<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; Good Story</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/story/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>10 วลีทรงพลัง เพื่อคนคิดบวก (จบ) : ปรีชา ประกอบกิจ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a-2/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Jul 2010 18:06:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีชา ประกอบกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8723</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเขียนในครั้งที่ผ่านมา ผมได้นำหนังสือ Ten Powerful Phrases for Positive People ในชื่อภาษาไทย &#8220;10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก&#8221; มาถ่ายทอด เพราะเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ ริช เดอโวส ผู้ก่อตั้งธุรกิจขายตรงแอมเวย์ ซึ่งยอมรับว่า การ &#8220;คิดบวก&#8221; คือ ที่มาของความสำเร็จในธุรกิจขายตรงที่เขาปลุกปั้นมากับมือ รวมถึงช่วยให้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆในชีวิต โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในวัย 71 ปี ซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงอย่างมาก ครั้งที่ผ่านมา ผมนำเสนอวลีที่ทรงพลังนี้ไปแล้ว 5 ข้อ คือคำว่า 1. &#8220;ฉันผิดเอง&#8221; (I am wrong) 2. &#8220;ฉันขอโทษ&#8221; (I am sorry)  3. &#8220;คุณทำได้&#8221; (You can do it) 4. &#8220;ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ&#8221; (I believe in you) และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/208168314.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8630" title="208168314" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/208168314.jpg" alt="" width="250" height="250" /></a></p>
<p>ข้อเขียนในครั้งที่ผ่านมา ผมได้นำหนังสือ Ten Powerful Phrases for Positive People ในชื่อภาษาไทย &#8220;10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก&#8221; มาถ่ายทอด เพราะเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้</p>
<p><strong>ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ ริช เดอโวส ผู้ก่อตั้งธุรกิจขายตรงแอมเวย์ ซึ่งยอมรับว่า การ &#8220;คิดบวก&#8221; คือ ที่มาของความสำเร็จในธุรกิจขายตรงที่เขาปลุกปั้นมากับมือ รวมถึงช่วยให้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆในชีวิต โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในวัย 71 ปี ซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงอย่างมาก</strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/10-%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9A/" target="_blank">ครั้งที่ผ่านมา</a> ผมนำเสนอวลีที่ทรงพลังนี้ไปแล้ว 5 ข้อ คือคำว่า 1. &#8220;ฉันผิดเอง&#8221; (I am wrong) 2. &#8220;ฉันขอโทษ&#8221; (I am sorry)  3. &#8220;คุณทำได้&#8221; (You can do it) 4. &#8220;ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ&#8221; (I believe in you) และ 5.&#8221;ฉันภูมิใจในตัวคุณ&#8221; (I am proud of you) แต่ละข้อล้วนสนับสนุนให้เกิดการคิดบวกทั้งสิ้น เหลืออีก 5 ข้อที่เราจะมาพูดกันต่อในฉบับนี้</p>
<p><strong>6. คำว่า &#8220;ขอบคุณ&#8221; (Thank you)</strong> ริช ระบุว่า เป็นคำที่ทุกๆคนอยากได้ยิน และทุกคนสามารถกล่าวได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง เรากล่าวคำขอบคุณกับผู้ให้บริการ หรือผู้ที่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เรา กล่าวกับผู้ที่ชมเชยเรา ผู้ที่มีน้ำใจ หรือมีเมตตาต่อตัวเรา แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ</p>
<p><strong>ริช เดอโวส ตั้งข้อสังเกตว่า บ่อยครั้งที่เราใช้เวลานานมากกว่าจะเปล่งคำคำนี้ออกมาสักครั้ง แต่ใช้เวลาเดี๋ยวเดียวในการต่อว่าผู้อื่น บางทีเรามัวแต่นึกถึงและยุ่งอยู่กับตัวเอง จนลืมขอบคุณผู้อื่น</strong></p>
<p><strong>7. &#8220;ฉันต้องการคุณ&#8221; (I need you)</strong> เป็นอีกคำที่มีอานุภาพยิ่งสำหรับคนคิดบวก เพราะบ่งบอกถึงการยอมรับในความสามารถผู้อื่น เป็นคำที่สำคัญมากสำหรับผู้นำ <strong>จะเห็นว่าผู้นำหลายๆคน เมื่อมีตำแหน่งสูงขึ้นเพียงใดยิ่งมองไม่เห็นความสำคัญของผู้มีตำแหน่งต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีทางที่เราจะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้โดยลำพัง</strong> เมื่อคุณกล่าวคำคำนี้ออกมา จะเป็นการสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือที่ทำงาน</p>
<p><strong>8. &#8220;ฉันวางใจในตัวคุณ&#8221; (I trust you)</strong> ความสำเร็จที่ได้รับขึ้นอยู่กับเราได้มอบความไว้วางใจให้กับใครสักคน ว่าจะสามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และไว้ใจได้ว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เราจำเป็นต้องไว้วางใจเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว รวมไปถึงชุมชน <strong>ในสังคมที่ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้</strong></p>
<p><strong>ความไว้วางใจเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำเช่นกัน เมื่อมีคุณสมบัตินี้ ใครๆก็อยากเป็นเหมือนคุณ อยากเป็นเพื่อนคุณ อยากปฏิบัติตามคุณ อยากทำธุรกิจหรือร่วมลงทุนกับคุณ ริช ระบุไว้ในหนังสือว่า กฎทองของคำคำนี้ คือ จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติกับคุณ</strong></p>
<p><strong>9. &#8220;ฉันเคารพคุณ&#8221; (I respect you) คุณจะได้รับความเคารพกลับมาก็ต่อเมื่อให้ความเคารพผู้อื่น</strong> &#8220;ฉันเคารพคุณ&#8221; จึงเป็นคำพูดที่ทั้ง &#8220;ให้&#8221; และ &#8220;รับ&#8221; จากผู้อื่น การเคารพยังเป็นการแสดงออกที่ซ่อนเร้นได้ยาก และสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ</p>
<p>ริช กล่าวว่า ในช่วงที่เป็นผู้นำองค์กร เขาคิดว่าการเคารพผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความรู้พื้นฐานทางธุรกิจและวิธีการดำเนินองค์กรจะมีค่าน้อยทันที หากคุณไม่เคารพคนที่คุณทำงานด้วย ถ้าพวกเขาไม่เคารพคุณ เท่ากับคุณไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำ <strong>&#8220;เราทุกคนล้วนต้องการเป็นที่เคารพ ถ้าคุณต้องการความเคารพ ผมแนะนำให้คุณเริ่มต้นด้วยการเคารพผู้อื่นก่อน&#8221;  ริช เดอโวส ระบุเอาไว้</strong></p>
<p><strong>10. &#8220;ฉันรักคุณ&#8221; (I love You)</strong> เป็นคำพูดทรงพลังที่โอบกอดทุกคนไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกต่อคนรัก ครอบครัว หรือหมู่เพื่อนสนิท เป็นคำพูดที่ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่นมากกว่า &#8220;ฉันวางใจในตัวคุณ&#8221; หรือ &#8220;ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ&#8221; เป็นคำที่ใช้พูดกับคนที่คุณรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ การพูดว่า &#8220;ฉันรักคุณ&#8221; เป็นย่างก้าวสำคัญสำหรับทุกๆคน</p>
<p>ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีคำคำไหนที่ตัวผมใช้มากที่สุด คำว่า &#8220;ขอโทษ&#8221; เป็นคำที่ใช้ทั้งส่วนตัวและชีวิตประจำวัน แต่ถ้าในการทำงานในแอมเวย์ ประเทศไทย มีทั้ง I trust you ที่แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจในเพื่อนร่วมงาน หรือ I am proud of you ที่บ่งบอกถึงความภูมิใจ และใช้กันบ่อยๆในโลกขายตรง</p>
<p>ข้อสังเกตของผม ก็คือ คนไทยมักไม่ค่อยเอ่ยคำว่า I love you เหมือนสังคมตะวันตก ทั้งที่เป็นคำที่มีความหมายล้ำลึกยิ่ง เพราะความรักไม่ได้จำกัดเฉพาะสามีภรรยา คนหนุ่มสาว เพื่อนร่วมงาน ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่เราสามารถแสดงซึ่งความรักได้ ไม่ว่าจะเป็นความรักต่อแผ่นดินเกิด หรือความรักที่มีต่อประเทศชาติ</p>
<p><strong>นี่ถ้าเรารักผืนแผ่นดินเกิด รักประเทศไทยของเรามากกว่านี้ คงไม่ต้องมานั่งเสียใจ ไม่ต้องมาสร้างความปรองดองเหมือนที่เกิดขึ้นในขณะนี้</strong></p>
<p><strong>10 วลีทรงพลัง เพื่อคนคิดบวก (จบ)</strong></p>
<p><strong>ปรีชา ประกอบกิจ</strong></p>
