัน โดยสี่ตัวที่เลือกคือ ซีพี ออลล์ (CPALL) โรงพยาบาลไทยนครินทร์ (TNH) ทิปโก้แอสฟัลท์  (TASCO) และ ปริญสิริ (PRIN)</p>
<p>สาเหตุที่เลือกหุ้นเซเว่นอีเลฟเว่น (CPALL) หมอมองว่า เป็นหุ้นเติบโตมีรายได้มั่นคง ส่วนสามตัวหลัง (TNH, TASCO, PRIN) มองเป็นหุ้นวัฏจักรที่อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในวงจร &#8220;ขาขึ้น&#8221;</p>
<p>&#8220;ผมเคยทำงานโรงพยาบาลเลยพอรู้ว่าหุ้นโรงพยาบาลไทยนครินทร์เป็นบริษัทที่ดี แต่ดูไปดูมาไปเจอหุ้น เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) ที่ดีกว่าเลยตัดสินใจขายหุ้น 4 ตัว ย้ายมาลงทุน STPI เพียงตัวเดียวอีกครั้ง&#8221;</p>
<p>ค้นพบหุ้น STPI จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ</p>
<p>เหตุใดหมอถึงกล้าทุ่มเงินลงทุนหมดหน้าตักวางเดิมพันกับหุ้น เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) ของ &#8220;เสี่ยหนู&#8221; อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้มีอำนาจ &#8220;เบอร์สอง&#8221; พรรคภูมิใจไทย บริษัทนี้บริหารโดย มาศถวิน ชาญวีรกูล ลูกชายคนเล็ก รมว.มหาดไทย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล</p>
<p>หลังจากเข้าไปเจาะลึกบริษัทอย่างละเอียด หมอ พบว่า STPI มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนทำโครงสร้างเหล็กทั่วไป อย่างสะพานพระรามแปด ซึ่งมาร์จินนิดเดียว จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อปี 2548-2549 หลังร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท CLOUGH (คลัฟ) จากออสเตรเลียรับงานเชื่อมท่อ (Piping Fabrication) และงานประกอบโรงงานสำเร็จรูป (Process Module) ซึ่งมีมาร์จินสูง แถมรายได้ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด</p>
<p>&#8220;ผมดูข่าวในรอยเตอร์ออสเตรเลียบอกว่า STPI ได้งาน Module มูลค่า 12,000 ล้านบาทเฉพาะค่าแรงไม่รวมค่าวัสดุ จากเดิมรับงานแค่ปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท สมมติมาร์จินแค่ 10% ก็โตมหาศาลแล้ว <strong>แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ ราคาหุ้นเลยยังไม่ขึ้นเป็นโอกาสดีของผม</strong>&#8221;</p>
<p>นอกจากนี้หุ้น STPI ยังเป็นหุ้นวัฏจักร เพราะรับงานสร้างโรงงานปิโตรเคมี ซึ่งตอนนั้นอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาขึ้นเพราะราคาน้ำมันเริ่มแพงขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2546 ดูง่ายๆอย่างหุ้นปตท. (PTT) หรือ ไทยออยล์ (TOP) รวมถึงบริษัทน้ำมันทั่วโลกพอมีกำไรก็ลงทุนเพิ่มเพราะไม่อยากเสียมาร์เก็ตแชร์</p>
<p>&#8220;ผมทำกำไรจากหุ้น STPI มากถึง 200% แต่ยังไม่ขายในปีนั้น แต่ก็ถือว่าชนะภาพรวมตลาดในปี 2550 ซึ่งบวกขึ้นมา 26%&#8221;</p>
<p>พอมาถึงปี 2551 มาเจอวิกฤติซับไพร์ม ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง หุ้นไทยตกจากจุดสูงสุด 886 จุด ลงมาต่ำสุด 380 จุด แต่หุ้น STPI ลงมานิดเดียว แถมได้วอร์แรนท์ฟรีปีนั้นเลยถือว่า &#8220;โชคสองชั้น&#8221; ทั้งปีมีกำไรเพิ่มล้านสองล้านบาท ก็ยังชนะภาพรวมตลาดที่ติดลบมากกว่า 50% หลังจากขายหุ้น STPI มีกำไรเป็นกอบเป็นกำก็นำเงินไปทุ่มซื้อหุ้น สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) และไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ที่ราคาหุ้นปรับลดลงอย่างหนักจากวิกฤติ</p>
<p>&#8220;ผมติดตามหุ้น SAT มาตลอดพอเห็นราคาหุ้นลงมามาก จาก 16 บาท ตกต่ำสุด 3.26 บาท ก็เข้าไปซื้อไว้ที่ราคา 5-6 บาท ตอนนี้ราคาขึ้นมาเหนือ 20 บาทแล้ว คิดว่ายังมีโอกาสไปต่อได้อีก&#8221;</p>
<p><strong>สาเหตุที่เลือกหุ้นกลุ่มยานยนต์ เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติซึ่งจะมาทุกๆ 12 ปี ธุรกิจรถยนต์กับท่องเที่ยวจะกระทบหนักที่สุด</strong> จากที่สำรวจหุ้นกลุ่มนี้พบสองบริษัทที่เข้มแข็งคือ SAT กับ STANLY  โดยหุ้น สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ ครองตลาด 60% ในกลุ่มสินค้าดิสก์เบรกและพวกชิ้นส่วนเล็กๆ มี ROE ย้อนหลัง 20% แปลว่าเป็นธุรกิจที่แข่งขันไม่สูงนัก แม้จะมีหนี้สูงหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะถ้าอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นมีหนี้แต่มีออเดอร์ก็ไม่มีปัญหา</p>
<p>ส่วนหุ้น STANLY เป็นเจ้าตลาดไฟรถยนต์ 60% และไฟรถมอเตอร์ไซค์ 90% และมีการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ปีนั้น (2551) ค่ายรถบิ๊กทรีของโลกรวมถึงโตโยต้าขาดทุนหมด แต่ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้ายังมีกำไร เรียกว่าเป็น &#8220;ราชาในหมู่ราชา&#8221; ทีเดียว</p>
<p>&#8220;หุ้นตัวนี้ราคาต่ำสุดที่ 45.25 บาท แต่ผมซื้อที่ราคา 80 บาท เพราะต้องรอขายหุ้น STPI ออกไปก่อน เวลาเศรษฐกิจฟื้นหุ้นตัวนี้ยังไงก็กลับมาแน่&#8221;</p>
<p><strong>สี่ตีนยังรู้พลาด&#8230;นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง</strong></p>
<p>ใช่ว่าการลงทุนจะสำเร็จไปเสียหมด หมอเล่าว่า จุดพลาดน่าจะเป็นการมองข้ามหุ้นบางตัวไป ทั้งๆที่เล็งไว้นานแล้ว อย่างปี 2546 เคยดูหุ้น STANLY ไว้แล้วตั้งแต่ราคา 6 บาทแต่พอแตกพาร์ราคาก็ไปถึง 200 บาท รวมถึงหุ้นเดินเรืออย่าง PSL พอแตกพาร์วิ่งตั้งแต่ราคา 2.5 บาทไปถึง 50 บาท ขึ้นไป 20 เท่า วิกฤติล่าสุดก็ &#8220;พลาด&#8221; ไม่ได้เก็บหุ้นอสังหาริมทรัพย์ไว้เลย เพราะคิดว่าจะกระทบไม่หนักเท่ายานยนต์</p>
<p>สาเหตุที่พลาดเพราะมองว่าหุ้นเดินเรือตอนนั้นหนี้สูง ซึ่งไม่ตรงกับคุณสมบัติของหุ้น Growth Stock ตามที่หนังสือตีแตกเขียนไว้ แต่จริงแล้วทฤษฎีนั้นใช้กับหุ้นวัฏจักรไม่ได้คนละเรื่องกัน หุ้น Cyclical Stock มีหนี้เยอะได้ แต่ต้องดูให้ดีว่ากำลังเป็นขาขึ้นแล้วหรือยัง</p>
<p>&#8220;หุ้นวัฏจักรเมื่อถึงรอบของมันช้างยังบินได้เลย ชีวิตการลงทุนของผมเพิ่งผ่านวิกฤติใหญ่มาแค่ครั้งเดียว ครั้งต่อไปจะไม่ยอมพลาดแล้ว&#8221;</p>
<p>ถามถึงพอร์ตในปัจจุบัน คุณหมอบอกว่าตอนนี้มีหุ้นอยู่ 8 ตัว ถ้าดูในเว็บตลาดหลักทรัพย์อาจเห็นถือหุ้น SAT สัดส่วนพอสมควร แต่จริงแล้วหุ้นตัวใหญ่ที่สุดในพอร์ตตอนนี้เป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่เพิ่งปรับโครงสร้างธุรกิจจากผู้วางเครือข่ายโทรศัพท์บ้านมาเป็นอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (ขอไม่บอกชื่อเพราะอาจเป็นการชี้นำ)</p>
<p>&#8220;หุ้นตัวนี้เป็น Turnaround Stock ผู้บริหารบอกว่าปีนี้จะโต 32% และในอีก 5 ปีจะโต 20% ทุกปี ค่าพี/อีมันต้องสูงกว่านี้แน่&#8221;</p>
