<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; Recommend Article</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/recommend-article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>4G ฟินแลนด์ 40 ล้าน vs 3G ไทย 10,000 ล้าน : ณกฤช เศวตนันทน์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/4g-%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-40-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-vs-3g-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-10000-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/4g-%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-40-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-vs-3g-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-10000-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 06:33:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[3g]]></category>
		<category><![CDATA[4g]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8706</guid>
		<description><![CDATA[มาถึงโค้งสุดท้ายของการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เป็นข้อถกเถียงกันมากในเรื่องราคาคลื่นความถี่ที่เหมาะสม นักวิชาการกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยแต่อาจได้รับความสนใจจากสื่อยืนยันว่า เป็นโอกาสที่ต้องเก็บเงินเข้ารัฐมากที่สุด นักวิชาการส่วนมากทั้งในและนอกประเทศต่างไม่ได้เห็นอย่างนั้น แต่กลับมองว่าราคาควรถูก เพื่อเพิ่มความสามารถของผู้ประกอบการในการให้บริการ 3G ให้ทั่วถึงและมีราคาต่ำ เพื่อประโยชน์ของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สำหรับนักวิชาการที่เคยวิเคราะห์และให้ความเห็นว่า ราคาคลื่นความถี่ควรมีราคาต่ำ เพื่อนำเงินทุนไปใช้พัฒนาโครงข่ายและบริการมากกว่า ได้แก่ คุณอรุณ จิรชวาลา อดีตกรรมการผู้จัดการ ธ.นครหลวงไทย ผู้เคยสอบได้ที่หนึ่งของประเทศไทย และยังเป็นนักเรียนทุนของในหลวง, คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้, รศ.ดร.บวร ปภัสราทร คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี และ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และสำหรับสถาบัน NIDA ได้รับเงินทุนสนับสนุนให้ศึกษาวิจัยเรื่องการออกใบอนุญาต 3G รวมถึงราคา ได้แก่ รศ.ดร.เอกชัย นิตยากษตรวัฒน์ อดีตคณบดีคณะบริหารธุรกิจ, รศ.ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ ผศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ ก็ได้ผลวิจัยรายงานไปในแนวทางเดียวกันทั้งสิ้นว่าราคาใบอนุญาตควรมีราคาที่ต่ำ นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการต่างชาติ คือ Prof.Craig Warren Smith [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/4g-speed.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8708" title="4g-speed" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/4g-speed-300x236.jpg" alt="" width="300" height="236" /></a></p>
<p>มาถึงโค้งสุดท้ายของการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เป็นข้อถกเถียงกันมากในเรื่องราคาคลื่นความถี่ที่เหมาะสม<strong> นักวิชาการกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยแต่อาจได้รับความสนใจจากสื่อยืนยันว่า เป็นโอกาสที่ต้องเก็บเงินเข้ารัฐมากที่สุด นักวิชาการส่วนมากทั้งในและนอกประเทศต่างไม่ได้เห็นอย่างนั้น แต่กลับมองว่าราคาควรถูก เพื่อเพิ่มความสามารถของผู้ประกอบการในการให้บริการ 3G ให้ทั่วถึงและมีราคาต่ำ เพื่อประโยชน์ของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม</strong></p>
<p>สำหรับนักวิชาการที่เคยวิเคราะห์และให้ความเห็นว่า ราคาคลื่นความถี่ควรมีราคาต่ำ เพื่อนำเงินทุนไปใช้พัฒนาโครงข่ายและบริการมากกว่า ได้แก่ คุณอรุณ จิรชวาลา อดีตกรรมการผู้จัดการ ธ.นครหลวงไทย ผู้เคยสอบได้ที่หนึ่งของประเทศไทย และยังเป็นนักเรียนทุนของในหลวง, คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้, รศ.ดร.บวร ปภัสราทร คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี และ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์</p>
<p>และสำหรับสถาบัน NIDA ได้รับเงินทุนสนับสนุนให้ศึกษาวิจัยเรื่องการออกใบอนุญาต 3G รวมถึงราคา ได้แก่ รศ.ดร.เอกชัย นิตยากษตรวัฒน์ อดีตคณบดีคณะบริหารธุรกิจ, รศ.ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ ผศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ <strong>ก็ได้ผลวิจัยรายงานไปในแนวทางเดียวกันทั้งสิ้นว่าราคาใบอนุญาตควรมีราคาที่ต่ำ</strong></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการต่างชาติ คือ Prof.Craig Warren Smith อดีต Professor จาก Harvard University ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>ก็มีความเห็นทางวิชาการจากประสบการณ์ของท่านในต่างประเทศว่า ราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ต้องมีราคาที่ไม่สูงเกินไป โดยควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำเงินทุนไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมากกว่า</strong></p>
<p>กรณีของนักวิชาการ เป็นเพียงตัวอย่างที่สนับสนุนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นรูปธรรมตามหลักวิชาการ <strong>นอกจากนี้</strong> <strong>เราคงต้องดูตัวอย่างจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศด้วย</strong></p>