<p><strong>21 กรกฎาคม 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข : ดร.ไสว บุญมา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Jun 2010 04:00:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8656</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากความสุขกายสบายใจเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิต เราทุกคนจึงมักกระเสือกกระสนแสวงหากันอย่างทั่วถึง ส่วนนักวิชาการก็พยายามค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก เมื่อปลายปีที่ผ่านมา การวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ในอังกฤษสรุปว่า หลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขหลังจากร่างกายมีทุกอย่างเพียงพอแล้วประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น ๕ หมวดหมู่ด้วยกันคือ การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้างและการมีเพื่อน ความสัมพันธ์เป็นฐานของการมีชีวิตอันอบอุ่นและมั่นคง รวมทั้งความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว ญาติ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงานและเพื่อนทั่วไปในชุมชน นอกจากจะสร้างความสุขกายสบายใจแล้ว ความสัมพันธ์อันแนบแน่นยังเป็นเกราะกำบังมิให้เกิดปัญหาที่มาจากโรคจำพวกการซึมเศร้าเหงาหงอยอีกด้วย การมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ ความเคลื่อนไหวมีหลายชนิด จากการออกกำลังกายอย่างเข้มข้นไปจนถึงการเคลื่อนไหวจำพวกเดิน เต้นรำ และทำสวนครัว นอกจากจะสร้างความสุขกายสบายใจแล้ว การเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจยังมีความสำคัญต่อการลดความกระสับกระส่าย ช่วยเสริมสร้างพลังทางสมองของเด็ก และป้องกันการถดถอยของมันสมองในผู้สูงวัยอีกด้วย การมีความช่างสังเกต การสังเกต รวมทั้งการมองเห็นความเป็นไปภายนอก จำพวกสภาพของท้องถนน การแต่งกายของฝูงชนตามศูนย์การค้า สีหน้าของผู้ที่อยู่ใกล้ๆ และการตระหนักถึงความรู้สึกภายในจิตใจของตนเอง เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลการศึกษาในสังคมตะวันตกตรงกับการปฏิบัติจำพวกการวิปัสสนาของพุทธศาสนาที่ ฝึกให้ผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นปัจจัยของการทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้น ยิ่งกว่านั้น การมีสติสัมปชัญญะยังเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลเลือกกระทำในสิ่งที่ตรงกับหลักคุณธรรม หรือฐานในการดำเนินชีวิตมากขึ้นอีกด้วย การเรียนรู้อยู่เป็นนิจ การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการมีความสุขสำหรับคนทุกรุ่นทุกวัย ในวัยเด็ก การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านมันสมองและด้านการเข้าสังคม ในวัยผู้ใหญ่การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเรียนรู้อาจทำได้หลากหลายวิธี รวมทั้งการรื้อฟื้นสิ่งที่เราเคยมีความสนใจในอดีต การลงทะเบียนเรียนวิชาใหม่ๆ ทั้งในและนอกสถานศึกษา การฝึกเล่นเครื่องดนตรีที่ไม่เคยเล่นมาก่อน การทำอาหารจานแปลกๆ การหัดทำตุ๊กตาและการตัดเย็บเสื้อผ้าเอง การอาสาทำงานใหม่ๆในสำนักงานก็เป็นการเรียนรู้อยู่เป็นนิจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/happiness_of_katakuris.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8657" title="happiness_of_katakuris" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/happiness_of_katakuris.jpg" alt="" width="450" height="319" /></a></p>
<p>เนื่องจากความสุขกายสบายใจเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิต เราทุกคนจึงมักกระเสือกกระสนแสวงหากันอย่างทั่วถึง ส่วนนักวิชาการก็พยายามค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก เมื่อปลายปีที่ผ่านมา การวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ในอังกฤษสรุปว่า <strong>หลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย</strong> ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขหลังจากร่างกายมีทุกอย่างเพียงพอแล้วประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น ๕ หมวดหมู่ด้วยกันคือ</p>
<p><strong>การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้างและการมีเพื่อน</strong> ความสัมพันธ์เป็นฐานของการมีชีวิตอันอบอุ่นและมั่นคง รวมทั้งความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว ญาติ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงานและเพื่อนทั่วไปในชุมชน นอกจากจะสร้างความสุขกายสบายใจแล้ว ความสัมพันธ์อันแนบแน่นยังเป็นเกราะกำบังมิให้เกิดปัญหาที่มาจากโรคจำพวกการซึมเศร้าเหงาหงอยอีกด้วย</p>
<p><strong>การมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ</strong> ความเคลื่อนไหวมีหลายชนิด จากการออกกำลังกายอย่างเข้มข้นไปจนถึงการเคลื่อนไหวจำพวกเดิน เต้นรำ และทำสวนครัว นอกจากจะสร้างความสุขกายสบายใจแล้ว การเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจยังมีความสำคัญต่อการลดความกระสับกระส่าย ช่วยเสริมสร้างพลังทางสมองของเด็ก และป้องกันการถดถอยของมันสมองในผู้สูงวัยอีกด้วย</p>
<p><strong>การมีความช่างสังเกต</strong> การสังเกต รวมทั้งการมองเห็นความเป็นไปภายนอก จำพวกสภาพของท้องถนน การแต่งกายของฝูงชนตามศูนย์การค้า สีหน้าของผู้ที่อยู่ใกล้ๆ และการตระหนักถึงความรู้สึกภายในจิตใจของตนเอง เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลการศึกษาในสังคมตะวันตกตรงกับการปฏิบัติจำพวกการวิปัสสนาของพุทธศาสนาที่ ฝึกให้ผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นปัจจัยของการทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้น ยิ่งกว่านั้น การมีสติสัมปชัญญะยังเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลเลือกกระทำในสิ่งที่ตรงกับหลักคุณธรรม หรือฐานในการดำเนินชีวิตมากขึ้นอีกด้วย</p>
<p><strong>การเรียนรู้อยู่เป็นนิจ</strong> การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการมีความสุขสำหรับคนทุกรุ่นทุกวัย ในวัยเด็ก การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านมันสมองและด้านการเข้าสังคม ในวัยผู้ใหญ่การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเรียนรู้อาจทำได้หลากหลายวิธี รวมทั้งการรื้อฟื้นสิ่งที่เราเคยมีความสนใจในอดีต การลงทะเบียนเรียนวิชาใหม่ๆ ทั้งในและนอกสถานศึกษา การฝึกเล่นเครื่องดนตรีที่ไม่เคยเล่นมาก่อน การทำอาหารจานแปลกๆ การหัดทำตุ๊กตาและการตัดเย็บเสื้อผ้าเอง การอาสาทำงานใหม่ๆในสำนักงานก็เป็นการเรียนรู้อยู่เป็นนิจ</p>
<p><strong>การให้</strong> การให้ในที่นี้มีขอบเขตกว้างมาก จากกิจกรรมง่ายๆจำพวกการส่งยิ้มให้คนอยู่ใกล้ๆ และการกล่าวคำขอบคุณ การแบ่งปัน การช่วยเหลือผู้อยู่รอบข้างไปจนถึงการสละเวลาออกไปอาสาช่วยงานในชุมชน และการทดแทนคุณแผ่นดิน กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้ทำรู้สึกว่า ตนเองมีค่าและชีวิตมีความหมาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง ในวัยเด็ก การให้ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการร่วมมือกับผู้อื่นมีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการเข้าสังคม ในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยทอง การแบ่งปันและการให้ในรูปแบบต่างๆดังกล่าวเหล่านี้ ทำให้ชีวิตมีความหมายยังผลให้อายุยืนยาวขึ้น</p>
<p>นอกจากปัจจัยที่แยกได้เป็น ๕ หมวดหมู่นั้นแล้ว<strong> </strong>การศึกษายังพบปัจจัยที่ควรได้รับการพิจารณาอีก ๓ ด้านด้วยกันคือ</p>
<p><strong>ด้านอาหาร </strong>ซึ่งควรประกอบด้วยอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายและในปริมาณที่มีความสมดุล<strong> ด้านสิ่งแวดล้อม </strong>ซึ่งการศึกษาพบว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมีความสุขกายสบายใจมากกว่าผู้ที่อยู่ไกลธรรมชาติ<strong> และด้านงาน </strong>ซึ่งการศึกษาพบว่า การทำงานที่มีความพึงพอใจทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้น การเรียนรู้อยู่เป็นนิจและการสร้างเครือข่าย เพิ่มโอกาสในการได้งานที่พอใจมากขึ้นด้วย</p>
<p>การวิจัยชิ้นนี้เป็นงานชิ้นล่าสุดที่ยืนยันว่า <strong>เมื่อคนเรามีปัจจัยเบื้องต้นที่ร่างกายต้องการเพียงพอแล้ว การมีเงินสำหรับซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มขึ้นไม่ทำให้มีความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้น</strong> ก่อนการศึกษาชิ้นนี้ มีหนังสือหลายเล่มที่มีข้อสรุปในแนวเดียวกัน <strong>ยิ่งกว่านั้นบางเล่มมีข้อมูลที่ยืนยันว่า การมีเงินจนเกินไปอาจทำให้ความสุขลดลง</strong> สองเล่มเขียนโดยชาวอเมริกันชื่อ Gregg Easterbrook ซึ่งตั้งชื่อเรื่องว่า The Progress Paradox : How Life Gets Better While People Feel Worse และ Barry Schwartz ซึ่งตั้งชื่อเรื่องว่า The Paradox of Choice : Why More Is Less อีกเล่มหนึ่งเขียนโดยชาวอังกฤษชื่อ Richard Layard ซึ่งตั้งชื่อเรื่องว่า Happiness : Lessons from a New Science เล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว</p>
<p>ข้อมูลต่างๆที่อ้างถึงเหล่านี้ ชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีอีกครั้งหนึ่งว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีฐานทางวิทยาศาสตร์อันแข็งแกร่งรองรับอยู่ และการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จะนำไปสู่ความสุขกายสบายใจ <strong>การดำเนินชีวิตในแนวดังกล่าวมีโอกาสนำสังคมไปสู่ความยั่งยืนสูงกว่าการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจกระแสหลัก ซึ่งใช้การบริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุดเป็นหัวจักรขับเคลื่อน การดำเนินชีวิตแบบนี้มีความโลภเป็นฐานจึงนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างเข้มข้น จนก่อให้เกิดการละเมิดกฎหมายและการทำลายจรรยาบรรณ</strong></p>