<p>วิเคราะห์แบบเจาะลึกจะพบว่าโทรศัพท์มือถือเคยเป็นของฟุ่มเฟือย ปัจจุบันเป็นของจำเป็น ยอดขายคอมพิวเตอร์เติบโต 3-4 เท่าของจีดีพีมาตลอด ส่วนอินเทอร์เน็ตแบบเดิมตลาดอิ่มตัวแล้วแต่บรอดแบนด์มันโตตลอด พอคนใช้เน็ตเร็วแล้วไม่มีเปลี่ยนมาช้าลงหรอก บริษัทนี้มีโครงข่ายทั่วประเทศพร้อมแล้วด้วย</p>
<p>อีกตัวที่ลงทุนเยอะคือหุ้นนิคมอุตสาหกรรมที่มีพอร์ตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรถยนต์ ราคาหุ้นเดือนเดียวขึ้นมาถึง 50% เหตุเพราะค่ายรถยนต์เริ่มกลับมาลงทุนอีกครั้งหลังวิกฤติ ที่สำคัญพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนไปมากในอีกไม่กี่ปีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคจะเข้ามาแทน ไม่พึ่งพิงการขายที่ดินอย่างเดียว ขณะที่หุ้นนิคมฯตัวอื่นยังพึ่งการขายที่ดินเป็นหลัก</p>
<p><strong>วิเคราะห์หุ้นเหมือนการทำวิทยานิพนธ์</strong></p>
<p><strong>เบื้องหลังความสำเร็จของ นพ.บำรุง หาใช่ &#8220;โชค&#8221; แต่เป็นการ &#8220;ทำการบ้าน&#8221; อย่างหนัก หมอเปรียบการวิเคราะห์หุ้นเหมือนกับการทำวิทยานิพนธ์ต้องตัดอารมณ์ความชอบส่วนตัวออก เพราะอารมณ์จะทำให้เกิดความลำเอียง สิ่งที่ต้องการคือข้อเท็จจริงล้วนๆ</strong></p>
<p><strong>นอกจากตัวเลขต่างๆที่ต้องดูแล้ว ปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์หุ้นก็คือ &#8220;ธรรมาภิบาล&#8221; ของบริษัทและผู้บริหาร ต่อให้หุ้นดีแต่ผู้บริหารมีข่าวในแง่ลบ เช่น ถูก ก.ล.ต.ลงโทษก็จะ &#8220;ไม่ซื้อ&#8221; แม้หุ้นจะขึ้นก็ไม่เสียดายจะคิดว่านั่นไม่ใช่เงินของเรา</strong></p>
<p><strong>หมอบำรุง ยังฝากให้ระวังหุ้นที่มี &#8220;นัยแอบแฝง&#8221; </strong>อย่าง หุ้นไทยเรยอน (TR) ทำธุรกิจผูกขาด แต่ปันผลแค่ 10% ของกำไรสุทธิ เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่คนอินเดียไม่อยากแบ่งเงินปันผลให้คนไทย หรือหุ้นอเมริกันสแตนดาร์ดก็ออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปเฉยๆ พวกนี้ระวังติด &#8220;กับดักสภาพคล่อง&#8221;</p>
<p>แล้วก็มีหุ้นที่กำไรไม่เยอะแต่จ่ายปันผลหนักๆ ยกตัวอย่างเช่น หุ้นคอมพาสส์ อีสต์ อินดัสตรี้ (CEI) ทำพัดลมขายเคยจ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาททั้งที่กำไรต่อหุ้น &#8220;บาทเดียว&#8221; ราคาหุ้นก็ถูกดันจาก 6-7 บาทไปกว่า 20 บาท ต่อมาความแตกว่า ผู้บริหารรู้ล่วงหน้าว่าจะถูกยกเลิกออเดอร์จากลูกค้ารายใหญ่ ราคาหุ้นก็ร่วงลงมาอยู่ที่ 2 บาท <strong>ทั้งหมดนี้สอนว่าการวิเคราะห์หุ้นต้องดูเนื้อในให้ดีๆ และโฟกัสที่ตัวแนวโน้มกำไรสุทธิมากกว่าเงินปันผล</strong></p>
<p>สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นหลังจากนี้ นพ.บำรุงบอกว่า &#8220;ดูยาก&#8221; ถ้าเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์เขาจะไม่สนใจดัชนีเลยแต่จะให้ความสำคัญกับหุ้นเป็นตัวๆมากกว่า ส่วนตัวมองว่าถ้าคิดจะลงทุนแบบ &#8220;วีไอ&#8221; (แวลูอินเวสเตอร์) ตอนนี้คงไม่ง่ายนัก</p>
<p>&#8220;ผมคิดว่าหุ้นที่ยัง Under Value ในตลาดหุ้นไทยตอนนี้เหลือไม่ถึง 10% หรือไม่เกิน 50 ตัวแล้ว และไม่รู้จะหาเจอหรือเปล่า อาจจะต้องรอวิกฤติครั้งต่อไปมาถึงก่อน&#8221;</p>
<p><strong>เส้นทางสู่ร้อยล้าน..&#8217;นพ.บำรุง ศรีงาน&#8217;</strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>
<p><strong>วันที่ 9 สิงหาคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%9e-%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 ซีอีโอโลกสุดอื้อฉาว : อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Aug 2010 04:47:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[à¸­à¸¸à¹„à¸£à¸§à¸£à¸£à¸“ à¸ à¸¹à¹ˆà¸§à¸´à¸ˆà¸´à¸•à¸£à¸ªà¸¸à¸—à¸´à¸™]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8777</guid>
		<description><![CDATA[
&#8220;ไทม์&#8221; นิตยสารการเมืองเศรษฐกิจชั้นนำของสหรัฐ เผยแพร่การจัดอันดับสุดยอดประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) ชื่ออื้อฉาว 10 อันดับแรกของโลก ผ่านเว็บไซต์ไทม์ดอทคอมกลางสัปดาห์นี้ มอบให้ &#8220;เคนเนธ เลย์&#8221; อดีตซีอีโอของ เอนรอน ผู้ล่วงลับแล้ว เป็นแชมป์และเป็นตำนานสร้างความอื้อฉาวอย่างที่สุด จนทำให้เอนรอนอดีตบริษัทค้าพลังงานใหญ่สุดของโลกมีอายุกว่า 20 ปี เคยติด 10 อันดับแรกบริษัทใหญ่จากการอันดับของ &#8220;ฟอร์จูน&#8221; นิตยสารเศรษฐกิจชื่อดังของสหรัฐ ต้องล้มละลายในเวลาเพียงปีเดียว
เลย์เป็นผู้สร้างเอนรอนขึ้นมาในปี 2523 จากนั้น 20 ปีต่อมาคือในปี 2543 เขาได้ผลักดันให้บริษัทค้าแก๊สธรรมชาติเล็กๆธรรมดาอย่าง เอนรอน ผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทค้าพลังงานยักษ์ใหญ่มีมูลค่า 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่เงินหมุนเวียนในบริษัทส่วนใหญ่เกิดจากการตกแต่งบัญชีให้คลุมเครือ เมื่อขาดทุนมหาศาลก็ไม่ได้บันทึกไว้ในงบบัญชี
ต่อมาในเดือนมี.ค.2544 นักวิเคราะห์เริ่มสงสัยการขยายธุรกิจของเอนรอน จากนั้นในเดือนต.ค.ปีเดียวกัน คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ สั่งสอบงบบัญชีบริษัทและพบความจริงว่า เลย์ กับ เจฟฟรีย์ สกิลลิ่ง อดีตผู้บริหารเอนรอนเช่นกัน ร่วมกันฉ้อฉลยักยอกเงินมหาศาลของบริษัท
ผลสอบสวนทำให้เพียงปีเดียว ราคาหุ้นเอนรอนซึ่งเคยเป็นหุ้นชั้นดีในตลาด ร่วงลงต่อเนื่องจาก 90 ดอลลาร์ต่อหุ้นเหลือไม่ถึง 1 ดอลลาร์หุ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นต้องสูญเสียเงินลงทุนมากมายถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนหัวโจกอย่างเลย์เกิดอาการหัวใจวายเสียชีวิตระหว่างขั้นตอนพิจารณาคดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/scandal.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8778" title="scandal" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/scandal-300x277.jpg" alt="" width="300" height="277" /></a></p>
<p>&#8220;ไทม์&#8221; นิตยสารการเมืองเศรษฐกิจชั้นนำของสหรัฐ เผยแพร่การจัดอันดับสุดยอดประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) ชื่ออื้อฉาว 10 อันดับแรกของโลก ผ่านเว็บไซต์ไทม์ดอทคอมกลางสัปดาห์นี้ มอบให้ &#8220;เคนเนธ เลย์&#8221; อดีตซีอีโอของ เอนรอน ผู้ล่วงลับแล้ว เป็นแชมป์และเป็นตำนานสร้างความอื้อฉาวอย่างที่สุด จนทำให้เอนรอนอดีตบริษัทค้าพลังงานใหญ่สุดของโลกมีอายุกว่า 20 ปี เคยติด 10 อันดับแรกบริษัทใหญ่จากการอันดับของ &#8220;ฟอร์จูน&#8221; นิตยสารเศรษฐกิจชื่อดังของสหรัฐ ต้องล้มละลายในเวลาเพียงปีเดียว</p>