<p><strong>คงไม่ต้องพูดถึงกรณีของประเทศที่แจกใบอนุญาต 3G ให้ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติฟรี เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการให้บริการ 3G ให้ทั่วถึงและมีราคาทั้งต้นทุนต่ำ รวมถึงค่าบริการที่ไม่สูง จนมีผู้ใช้บริการอย่างล้นหลามเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง</strong></p>
<p><strong>เมื่อเทียบกับบทเรียนราคาแพงของอังกฤษที่ตั้งราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ไว้สูงลิบให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันเข้าประมูลสู้ราคาให้สูงที่สุด จนท้ายที่สุดผู้ประกอบการต้องประสบกับปัญหาการเงิน จนกระทั่งไม่มีเงินในการขยายพัฒนาโครงข่าย และไม่สามารถให้บริการ 3G ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น</strong></p>
<p>ในส่วนของประเทศไทย เมื่อเราก้าวไปสู่ 3G ล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆมากแล้ว จนประเทศอื่นเขาเริ่มให้ใบอนุญาต 4G กันแล้ว<strong> แต่อาจมีส่วนที่ดีหากเราดูประสบการณ์ของต่างประเทศ และนำมาใช้ประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาต เพื่อให้การขยายโครงข่ายและพัฒนาประเทศมีประสิทธิภาพสูงที่สุด</strong></p>
<p><strong>หากพูดถึงประสบการณ์ในยุโรปอื่นๆที่แม้จะไม่ได้แจกใบอนุญาตให้ฟรี แต่ราคาใบอนุญาตก็มีราคาที่ต่ำมาก ทั้งๆที่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ตลอดจนค่าครองชีพของประชากรสูงกว่าประเทศไทยมาก</strong> เช่น ประเทศฟินแลนด์ หลายคนในวงการโทรคมนาคมคงร้องอ๋อ เพราะผู้บุกเบิกในด้านโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia ก็มาจากประเทศนี้</p>
<p>ในปัจจุบัน หลายคนอาจจะตื่นเต้นไปกับ Smart Phone รุ่นใหม่ๆอย่างเช่น iPhone หรือ Blackberry แต่เจ้าแห่งตลาดที่แท้จริงก็ยังคงเป็น Nokia อยู่ ซึ่งทำให้ ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก เพราะอุตสาหกรรมนี้เป็นส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p><strong>โดยเมื่อเร็วๆนี้ ประเทศฟินแลนด์ได้มีการประมูลคลื่นความถี่ 4G โดยรัฐมีรายได้ทั้งสิ้น 150 ล้านบาท ซึ่งใบอนุญาตมีระยะเวลา 20 ปี และมีผู้ชนะการประมูล 4 ราย โดยเฉลี่ยแล้วใบอนุญาตราคาใบละ 40 ล้านบาท ทำให้ประชาชนของฟินแลนด์มีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยี 4G ในราคาถูก ที่จะไม่มีการผลักดันภาระไปสู่ผู้บริโภค และเข้าทั่วถึงได้ทุกที่ มีผลในเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ</strong></p>
<p><strong>เมื่อเราย้อนดูประเทศไทย</strong> <strong>ที่ขณะนี้จากร่างหลักเกณฑ์ของ กทช. มีการตั้งราคาขั้นต่ำไว้ที่ใบละ 10,000 ล้านบาท กับระยะเวลา 15 ปี และด้วยสูตร PQ-1 ของการประมูล พอประมูลจริงอาจทำให้ราคาใบอนุญาตสูงถึงใบละ 20,000 ล้านต่อรายก็เป็นได้ ซึ่งประเทศไทยควรต้องนำเอาประสบการณ์และตัวอย่างที่ดีของประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็นตัวอย่าง</strong></p>
<p><strong>อย่าลืมว่า ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนสำคัญของประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลยังคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ใช้บริการเป็นหลัก ไม่ใช่กำหนดราคาใบอนุญาตให้สูงเพื่อนำเงินเข้ารัฐให้มากที่สุด</strong></p>
<p>ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการให้ราคาคลื่นความถี่ที่ราคาถูกยังมีอีกมากมาย นอกเหนือจากตัวอย่างที่คุ้นเคยกันในยุโรปและเอเชีย ยังมีตัวอย่างของประเทศที่กำลังพัฒนา ดังเช่น กัวเตมาลา ในละตินอเมริกา ซึ่งได้ตั้งราคาคลื่นความถี่ไว้ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อาร์เจนตินา บราซิล และเปรูราว 4 เท่า และต่ำกว่าเม็กซิโกราว 2 เท่า <strong>ผลที่ได้คือทำให้บริการ 3G สามารถเข้าถึงประชากรได้สูงกว่าเพื่อนบ้านถึง 2 เท่า โดยในระยะเวลา 5 ปีหลังการจัดสรรคลื่นความถี่ ประเทศกัวเตมาลามีการขยายตัวของผู้ใช้ 3G สูงถึง 500%</strong> <strong>ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆอยู่ราว 250% เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ยังมีผลทำให้ราคาค่าบริการต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆราว 2 เท่า เช่นกัน</strong></p>
<p>ดังนั้น เรื่องราวของราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3G จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิชาการทั้งในไทยและต่างประเทศได้ต่างสนับสนุนโดยหลักวิชาการให้ราคาใบอนุญาตต้องต่ำที่สุด แม้กระทั่งที่ปรึกษาของ กทช.เองก็ยังมีความเห็นในแนวทางเดียวกันนี้</p>
<p>ในขณะนี้เวลาของประเทศไทยมาถึงแล้ว ที่ประชาชนต้องมีโอกาสตัดสินใจร่วมกันว่า เราจะพัฒนาประเทศและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างไรต่อไป<strong> เราจะพิจารณาอย่างเป็นธรรมโดยฟังความเห็นของนักวิชาการส่วนมาก ที่มีหลักฐานทางวิชาการและประสบการณ์จริงของต่างประเทศสนับสนุน หรือจะฟังเพียงความเห็นของนักวิชาการส่วนน้อยที่มีมุมมองแคบ และคำนึงถึงเพียงแค่ให้ได้เงินที่เข้ารัฐในเบื้องต้นเท่านั้น โดยที่ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ตอนปลายที่หากราคาใบอนุญาตสูง ย่อมจะกระทบต่ออัตราค่าบริการของประชาชนที่สูงตามไปด้วย รวมถึงคุณภาพการให้บริการประชาชนโดยตรง</strong></p>
<p>โดยเฉพาะผลต่อการพัฒนาของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการทุกคนต้องรับรู้และเข้าใจ และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้การดำเนินการเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมกับประเทศ และเพื่อประโยชน์ของประเทศสูงที่สุดอย่างแท้จริง</p>