<p><strong>เหตุการณ์ต่างๆที่เราเห็นอยู่ ณ วันนี้ ล้วนมีที่มาจากการแย่งชิงทรัพยากรกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเมืองในไทย สงครามกลางเมืองในหลายประเทศในแอฟริกา สงครามระหว่างประเทศในอิรักและอัฟกานิสถาน หรือวิกฤติเศรษฐกิจโลก วิกฤติเหล่านี้มีแต่ผลร้ายซึ่งบ่อนทำลายความสุข แต่มันจะเกิดขึ้นต่อไปตราบใดที่เรายังไม่รู้จัก “พอ”</strong></p>
<p><strong>ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข</strong></p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา </strong></p>
<p><strong>คอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ </strong></p>
<p><strong>วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 วลีทรงพลัง เพื่อคนคิดบวก (1) : ปรีชา ประกอบกิจ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2010 15:39:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[10 วลีทรงพลัง เพื่อคนคิดบวก]]></category>
		<category><![CDATA[Ten Powerful Phrases for Positive People]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีชา ประกอบกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8629</guid>
		<description><![CDATA[คงไม่มีใครที่หาญกล้าปฏิเสธว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความวิตกให้คนไทยทั้งประเทศ หลายๆคนกลัวว่า เราจะไม่มีวันคืนเก่าๆ(ที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้ม) กลัวว่าเราทำร้ายตัวเองจนล้าหลังไม่ทันเพื่อนบ้าน มีหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองในห้วงเวลานี้ ที่สังคมกำลังต้องการทั้งขวัญและกำลังใจ หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Ten Powerful Phrases for Positive People หรือชื่อในภาษาไทย “10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” ผู้เขียนคือ ริช เดอโวส ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ แอมเวย์ ที่ค่อยๆสร้างธุรกิจ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกมุมโลก ริช เดอโวส เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ หลังตกผลึกว่า พลังของการคิดบวกนั้นเปี่ยมล้นด้วยอานุภาพเหลือคณานับ หากศึกษาประวัติของ ริช จะพบว่า เพราะการ “คิดบวก” ทำให้ก้าวผ่านเหตุการณ์ต่างๆอย่างนึกไม่ถึง ทั้งช่วงเริ่มก่อตั้งธุรกิจ การทำให้ธุรกิจได้รับการยอมรับไปทั่วโลก รวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในวัย 71 ปี ซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตอย่างยิ่ง มาดูกันว่า “10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” ของ ริช  เดอโวส มีอะไรกันบ้าง 1.“ฉันผิดเอง” (I am wrong) ริช  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/208168314.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8630" title="208168314" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/208168314.jpg" alt="" width="250" height="250" /></a></p>
<p><strong>คงไม่มีใครที่หาญกล้าปฏิเสธว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความวิตกให้คนไทยทั้งประเทศ</strong></p>
<p>หลายๆคนกลัวว่า เราจะไม่มีวันคืนเก่าๆ(ที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้ม) กลัวว่าเราทำร้ายตัวเองจนล้าหลังไม่ทันเพื่อนบ้าน</p>
<p>มีหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองในห้วงเวลานี้ ที่สังคมกำลังต้องการทั้งขวัญและกำลังใจ</p>
<p>หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า<strong> Ten Powerful Phrases for Positive People</strong> หรือชื่อในภาษาไทย <strong>“10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก”</strong> ผู้เขียนคือ ริช เดอโวส ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ แอมเวย์ ที่ค่อยๆสร้างธุรกิจ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกมุมโลก</p>
<p>ริช เดอโวส เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ หลังตกผลึกว่า <strong>พลังของการคิดบวกนั้นเปี่ยมล้นด้วยอานุภาพเหลือคณานับ</strong> หากศึกษาประวัติของ ริช จะพบว่า เพราะการ “คิดบวก” ทำให้ก้าวผ่านเหตุการณ์ต่างๆอย่างนึกไม่ถึง ทั้งช่วงเริ่มก่อตั้งธุรกิจ การทำให้ธุรกิจได้รับการยอมรับไปทั่วโลก รวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในวัย 71 ปี ซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตอย่างยิ่ง</p>
<p>มาดูกันว่า “10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” ของ ริช  เดอโวส มีอะไรกันบ้าง</p>
<p><strong>1.“ฉันผิดเอง” (I am wrong)</strong> ริช  เดอโวส ระบุว่า “ฉันผิดเอง” เป็นคำพูดที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติตัวเราได้ดีที่สุด <strong>เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด โดยเฉพาะเมื่อต้องยอมรับผิดต่อหน้าคนอื่น</strong> เจ้าตัวแนะว่า เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าตัวเองผิด แค่เอ่ยคำว่า “ฉันผิดเอง คุณทำถูกแล้วล่ะ” เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้สัมพันธภาพดีขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่างๆเดินไปข้างหน้า หรือยุติการโต้แย้งที่กำลังเกิดขึ้น</p>
<p>“ฉันผิดเอง” ยัง<strong>เป็นคำพูดที่แปรเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร</strong> แม้การยอมรับว่า “ฉันผิดเอง” จะลดความน่าเชื่อถือของคุณในบางสถานการณ์ลงก็ตาม</p>
<p><strong>2. “ฉันขอโทษ” (I am sorry) </strong>หลายๆครั้งที่การกล่าวถ้อยคำสั้นๆนี้เป็นเรื่องยาก <strong>แต่การกล่าวคำนี้ให้เป็นนิสัยเป็นสิ่งคุ้มค่า</strong> เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์มักปกป้องตัวเอง มักคิดว่าตัวเองถูกเสมอ แต่พอเอ่ยคำนี้ออกมาจะรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” แสดงถึงว่าคุณปรารถนาจะกลับมาสานต่อความสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นคู่กรณีกับคุณ</p>
<p>การกล่าว &#8220;ขอโทษ&#8221; ต้องออกจากส่วนลึกจริงๆ ความรู้สึกนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมๆกับการแสดงออกทั้งสีหน้าและแววตา ไม่ใช่กล่าวแบบขอไปที เพื่อให้จบๆลงเท่านั้น</p>
<p>ผมเองใช้คำว่า “ขอโทษ” ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ยกตัวอย่างเวลาที่เรามีโปรโมชั่นแรงๆและสินค้าไม่พอขาย เพียงกล่าวคำคำนี้ จากหนักจะกลายเป็นเบาทันที ทุกคนพร้อมจะให้อภัยคุณ</p>
<p><strong>3.&#8221;คุณทำได้&#8221; (You can do it) </strong>ริช ระบุว่า&#8230;<strong>ผู้คนจำนวนมากไม่เคยลองทำอะไรเลยเพราะกลัวความล้มเหลว</strong> กลัวว่าตัวเองไม่มีชั่วโมงบินมากพอ กลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือหัวเราะเยาะ สำหรับคนเหล่านี้ ริช แนะนำว่า <strong>“ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วก็ลงมือได้เลย คุณทำได้!”</strong> แน่นอน เมื่อได้ยินคำว่า “คุณทำได้” จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย</p>
<p><strong>4. “ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ” (I believe in you)</strong> เป็นคำพูดที่ต่อเนื่องจาก “คุณทำได้” (คุณทำได้&#8230;ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ) ต่างกันที่เป็นคำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกลึกๆ เป็นคำพูดสำหรับผู้นำที่ใช้พูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พ่อแม่ที่ส่งต่อความรู้สึกนี้กับลูกๆ หรือเจ้านายที่มีต่อลูกน้องที่กำลังเจออุปสรรคและต้องการความช่วยเหลือ</p>
<p>เราสามารถแสดงให้เห็นถึงความ “เชื่อมั่น” ได้ง่ายๆ อาทิ การเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานได้แสดงความสามารถ แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่เสนอมานั้นอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น</p>
<p><strong>5.“ฉันภูมิใจในตัวคุณ” (I am proud of you)</strong> เพียงเราเปล่งคำนี้ <strong>จะพบว่ามีอานุภาพสูงมากในการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ฟัง</strong> คำพูดที่ว่า “พ่อภูมิใจในตัวลูก” หรือ “ผมภูมิใจในตัวคุณ” “ผมภูมิใจในความสำเร็จของคุณ” เป็นการให้กำลังใจที่ดีมาก โดยปกติแล้วคนไทยเราไม่ค่อยชมเชยผู้อื่นด้วยคำพูดนี้เท่าไหร่นัก</p>
<p>“10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” บางข้ออาจคุ้นหูกันดี และหลายๆท่านใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ยกตัวอย่างคำว่า “ขอโทษ” ที่คนไทยเราใช้กันอย่างสนิทใจ</p>
<p>ยังเหลืออีก 5 ข้อที่ต้องขออนุญาตยกยอดไปครั้งหน้าครับ</p>
<p><strong>10 วลีทรงพลัง เพื่อคนคิดบวก (1)<br />
การตลาดไร้พรมแดน<br />
ปรีชา ประกอบกิจ<br />
15 มิถุนายน 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความฝัน : วินทร์ เลียววาริณ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Apr 2010 12:02:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[วินทร์ เลียววาริณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8413</guid>