<p><strong>เลย์เป็นผู้สร้างเอนรอนขึ้นมาในปี 2523 จากนั้น 20 ปีต่อมาคือในปี 2543 เขาได้ผลักดันให้บริษัทค้าแก๊สธรรมชาติเล็กๆธรรมดาอย่าง เอนรอน ผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทค้าพลังงานยักษ์ใหญ่มีมูลค่า 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์</strong> <strong>แต่เงินหมุนเวียนในบริษัทส่วนใหญ่เกิดจากการตกแต่งบัญชีให้คลุมเครือ เมื่อขาดทุนมหาศาลก็ไม่ได้บันทึกไว้ในงบบัญชี</strong></p>
<p>ต่อมาในเดือนมี.ค.2544 นักวิเคราะห์เริ่มสงสัยการขยายธุรกิจของเอนรอน จากนั้นในเดือนต.ค.ปีเดียวกัน คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ สั่งสอบงบบัญชีบริษัทและพบความจริงว่า เลย์ กับ เจฟฟรีย์ สกิลลิ่ง อดีตผู้บริหารเอนรอนเช่นกัน ร่วมกันฉ้อฉลยักยอกเงินมหาศาลของบริษัท</p>
<p><strong>ผลสอบสวนทำให้เพียงปีเดียว ราคาหุ้นเอนรอนซึ่งเคยเป็นหุ้นชั้นดีในตลาด ร่วงลงต่อเนื่องจาก 90 ดอลลาร์ต่อหุ้นเหลือไม่ถึง 1 ดอลลาร์หุ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นต้องสูญเสียเงินลงทุนมากมายถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์</strong> ส่วนหัวโจกอย่างเลย์เกิดอาการหัวใจวายเสียชีวิตระหว่างขั้นตอนพิจารณาคดี แต่สกิลลิ่งขณะนี้ยังคงรับโทษจำคุก</p>
<p><strong>มาที่อันดับ 2 ไทม์ มอบให้ &#8220;เบอร์นีย์ เอบเบอร์ส&#8221; อดีตซีอีโอ เวิลด์ คอม</strong> บริษัทสื่อสารใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐขณะนั้น เป็นผู้ก่อชื่อเสียให้วงการสื่อสารโลกมากที่สุด ทั้งๆที่เอบเบอร์สเป็นผู้มีชื่อจารึกในหอเกียรติยศนักธุรกิจของมลรัฐมิสซิสซิปปี และโชว์ความสามารถก้าวขึ้นเป็นซีอีโอเวิลด์คอมได้ในปี 2538</p>
<p><strong>เอบเบอร์ส ปลุกปั้นเวิลด์คอมที่เป็นเพียงบริษัทเล็กให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเข้าไปซื้อกิจการคู่แข่งหลายราย จนที่สุดทำให้เวิลด์คอมติดกลุ่มบริษัทสื่อสารใหญ่สุดของโลกได้</strong> และในปี 2543 เวิลด์คอมรุ่งเรืองอย่างที่สุด<strong> </strong>ขณะที่สินทรัพย์ส่วนตัวของเอบเบอร์สช่วงนั้นมีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์</p>
<p>ต่อมาในปี 2545 ทางการสหรัฐสั่งสอบงบบัญชีคลุมเครือของเวิลด์คอม<strong> และพบความจริงซึ่งเป็นที่มาของข้อกล่าวหาฉ้อฉลปกปิดและตกแต่งบัญชีครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์</strong> ซึ่งมูลค่าบริษัทขณะนั้นมากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับเอบเบอร์สถูกกล่าวหานำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว 366 ล้านดอลลาร์</p>
<p><strong>และช่วงที่เกิดข่าวราคาหุ้น<strong>เวิลด์คอม</strong>ดิ่งลงอย่างหนักจาก 64 ดอลลาร์ต่อหุ้น เหลือแค่ 1 ดอลลาร์กว่าๆ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของผู้ถือหุ้นมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์</strong> ปัจจุบันเอบเบอร์สยังคงรับโทษจำคุกเป็นเวลา 25 ปี และมีกำหนดพ้นโทษในปี 2571</p>
<p><strong>ส่วนอันดับ 3 อดีตซีอีโอของ ฮิวเลตต์-แพคการ์ด บริษัทไอทีชั้นนำระดับโลก มาร์ค เฮิร์ด เพิ่งเป็นข่าวสดๆร้อนๆ</strong> เพราะผลจากการทำผิดศีลธรรมเล็กน้อยไม่ถึงขั้นเลวร้ายอย่างที่สุด แต่ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่เขาได้รับคือ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งซีอีโอ เมื่อ วันที่ 6 ส.ค.ปีนี้ เพราะบิดเบือนรายงานค่าใช้จ่ายเพียง 2 หมื่นดอลลาร์ หวังช่วยผู้จัดงานอีเวนท์หญิงเป็นดาราทีวีดังจัดรายการเรียลลิตี้ &#8220;โจดี้ ฟิชเชอร์&#8221; เพื่อแลกกับสัมพันธ์สวาท แต่ฝ่ายหญิงไม่เล่นด้วยและเปิดโปงให้โลกรับรู้เสียก่อน</p>
<p><strong>สำหรับ อันดับ 4 ไทม์ยก ให้ &#8220;เจมส์ แมคเดอร์มอตต์&#8221; เคยทำงานให้ คีฟฟี บูแยตต์ แอนด์ วูดส์ วาณิชธนกิจชั้นนำระดับประเทศของสหรัฐ</strong> เผลอให้ข้อมูลดีลควบรวมกับดาราหนังโป๊ &#8220;แมริลีน สตาร์&#8221; ซึ่งเขามีสัมพันธ์สวาทด้วย และสตาร์ได้เล่าข้อมูลนี้ให้ &#8220;แอนโธนี่ ปอมโพนิโอ&#8221; คู่นอนอีกคนหนึ่งฟัง</p>
<p>ทั้ง สตาร์ และ ปอมโพนิโอ ใช้ข้อมูลของแมคดอร์มอตต์ ทำเงินจากการซื้อขายในตลาดหุ้นมากกว่า 8 หมื่นดอลลาร์ ต่อมาสตาร์ถูกจับและส่งตัวกลับสหรัฐรับโทษจำคุกไม่กี่เดือน ส่วนแมคเดอร์มอตต์ถูกไล่ออกโดนปรับเป็นเงิน 2.3 แสนดอลลาร์พร้อมโทษจำคุก</p>
<p><strong>มาถึง อันดับ 5 เป็นของ &#8220;มาร์ธา สจ๊วต&#8221; ซีอีโอผู้สามารถลบชื่อเสียของตัวเอง กลับมาบริหาร มาร์ธา สจ๊วต ลีฟวิ่ง ออมนิมีเดีย ของตัวเองอีกครั้ง</strong> แม้เป็นหญิงเก่งก่อตั้งบริษัทจัดเลี้ยงอาหารในปี 2519 มีหนังสือทำอาหารเล่มแรกในปี 2525 ออกนิตยสารได้ในปี 2536 ก่อนขึ้นเป็นประธานและซีอีโอของมาร์ธา สจ๊วต ลีฟวิ่ง ออมนิมีเดียในปี 2540</p>
<p>แต่ในปี 2547<strong> สจ๊วตถูกลงโทษในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมบิดเบือนข้อมูลการใช้ข้อมูลภายใน(อินไซเดอร์) ซื้อขายหุ้นอิมโคลน ซิสเทมส์</strong> แต่โทษที่ได้รับคือถูกกักกันในเรือนจำเพียง 5 เดือน และถูกปล่อยตัวกลับมานั่งบริหารบริษัทขยายธุรกิจใหญ่ขึ้นกว่าเดิม</p>
<p><strong>อันดับ 6 ตกเป็นของ &#8220;จอห์น บราวนี่&#8221; อดีตซีอีโอ บีพี บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ถูกไล่ออกเพราะโกหกเรื่องส่วนตัว</strong> เป็นสัมพันธ์สวาทกับเพื่อนชายชาวแคนาดา เมื่อต้องขึ้นศาลในข้อพิพาทกับสื่อที่ตีพิมพ์ภาพของเขากับเพื่อนชาย โดยบราวนี่โกหกว่า เขาพบเพื่อนชายระหว่างวิ่งออกกำลังสวนแห่งหนึ่ง แต่แท้จริงเขาสานสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์บริษัทจัดหาคู่</p>
<p><strong>สำหรับ อันดับ 7 &#8220;ซันเจย์ กุมาร&#8221; อดีตซีอีโอของ คอมพิวเตอร์ แอสโซซิเอตส์ </strong>ถูกสอบสวนในปี 2547<strong> พบความผิดตกแต่งตัวเลขในบัญชี 2.2 พันล้านดอลลาร์</strong> หลังลาออกและศาลตัดสินรับโทษจำคุก 12 ปีในปี 2549 ระหว่างอยู่ในคุกยังเขียนหนังสือแฉผู้ร่วมทำผิดทั้งอดีตเพื่อนร่วมงานและนักการเมืองดัง</p>
<p><strong>มาถึง อันดับ 8 &#8220;เดวิด เอดมอนด์ซัน&#8221; อดีตซีอีโอของ เรดิโอแชค บริษัทค้าปลีกเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของสหรัฐ ถูกไล่ออกเพราะปลอมประวัติการศึกษาได้ปริญญา 2 ใบ สาขาจิตวิทยากับศาสนศาสตร์ </strong>จากแปซิฟิก โคสต์ แบบติสท์ คอลเลจ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่แท้จริงเป็นนักศึกษาปี 2 เรียนไม่จบแต่เขาสามารถใช้ประวัติการศึกษาปลอมทำงานในบริษัทนี้นานเกือบ 11 ปี</p>
<p><strong>ส่วน &#8220;แฮร์รี่ สโตนไซเฟอร์&#8221; อดีตซีอีโอของ โบอิง ทำเรื่องอื้อฉาวสุด อันดับ 9</strong> ต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะความผิดรับสินบนจากแอร์ฟรานซ์แล้ว ยังโดนอีเมลลึกลับเปิดโปงสัมพันธ์สวาทระหว่างเขากับ &#8220;เดบรา พีบอดี้&#8221; ผู้บริหารหญิงของบริษัท หลังสอบสวนพบมูลความผิดจึงต้องลาออกในปี 2546</p>