<p><strong>4G ฟินแลนด์ 40 ล้าน vs 3G ไทย 10,000 ล้าน</strong></p>
<p><strong>ณกฤช เศวตนันทน์ </strong></p>
<p><strong>นักกฎหมายโทรคมนาคม Thai.attorney@hotmail.com </strong></p>
<p><strong>ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/4g-%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-40-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-vs-3g-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-10000-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ย้อนคำสัมภาษณ์ ‘ปรีดี พนมยงค์’ อะไรคือแก่นแท้ประชาธิปไตย? : ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e2%80%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9e%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e2%80%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9e%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 03:47:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีดี พนมยงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8691</guid>
		<description><![CDATA[ในมิติทางประวัติศาสตร์ถือได้ว่า วัน 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาเกี่ยวกับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งก่อน และหลังเกิดการอภิวัฒน์มีพลวัตอย่างไรบ้าง ขณะที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ 78 ปี ประเทศไทยก็ยังมีลักษณะของประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลาน รวมทั้งกลุ่มการเมืองบางฝ่ายยังตัดตอนบางส่วนจากประวัติศาสตร์ เพื่อเอามาเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมและต่อสู้ทางการเมืองโดยที่ไม่รู้ถึงแก่นแท้ในการอภิวัฒน์สยามเวลานั้น จึงเป็นโอกาสดีที่วันนี้จะได้นำบางส่วนจากคำสัมภาษณ์ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน เมื่อปี พ.ศ. 2525 ในโอกาสครบรอบ50 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ขณะนั้นท่านลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ที่อองโตนี ชานกรุงปารีส โดย ดร. จริยวัฒน์ สันตะบุตร ซึ่งเป็นพนักงานนอกเวลาของบีบีซีภาคภาษาไทยในตอนนั้นเดินทางไปสัมภาษณ์ท่านที่ฝรั่งเศส มาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อทบทวนความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยที่แท้จริง ว่าควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร สำหรับสาระสำคัญในเนื้อหาการสัมภาษณ์ดังกล่าว อ.ปรีดี ได้อธิบายถึงความผิดพลาดและความขัดแย้งในหมู่ผู้นำของคณะราษฎร โดยความขัดแย้งได้สร้างผลกระทบต่อแผนการเดินหน้าสร้างประเทศให้เป็น ประชาธิปไตยตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ที่ได้ประกาศเอาไว้ และในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ ท่านปรีดีเองได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาประเทศไทย โดยการให้ความสำคัญต่อการสร้างความเป็นธรรมในเศรษฐกิจให้เป็น ‘เศรษฐกิจประชาธิปไตย’ อ.ปรีดี กล่าวถึงความล้มเหลวของคณะราษฎรว่า ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร คือ ความผิดพลาดบกพร่องที่เหมือนกับทุกๆขบวนการเมืองในความผิดพลาดของคณะราษฎร…จุดอ่อนของคณะราษฎรโดยเฉพาะนั้นก็แบ่งออกได้เป็น 4 ประการด้วยกัน คือ ประการที่หนึ่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/4EA52038FA254EB4B652EC2106410752.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8692" title="4EA52038FA254EB4B652EC2106410752" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/4EA52038FA254EB4B652EC2106410752.jpg" alt="" width="156" height="225" /></a></p>
<p><strong>ในมิติทางประวัติศาสตร์ถือได้ว่า วัน 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาเกี่ยวกับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งก่อน และหลังเกิดการอภิวัฒน์มีพลวัตอย่างไรบ้าง ขณะที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ 78 ปี ประเทศไทยก็ยังมีลักษณะของประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลาน รวมทั้งกลุ่มการเมืองบางฝ่ายยังตัดตอนบางส่วนจากประวัติศาสตร์ เพื่อเอามาเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมและต่อสู้ทางการเมืองโดยที่ไม่รู้ถึงแก่นแท้ในการอภิวัฒน์สยามเวลานั้น</strong></p>
<p>จึงเป็นโอกาสดีที่วันนี้จะได้นำบางส่วนจากคำสัมภาษณ์ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน เมื่อปี พ.ศ. 2525 ในโอกาสครบรอบ50 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ขณะนั้นท่านลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ที่อองโตนี ชานกรุงปารีส โดย ดร. จริยวัฒน์ สันตะบุตร ซึ่งเป็นพนักงานนอกเวลาของบีบีซีภาคภาษาไทยในตอนนั้นเดินทางไปสัมภาษณ์ท่านที่ฝรั่งเศส มาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อทบทวนความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยที่แท้จริง ว่าควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร</p>
<p>สำหรับสาระสำคัญในเนื้อหาการสัมภาษณ์ดังกล่าว อ.ปรีดี ได้อธิบายถึงความผิดพลาดและความขัดแย้งในหมู่ผู้นำของคณะราษฎร โดยความขัดแย้งได้สร้างผลกระทบต่อแผนการเดินหน้าสร้างประเทศให้เป็น ประชาธิปไตยตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ที่ได้ประกาศเอาไว้ และในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ ท่านปรีดีเองได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาประเทศไทย โดยการให้ความสำคัญต่อการสร้างความเป็นธรรมในเศรษฐกิจให้เป็น ‘เศรษฐกิจประชาธิปไตย’</p>