		<description><![CDATA[จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ นักคิดนักเขียนชาวอังกฤษ (1856-1950) เคยกล่าวว่า &#8220;คุณมองสิ่งของต่างๆ และคุณบอกว่า &#8216;ทำไม?&#8217; แต่ผมจินตนาการสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และผมบอกว่า &#8216;ทำไมจะไม่ล่ะ?&#8217; &#8220; ความฝันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกคน ทว่าไม่ทุกคนที่สามารถใช้ฝันนั้นให้เป็นประโยชน์ บางคนใช้ความสามารถส่วนนี้เป็นเครื่องมือหนีโลก บางคนใช้มันในเชิงลบ บางคนปฏิเสธโลกของความฝันโดยสิ้นเชิง และมักเรียกมันว่า &#8220;ฝันกลางวัน&#8221; หรือ &#8220;ฝันเป็นตุเป็นตะไปได้&#8221; หรือ &#8220;มันเป็นเรื่องของพวกหนีโลก&#8221; ฯลฯ เคยสังเกตไหมว่า ธรรมชาติไม่เคยสร้างอะไรที่เป็นส่วนเกิน ความฝันน่าจะมีความจำเป็นต่อเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางทีหากไม่มีความสามารถส่วนนี้ เราอาจไม่อยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ ลองมองไปรอบตัว มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เกิดมาจากความฝัน? เคยสังเกตไหมว่า ฝันเมื่อเรายังเด็กมักจะสร้างสรรค์กว่าเมื่อเราโตขึ้น เพราะสมองของเด็กน้อยยังไม่ถูกโลกของความจริงโหมกระหน่ำว่า นี่เป็นไปไม่ได้ นั่นก็เป็นไปไม่ได้ ความสวยงามของความฝันที่ดีคือมันเปลี่ยนชีวิตผู้ที่ฝันได้ และก็เปลี่ยนชีวิตของทั้งมนุษยชาติไปในทางที่ดีขึ้นได้ ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่ลองใช้ประโยชน์จากฝันให้เต็มที่ล่ะ? มีความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างสองประโยคนี้ : &#8220;ฉันอยากเป็น&#8230;&#8221; กับ &#8220;ฉันจะเป็น&#8230;&#8221; ในแต่ละวัน เราเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ นานา ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินออกจากบ้านไปเผชิญโลก ซ้อนท้ายจักรยานยนต์รับจ้างไปต่อรถเมล์ หนึ่งหรือสองหรือสามทอดไปโรงเรียนหรือไปทำงาน กว่าจะฝ่ารถติดไปถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/04/Dream_WanYen_SAPde.preview.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8414" title="Dream_WanYen_SAPde.preview" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/04/Dream_WanYen_SAPde.preview-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<p><strong>จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ นักคิดนักเขียนชาวอังกฤษ (1856-1950) เคยกล่าวว่า &#8220;คุณมองสิ่งของต่างๆ และคุณบอกว่า &#8216;ทำไม?&#8217; แต่ผมจินตนาการสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และผมบอกว่า &#8216;ทำไมจะไม่ล่ะ?&#8217; &#8220;</strong></p>
<p>ความฝันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกคน ทว่าไม่ทุกคนที่สามารถใช้ฝันนั้นให้เป็นประโยชน์</p>
<p>บางคนใช้ความสามารถส่วนนี้เป็นเครื่องมือหนีโลก บางคนใช้มันในเชิงลบ บางคนปฏิเสธโลกของความฝันโดยสิ้นเชิง และมักเรียกมันว่า &#8220;ฝันกลางวัน&#8221; หรือ &#8220;ฝันเป็นตุเป็นตะไปได้&#8221; หรือ &#8220;มันเป็นเรื่องของพวกหนีโลก&#8221; ฯลฯ</p>
<p>เคยสังเกตไหมว่า ธรรมชาติไม่เคยสร้างอะไรที่เป็นส่วนเกิน ความฝันน่าจะมีความจำเป็นต่อเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางทีหากไม่มีความสามารถส่วนนี้ เราอาจไม่อยู่รอดมาถึงทุกวันนี้</p>
<p>ลองมองไปรอบตัว มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เกิดมาจากความฝัน?</p>
<p><strong>เคยสังเกตไหมว่า ฝันเมื่อเรายังเด็กมักจะสร้างสรรค์กว่าเมื่อเราโตขึ้น เพราะสมองของเด็กน้อยยังไม่ถูกโลกของความจริงโหมกระหน่ำว่า นี่เป็นไปไม่ได้ นั่นก็เป็นไปไม่ได้</strong></p>
<p>ความสวยงามของความฝันที่ดีคือมันเปลี่ยนชีวิตผู้ที่ฝันได้ และก็เปลี่ยนชีวิตของทั้งมนุษยชาติไปในทางที่ดีขึ้นได้</p>
<p><strong>ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่ลองใช้ประโยชน์จากฝันให้เต็มที่ล่ะ?</strong></p>
<p>มีความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างสองประโยคนี้ : &#8220;ฉันอยากเป็น&#8230;&#8221; กับ &#8220;ฉันจะเป็น&#8230;&#8221;</p>
<p>ในแต่ละวัน เราเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ นานา ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินออกจากบ้านไปเผชิญโลก ซ้อนท้ายจักรยานยนต์รับจ้างไปต่อรถเมล์ หนึ่งหรือสองหรือสามทอดไปโรงเรียนหรือไปทำงาน กว่าจะฝ่ารถติดไปถึง ถูกเจ้านายดุว่า ถูกลูกค้าต่อว่า สารพัด ผ่านหนึ่งวันด้วยความเครียด เมื่อจบวันก็นั่งรถเมล์ที่แน่นขนัดกลับบ้าน ซ้อนจักรยานยนต์รับจ้างกลับถึง และบ่นกับตัวเองและคนอื่นว่า นี่ไม่ใช่โลกที่เราเคยฝันไว้เลย</p>
<p><strong>ที่ร้ายกว่านั้นคือ วันรุ่งขึ้นดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรแตกต่างจากวันก่อนที่เลวร้าย นานวันเข้าคุณก็สรุปว่าโลกแห่งความจริงใบนี้อัปลักษณ์ไม่น่าอยู่ เมื่อนั้นเองที่คุณจำเป็นต้องหนี (ตามกฎแห่งการอยู่รอด)</p>
<p>บางคนหนีจากโลกแห่งความจริงไปสู่โลกแห่งความฝัน ด้วยการสร้างฝันมาครอบ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปใด ของมึนเมา ยา ยาเสพย์ติด เพื่อนเลว ฯลฯ</p>
<p>แต่ฝันแบบนี้ไม่เคยยั่งยืน ช้าหรือเร็วคุณก็ต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอีก</strong></p>
<p><strong>ทางเดียวที่จะไม่ต้องตื่นขึ้นจากโลกความฝันโดยสิ้นเชิงคือฝันในเรื่องที่ดี และเปลี่ยนความฝันนั้นให้เป็นความจริง</strong></p>
<p>อยากรวยก็รวยได้ อยากเป็นนักเขียนก็เป็นได้ อยากเป็นนักแสดงก็เป็นได้&#8230; แน่นอนมันคงไม่ง่าย แต่รับรองว่ายากน้อยกว่านักกีฬาพิการที่ได้เหรียญทองโอลิมปิค คนตาบอดที่เรียนจบมหาวิทยาลัย คนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่รอดชีวิตมาได้ นักร้องที่ไร้แขนขา ฯลฯ</p>
<p>หากคุณบอกว่าโอกาสที่ทำฝันให้เป็นจริงอย่างนั้นมีเพียงหนึ่งในล้าน ก็ทำไมไม่ลองลิ้มรสประสบการณ์ของการเป็นหนึ่งในล้านนั้นเล่า?</p>
<p>เพราะความไม่เชื่อในความฝันของตนเองนี่เอง ที่ทำให้ผมเห็นขอทานมือเท้าสมบูรณ์ทั่วบ้านทั่วเมือง</p>
<p>ในเวที American Idol (ซึ่งเป็นรายการคัดเลือกนักร้องระดับชาติจากทุกมุมโลก) เมื่อปีที่แล้ว ชาวอเมริกันทั้งประเทศเลือกให้นักร้องผิวดำผู้หนึ่งเป็นที่หนึ่ง เขามีร่างอ้วนใหญ่ หน้าตาไม่ใกล้เคียงกับคำว่า ดารา ในมุมมองของบ้านเราเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>ทว่าความฝันของเขากลายเป็นจริงเพราะเขาเชื่อมั่นในความฝันของเขาว่าเป็นจริง ได้ แม้ว่ามันดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ในมุมมองของหลายคน</p>
<p><strong>บางทีสิ่งแรกที่เราทำคือกล้าที่จะฝัน และกล้าที่จะเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้น และกล้ายอมรับผลที่ตามมา</strong></p>
<p>ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ยอมรับแต่ความสำเร็จ และเมื่อไม่มั่นใจในการเดินทางจากความฝันไปสู่ความจริง ก็มักใช้ข้ออ้างว่า &#8220;เปลี่ยนแปลงไปทำไม ชีวิตของฉันก็ดีอยู่แล้ว&#8221; หรือ &#8220;ถ้าล้มเหลวล่ะ จะทำยังไง?&#8221;</p>
<p><strong>บางทีระยะทางระหว่างความฝันกับความจริงไม่ได้ห่างกันอย่างที่เรากลัว</strong><br />
<strong><br />
บางทีวันพรุ่งนี้ ก่อนที่คุณจะบ่น ลองสำรวจดูใหม่ว่า มีฝันใดที่คุณอาจทำให้มันเปลี่ยนชีวิตคุณไปในทางที่ดีขึ้นได้บ้าง</p>
<p>และอย่างที่เล่าจื้อบอก &#8220;การเดินทางไกลหมื่นลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรก&#8221; </strong></p>
<p><strong>ความฝัน </strong></p>
<p><strong>วินทร์ เลียววาริณ </strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Never Mind‏</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/never-mind%e2%80%8f/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/never-mind%e2%80%8f/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Mar 2010 15:54:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8318</guid>
		<description><![CDATA[ข้อคิดดีๆ กับคำว่า &#8220;ไม่สำคัญ&#8221; ครับ Credit : FW Mail &#8211; S.Peerapong]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p>ข้อคิดดีๆ กับคำว่า &#8220;ไม่สำคัญ&#8221; ครับ</p>
<p><strong>Credit : FW Mail &#8211; <strong>S.Peerapong</strong></strong></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/image001.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-8317" title="image001" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/image001.gif" alt="" width="731" height="866" /></a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/never-mind%e2%80%8f/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หาเรื่อง(ดีๆ) ใส่ตัว : ประภาส ทองสุข</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Feb 2010 18:58:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[ประภาส ทองสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8280</guid>