<p><strong>ท้ายสุด อันดับ 10 &#8220;ชุง มอง คู&#8221; อดีตประธาน ฮุนได มอเตอร์ </strong>ถูกสอบสวนพบความผิดฐานฉ้อโกงเงินประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ จากเงินทั้งหมดที่ใช้ติดสินบนเจ้าหน้าที่ทางการ</p>
<p><strong>การตัดสินคดีครั้งนั้นถือเป็นชัยชนะของกระบวนการยุติธรรม ที่สามารถบังคับใช้กฎหมายสร้างความโปร่งใสให้วงการธุรกิจเกาหลีใต้</strong> แต่ ชุง มอง คู รับโทษเพียงรองลงอาญาจำคุก 3 ปี ก่อนที่ปี 2551 ได้รับอภัยโทษจากผู้นำเกาหลีใต้ขณะนั้น</p>
<p><strong>10 ซีอีโอโลกสุดอื้อฉาว คุมอุตฯสื่อสาร &#8211; พลังงาน</strong></p>
<p><strong>อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน</strong></p>
<p><strong>วันที่ 13 สิงหาคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิวาทะขึ้นภาษีบนทางแพร่ง &#8216;เศรษฐกิจพัง&#8217; กับ &#8216;การเมืองล้ม&#8217; : Posttoday</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Aug 2010 04:10:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[à¹€à¸¨à¸£à¸©à¸à¸à¸´à¸ˆ]]></category>
		<category><![CDATA[à¹€à¸¨à¸£à¸©à¸à¸¨à¸²à¸ªà¸•à¸£à¹Œ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8773</guid>
		<description><![CDATA[
ที่เมืองไทยกำลังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างถึงข้อเสนอให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)
แม้ว่า กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะยืนยันแล้วว่าจะคงภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ต่อไปอีก 2 ปี แต่วิวาทะนี้มีวี่แววที่จะกลายเป็นประเด็นร้อนต่อไป อย่างน้อยก็ในรัฐบาลชุดต่อไป ที่จะต้องรับภาระการจัดเก็บภาษีต่อจากรัฐบาลชุดนี้ที่ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลมหาศาล
และอย่างน้อยวิวาทะการขึ้นแวตจะไม่เป็นแค่ประเด็นร้อนสำหรับภาครัฐเท่านั้น แต่ในช่วงเวลาที่มีการกล่าวถึงปัญหาช่องว่างความมั่งคั่งของประเทศในวงกว้าง สาธารณชนอาจรู้สึกไม่พอใจหากรัฐจะแก้ปัญหาการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม ด้วยการโยนภาระภาษีอย่างเท่าเทียมกันผ่านแวต แทนที่จะใช้ระบบภาษีก้าวหน้า หรือปัดภาระด้านภาษีไปให้ผู้ที่มีรายได้สูงแบกรับมากกว่า แทนที่จะเกลี่ยให้คนรายได้น้อยอย่างเท่าๆกัน
ปัญหาการขึ้นแวตและการโยนภาระภาษี มิใช่เพียงวิวาทะร้อนแรงสำหรับไทยเท่านั้น แต่เป็นประเด็นปัญหาที่สาธารณชนในประเทศชั้นนำทั่วโลกต่างประสบเช่นเดียวกัน
ที่สหรัฐ มีการยกประเด็นการขึ้นแวตเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลมหาศาลมาตั้งแต่ต้นปี แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน เพราะเกิดการโต้เถียงเรื่องภาระภาษีที่ไม่เป็นธรรมกับคนรายได้ต่ำ
ที่กรีซ ชูนโยบายจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมครั้งใหญ่เพื่อแก้วิกฤตหนี้สาธารณะ ซึ่งตามมาด้วยกระแสความไม่พอใจในวงกว้าง จนยังผลให้เกิดการนัดหยุดงานประท้วงอย่างต่อเนื่อง
ที่ญี่ปุ่น รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น(ดีพีเจ) มีแผนการที่จะขึ้นภาษีเช่นกัน ด้วยเหตุผลเดียวกับสหรัฐและกรีซ ทว่าล่าสุด นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง กลับยืนยันว่าจะยังไม่มีการขึ้นภาษีในเร็วๆนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเพราะกังวลกับผลร้ายทางการเมืองที่จะติดตามมานั่นเอง
จากที่ไล่เรียงสถานการณ์การขึ้นภาษีในแต่ละประเทศ สามารถแจกแจงประเด็นปัญหาได้ 2 ข้อ คือ
ข้อแรก ปัญหาจากความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันของผู้มีรายได้ต่างกัน แต่ต้องแบกรับภาษีอย่างเท่าเทียมกัน
ข้อสอง ปัญหาในเชิงการเมือง จากความลักลั่นของรัฐบาลที่ต้องการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาดดุล แต่ก็เกรงว่าอาจต้องสูญเสียฐานะรัฐบาล เพราะประชาชนไม่พอใจกับการขึ้นภาษี
สำหรับปัญหาแรกนั้น กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในสหรัฐและในอีกหลายประเทศที่มีช่องว่างความมั่งคั่งค่อนข้างกว้าง
ขณะนี้ที่สหรัฐ กำลังเผชิญกับประเด็นปัญหา 2 ระดับ
ประเด็นระดับแรก คือ ความพยายามที่จะขึ้นแวต ซึ่งเป็นท่าทีที่ถูกมองว่าเป็นไปในเชิงรุกเกินไป และสุ่มเสี่ยงกับความพ่ายแพ้ทางการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดีพอ อีกทั้งการขึ้นแวตอาจทำให้การฟื้นตัวสะดุดลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/35179250DA67422CB9D64E0D4DFD9E9E.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8774" title="35179250DA67422CB9D64E0D4DFD9E9E" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/35179250DA67422CB9D64E0D4DFD9E9E.jpg" alt="" width="145" height="250" /></a></p>
<p>ที่เมืองไทยกำลังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างถึงข้อเสนอให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)</p>
<p>แม้ว่า กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะยืนยันแล้วว่าจะคงภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ต่อไปอีก 2 ปี แต่วิวาทะนี้มีวี่แววที่จะกลายเป็นประเด็นร้อนต่อไป อย่างน้อยก็ในรัฐบาลชุดต่อไป ที่จะต้องรับภาระการจัดเก็บภาษีต่อจากรัฐบาลชุดนี้ที่ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลมหาศาล</p>
<p>และอย่างน้อยวิวาทะการขึ้นแวตจะไม่เป็นแค่ประเด็นร้อนสำหรับภาครัฐเท่านั้น แต่ในช่วงเวลาที่มีการกล่าวถึงปัญหาช่องว่างความมั่งคั่งของประเทศในวงกว้าง สาธารณชนอาจรู้สึกไม่พอใจหากรัฐจะแก้ปัญหาการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม ด้วยการโยนภาระภาษีอย่างเท่าเทียมกันผ่านแวต แทนที่จะใช้ระบบภาษีก้าวหน้า หรือปัดภาระด้านภาษีไปให้ผู้ที่มีรายได้สูงแบกรับมากกว่า แทนที่จะเกลี่ยให้คนรายได้น้อยอย่างเท่าๆกัน</p>
<p><strong>ปัญหาการขึ้นแวตและการโยนภาระภาษี มิใช่เพียงวิวาทะร้อนแรงสำหรับไทยเท่านั้น แต่เป็นประเด็นปัญหาที่สาธารณชนในประเทศชั้นนำทั่วโลกต่างประสบเช่นเดียวกัน</strong></p>
<p><strong>ที่สหรัฐ</strong> มีการยกประเด็นการขึ้นแวตเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลมหาศาลมาตั้งแต่ต้นปี แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน เพราะเกิดการโต้เถียงเรื่องภาระภาษีที่ไม่เป็นธรรมกับคนรายได้ต่ำ</p>