<p>อ.ปรีดี กล่าวถึงความล้มเหลวของคณะราษฎรว่า ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร คือ ความผิดพลาดบกพร่องที่เหมือนกับทุกๆขบวนการเมืองในความผิดพลาดของคณะราษฎร…จุดอ่อนของคณะราษฎรโดยเฉพาะนั้นก็แบ่งออกได้เป็น 4 ประการด้วยกัน คือ</p>
<p><strong>ประการที่หนึ่ง ขาดการศึกษาถึงกฎแห่งความขัดแย้งในขบวนการเมือง</strong> ยกตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว จึงทำให้สมาชิกส่วนมากขาดความระมัดระวังต่อการที่สมาชิกจำนวนหนึ่งฟื้นฟาดทัศนะเผด็จการชาติศักดินา ซึ่งเป็นการโต้อภิวัฒน์ หรือ counter-revolution ต่อการอภิวัฒน์ ซึ่งตนเองได้เคยพลีชีวิตร่วมกับคณะ</p>
<p><strong>ประการที่สอง คณะราษฎรคิดแต่เพียงเอาชนะทางยุทธวิธีในการยึดอำนาจรัฐเป็นสำคัญ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบว่าจะรักษาชัยชนะไว้ได้อย่างไร</strong> <strong>จึงจะไม่ถูกการโต้อภิวัฒน์ ซึ่งจะต้องทำให้ชาติเดินถอยหลังเข้าคลอง</strong></p>
<p><strong>ประการที่สาม</strong> นอกจากท่านหัวคณะราษฎร 3 ท่าน คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ มีความรู้ความชำนาญการทหารสามารถนำคณะยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว ส่วนสมาชิกหลายคน แม้จะมีความรู้ทางทฤษฎีเกี่ยวกับการสถาปนาประเทศ แต่ก็ขาดความชำนาญในการปฎิบัติ และขาดความชำนาญในการติดต่อกับราษฎรอย่างกว้างขวาง อาทิ ผม เป็นต้น</p>
<p>ประการที่สี่ การเชิญท่านข้าราชการเก่ามาร่วมบริหารประเทศนั้น ผมหวังให้ท่านเหล่านั้นก้าวหน้ามากเกินไปกว่าที่ท่านจะทำได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในขบวนการอภิวัฒน์ถึงกับมีการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญถาวรฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ….</p>
<p>จากนั้น อ.ปรีดี ได้วิเคราะห์ถึงอนาคตของประเทศไทยเอาไว้ว่า ประเทศไทยในระยะนี้ประสบกับวิกฤติการณ์หลายประการ ซึ่งจะต้องแก้ไขด้วยการพัฒนาสาระสำคัญ 4 ประการประกอบกัน คือ</p>
<p><strong>1. พัฒนาเศรษฐกิจซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคมให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตย</strong> เศรษฐกิจซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคมที่มิใช่เศรษฐกิจประชาธิปไตยนั้น ย่อมเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ อันทำให้ประชาชนอัตขัตขัดสนซึ่งเป็นการทำให้รากฐานของสังคมระส่ำระส่าย ฉะนั้น มนุษย์ในสังคมต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยได้มากเพียงไร เศรษฐกิจที่เป็นรากฐานก็มั่นคงสมบูรณ์มากขึ้นเพียงนั้น</p>
<p><strong>2. พัฒนาการเมืองในการเมืองประชาธิปไตยสมานกับรากฐานเศรษฐกิจ</strong> <strong>ประชาธิปไตยการเมืองที่ตั้งอยู่บนความนึกคิดที่เลื่อนลอย ย่อมมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานของสังคม ทำให้รากฐานนั้นระส่ำระส่ายและเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ</strong> ฉะนั้น มนุษย์ในสังคมต้องพัฒนาการเมืองให้ตั้งอยู่บนรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตยได้มากเพียงไร ก็จะเป็นการเมืองประชาธิปไตยมากขึ้นเพียงนั้น และจะมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานเศรษฐกิจของสังคมให้มีความมั่นคงสมบูรณ์มากขึ้นเพียงนั้น</p>
<p><strong>3. พัฒนาคติธรรมของมนุษย์ให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย บุคคลที่ไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่อาจปฎิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยและการเมืองประชาธิปไตยได้</strong> ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาคติธรรมของบุคคลให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหลักนำบุคคลให้มีจิตใจประชาธิปไตยปฎิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองประชาธิปไตย มิฉะนั้น วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองก็จะเกิดขึ้น</p>
<p><strong>4. พัฒนาวิธีประชาธิปไตยในการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย</strong> ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ของมุสโสลีนี ระบบนาซีเผด็จการของฮิตเลอร์ ระบบเผด็จการของคณะนายพลญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ซึ่งเป็นซากตกค้างมาจากระบอบเผด็จการทาสศักดินา อันเป็นระบบที่นำชาติไปรุกรานชาติอื่น ผลที่ปรากฎคือ ระบบเผด็จการดังกล่าวได้นำชาติไปสู่ความหายนะ</p>
<p>ฉะนั้น เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้มีรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตย การเมืองประชาธิปไตย จิตใจและคติธรรมประชาธิปไตยดังกล่าวแล้วนั้น ก็จำต้องพัฒนาวิถีประชาธิปไตยในการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย</p>
<p>มิฉะนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวิธีพิทักษ์สังคมที่เป็นเผด็จการหรือที่ไม่เป็นประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง กับเศรษฐกิจการเมืองคติธรรมที่เป็นประชาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง วิกฤติการณ์ในสังคมก็เกิดขึ้นทุกๆด้าน และอาจทำให้ชาติเสียความเป็นเอกราชอธิปไตยสมบูรณ์</p>