		<description><![CDATA[อุปนิสัยบางอย่างของตัวเราเองนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดกระบวนบั่นทอนพลังชีวิต และนำมาซึ่งการหมดความหวังและกำลังใจ ก่อนลงมือเขียนและวางโครงเรื่องคร่าวๆในใจ คิดจะตั้งชื่อเรื่องว่า “อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง” เพราะเพิ่งได้อ่านหนังสือชื่อ Don’t Sweat The Small Stuff…and it’s all Small Stuff แล้วเห็นบางมุมของความคิดจากหนังสือเล่มนี้ แต่ด้วยการที่ผมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายชุมชนออนไลน์ หรือ Social Networking ช่วยให้ผมสามารถ  “เข้าถึง” เวทีความคิดของผู้คน เกิดการสื่อสารและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆอย่างสะดวกและรวดเร็ว ได้ความรู้ทั้งในทางกว้างและลึกมากขึ้น และทำให้ผมได้อ่านข้อความสั้นๆ ของท่านติช นัช ฮันท์ ผมคงไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นใคร เพราะแนวคิดและคำสอนของท่านถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เป็นจุด “หักเห” ทำให้ผมเปลี่ยนใจ และ “กลับขั้ว” ความคิดของตัวเอง เลือกหัวข้อใหม่ แม้จะยังใช้มุมมองจากเรื่องเดิมที่คิดไว้ ท่านติช นัช ฮันท์ บอกอะไร และเพราะอะไร ทำให้ผมถึงต้องปรับเปลี่ยนชื่อเรื่อง อ่านต่อไป แล้วลองคิดตาม หรือคิดด้วยมุมมองของท่านเองดูซิครับ Don’t sweat the small staff ไม่ใช่หนังสือใหม่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/SMILE.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8281" title="SMILE" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/02/SMILE-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>อุปนิสัยบางอย่างของตัวเราเองนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดกระบวนบั่นทอนพลังชีวิต และนำมาซึ่งการหมดความหวังและกำลังใจ</strong></p>
<p>ก่อนลงมือเขียนและวางโครงเรื่องคร่าวๆในใจ คิดจะตั้งชื่อเรื่องว่า “อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง” เพราะเพิ่งได้อ่านหนังสือชื่อ Don’t Sweat The Small Stuff…and it’s all Small Stuff แล้วเห็นบางมุมของความคิดจากหนังสือเล่มนี้</p>
<p>แต่ด้วยการที่ผมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายชุมชนออนไลน์ หรือ Social Networking ช่วยให้ผมสามารถ  “เข้าถึง” เวทีความคิดของผู้คน เกิดการสื่อสารและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆอย่างสะดวกและรวดเร็ว ได้ความรู้ทั้งในทางกว้างและลึกมากขึ้น</p>
<p>และทำให้ผมได้อ่านข้อความสั้นๆ ของท่านติช นัช ฮันท์ ผมคงไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นใคร เพราะแนวคิดและคำสอนของท่านถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง</p>
<p>เป็นจุด “หักเห” ทำให้ผมเปลี่ยนใจ และ “กลับขั้ว” ความคิดของตัวเอง เลือกหัวข้อใหม่ แม้จะยังใช้มุมมองจากเรื่องเดิมที่คิดไว้</p>
<p>ท่านติช นัช ฮันท์ บอกอะไร และเพราะอะไร ทำให้ผมถึงต้องปรับเปลี่ยนชื่อเรื่อง อ่านต่อไป แล้วลองคิดตาม หรือคิดด้วยมุมมองของท่านเองดูซิครับ</p>
<p><strong>Don’t sweat the small staff</strong> ไม่ใช่หนังสือใหม่ เป็นหนังสือดังมากเล่มหนึ่ง ผมเคยเห็นมานานหลายปี จนจำไม่ได้แล้วว่าเห็นครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่ก็ไม่ได้อ่านจนเพิ่งซื้อ และหยิบมาอ่านช่วงหยุดปีใหม่นี้เอง</p>
<p>ผู้แต่งหนังสือชื่อ Richard Carlson นอกจากเขียนเล่มนี้แล้ว เขายังมีผลงานหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ขึ้นด้วยว่า Don’t sweat the small stuff ในเรื่องต่างๆอีกมากมาย</p>
<p>สิ่งที่ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองจากหนังสือเล่มนี้ และลองค้นข้อมูลใน  Internet เพื่อศึกษาความคิดเห็นของใครต่อใครหลายคน ที่เขียนถึงมุมมองของพวกเขาที่มีต่อเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมาร่วมแลกเปลี่ยน และแบ่งปันความคิดกัน ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว</p>
<p>ผมเชื่อว่าจุดที่มัน “กระแทก” และ “โดนใจ” ผู้อ่าน คือประเด็นของการนำเสนอความจริงข้อหนึ่งของการใช้ชีวิต และการทำงานของคนอย่างผมและท่านผู้อ่านคือ การที่ต้องเจอกับเรื่องราวต่างๆนานามากมาย มีทั้งดีใจ มีเสียใจ ผิดหวัง ทุกข์ และสุขหมุนเวียนเปลี่ยนไปมาทุกวัน</p>
<p>และหลายคนที่เคยอ่านเรื่องนี้ เห็นตรงกันว่า อุปนิสัยบางอย่างของตัวเราเองนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดกระบวนบั่นทอนพลังชีวิต และนำมาซึ่งการหมดความหวังและกำลังใจ</p>
<p><strong>เพราะบางครั้งเราก็เสียเวลา หรือไปให้ “ให้ราคา” ไปกลับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือเอาเวลาไปคิดวนเวียนกับเรื่องเล็กๆ ซึ่งบางคนถึงกับเรียกว่าเรื่องว่า “ไร้สาระ”</p>
<p>มากกว่าการมองที่ปัญหา ที่เป็นภาพใหญ่</strong></p>
<p><strong>Richard Carlson  เขียนช่วงหนึ่งของคำนำว่า When we are immobilized by little things&#8212;when we are irritated, annoyed, and easily bothered-Our (Over) reactions not only make us frustrated but actually get in the way of getting what we want.</p>
<p>และเขายังบอกต่ออีกว่า We lose sight of the bigger picture, focus on the negative, and annoy other people who might otherwise help us.</strong></p>
<p><strong>ข้อคิดของ Richard Carlson คือ บางครั้งการ “ปรับโฟกัส” ของปัญหา ไปอยู่ที่เรื่องเล็กๆ นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาในภาพใหญ่ได้แล้ว บางครั้งพฤติกรรมและการตอบสนองกับเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ควรให้ความสนใจมากนักนั้น อาจส่งผลกระทบไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่จะสามารถช่วยเหลือเราได้ในเรื่องที่สำคัญกว่า</p>
<p>เสียมัน “สองเด้ง” ทั้งเวลาและความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิด</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผมนั่งคิดทบทวนประเด็นนี้อีกครั้ง แล้วถามตัวเองว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องเล็ก  เรื่องไหนเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดต่อไปถึงคำถามอีกข้อว่า “ของใคร?”</p>
<p>เพราะผมเชื่อว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน ในเรื่องบางเรื่องที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน และคงยากที่จะสร้างกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานในการกำหนด และตัดสินให้เรื่องไหนใหญ่และเล็ก เพราะคนเรามีพื้นฐานทางความคิดต่างกัน</p>
<p>ผมเลยปรับมุมมองใหม่ ปล่อยให้ข้อคิดของ  Richard Carlson เป็นโจทย์ที่ท่านผู้อ่านลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในการทำงานและการใช้ชีวิตแต่ละวันนั้น ได้ใช้เวลาไปกับเรื่องราวต่างๆ มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่ากับมันหรือไม่ด้วยตัวท่านเอง เช่นเดียวกับที่ผมต้องตั้งคำถามนี้กับตัวเอง</p>
<p>ขณะเดียวกัน ผมขอกลับไปเฉลยข้อคิดของท่าน ติช นัช ฮันท์ ที่พูดถึงช่วงต้นท่านบอกว่า Breathing In I smile, breathing out I relax that is a wonderful moment. คำสอนฉบับเต็มๆนั้นยาวกว่านี้ แต่ใน Facebook ของท่าน ว.วิชรเมธี ที่ผมอนุญาตนำใช้อ้างอิงตัดตอนมาเฉพาะส่วนนี้</p>
<p><strong>ประโยคสั้นๆนี้เอง ทำให้ผมรู้สึกว่า การหาสิ่งดีๆให้กับตัวเองนั้น เป็นเรื่องง่ายๆ และเกิดขึ้นได้ในทุกลมหายใจเข้าออก</p>
<p>แทนที่จะเอาเวลาไป “เสีย” กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมเอาเวลาไปหาเรื่อง “ดีๆ” ให้ตัวเองดีกว่า ซึ่งในปัจจุบันการหาเรื่องดีๆ ให้กับตัวเองนั้น ยิ่งทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะโลกในยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ทำให้เราสามารถรับข้อมูลข่าวสารดีๆ ได้ในหลายรูปแบบ ทั้งนี้ผมไม่ได้เน้นเฉพาะในโลกออนไลน์เท่านั้น</p>
<p>หนังสือดีๆ หนังดีๆ เพลงเพราะๆ เรื่องและข้อคิดที่ถูกถ่ายทอดและแบ่งปันบนโลกไซเบอร์ หรือแม้แต่ Forwarded Mail จากเพื่อนฝูง ฯลฯ หากเราเลือกที่จะเปิดรับ เพื่อทำให้เรารู้สึกดีและมีกำลังใจ ในการต่อสู้และดำเนินต่อไปของชีวิตกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ<br />
</strong><br />
ควบคู่ไปกับการมองเห็นความสวยงามของโลก และสรรพสิ่งรอบตัว</p>
<p>ทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่านแล้วละครับ จะเลือกใช้ชีวิต ด้วยมุมมองแบบไหน และให้เวลากับเรื่องใด เพราะตัวผมก็พยายามอย่างที่สุด ที่จะเลือกเปิดรับสิ่งดีๆ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของผม มากกว่าเลือกที่จะ “จม” และ “เสียเวลา” กับเรื่องไม่เป็นเรื่องเหมือนที่ผ่านมา</p>