<p><strong>ที่กรีซ</strong> ชูนโยบายจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมครั้งใหญ่เพื่อแก้วิกฤตหนี้สาธารณะ ซึ่งตามมาด้วยกระแสความไม่พอใจในวงกว้าง จนยังผลให้เกิดการนัดหยุดงานประท้วงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>ที่ญี่ปุ่น</strong> รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น(ดีพีเจ) มีแผนการที่จะขึ้นภาษีเช่นกัน ด้วยเหตุผลเดียวกับสหรัฐและกรีซ ทว่าล่าสุด นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง กลับยืนยันว่าจะยังไม่มีการขึ้นภาษีในเร็วๆนี้ <strong>ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเพราะกังวลกับผลร้ายทางการเมืองที่จะติดตามมานั่นเอง</strong></p>
<p>จากที่ไล่เรียงสถานการณ์การขึ้นภาษีในแต่ละประเทศ สามารถแจกแจงประเด็นปัญหาได้ 2 ข้อ คือ</p>
<p><strong>ข้อแรก ปัญหาจากความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันของผู้มีรายได้ต่างกัน แต่ต้องแบกรับภาษีอย่างเท่าเทียมกัน</strong></p>
<p><strong>ข้อสอง ปัญหาในเชิงการเมือง จากความลักลั่นของรัฐบาลที่ต้องการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาดดุล แต่ก็เกรงว่าอาจต้องสูญเสียฐานะรัฐบาล เพราะประชาชนไม่พอใจกับการขึ้นภาษี</strong></p>
<p>สำหรับปัญหาแรกนั้น กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในสหรัฐและในอีกหลายประเทศที่มีช่องว่างความมั่งคั่งค่อนข้างกว้าง</p>
<p>ขณะนี้ที่สหรัฐ กำลังเผชิญกับประเด็นปัญหา 2 ระดับ</p>
<p><strong>ประเด็นระดับแรก คือ ความพยายามที่จะขึ้นแวต</strong> ซึ่งเป็นท่าทีที่ถูกมองว่าเป็นไปในเชิงรุกเกินไป และสุ่มเสี่ยงกับความพ่ายแพ้ทางการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดีพอ อีกทั้งการขึ้นแวตอาจทำให้การฟื้นตัวสะดุดลง เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการใช้จ่าย</p>
<p><strong>ประเด็นปัญหาอีกระดับ คือ การประนีประนอม ด้วยการยกเลิกนโยบายลดภาษีของรัฐบาลชุดที่แล้วเฉพาะกับผู้ที่มีรายได้สูงเท่านั้น</strong> แต่คนที่มีรายได้ลำดับลงมายังอยู่ภายใต้มาตรการลดภาษีเช่นเดิม ทว่า พรรครีพับลิกันแย้งว่าการทำเช่นนั้นจะกระทบเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม อันเป็นแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ</p>
<p>เหตุใดการยกเลิกมาตรการลดภาษีคนที่มีรายได้สูง หรือมีรายได้กว่า 2.5 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี ตามข้อเสนอของพรรคเดโมแครตจึงกระทบต่อธุรกิจขนาดย่อม?</p>
<p>นั่นก็เพราะเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมในสหรัฐล้วนแต่เป็นผู้ที่มีรายได้สูงเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง <strong>และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ธุรกิจขนาดย่อมเป็นภาคที่มีการจ้างงานในสัดส่วนสูงถึง 52% ของการจ้างงานทั้งหมด</strong></p>
<p>ความลักลั่นลักษณะนี้ กำลังเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้รัฐบาลสหรัฐพบกับความคืบหน้ามากนักในความพยายามจัดเก็บรายได้เข้ารัฐเพิ่มเติม โดยมิให้กระทบต่อเศรษฐกิจและฐานะทางการเมือง</p>
<p>ขณะที่สหรัฐกำลังคำนวณผลได้ผลเสียจากการขึ้นภาษี <strong>ประเทศที่ขึ้นภาษีไปเรียบร้อยแล้วอย่างกรีซกำลังเป็นตัวอย่างที่ไม่น่าพิสมัยจากการขึ้นภาษีในแทบทุกมิติของการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ</strong> เพราะแม้แต่สื่อโฆษณายังตกเป็นเหยื่อของการขึ้นภาษี</p>
<p>มาตรการขึ้นภาษีของรัฐบาลกรีซ นำมาซึ่งการนัดหยุดงานประท้วงอย่างไม่หยุดหย่อน และเกิดขึ้นทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่สรรพากรและศุลกากรยังร่วมนัดหยุดงานประท้วงมาแล้ว</p>
<p>ยิ่งกรณีขึ้นภาษีโฆษณาของกรีซ ไม่เพียงสร้างความไม่พอใจต่อประชาชนที่รู้สึกว่ารัฐบาลกำลังขึ้นภาษีอย่างมันมือเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นกระแสไม่พอใจไปทั่วยุโรปที่เห็นว่าการขึ้นภาษีสื่อโฆษณาเป็นเรื่องที่ “เกินกว่าเหตุ” และถือเป็นการแทรกแซงสื่อ</p>
<p>จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดกรีซจึงต้องเผชิญกับการนัดหยุดงานประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งย่างเข้าเดือน ส.ค. ก็ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากยังละล้าละลังกับการเก็บภาษีในภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา<strong> รัฐบาลนั้นก็เสี่ยงที่จะมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ต้องคอยกังวลว่าการขึ้นภาษีจะสร้างความเสียหายทางการเมือง ขณะเดียวกันถ้าไม่รีบขึ้นภาษีเศรษฐกิจของประเทศอาจถึงขั้นล่มจม</strong></p>
<p><strong>ประเทศที่ประสบกับภาวะเช่นนี้ คือ ญี่ปุ่น</strong> เพราะหลังจากที่พรรครัฐบาลดีพีเจประกาศแผนขึ้นภาษีบริโภค 5% เพื่อป้องกันมิให้ญี่ปุ่นประสบกับวิกฤตหนี้สาธารณะเช่นเดียวกับกรีซ <strong>แต่หลังจากที่รัฐบาลพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งสภาล่างเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. รัฐบาลญี่ปุ่นพับแผนในทันที</strong></p>
<p>แต่การพับแผนหมายถึงความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และหากระบบการเงินการคลังของประเทศล้มเหลวในฉับพลัน พรรครัฐบาลดีพีเจต้องพบกับหายนะอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เรียกได้ว่าถึงจะขึ้นหรือไม่ขึ้นภาษีก็มีโอกาสพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้งขึ้นทั้งล่อง</p>
<p><strong>การขึ้นภาษีอาจเป็นช่องทางกอบโกยงบประมาณเข้ารัฐ หรือเป็นวิธีแก้ปัญหาทางการคลังที่ง่ายที่สุดก็จริง แต่ก็อาจเป็นหนทางที่บ่อนทำลายรัฐบาล และก่อให้เกิดความโกลาหลในสังคมได้ง่ายที่สุดเช่นกัน </strong></p>
<p><strong>วิวาทะขึ้นภาษีบนทางแพร่งเศรษฐกิจพังกับการเมืองล้ม</strong></p>
<p><strong>โดย Posttoday</strong></p>
<p><strong>9 สิงหาคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>VI Effect : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/vi-effect-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/vi-effect-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Aug 2010 17:40:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[à¸¥à¸‡à¸—à¸¸à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸§à¸­à¸£à¹Œà¹€à¸£à¸™ à¸šà¸±à¸Ÿà¹€à¸Ÿà¸•à¸•à¹Œ]]></category>
		<category><![CDATA[à¸«à¸¸à¹‰à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[à¸”à¸£.à¸™à¸´à¹€à¸§à¸¨à¸™à¹Œ]]></category>
		<category><![CDATA[George Soros]]></category>