<p>โดยเฉพาะยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคปรามานูนั้น ถ้าใช้วิธีพิทักษ์ชาติซึ่งมิใช่วิธีประชาธิปไตยแล้ว ชาติก็อาจประสบอันตรายจากไฟบรรลัยกัลป์แห่งศาตราวุธนิวเคลียร์ ศาตราวุธนิวตรอน ศาสตราวุธเคมี ศาตราวุธชีววิทยา และศาสตราวุธนอกมาตรฐานและในมาตรฐานชนิดอื่นๆ ในที่สุดนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทยและมวลมนุษย์ทั้งหลายประสบกับความสุข สวัสดี ปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายจากสงครามนิวเคลียร์ และศาสตราวุธร้ายแรงที่กำลังคุกคามอยู่นั้นเทอญ</p>
<p><strong>ดูคำสัมภาษณ์ของ อ.ปรีดี เมื่อกว่า 20 ปีก่อนแล้ว ต้องย้อนกลับมาดูว่า ประเทศไทยวันนี้กำลังเผชิญวิกฤติการณ์อย่างที่ อ.ปรีดี ได้วิเคราะห์เอาไว้หรือไม่ และที่สำคัญได้รับการแก้ไขแล้วหรือยัง</strong></p>
<p>***หมายเหตุ สามารถเข้าไปรับฟังเสียงสัมภาษณ์ทั้งหมดได้ที่ <a href="http://www.bbc.co.uk /thai/highlights/story/2006/03/060309_pick_of_bbc_interview.shtml" target="_blank">http://www.bbc.co.uk /thai/highlights/story/2006/03/060309_pick_of_bbc_interview.shtml</a><strong> </strong></p>
<p><strong>ย้อนคำสัมภาษณ์ ‘ปรีดี พนมยงค์’ อะไรคือแก่นแท้ประชาธิปไตย? </strong></p>
<p><strong>ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย</strong></p>
<p><strong>Posttoday</strong></p>
<p><strong>24 มิถุนายน 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e2%80%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9e%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แก้จน ทำได้แค่ &#8220;สงเคราะห์&#8221; : บุญลาภ ภูสุวรรณ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 12:23:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[บุญลาภ ภูสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8682</guid>
		<description><![CDATA[รัฐบาลประกาศยืดมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ออกไปอีก 6 เดือน ทั้งรถไฟ รถเมล์ น้ำ ไฟ ฟรี รวมทั้งตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวี รวมเบ็ดเสร็จต้องใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งๆที่รัฐบาลให้ข่าวว่า เศรษฐกิจปีนี้โต 6% ก็ไม่รู้ว่ารัฐต้องเยียวยากันทุกเรื่องหรืออย่างไร บางเรื่องก็เหมาะสม แต่บางเรื่องไม่ต้องฟรีไปทุกเรื่องก็ได้ อย่าให้คนรับเขารู้สึกว่าชีวิตนี้เขาไม่ต้องทำอะไรเลย รอรัฐบาลหยิบยื่นให้เท่านั้น ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ก็ยืดอายุมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ต่อ โดยอ้างว่าเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี ต้อง &#8220;อุ้ม&#8221; ให้ประชาชนมีกำลังซื้อ แต่ลึกๆแล้วข่าววงในพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี &#8220;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&#8221; รู้ดีตั้งแต่เข้ามาบริหารว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องออกมาพูดว่าไม่ดี ลึกๆต้องการออก &#8220;แพ็กเกจประชานิยม&#8221; เพื่อซื้อใจประชาชน รัฐมัวแต่กังวลเรื่อง &#8220;ซื้อใจคนด้วยของฟรี&#8221; แต่ไม่ได้ดูว่า วันนี้การลงทุนของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลดลงไปเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ หาไม่แล้วระยะยาวไทยเดือดร้อนแน่ ดังนั้น งบประมาณแทนที่จะเอาไป &#8220;สงเคราะห์&#8221; เขา เอาไปสร้างเสริมขีดความสามารถและสุขภาวะให้ประชาชนที่เขาขาดแคลนจริงๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/populism_large.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8683" title="populism_large" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/populism_large.jpg" alt="" width="350" height="220" /></a></p>
<p><strong>รัฐบาลประกาศยืดมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ออกไปอีก 6 เดือน ทั้งรถไฟ รถเมล์ น้ำ ไฟ ฟรี รวมทั้งตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวี รวมเบ็ดเสร็จต้องใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งๆที่รัฐบาลให้ข่าวว่า เศรษฐกิจปีนี้โต 6%</strong></p>
<p><strong>ก็ไม่รู้ว่ารัฐต้องเยียวยากันทุกเรื่องหรืออย่างไร บางเรื่องก็เหมาะสม แต่บางเรื่องไม่ต้องฟรีไปทุกเรื่องก็ได้ อย่าให้คนรับเขารู้สึกว่าชีวิตนี้เขาไม่ต้องทำอะไรเลย รอรัฐบาลหยิบยื่นให้เท่านั้น</strong></p>
<p>ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ก็ยืดอายุมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ต่อ โดยอ้างว่าเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี ต้อง &#8220;อุ้ม&#8221; ให้ประชาชนมีกำลังซื้อ แต่ลึกๆแล้วข่าววงในพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี &#8220;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&#8221; รู้ดีตั้งแต่เข้ามาบริหารว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องออกมาพูดว่าไม่ดี ลึกๆต้องการออก &#8220;แพ็กเกจประชานิยม&#8221; เพื่อซื้อใจประชาชน</p>
<p><strong>รัฐมัวแต่กังวลเรื่อง &#8220;ซื้อใจคนด้วยของฟรี&#8221; แต่ไม่ได้ดูว่า วันนี้การลงทุนของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลดลงไปเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ หาไม่แล้วระยะยาวไทยเดือดร้อนแน่</strong></p>
<p>ดังนั้น งบประมาณแทนที่จะเอาไป &#8220;สงเคราะห์&#8221; เขา เอาไปสร้างเสริมขีดความสามารถและสุขภาวะให้ประชาชนที่เขาขาดแคลนจริงๆ หรือให้เพื่อต่อยอดคนที่เขาคิดเป็น ทำเป็น อย่างคุณลุงคนหนึ่ง ที่โฆษณาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เขาบอกว่าเขาไม่รอให้ใครมาช่วยหรอก เขามีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกผัก ผลไม้กินเอง ทำปุ๋ยชีวภาพเอง ใช้ภูมิปัญญาตัวเอง ขอให้เขามีที่ดินทำกิน พวกเขาก็อยู่อย่างมีความสุขแล้ว</p>