<p><strong>ขอจบท้ายวันนี้ ด้วยข้อคิดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 33 ชื่อ  Harry S. Truman ที่บอกว่า “I come to the office each morning and stay for long hours doing what has to be done to the best of my ability. And when you&#8217;ve done the best you can, you can&#8217;t do any better.”</strong></p>
<p>เป็นข้อคิด จาก positive quote of the day ที่ผมได้รับทุกวันจาก  website แห่งหนึ่ง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร หากท่านลองอ่านและคิดตามดู จะรู้ว่าท่านอดีตประธานาธิบดี คงใช้เวลาในแต่ละวันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อทำการใหญ่ระดับประเทศ และคงไม่ยอมให้ตัวเองเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง</p>
<p><strong>วันนี้ลองถามตัวท่านเองนะครับ ว่าจะเสียเวลาหาเรื่องดีๆให้กับตัวเอง ในรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและความชอบท่าน</strong></p>
<p>แต่ถ้าใครยังสนุกกับการเสียเวลาคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมก็คงไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายความคิด และวิถีชีวิตท่านหรอกครับ</p>
<p><strong>หาเรื่อง(ดีๆ) ใส่ตัว<br />
ประภาส ทองสุข</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้อง &#8220;ให้&#8221; : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 02:32:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8231</guid>
		<description><![CDATA[อยากจะฝากให้ท่านเริ่มปีใหม่ด้วยการแนะนำหนังสือที่มีคุณค่าเล่มหนึ่ง คือ หนังสือชื่อ ทำไมต้อง “ให้” ของหลวงพ่ออลงกต ติกขปญโญ แห่งวัดพระบาทน้ำพุ ดิฉันได้รับหนังสือเล่มนี้จากเพื่อนร่วมงาน หลังจากที่เขาไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัดพระบาทน้ำพุ เมื่อต้นเดือนธันวาคม หลวงพ่ออลงกต เป็นพระนักพัฒนา ผู้อุทิศให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์  ในคำนำของหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า ปกติหลวงพ่อจะมีกิจมากมาย จึงไม่มีการตีพิมพ์คำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นเล่ม  หนังสือ  ทำไมต้อง “ให้” ถือว่าเป็นการตีพิมพ์ข้อคิดและคำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นครั้งแรก หลวง พ่อกล่าวถึงการ “ให้” ว่ามีหลายลำดับชั้น  ตั้งแต่การให้ในระดับสัญชาตญาณ เช่น การเลี้ยงดูลูกที่เกิดมา  เป็นการ “ให้” แบบตรงไปตรงมา ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่างรู้จักการให้ในรูปแบบนี้ทั้ง สิ้น อย่างไรก็ดี การให้ จะถูกพัฒนาให้ละเอียดซับซ้อนขึ้น เมื่อผู้ให้มีสติปัญญาหรือมีองค์ความรู้มากขึ้น และเมื่อพัฒนาสูงขึ้นจะเป็นการให้ในระดับ จริยธรรม ในทางพุทธศาสนา การให้คือ จาคะ  ซึ่งแปลว่า ความเสียสละ จะมี 2 นัย คือ สละวัตถุและสละอารมณ์  สละวัตถุคือการสละทรัพย์หรือสิ่งของเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น  ส่วนการสละอารมณ์นั้นเป็นการปล่อยวางอารมณ์ (ที่ไม่ดี) หลวงพ่อได้ยก ตัวอย่างถึงการให้วัตถุ แต่เพิ่มระดับด้านจิตใจด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/GiveHeart001.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8232" title="GiveHeart001" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/GiveHeart001-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>อยากจะฝากให้ท่านเริ่มปีใหม่ด้วยการแนะนำหนังสือที่มีคุณค่าเล่มหนึ่ง คือ หนังสือชื่อ ทำไมต้อง “ให้” ของหลวงพ่ออลงกต ติกขปญโญ แห่งวัดพระบาทน้ำพุ ดิฉันได้รับหนังสือเล่มนี้จากเพื่อนร่วมงาน หลังจากที่เขาไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัดพระบาทน้ำพุ เมื่อต้นเดือนธันวาคม</p>
<p>หลวงพ่ออลงกต เป็นพระนักพัฒนา ผู้อุทิศให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์  ในคำนำของหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า ปกติหลวงพ่อจะมีกิจมากมาย จึงไม่มีการตีพิมพ์คำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นเล่ม  หนังสือ  ทำไมต้อง “ให้” ถือว่าเป็นการตีพิมพ์ข้อคิดและคำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นครั้งแรก</p>
<p>หลวง พ่อกล่าวถึงการ “ให้” ว่ามีหลายลำดับชั้น  ตั้งแต่การให้ในระดับสัญชาตญาณ เช่น การเลี้ยงดูลูกที่เกิดมา  เป็นการ “ให้” แบบตรงไปตรงมา ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่างรู้จักการให้ในรูปแบบนี้ทั้ง สิ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี การให้ จะถูกพัฒนาให้ละเอียดซับซ้อนขึ้น เมื่อผู้ให้มีสติปัญญาหรือมีองค์ความรู้มากขึ้น และเมื่อพัฒนาสูงขึ้นจะเป็นการให้ในระดับ จริยธรรม</p>
<p>ในทางพุทธศาสนา การให้คือ จาคะ  ซึ่งแปลว่า ความเสียสละ จะมี 2 นัย คือ สละวัตถุและสละอารมณ์  สละวัตถุคือการสละทรัพย์หรือสิ่งของเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น  ส่วนการสละอารมณ์นั้นเป็นการปล่อยวางอารมณ์ (ที่ไม่ดี)</p>
<p>หลวงพ่อได้ยก ตัวอย่างถึงการให้วัตถุ แต่เพิ่มระดับด้านจิตใจด้วย เมื่อเรามีการเสียสละ  แม้ว่าในทางกฎหมายไม่มีใครว่าอะไรถ้าเราจะไม่ให้ของซึ่งเราหามาได้กับคน อื่น  แต่ในด้านจริยธรรมแล้ว หากเราไม่เคยให้ เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่นเลย เราอาจถูกมองในแง่ลบ และเมื่อส่วนที่เราให้ได้ เราไม่ได้ให้ เมื่อตายไปก็ไม่สามารถให้ได้ จึงเท่ากับว่าเราสร้างทุกข์ให้กับชีวิตอื่นเหมือนกัน</p>
<p>การให้ ทำให้คนพ้นจากความทุกข์ คือ การเวียนว่าย เกิด แก่ เจ็บ ตาย  โดยการหลุดพ้นจากความทุกข์ เกิดได้จากการฝึกจิต ที่เริ่มจาก ทาน ศีล ภาวนา</p>
<p>“ทาน” ถือเป็นระดับต้นของการฝึก คนไหนไม่ให้ ไม่แบ่งปัน ก็ไม่ควรจะหวังที่จะพ้นทุกข์  นอกจากนี้ การให้ไม่ควรมีข้ออ้าง ไม่ควรมีเงื่อนไข  เช่น ไม่ให้ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี หรือเคยทำผิดพลาด</p>
<p><strong>หลวงพ่อกล่าวว่า  “คนเรามีใครบ้างที่ไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยทำเลว ไม่เคยทำผิดพลาด หลวงพ่อไม่เคยเห็นเลย”  แต่เมื่อพลาดแล้ว หากไม่มีคนให้อภัย ไม่มีคนให้กำลังใจ ไม่มีคนช่วยเหลือ  คนนั้นก็จะต้องรับทุกข์ที่ตนเองทำลงไปด้วยความประมาทพลาดพลั้ง โลกนี้ก็จะไม่ดีขึ้น</strong></p>
<p>สังคมปัจจุบันอาจมีคนมองว่า คนที่มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น หรือเป็นคนดีนั้น เป็น “คนโง่”  หรือสังคมอาจจะมีคนที่แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า เอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า โง่กว่า</p>
<p>หลวงพ่อสอนว่า แม้สังคมจะว่าอย่างไร เราก็ควรจะ “ให้”อยู่ต่อไป   การให้ต้องเกิดจากการฝึกฝน เป็นทักษะ หากให้ไม่ถูกวิธี เราจะไม่มีความสุขกับการให้</p>
<p><strong>ความสุขของการให้ ไม่ได้อยู่ที่มีคนรู้ว่าเราให้ หรือได้รับคำชมจากผู้อื่น  แต่อยู่ที่ความปีติที่เกิดขึ้นในใจเราต่างหาก  ผู้ที่เข้าถึงการให้ที่แท้จริงแล้ว จะแบ่งปันให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยติดตัว เพราะมีความสุขที่ได้ให้ โดยไม่ต้องมีใครมาบอก มาสอน</strong></p>
<p><strong>ในหนังสือบอกว่า “การให้” ถ้าให้ไม่เป็น ก็เป็นทุกข์ ถ้าให้ไม่เป็นก็วุ่นวายเหมือนกัน เพราะการให้ มีพื้นฐานมาจากเจตนารมณ์ที่เราจะทำให้คนพ้นจากความทุกข์ แล้วก็พัฒนาไปสู่การเป็นคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น   ถ้าให้โดยไม่ดูอะไรเลย  ไม่ระมัดระวังเลย ก็เกิดผลเสียเหมือนกัน</strong></p>
<p><strong>“การ ให้” โดยหวังให้ผู้รับได้ดิบได้ดีนั้น ไม่ถือเป็นการให้โดยหวังสิ่งตอบแทนแก่ตนเอง เพราะเป็นการหวังให้เขาพ้นจากความทุกข์ มีประโยชน์กับสังคม ถือเป็นคนละอย่างกับการหวังให้เขามาตอบแทนเรา</p>
<p>“การให้” เป็นการทำให้เราปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ ความยึดมั่นถือมั่น  อย่างไรก็ดี ให้น้อยไปก็เป็นทุกข์ ให้มากไปก็เป็นทุกข์  หลวงพ่อแนะนำให้ใช้วิจารณญาณของตนเองเป็นสิ่งตัดสิน ถ้าอยากให้ ก็ให้ไปเถิด  หลวงพ่อเล่าว่า บางทีหลวงพ่อรู้ว่าถูกหลอก หลวงพ่อก็ยัง “ให้”</p>
<p>แต่ การให้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องให้ไปหมดทุกอย่าง  หลวงพ่อได้เตือนให้ระมัดระวังไม่ให้เสียความสมดุล ทั้งในเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน อาชีพ ครอบครัว และรับผิดชอบต่อตนเอง  ต้องให้เกิดความพอดี</strong></p>
<p>การให้ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับจากใกล้ตัวไปไกลตัว ทุกอย่างเป็นเรื่องของสถานการณ์และความเหมาะสม</p>
<p>หลวง พ่อสอนถึงการให้แบบพ่อ-แม่-ลูก  แบบลูก-พ่อ-แม่  การให้แบบคู่รัก  การให้ต่อคนภายนอก ต่อสังคม  ต่อโลก  การให้ที่ไม่ต้องใช้เงิน เช่น ให้กำลังใจ ให้สติ  และการให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้ “ธรรมะ” และในตอนท้ายของเล่ม มีเรื่องของการให้ในสไตล์ของหลวงพ่อ</p>
<p>ดิฉันขอจบด้วย คำสอนสองคำสอนของหลวงพ่อคือ</p>
<p><strong> “….ชีวิตที่อยู่บนเงื่อนไขมากมาย มันไม่ใช่เรื่องง่าย  มันเป็นศาสตร์ที่จะทำให้ชีวิตเกิดความสุข มันเป็นศิลปะที่จะทำให้ชีวิตเกิดความพอดี”</p>