		<category><![CDATA[Soros]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8764</guid>
		<description><![CDATA[
ปรากฏการณ์เล็กๆอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ในแวดวงของ Value Investor ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “VI Effect” นี่คือปรากฏการณ์ที่หุ้นหลายๆตัวที่กลุ่ม Value Investor “มืออาชีพ” ซื้อลงทุนและได้รับการกล่าวขวัญถึงในเว็บไซ้ต์หรือสื่อต่างๆ มีราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผล  ผมคงต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Effect” เสียก่อนว่ามันหมายถึงอะไร
เวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน คำว่า Effect นั้น หมายถึงผลกระทบ หรืออิทธิพลอันเนื่องมาจากการกระทำของคนหรือกลุ่มของนักลงทุนที่มีต่อราคาหุ้น ซึ่งอาจจะไม่นับหรือยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นฐานของบริษัท แต่เป็นเรื่องที่การกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ส่งผลให้มีคนทำตามจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่าที่ควรเป็น
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีข่าวว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรไชน่าของจีน ราคาของหุ้นปิโตรไชน่าก็พุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาอันสั้น อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนคิดว่า ถ้าบัฟเฟตต์ซื้อ ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้คงเป็นหุ้นที่ดีและราคาถูก ดังนั้น พวกเขาจึงรีบเข้าไปซื้อตามก่อนที่ราคาจะ “ขึ้น” ไป หรือขึ้นไปอีก
นักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีและถูกเท่าไรนัก แต่เขาคิดว่าคงมีคนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นปิโตรไชน่าตามบัฟเฟตต์ ดังนั้นเดี๋ยวหุ้นก็จะขึ้น ดังนั้น เขาต้องเข้าไปซื้อดักหน้าไว้ก่อน กระบวนการที่คนต่างก็รีบเข้าไปซื้อหุ้นทำให้หุ้นปิโตรไชน่าขึ้นไปเอง ไม่ว่าพื้นฐานจะดีคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่
ลักษณะของการขึ้นของหุ้นในทันทีที่มีข่าวบัฟเฟตต์เข้าไปซื้อนั้นเรียกว่าเป็น “Buffett Effect” และผมคงไม่ต้องพูดต่อว่า อิทธิพลของบัฟเฟตต์ต่อราคาหุ้นนั้นมากแค่ไหน เพราะหุ้นแทบจะทุกตัวที่บัฟเฟตต์ซื้อนั้น หลังปรากฏข่าวหรือแม้แต่ข่าวลือก็มักจะ “วิ่งกระจาย”
Effect หรืออิทธิพลระดับ “โลก” นั้น แน่นอน ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจากบัฟเฟตต์ซึ่งเป็นแนวของ Value  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/stunning-smoke-effect.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8765" title="stunning-smoke-effect" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/stunning-smoke-effect.jpg" alt="" width="450" height="338" /></a></p>
<p><strong>ปรากฏการณ์เล็กๆอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ในแวดวงของ Value Investor ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “VI Effect” นี่คือปรากฏการณ์ที่หุ้นหลายๆตัวที่กลุ่ม Value Investor “มืออาชีพ” ซื้อลงทุนและได้รับการกล่าวขวัญถึงในเว็บไซ้ต์หรือสื่อต่างๆ มีราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก</strong></p>
<p>ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผล  ผมคงต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Effect” เสียก่อนว่ามันหมายถึงอะไร</p>
<p>เวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน <strong>คำว่า Effect นั้น หมายถึงผลกระทบ หรืออิทธิพลอันเนื่องมาจากการกระทำของคนหรือกลุ่มของนักลงทุนที่มีต่อราคาหุ้น ซึ่งอาจจะไม่นับหรือยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นฐานของบริษัท</strong> แต่เป็นเรื่องที่การกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ส่งผลให้มีคนทำตามจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่าที่ควรเป็น</p>
<p>ตัวอย่างเช่น เมื่อมีข่าวว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรไชน่าของจีน ราคาของหุ้นปิโตรไชน่าก็พุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาอันสั้น อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนคิดว่า ถ้าบัฟเฟตต์ซื้อ ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้คงเป็นหุ้นที่ดีและราคาถูก ดังนั้น พวกเขาจึงรีบเข้าไปซื้อตามก่อนที่ราคาจะ “ขึ้น” ไป หรือขึ้นไปอีก</p>
<p><strong>นักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีและถูกเท่าไรนัก แต่เขาคิดว่าคงมีคนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นปิโตรไชน่าตามบัฟเฟตต์ ดังนั้นเดี๋ยวหุ้นก็จะขึ้น ดังนั้น เขาต้องเข้าไปซื้อดักหน้าไว้ก่อน กระบวนการที่คนต่างก็รีบเข้าไปซื้อหุ้นทำให้หุ้นปิโตรไชน่าขึ้นไปเอง ไม่ว่าพื้นฐานจะดีคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่</strong></p>
<p>ลักษณะของการขึ้นของหุ้นในทันทีที่มีข่าวบัฟเฟตต์เข้าไปซื้อนั้นเรียกว่าเป็น “Buffett Effect” และผมคงไม่ต้องพูดต่อว่า อิทธิพลของบัฟเฟตต์ต่อราคาหุ้นนั้นมากแค่ไหน เพราะหุ้นแทบจะทุกตัวที่บัฟเฟตต์ซื้อนั้น หลังปรากฏข่าวหรือแม้แต่ข่าวลือก็มักจะ “วิ่งกระจาย”</p>
<p>Effect หรืออิทธิพลระดับ “โลก” นั้น แน่นอน ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจากบัฟเฟตต์ซึ่งเป็นแนวของ Value  Investor นักเก็งกำไรอย่าง จอร์จ โซรอส นั้นก็มี Effect ไม่แพ้กัน หรืออาจจะมากกว่า ว่ากันว่าถ้า จอร์จ โซรอส เข้าไปเล่นอะไร คนแห่ตามกันเพียบ ตัวอย่างเช่นสมัยที่มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้ค่าเงินบาทล่มสลายนั้น คนที่ทำจริงๆคงเป็น “สาวก” ของโซรอสมากกว่าตัวเขาเอง</p>
<p>ในเมืองไทยนั้น Effect ก่อนหน้านี้เท่าที่เห็น ก็จะมีเฉพาะที่มาจากนักเก็งกำไรหรือ  “นักปั่น”  หุ้นรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสมัยก่อนนั้น <strong>พอมีข่าวว่า เซียนหรือรายใหญ่กำลังเข้ามาเล่นหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนั้นก็ “วิ่งกันกระจาย” เพราะคนเชื่อว่าต้องรีบซื้อก่อนที่มันจะวิ่ง พอคนจำนวนมากคิดแบบนั้น หุ้นก็ต้องขึ้นทั้งๆที่พื้นฐานบริษัทอาจจะแย่มาก</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม Effect เนื่องจากขาใหญ่นั้น ในระยะหลังก็เริ่ม “เลือนลาง” ไป<strong> เนื่องจากคนที่ “ซื้อตาม” นั้น จำนวนมาก “หนีไม่ทัน” และมักจะขาดทุน</strong> จึงเลิกเชื่อถือ ผลก็คือ Effect เหล่านั้นก็หมดไปพร้อมๆกับความนิยมในการเล่นหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีพื้นฐาน และนั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนแบบ  Value Investment ที่เริ่มแพร่หลาย และได้รับการยอมรับมากขึ้น</p>