<p>ลองนึกดูว่า ถ้าหากทุกคนมีแต่ร้องขอให้รัฐบาลช่วย ตั้งแต่ผู้มั่งคั่งระดับบนจนถึงรากหญ้า อย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้มั่งคั่ง 10% ของประเทศที่รวยที่สุด พอค่าเงินแข็งก็โวยวาย ขอให้รัฐตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตรึงค่าแรงขั้นต่ำ <strong>เมื่อไหร่ที่จะขึ้นค่าแรงก็โวยวายทุกครั้ง ถามว่าถ้าประชาชนไม่พอกิน พอใช้ แล้วสังคมจะอยู่ดี กินดี มีสุขได้อย่างไร </strong></p>
<p>เช่นเดียวกับรากหญ้า เขาก็ขอให้ช่วยปลดหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะอาชีพทำนา ทำสวน มีต้นทุนสูงมาก มีปัญหาการตลาด รัฐจะมีเครื่องมือหรือกลไกอะไรช่วยเหลือให้เขายืนได้ด้วยตัวเองไหม เพราะเรามีตัวอย่างชาวนา ชาวสวนที่ร่ำรวย ผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศ ก็มีให้เห็นมากมายแล้ว</p>
<p><strong>นี่คือประเด็นว่า รัฐบาลมีเงิน มีอำนาจ รู้ปัญหา แต่แก้ความจนไม่ได้เสียที ซึ่งไม่ต้องแก้ให้หมด แต่ทำอย่างไรให้น้อยลงเรื่อยๆ</strong></p>
<p><strong>เราพูดเรื่องความยากจนในหัวข้อซ้ำๆ และให้การ &#8220;สงเคราะห์&#8221; มายาวนาน &#8230; นั่นใช่ทางออกของไทยหรือเปล่า !</strong></p>
<p>ถ้าหากกลไกส่วนไหนเป็นง่อย ขอให้ทำแค่เบื้องต้น บอกตัวเองว่าจะไม่โกง รับผิดชอบต่อสังคมตามอำนาจหน้าที่ที่ตนเองมี ก็ช่วยยกระดับการกินดี อยู่ดี ให้คนรอบข้างได้แล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรที่ใหญ่โตเกินกำลังตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่มีเครือข่ายพันธมิตรมากมายเพียงพอที่จะขับเคลื่อนได้ ก็เป็นพลังที่ใหญ่ขึ้น</p>
<p><strong>แค่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังและจริงใจก็ช่วยได้แล้ว</strong></p>
<p><strong>ในห้วงวิกฤตความแตกแยก เราเรียกร้องให้คนไทยรักสามัคคี ช่วยเหลือ มีน้ำใจให้กัน แต่ทุกครั้งที่อยู่บนถนนในกรุงเทพฯ จะรู้สึกบ่อยครั้งว่า หาสิ่งเหล่านี้ยากมาก แค่เปิดไฟเลี้ยวขอทางยังไม่ให้ทาง จะปรี่เข้ามาทันที คนจะข้ามถนน มีน้อยคันที่ใจดีหยุดรถให้คนข้ามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ที่หยุดเพราะคนข้ามมาครึ่งถนน ถ้าไม่หยุดก็ชน เช่นเดียวกับการหยุดรถเพื่อให้รถยูเทิร์นกลับได้ ต้องใช้ความสามารถพิเศษเขยิบออกไปเรื่อยๆ จนกว่ารถทางตรงจะไปไม่ได้ นั่นแหละถึงจะหยุดรถให้เขากลับรถได้ นี่คือคนไทยที่รักกัน!</strong></p>
<p>หากเราไม่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม สำนึกในหน้าที่พลเมืองที่ต้องเคารพกฎกติกาแล้ว เราจะพูดจากันด้วยเหตุด้วยผลได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันทุกวันก็ว่าได้</p>
<p>ดังนั้น ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง แต่คนจนยังต้อง &#8220;สงเคราะห์&#8221; กันอยู่ เราจะปล่อยให้นายทุนและเจ้าของที่ดินได้ประโยชน์กันไปอีกนานแค่ไหน</p>
<p>ทั้งๆที่เรามีจุดแข็งมากมาย ทั้งเรื่องท่องเที่ยว และบริการทางการแพทย์ รวมทั้งงานเอาต์ซอร์ซต่างๆ อาทิ การตัดต่อภาพยนตร์ การเป็นโรงพยาบาลสัตว์พิเศษเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น</p>
<p>แต่การทำให้คนไทยกินดีอยู่ดี มีสุข ทำไมจึงเป็นเรื่องที่ยากเข็นขนาดนี้!</p>
<p><strong>แก้จน ทำได้แค่ &#8220;สงเคราะห์&#8221;</strong></p>
<p><strong>บุญลาภ ภูสุวรรณ</strong></p>
<p><strong>วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 </strong></p>
<p><strong>ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มี &#8217;100 ล้าน&#8217; ไม่ยากอย่างที่คิด สูตรรวย &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217; : กรุงเทพธุรกิจ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b5-100-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b5-100-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Jul 2010 11:50:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8668</guid>
		<description><![CDATA[เปิดวิธีคิดฉบับ How To..ทำอย่างไร? เคล็ดลับสู่เงิน &#8216;ร้อยล้าน&#8217; ไม่ใช่แค่ฝันเฟื่อง &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217; แนะวิธีลงทุนเด็ดๆ โกยกำไรปีละ 20% &#8220;ถ้าคนเราไม่ประหยัด หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ(ใช้) นอกจากไปโกงเขามา ไอ้การโกงนี่มันได้มาแบบเงินล้นฟ้า แต่ก็ไม่มีความสุข ถ้าคนเราทำอาชีพสุจริตแต่ไม่ประหยัด ชีวิตนี้ก็ไม่มีทางร่ำรวย&#8221; วลีเด็ดของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับการเงินและภาษี วัย 65 ปี ที่ปัจจุบันมีทรัพย์สินเงินทองนับ &#8220;พันล้านบาท&#8221; จากนิสัยมัธยัสถ์มาตลอดชีวิต ครอบครัว วลัยเสถียร นับถือคาทอลิก แต่มีความเชื่อว่า โชคดีมาหนเดียวแต่โชคร้ายอาจเกิดขึ้นได้หลายหน ดังนั้น พวกเราต้อง &#8220;จ่าย&#8221; ให้น้อยกว่า &#8220;รับ&#8221; เราจึงจะเก็บความมั่งคั่งเอาไว้ได้ &#8230; เมื่อหาเงินมาได้ 10 บาท ก็จะนำไปใช้ 5 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5 บาท ก็เก็บออม อาจารย์สุวรรณทำมาแบบนี้ตลอดหลายสิบปี ด้วยความเชื่อที่ว่า หาได้มากน้อยเท่าไรไม่สำคัญ จ่ายมากน้อยเท่าไรเป็นเรื่องสำคัญกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/images.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8669" title="images" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/images.jpg" alt="" width="187" height="240" /></a></p>