<p>“ชีวิตคนเราเกิดมาต้องมี ศรัทธา ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ และอย่ามองชีวิตเป็นเศรษฐศาสตร์ กำไรขาดทุน แต่จงมองชีวิตเป็นศิลปะเพื่อจะได้อยู่อย่างมีความสุข”</strong></p>
<p>เป็น หนังสือที่ดีมากๆ เหมาะที่จะซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองในปีใหม่นี้ค่ะ  ราคาเล่มละ 160 บาท พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ เลซีย์เดย์ สั่งซื้อได้ที่สำนักพิมพ์บิสซีย์เดย์ <a href="http://www.busy-day.com/" target="_blank">www.busy-day.com</a> &lt;http://www.busy-day.com&gt;</p>
<p>ใน ปี 2553 นี้ ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพกายแข็งแรง มีสุขภาพการเงินที่ดี สมปรารถนาในสิ่งดีงามทุกประการ   ขอให้ประเทศไทยเรามีความสงบสุข  แคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง และขอให้ทุกคนในชาติมีความรักและสามัคคีกันด้วยเทอญ</p>
<p><strong>ทำไมต้อง &#8220;ให้&#8221;<br />
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อคิดจากช็อคโกแลตร้อน</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 01:47:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิดจากช็อคโกแลตร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ช็อคโกแลตร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8213</guid>
		<description><![CDATA[กลุ่มศิษย์เก่ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งประสบความสำเร็จ มีหน้าที่การงานที่ดี ได้ตกลงใจกันว่า จะกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัย และอาจารย์ที่ได้เกษียณไปแล้ว ระหว่างการกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัย การพูดคุยในกลุ่มได้เปลี่ยนเป็น การบ่นเรื่องความเครียดในที่ทำงาน และการใช้ชีวิต อาจารย์ได้ต้อนรับกลุ่มลูกศิษย์ ด้วยการชักชวนให้ดื่มช็อคโกแลตร้อน เขาเดินหายเข้าไปในครัว แล้วกลับมาพร้อมกับหม้อใส่โถช็อคโกแลตร้อนใบใหญ่ และถ้วยแบบต่างๆที่ได้เลือกสรรแล้ว เช่น ถ้วยกระเบื้อง ถ้วยแก้ว ถ้วยแก้วคริสตัล บางใบดูเรียบง่าย บางใบดูดีมีราคาแพง บางใบก็สวยงามมาก อาจารย์บอกให้ทุกคนบริการตนเอง เมื่อทุกคนมีถ้วยช็อคโกแลตร้อนในมือครบแล้ว อาจารย์ก็พูดขึ้นว่า &#8230; &#8220;พวกเธอสังเกตเห็นอะไรไหม ถ้วยที่ดูดีมีราคาแพง ได้ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้ก็แต่ถ้วยธรรมดาราคาถูก มันเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตนเอง โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือต้นเหตุของความเครียดและปัญหาของพวกคุณ ถ้วยที่พวกคุณถือและดื่ม ไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพของช็อคโกแลตร้อนเลย ในหลายๆกรณี มันเพียงแค่ทำให้ราคาช็อคโกแลตร้อนแพงขึ้น และในบางกรณี มันก็แค่เป็นตัวปิดบังสิ่งที่เราดื่ม สิ่งที่คุณต้องการจริงๆก็คือ  &#8216;ช็อคโกแลตร้อน&#8217; ไม่ใช่ถ้วย แต่จิตสำนึกบอกให้คุณ มองหาถ้วยที่ดีที่สุด และหลังจากนั้น คุณก็เริ่มสังเกตและเปรียบเทียบถ้วยของคุณกับถ้วยของคนอื่นๆ คุณลองคิดดู ชีวิต ก็เปรียบเหมือนกับ ช็อคโกแลตร้อน โดยที่ งาน เงิน ตำแหน่ง และสถานะทางสังคมของพวกคุณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/hot_chocolate_by_drinkpoison.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8214" title="hot_chocolate_by_drinkpoison" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/hot_chocolate_by_drinkpoison-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>กลุ่มศิษย์เก่ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งประสบความสำเร็จ มีหน้าที่การงานที่ดี ได้ตกลงใจกันว่า จะกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัย และอาจารย์ที่ได้เกษียณไปแล้ว</p>
<p>ระหว่างการกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัย การพูดคุยในกลุ่มได้เปลี่ยนเป็น การบ่นเรื่องความเครียดในที่ทำงาน และการใช้ชีวิต</p>
<p>อาจารย์ได้ต้อนรับกลุ่มลูกศิษย์ ด้วยการชักชวนให้ดื่มช็อคโกแลตร้อน เขาเดินหายเข้าไปในครัว แล้วกลับมาพร้อมกับหม้อใส่โถ<strong>ช็อคโกแลตร้อน</strong>ใบใหญ่ และถ้วยแบบต่างๆที่ได้เลือกสรรแล้ว เช่น ถ้วยกระเบื้อง ถ้วยแก้ว ถ้วยแก้วคริสตัล</p>
<p><strong>บางใบดูเรียบง่าย บางใบดูดีมีราคาแพง บางใบก็สวยงามมาก อาจารย์บอกให้ทุกคนบริการตนเอง</strong></p>
<p>เมื่อทุกคนมีถ้วยช็อคโกแลตร้อนในมือครบแล้ว อาจารย์ก็พูดขึ้นว่า &#8230;</p>
<p>&#8220;พวกเธอสังเกตเห็นอะไรไหม ถ้วยที่ดูดีมีราคาแพง ได้ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้ก็แต่ถ้วยธรรมดาราคาถูก<strong> มันเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตนเอง โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือต้นเหตุของความเครียดและปัญหาของพวกคุณ</strong></p>
<p><strong>ถ้วยที่พวกคุณถือและดื่ม ไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพของช็อคโกแลตร้อนเลย</strong> ในหลายๆกรณี มันเพียงแค่ทำให้ราคาช็อคโกแลตร้อนแพงขึ้น และในบางกรณี มันก็แค่เป็นตัวปิดบังสิ่งที่เราดื่ม</p>
<p>สิ่งที่คุณต้องการจริงๆก็คือ  &#8216;ช็อคโกแลตร้อน&#8217; ไม่ใช่ถ้วย แต่จิตสำนึกบอกให้คุณ มองหาถ้วยที่ดีที่สุด และหลังจากนั้น คุณก็เริ่มสังเกตและเปรียบเทียบถ้วยของคุณกับถ้วยของคนอื่นๆ</p>
<p><strong>คุณลองคิดดู ชีวิต ก็เปรียบเหมือนกับ ช็อคโกแลตร้อน โดยที่ งาน เงิน ตำแหน่ง และสถานะทางสังคมของพวกคุณ คือถ้วย พวกมันเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ประคอง และใช้เพื่อดำเนินชีวิต </strong></p>
<p><strong>ถ้วยที่พวกคุณมี ไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอก หรือเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของพวกคุณเลย บางครั้ง การมุ่งความสนใจในการเลือกถ้วยเพียงอย่างเดียว ทำให้เราพลาดที่จะดื่มด่ำกับรสชาติของช็อคโกแลตร้อน</strong> ที่พระเจ้าประทานให้เรา</p>
<p>พระเจ้าสร้างช็อคโกแลตร้อน ในขณะที่ มนุษย์ เลือกถ้วยที่จะใส่</p>
<p><strong>คนที่มีความสุขมากที่สุด ไม่ใช่คนที่ต้องมีสิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆอย่าง พวกเขาแค่ทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุด</p>
<p>จงอยู่อย่างเรียบง่าย มีจิตใจโอบอ้อมอารี เอาใจเขา มาใส่ใจเรา พูดจาถนอมน้ำใจผู้อื่น และ ดื่มด่ำกับช็อคโกแลตร้อนของคุณ อย่างมีความสุข&#8221;</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>30 วิธี ทำให้ตัวเองมีความสุข</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/30-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/30-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Nov 2009 10:43:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8072</guid>
		<description><![CDATA[1. นึกไว้เสมอว่า การโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง 2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่า เขาต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้ง 3. ลองปลูกต้นไม้เองซักต้น การเติบโตของมัน จะบ่งบอกตัวตนของคุณได้ 4. หลับตานิ่งๆสัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่า อะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน 5. ระหว่างแปรงฟันฮัมเพลงไปด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นเป็น 2 เท่า 6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากรสชาติที่ธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย 7. ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด 8. การขึ้น-ลงบันไดสูงๆแบบไม่ให้เมื่อย คือ การไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร 9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆทันทีที่คุณถามเขาว่า “ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ” 10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทานไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก 11. ควรหัดพูดคำว่า ไม่เป็นไร ให้เคยปากมากกว่าจะพูดคำว่า จะเอายังไง 12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ไปสายเหมือนเมื่อก่อน 13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-full wp-image-8073" title="smile" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/smile.png" alt="smile" width="300" height="300" /></p>
<p>1. นึกไว้เสมอว่า การโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง</p>
<p>2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่า เขาต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้ง</p>
<p>3. ลองปลูกต้นไม้เองซักต้น การเติบโตของมัน จะบ่งบอกตัวตนของคุณได้</p>
<p>4. หลับตานิ่งๆสัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่า อะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน</p>
<p>5. ระหว่างแปรงฟันฮัมเพลงไปด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นเป็น 2 เท่า</p>