<p>กลุ่ม Value Investor ที่ได้เริ่มเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆในตลาดหุ้น ตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติปี 2540 นั้น <strong>มาถึงปัจจุบันผมอยากจะพูดว่าเติบโตขึ้นมากแบบก้าวกระโดด และน่าจะกลายเป็น กลุ่มที่มีพลังและอิทธิพลมากพอสมควร และกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า VI Effect</strong> โดยมีเหตุผลต่อไปนี้</p>
<p><strong>ข้อแรกก็คือ “พลังเงิน”</strong> ถึงแม้ว่าเม็ดเงินที่มีในตลาดหุ้นของ VI จะยังน้อยกว่านักลงทุนต่างประเทศหรือนักลงทุนสถาบัน แต่ก็มีนัยสำคัญในตลาด มองคร่าวๆผมคิดว่าเม็ดเงินรวมของกลุ่ม VI นั้น น่าจะอยู่ในหลัก “หลายหมื่นล้านบาท” ซึ่งเพียงพอที่จะ “ขับเคลื่อนราคาหุ้น” ของบริษัทขนาดเล็กหรือกลางบางบริษัทได้ไม่ยาก</p>
<p><strong>ข้อสอง ผลงานและความรอบรู้ในตัวกิจการของ VI ระดับ “เซียน” นั้น สามารถสร้างความประทับใจและน่าเชื่อถือกับนักลงทุนอื่นๆ โดยเฉพาะที่เป็น VI ด้วยกัน ดังนั้น เวลาที่ VI ระดับเซียนซื้อหุ้น จึงมักมีคนซื้อตามกันมาก</strong></p>
<p>พลังเงินจำนวนมากบวกกับตัวหุ้นที่มักจะเป็นบริษัทเล็กและมีหุ้นกระจายอยู่ในตลาดน้อย ทำให้หุ้นตัวดังกล่าววิ่งแรงมาก และนี่ก็ยิ่งดึงดูดให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก Effect ก็เกิดขึ้น</p>
<p><strong>ข้อสามก็คือ พลังของการสื่อสาร</strong> นี่คือวิวัฒนาการของการลงทุนที่ไม่มีในสมัยก่อน ในยุคปัจจุบันนั้น การสื่อสารกว้างขวาง รวดเร็ว แพร่หลาย และถูกมาก นักลงทุนส่วนบุคคลสามารถส่งข้อมูลถึงคนอื่นผ่านสื่อต่างๆได้ด้วยตนเองและทันที และสามารถผ่านถึงผู้รับทางโทรศัพท์มือถือได้ สื่อทางสังคม เช่น เฟซบุค ทวิตเตอร์ หรือบล็อกส่วนตัว <strong>ทำให้การตอบสนองของนักลงทุนนั้นรวดเร็วและรุนแรง</strong></p>
<p><strong>ข้อสี่ พลังของความคิดและความเชื่อที่คล้ายคลึงกันของ VI นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิด Effect ง่ายขึ้น เข้าทำนอง “สามัคคีคือพลัง”</strong> VI จำนวนมากอ่านหรือรับรู้ข้อมูลผ่านเวบไซ้ต์เดียวกัน ไปสัมนาที่เดียวกัน ไปชุมนุมจัดเลี้ยงในกลุ่มเดียวกัน หรืออ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ดังนั้น <strong>เวลาได้รับรู้การซื้อขายหุ้นของ “ผู้นำ” หรือ “เซียน VI” และไปศึกษาเพิ่มเติม การตัดสินใจหรือปฏิบัติจึงออกมาในแนวเดียวกัน</strong></p>
<p>ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงเหตุผลบางส่วนที่ทำให้เริ่มเกิด VI Effect ในตลาดหุ้นไทย <strong>ในระยะสั้น VI Effect ยังน่าจะมีต่อเนื่องไป ซึ่งน่าจะเป็นผลจาก “Success beget Success” หรือความสำเร็จก่อให้เกิดความสำเร็จตามมา อย่างไรก็ตาม ในที่สุด “อิทธิพล” จะยังคงอยู่ได้หรือไม่อยู่ที่ว่า ในระยะยาวแล้ว หุ้นที่เกิดจาก Effect ยังมีราคายืนอยู่และเติบโตขึ้นไปได้หรือไม่</strong> ถ้าปรากฏว่าหุ้นขึ้นไปโดยเกิดจากผลกระทบระยะสั้น แต่หลังจากนั้นหุ้นกลับตกลงมาเนื่องจากผลประกอบการบริษัทไม่เป็นอย่างที่คิด สุดท้ายความเชื่อถือก็จะหมดไป และ Effect ต่างๆจะหมดไป</p>
<p><strong>ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ซื้อหุ้นตามก็ต้องระวังว่า การซื้อตามนั้น ไม่ใช่หลักการของ VI ที่เน้นว่า เราต้อง “คิดเอง” และถ้าเราคิดแล้วมีคนตาม นั่นก็แปลว่า ฝีมือเราอาจจะก้าวขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง และเราน่าจะประสบความสำเร็จสูงขึ้น</strong></p>
<p><strong>VI Effect</strong></p>
<p><strong>โลกในมุมมอง Value Investor</strong></p>
<p><strong>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</strong></p>
<p><strong>19  มิถุนายน 53</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/vi-effect-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Case Study : iPhone 4 กับปัญหาที่อาจนำพาไปสู่วิกฤต : พีรพงศ์ สุวรรณโภคิน</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/case-study-iphone-4-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/case-study-iphone-4-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Aug 2010 01:55:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[à¸žà¸µà¸£à¸žà¸‡à¸¨à¹Œ à¸ªà¸¸à¸§à¸£à¸£à¸“à¹‚à¸ à¸„à¸´à¸™]]></category>
		<category><![CDATA[Sandels]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8760</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อระยะเวลา 2 &#8211; 3 วันที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังนั่งเช็คข่าวผ่านทางอินเทอร์เน็ตอยู่นั้น ผมได้ยินคนๆหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวผมนักพูดขึ้นมาว่า “ปัญหา iPhone 4 ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ แล้วทำไมจึงจะต้องตื่นเต้นหรือเดือดร้อนอะไรกันมากมาย?” ซึ่งก็นับว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจมากในขณะนี้
อย่างที่หลายๆท่านต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่า บริษัท Apple Inc. หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “Apple” นั้น ได้ทำการเปิดตัวและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone) ที่ทั่วทั้งโลกต่างจับตามอง และเฝ้ารอนั่นก็คือ “iPhone 4”
iPhone 4 นั้นได้ทำรายได้และยอดขายอย่างถล่มทลายเพียงไม่กี่วันหลังจากออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สำหรับ Apple แล้ว ไม่มีอะไรที่น่าจะยินดีไปมากกว่าเหตุการณ์นี้อีกหลังจากได้ทำการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ของตน
แต่&#8230;สิ่งที่ทาง Apple ไม่ได้คาดฝันไว้ก็มาถึง สิ่งที่ว่านั้นก็คือ ปัญหาในเรื่องของการรับสัญญาณโทรศัพท์ อันเนื่องมาจากการออกแบบเสาสัญญาณ(Antenna) ที่ผิดพลาด (ปัจจุบันยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวใดๆทั้งสิ้น ในเรื่องของสาเหตุที่แท้จริง) จนก่อให้เกิดการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก เกิดการทำการทดสอบระบบและเสาสัญญาณของ iPhone 4 ไม่ว่าจะด้วยตนเองหรือด้วยการทดสอบจากสำนักข่าว และองค์กรต่างๆในเรื่องของปัญหานี้อย่างมากมายในแต่ละวัน ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าไม่ว่าจะเป็นแหล่งข่าวประเภทใดก็ตาม เช่น Blog, Web Content หรือ YouTube เองก็ดี ต่างนำเสนอประเด็นในเรื่องปัญหาการรับสัญญาณของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/apple-1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8761" title="Apple 1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/apple-1.jpg" alt="" width="321" height="375" /></a></p>