<p>เปิดวิธีคิดฉบับ How To..ทำอย่างไร? เคล็ดลับสู่เงิน &#8216;ร้อยล้าน&#8217; ไม่ใช่แค่ฝันเฟื่อง &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217; แนะวิธีลงทุนเด็ดๆ โกยกำไรปีละ 20%</p>
<p><strong>&#8220;ถ้าคนเราไม่ประหยัด หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ(ใช้) นอกจากไปโกงเขามา ไอ้การโกงนี่มันได้มาแบบเงินล้นฟ้า แต่ก็ไม่มีความสุข ถ้าคนเราทำอาชีพสุจริตแต่ไม่ประหยัด ชีวิตนี้ก็ไม่มีทางร่ำรวย&#8221;</strong></p>
<p>วลีเด็ดของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับการเงินและภาษี วัย 65 ปี ที่ปัจจุบันมีทรัพย์สินเงินทองนับ &#8220;พันล้านบาท&#8221; จากนิสัยมัธยัสถ์มาตลอดชีวิต</p>
<p>ครอบครัว วลัยเสถียร นับถือคาทอลิก แต่มีความเชื่อว่า <strong>โชคดีมาหนเดียวแต่โชคร้ายอาจเกิดขึ้นได้หลายหน ดังนั้น พวกเราต้อง &#8220;จ่าย&#8221; ให้น้อยกว่า &#8220;รับ&#8221; เราจึงจะเก็บความมั่งคั่งเอาไว้ได้</strong> &#8230; เมื่อหาเงินมาได้ 10 บาท ก็จะนำไปใช้ 5 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5 บาท ก็เก็บออม อาจารย์สุวรรณทำมาแบบนี้ตลอดหลายสิบปี ด้วยความเชื่อที่ว่า <strong>หาได้มากน้อยเท่าไรไม่สำคัญ จ่ายมากน้อยเท่าไรเป็นเรื่องสำคัญกว่า</strong></p>
<p>ดร.สุวรรณ สร้าง &#8220;เซอร์ไพรส์&#8221; ครั้งแสดงบัญชีทรัพย์สินเมื่อตอนเป็น รมช.พาณิชย์ ช่วงปี 2544 ส่วนตัวมีทรัพย์สินมากถึง 557 ล้านบาท ส่วนภรรยามีทรัพย์สิน 121 ล้านบาท สองคนรวมกันมีทรัพย์สินเกือบ 700 ล้านบาท ปัจจุบันอาจารย์เป็นประธานกรรมการ บมจ.เอสวีไอ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ใครหลายคนอาจเห็นชื่อประธานชมรมคนออมเงิน แอบ &#8220;ออมหุ้น&#8221; SVI เกือบ 5 ล้านหุ้น มูลค่าเฉียด 12 ล้านบาท มีต้นทุนอยู่ที่หุ้นละ 2.34 บาท ทำเอาหุ้นตัวนี้ &#8220;แอบขึ้น&#8221; ไปอย่างมากจากเหล่าสาวกที่แห่ซื้อตาม</p>
<p>ตั้งแต่เกษียณจากงานการเมือง ก็หันมาเอาดีทางด้านงานเขียนหนังสือประเภท &#8220;ฮาวทู&#8221; มีผลงานบนแผงหนังสือนับสิบเล่ม เรียกได้ว่าเป็น &#8220;กูรู&#8221; ด้านการเงินชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย อาทิ พ่อสอนลูกให้รวย, สอนเมียให้รวย, สอนเพื่อนให้รวย, กลยุทธ์การปลดหนี้ และจ่ายภาษีก็รวยได้ เป็นต้น และเป็นวิทยากรบรรยายในงานสัมมนาต่างๆอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ดร.สุวรรณ บอกผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า <strong>ถ้าคุณอยากกอดเงิน &#8220;ร้อยล้าน&#8221; ไม่ได้อยากอย่างที่คิด หากเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ แต่อาจต้องใช้เวลานานถึง 15 ปีขึ้นไป เพราะคงไม่มีใครเก่งมากพอที่จะหาเงินก้อนโตได้ภายในเวลา 3-5 ปีหรอกจริงมั้ย!</strong></p>
<p>หากคุณอยากพบกับ Road to Wealth หรือ หนทางสู่ความมั่งคั่ง ให้ปฏิบัติตัวดังนี้&#8230;</p>
<p><strong>ข้อแรก ต้องเป็นคนที่หมั่นศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา</strong> ไม่ใช่เรียนจบแล้วก็แล้วกัน ความคิดต้องมีความทันสมัย ก้าวทันทุกเหตุการณ์ ที่สำคัญต้องเก่งภาษาอังกฤษ ไม่เช่นนั้นหากินลำบากแน่นอน</p>
<p><strong>ข้อสอง คุณต้องขยัน</strong> เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ถึงไหนถึงกัน</p>
<p><strong>ข้อสาม ต้องหมั่นดูแลความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ</strong> อย่าให้ตัวเองต้องตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย</p>
<p><strong>ข้อสุดท้าย คุณต้องรู้จักประหยัด อดออม อย่าโลภเป็นอันขาด</strong> เพราะความโลภเป็นหนทางสู่ความไม่มั่นคงในชีวิต <strong>ข้อคิดและนิสัยเหล่านี้ ถือพื้นฐานของคนที่จะร่ำรวย</strong></p>
<p><strong>“เงินร้อยล้านบาท ถ้าอยากมีต้องรีบทำ ควรเริ่มคิดตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 2 หรือปี 3 ถ้าช้ากว่านั้นอาจไม่ทันการณ์ แต่ถ้าไม่หวังสูงมาก อยากมีเงินสัก 5 ล้านบาท ก่อนอายุ 40 ปี ก็สามารถทำตามวิธีนี้ได้เหมือนกัน”</strong></p>
<p>การลงทุน เรื่องอายุก็สำคัญ ถ้าหากอายุยังน้อย 20-30 ปี ก็สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้มาก เนื่องจากยังมีเวลาการทำงานเหลืออีกมากเมื่อพลาดพลั้งไปก็ยังหาเงินได้ใหม่ แต่หากอายุเยอะไม่ควรลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าผิดพลาดไปก็จะไม่มีเวลาแก้ตัว ชีวิตบั้นปลายจะลำบาก นอกจากนี้ เรื่องการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภทก็มีความสำคัญ</p>
<p>ประธานชมรมคนออมเงิน แนะนำว่า สมมติ ถ้ามีเงิน 100 บาท อาจแบ่งเงินออกมาราวๆ 50-60% เพื่อนำไปลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าเป็นช่วงนี้ก็ควรเน้นหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน เนื่องจากกลุ่มนี้จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง แต่ควรจะเลือกซื้อตัวไหนบ้าง คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล คงไม่สามารถบอกเป็นตัวๆได้</p>
<p>&#8220;ผมไม่ใช่เซียนหุ้น ไม่เชี่ยวชาญขนาดนั้น ที่สำคัญไม่อยากคุยเรื่องหุ้นเท่าไรนัก&#8221; อาจารย์ออกตัว</p>
<p>ส่วนหุ้นกลุ่ม Modern Trade (ธุรกิจค้าปลีก) ถือเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสยามแม็คโคร (MAKRO) ซีพี ออลล์ (CPALL) และบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ส่วนตัวชอบ MAKRO มากที่สุด เพราะเมื่อปี 2552 มีกำไรต่อหุ้นสูงถึง 6.36 บาท เมื่อเทียบกับหุ้น BIGC ที่มีกำไรต่อหุ้นเพียง 3.58 บาท ส่วนหุ้น CPALL  มองว่าแพงไปหน่อย แต่หากมองในแง่เงินปันผลก็โอเค</p>