<p>6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากรสชาติที่ธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย</p>
<p>7. ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด</p>
<p>8. การขึ้น-ลงบันไดสูงๆแบบไม่ให้เมื่อย คือ การไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร</p>
<p>9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆทันทีที่คุณถามเขาว่า “ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ”</p>
<p>10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทานไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก</p>
<p>11. ควรหัดพูดคำว่า ไม่เป็นไร ให้เคยปากมากกว่าจะพูดคำว่า จะเอายังไง</p>
<p>12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ไปสายเหมือนเมื่อก่อน</p>
<p>13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง ดังนั้น เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้ จึงเล่าให้มันฟังได้</p>
<p>14. อาหารที่จะไม่ชอบกินตอนเด็กลองตักเข้าปากอีกสักที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด</p>
<p>15. เขียนชื่อคนที่คุณเกลียดใส่กระดาษ แล้วฉีกทิ้ง (หรือแปะไว้ใต้รองเท้าแล้วใส่รองเท้านั้นไปเดินเล่นสักพัก) ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ</p>
<p>16. ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูแทบไม่ออกเลยว่าเพิ่งร้องไห้</p>
<p>17. ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆจะทำให้เรายิ้มออกเสมอเมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง</p>
<p>18. ก่อนซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้ 3 ข้อก่อน</p>
<p>19. ถึงเสื้อและกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆก็จะดูเหมือนมีเยอะขึ้น</p>
<p>20. ซาลาเปา 1 ลูก กินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้ กินได้ 4 คน ถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง</p>
<p>21. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ ดีกว่าให้คนที่ได้เยอะ จนจำชื่อคนให้ได้ไม่หมด</p>
<p>22. ในวันที่รู้สึกเศร้าหรือเหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองซักดอกก็จะดีขึ้น</p>
<p>23. แอบรักใครสักคน&#8230;ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร</p>
<p>24. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความจะแต่งตัวสวยๆหล่อๆไม่ได้นี่</p>
<p>25. ฝึกโรแมนติกง่ายๆคนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน</p>
<p>26. ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนสดใสได้ ทำไมถึงจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้</p>
<p>27. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบ มันอาจจะไม่สนุก แต่ก็มีประโยชน์แฝงอยู่</p>
<p>28. วันที่ตื่นเช้าให้บิดขี้เกียจให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย</p>
<p>29. แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว</p>
<p>30. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมให้คุณเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท</p>
<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="http://webboard.yenta4.com/topic/323765" target="_blank">http://webboard.yenta4.com/topic/323765</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/30-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต (Chinese Tantra Totem for Good Luck)</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 01:21:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[Chinese Tantra Totem]]></category>
		<category><![CDATA[Chinese Tantra Totem for Good Luck]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญาจีน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8047</guid>
		<description><![CDATA[- จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน : Give people more than they expect and do it cheerfully. - จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่า แต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน : Marry a man/woman you love to talk to. As you get older, their conversational skills will be as important as any other. - จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน : Don&#8217;t believe all you hear, spend all you have or [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-full wp-image-8048" title="good-luck-clover-21" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/good-luck-clover-21.jpg" alt="good-luck-clover-21" width="300" height="266" /></p>
<p>- จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน : Give people more than they expect and do it cheerfully.</p>
<p>- จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่า แต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน : Marry a man/woman you love to talk to. As you get older, their conversational skills will be as important as any other.</p>
<p>- จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน : Don&#8217;t believe all you hear, spend all you have or sleep all you want.</p>
<p>- เมื่อกล่าวคำว่า &#8220;ฉันรักเธอ&#8221; จงหมายความตามนั้นจริงๆ : When you say, &#8220;I love you&#8221;, mean it.</p>
<p>- เมื่อกล่าวคำว่า &#8220;ขอโทษ&#8221; จงสบตาเขาด้วย : When you say, &#8220;I&#8217;m sorry&#8221;, look the person in the eye.</p>
<p>- ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน จงหมั้นเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน : Be engaged at least six months before you get married.</p>
<p>- จงเชื่อในรักแรกพบ : Believe in love at first sight.</p>
<p>- อย่าหัวเราะเยาะความฝันของผู้อื่น คนที่ไม่มีฝันก็เหมือนไม่มีอะไร : Never laugh at anyone&#8217;s dreams. People who don&#8217;t have dreams don&#8217;t have much.</p>
<p>- เมื่อรักจงรักให้ลึกซึ้ง และ ร้อนแรง อาจจะต้องเจ็บปวดแต่นั่นคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตถูกเติมเต็ม : Love deeply and passionately. You might get hurt but it&#8217;s the only way to live life completely.</p>
<p>- ในเหตุการณ์ขัดแย้ง โต้อย่างยุติธรรม ไม่มีการตะโกนใส่กัน : In disagreements, fight fairly. Please No name calling.</p>
<p>- อย่าตัดสินคนเพียงเพราะญาติๆ ของเขา : Don&#8217;t judge people by their relatives.</p>
<p>- จงพูดให้ช้า แต่ต้องคิดให้เร็ว : Talk slowly but think quickly.</p>
<p>- ถ้าถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ จงยิ้มแล้วถามกลับว่า จะรู้ไปทำไม : When someone asks you a question you don&#8217;t want to answer, smile and ask, &#8220;Why do you want to know?&#8221;</p>
<p>- จงจำไว้ว่า สองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือความรัก และความสำเร็จ ล้วนต้องมีการเสี่ยง : Remember that great love and great achievements involve great risk.</p>
<p>- พูดว่า ขอพระคุ้มครอง เมื่อได้ยินใครจาม : Say &#8220;bless you&#8221; when you hear someone sneeze.</p>
<p>- เมื่อพ่ายแพ้ จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปด้วย : When you lose, don&#8217;t lose the lesson.</p>
<p>- จงจำ 3 R :- นับถือผู้อื่น นับถือตนเอง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ : Remember the three R&#8217;s: Respect for self; Respect for others; Responsibility for all your actions.</p>
<p>- จงอย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ : Don&#8217;t let a little dispute injure a great friendship.</p>
<p>- ทันทีที่รู้ตัวว่าทำผิด ลงมือแก้ไขทันที : When you realize you&#8217;ve made a mistake, take immediate steps to correct it.</p>
<p>- จงยิ้มเวลารับโทรศัพท์ ผู้ฟังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของเรา : Smile when picking up the phone. The caller will hear it in your voice.</p>
<p>- จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง : Spend some time alone.</p>
<p><strong>ที่มา :</strong></p>
<p><a href="http://aromdee.net/view/view_forward.php?id=185&amp;tb=story" target="_blank">http://aromdee.net/view/view_forward.php?id=185&amp;tb=story</a> (ภาษาไทย)</p>
<p><a href="http://www.circle-of-light.com/Inspirations/Chinese-totem.html" target="_blank">http://www.circle-of-light.com/Inspirations/Chinese-totem.html</a> (ภาษาอังกฤษ)</p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