<p>เมื่อระยะเวลา 2 &#8211; 3 วันที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังนั่งเช็คข่าวผ่านทางอินเทอร์เน็ตอยู่นั้น ผมได้ยินคนๆหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวผมนักพูดขึ้นมาว่า<strong> “ปัญหา iPhone 4 ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ แล้วทำไมจึงจะต้องตื่นเต้นหรือเดือดร้อนอะไรกันมากมาย?” ซึ่งก็นับว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจมากในขณะนี้</strong></p>
<p>อย่างที่หลายๆท่านต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่า บริษัท Apple Inc. หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “Apple” นั้น ได้ทำการเปิดตัวและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone) ที่ทั่วทั้งโลกต่างจับตามอง และเฝ้ารอนั่นก็คือ <strong>“iPhone 4”</strong></p>
<p>iPhone 4 นั้นได้ทำรายได้และยอดขายอย่างถล่มทลายเพียงไม่กี่วันหลังจากออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สำหรับ Apple แล้ว ไม่มีอะไรที่น่าจะยินดีไปมากกว่าเหตุการณ์นี้อีกหลังจากได้ทำการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ของตน</p>
<p><strong>แต่&#8230;สิ่งที่ทาง Apple ไม่ได้คาดฝันไว้ก็มาถึง สิ่งที่ว่านั้นก็คือ ปัญหาในเรื่องของการรับสัญญาณโทรศัพท์ อันเนื่องมาจากการออกแบบเสาสัญญาณ(Antenna) ที่ผิดพลาด</strong> (ปัจจุบันยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวใดๆทั้งสิ้น ในเรื่องของสาเหตุที่แท้จริง) จนก่อให้เกิดการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก เกิดการทำการทดสอบระบบและเสาสัญญาณของ iPhone 4 ไม่ว่าจะด้วยตนเองหรือด้วยการทดสอบจากสำนักข่าว และองค์กรต่างๆในเรื่องของปัญหานี้อย่างมากมายในแต่ละวัน ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าไม่ว่าจะเป็นแหล่งข่าวประเภทใดก็ตาม เช่น Blog, Web Content หรือ YouTube เองก็ดี ต่างนำเสนอประเด็นในเรื่องปัญหาการรับสัญญาณของ iPhone 4 กันอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>จนกระทั่งวิกฤต(Crisis)ที่แท้จริงได้ปรากฎขึ้น เมื่อองค์กรผู้บริโภคประจำประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาให้ความเห็นว่า “iPhone 4 ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สมควรซื้อ”</p>
<p>ทีนี้ย้อนกลับไปที่ประเด็นข้างต้นที่ว่า “ทำไมผู้บริโภค หรือองค์กรต่างๆ ต้องออกมาเดือดร้อนหรือเรียกร้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายกับปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ และก็ไม่ได้ส่งผลเสียหายอันร้ายแรงนี้?” คำตอบนั้นอยู่ในตัวของ Apple เองนั่นก็คือ <strong>“อาวุธที่ Apple ใช้ ได้กลับกลายมาเป็นเครื่องมือที่ทำร้ายตัวเอง”</strong></p>
<p><strong>อาวุธที่ทาง Apple ได้ใช้ในการตลาดสำหรับ iphone 4 นั่นก็คือ “ความเงียบ(Silence) และการปกปิด(Secrecy) นั่นเอง”</strong> แต่เดิมทีไม่ว่าจะเป็นในทางทฤษฎี(Theory) หรือทางปฏิบัติก็ตาม ถ้าองค์กรระดับโลกที่เป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยี เป็นผู้นำในด้านความคิดสร้างสรรค์มีผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างกระแส และตอบสนองผู้บริโภคได้อย่างสวยงาม มีความเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม(Innovation)สูง รวมไปถึงผู้บริหารที่คนทั้งโลกต่างรู้จัก ย่อมสามารถสร้างแรงกระตุ้นผู้บริโภคได้อย่างรุนแรง และมีประสิทธิผลเป็นที่แน่แท้</p>
<p>&#8230;แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ “หลักการทั่วไป” เพราะถ้าลองดำเนินการทำตลาดและกระตุ้นผู้บริโภคในรูปแบบที่ตรงกันข้าม(Opposite) จะค้นพบว่า <strong>การสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้เกิดขึ้นในตัวผู้บริโภค ย่อมจะเป็นการกระตุ้นจากภายใน(Internal-Urge) ให้จิตใต้สำนึกรวมไปถึงสมองของผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อในผลิตภัณฑ์อย่างรุนแรง</strong> โดยอาศัยเพียงแค่การ “แหย่” ข่าวลงไปให้สื่อเพียงเล็กน้อย โดยเว้นระยะเวลาให้เหมาะสม ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นเป็นที่แน่นอนว่าเป็นการยากสาหัสที่จะค้นหา รวมไปถึงเลือกใช้กลยุททธ์เช่นนี้ได้(ในทางกลับกันหากองค์กรไหนสามารถกระทำได้สำเร็จ องค์กรนั้นๆก็จะสร้างรายได้เป็บกอบเป็นกำได้อย่างไม่ยาก)</p>
<p><strong>“&#8230;แต่การกระตุ้นผู้บริโภคให้เกิดความต้องการซื้ออย่างแรงกล้านั้น ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมเฉกเช่นกัน เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้น เมื่อเกิดความต้องการแรงกล้ามากเพียงใด ความคาดหวังในสิ่งนั้นๆก็จะย่อมสูงตามกัน รวมไปถึงยังเป็นการเสริมฐานของความพึงพอใจ(Satisfaction) และยอดแห่งความสมหวังให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก&#8230;”</strong></p>
<p>และเป็นธรรมดาของผู้บริโภค เมื่อความคาดหวังนั้นๆไม่สามารถถูกตอบสนองได้อย่างเพียงพอ ความพึงพอใจที่เคยคาดหวังว่าจะได้รับจากโทรศัพท์ iPhone 4 กอปรกับความผิดหวังต่อองค์กรที่เป็นเลิศด้านนวัตกรรมระดับโลก การนิ่งเฉยไม่ยอมรับถึงปัญหาของผู้ผลิตและอีกหลากหลายปัจจัย เช่น ราคา การรอคอยเพื่อที่จะจับจองมารวมกันจน <strong>“จากปัญหาที่หลากหลายจึงกลายมาเป็นวิกฤตแทน”</strong></p>
<p>การแสดงออกของผู้บริโภคที่ผิดหวังในครั้งนี้ ก็แตกต่างไปจากสิ่งที่หลายๆท่านคาดคิดไว้ เพราะการแสดงออกถึงความไม่พึงพอใจต่อ Apple นั้นรุนแรงมากเป็นประวัติการณ์ แต่กลับแสดงออกมาในรูปของภัยมืด(Dark-Danger) หรือเงาที่คืบคลานคอยกัดกิน Apple ผ่านช่องทางสื่อต่างๆแทนการออกมาประท้วงหรือเรียกร้องแบบเช่นเคย</p>
<p><strong>“&#8230;ซึ่งคงไม่มีเรื่องใดที่จะน่าเสียดายไปกว่า การกระตุ้นผู้บริโภคอย่างชาญฉลาดและแยบยล ที่ควรจะเป็นกลยุทธ์เพื่อการสร้างผลกำไรอันงดงาม กลับกลายมาเป็นขวากหนามที่กำลังทิ่มแทง Apple อยู่ ณ ขณะนี้&#8230;”</strong></p>
<p><strong>Case Study : iPhone 4 กับปัญหาที่อาจนำพาไปสู่วิกฤต</strong></p>
<p><strong>Our Columnist @ www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>พีรพงศ์ สุวรรณโภคิน (Sandels)</strong></p>
<p><strong>10 ส.ค. 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/case-study-iphone-4-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