<p>มุมมองส่วนตัวของ ดร.สุวรรณ เชื่อว่า ตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปี 2553 และปี 2554 คงจะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าดัชนีสิ้นปี 2553 จะขึ้นจาก 780-790 จุด มายืนแถวๆ 860 จุด หรือบวกมาประมาณ 10% กลุ่มยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ก็ชอบ เพราะหุ้นกลุ่มนี้จ่ายเงินปันผลดี ส่วนตัวมองว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมกำลังจะฟื้นตัว หลังลงไปสัมผัส “จุดต่ำสุด” ฉะนั้นหากมีเงินก็รีบหาจังหวะเก็บไว้ได้</p>
<p>โดยเฉพาะ ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) หุ้นตัวนี้เขามีดีตรงเงินปันผล ส่วน อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) ซื้อเก็บไว้ก็ดีเชื่อว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังสถานการณ์การเมือง และภาวะเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้น</p>
<p>ด้านกลุ่มท่องเที่ยว ถือเป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตามอง เพราะตอนนี้กลุ่มนักธุรกิจกลับมาแล้ว และอีกไม่นานกลุ่มท่องเที่ยวจะตามมา ส่วนกลุ่มที่เข้ามาจัดงานประชุม และแสดงสินค้า อาจยังกล้าๆกลัวๆ คงต้องให้เวลาเขาอีกสักหนึ่งปี</p>
<p>นอกจากการลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอแล้ว กูรูท่านนี้ยังแนะนำว่า ให้นักลงทุนแบ่งเงินประมาณ 10-15% ไปลงทุนในทองคำ เชื่อว่าสิ้นปีนี้ทองคำอาจขึ้นมายืนระดับ 20,000 บาท ได้ไม่ยาก และอีก 5-10% ให้เก็บเป็นเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ส่วนที่เหลือให้นำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์</p>
<p>การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นสิ่งที่ ดร.สุวรรณ แนะนำมานานแล้ว บ้านของอาจารย์ที่ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานด้วย อยู่ในซอยสุขุมวิท 8 (ซอยปรีดา) อาจารย์ซื้อมาเพียง 5 ล้านบาท เมื่อ 20-30 ปีก่อน ปัจจุบันเฉพาะที่ดินก็มีมูลค่าหลายสิบล้านบาทแล้ว ถ้าเทียบกับฝากเงินแบงก์ ใช้ประโยชน์กับบ้านไม่ได้ แต่บ้านทำให้เราอยู่สบาย</p>
<p><strong>&#8220;หากคุณลงทุนตามแบบฉบับของผม รับรองได้ว่าจะได้รับกำไรเข้ากระเป๋าปีละ 20% แน่นอน แต่ทั้งหมดต้องทำบนความไม่เสี่ยง ไม่โลภ และหุ้นแต่ละตัวต้องมีการเติบโตที่ดี และมีเงินปันผลสม่ำเสมอ&#8221; อาจารย์ย้ำ</strong></p>
<p>ถามเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ ดร.สุวรรณ เชื่อว่าทุกอย่างคงไปได้ด้วยดี ดูจากราคาสินค้าเกษตรที่มีทิศทางดีขึ้น ปกติประเทศไทยจะส่งออกแต่วัตถุดิบ แต่วันนี้ส่งเป็นสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น ซึ่งการส่งออกในลักษณะนี้จะมีมาร์จินที่ดีกว่า ยิ่งมองไปในธุรกิจยานยนต์จะเห็นเลยว่า ปีนี้ผลิตรถยนต์ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนค่าเงินบาทอาจยืนราวๆ 32.2-32.3 บาท คงไม่ลงไปอยู่ 31 บาทแน่นอน สำหรับราคาน้ำมันอาจนิ่งอยู่ระดับ 80-85 เหรียญต่อบาร์เรล</p>
<p>&#8220;ผมมองการเมืองไทย คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเดือนเมษายน ปี 2554 ก็จะมีการเลือกตั้งแล้ว&#8221;</p>
<p>สำหรับสถานการณ์ในต่างประเทศ ต้องมองว่า 3 ประเทศใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ก็คงดีขึ้นตามลำดับ แม้จะไม่ดีขึ้นมากมาย แต่ก็ดีกว่าย่ำอยู่ที่เดิม ส่วนตัวมองว่าประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรราวๆ 100 &#8211; 200 ล้านคน จะเป็นประเทศที่น่าจับตามอง เพราะการเมืองเขาดีกว่าเรามาก ฉะนั้น ถ้าเขาขยับทำอะไรขึ้นมา คงมีผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเหมือนกัน</p>
<p>ถ้าย้อนดูบทสัมภาษณ์เก่าๆ ปรัชญาการใช้ชีวิตของ ดร.สุวรรณ คงหนีไม่พ้นบทเรียนเกี่ยวกับ<strong> &#8220;คุณค่าของเงิน&#8221;  ความมัธยัสถ์ อดออม และการใช้เงินทำงาน ที่สำคัญชีวิตนี้อย่าไปเป็นหนี้ เรามีเราใช้เท่าที่มี อยากซื้ออะไรมีตังค์ซื้อก็ซื้อ ถ้าไม่มีตังค์ก็อดออมเอาไว้ก่อน วันหลังมีตังค์ก็ไปซื้อดีที่สุด ทั้งหมดคือหลักการใช้ชีวิตที่ต้องมีการวางแผน และไม่ประมาท</strong></p>
<p><strong>มี 100 ล้าน ไม่ยากอย่างที่คิด สูตรรวย &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217;</strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</strong></p>
<p><strong>28 มิถุนายน 2553<br />
</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b5-100-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Stay Hungry. Stay Foolish : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/stay-hungry-stay-foolish-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/stay-hungry-stay-foolish-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jun 2010 12:37:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิเวศน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8610</guid>
		<description><![CDATA[นักลงทุนจำนวนมาก หรือเกือบทั้งหมด ต่างก็เคยหรือประสบกับความล้มเหลวจากการลงทุน จำนวนมากทิ้งตลาดหุ้นและหันหลังจากการลงทุนในหุ้นอย่างสิ้นเชิง จำนวนที่มากกว่า อาจจะหนีตลาดหุ้นไปชั่วคราวและกลับมาใหม่เมื่อบาดแผลและความเจ็บปวดจางลงหรือลบเลือนไป นั่นไม่ใช่หลักการลงทุนที่ดี การลงทุนที่ดีก็คงเหมือนกับการทำงานหรือการใช้ชีวิต เราต้องยืนหยัด รักในสิ่งที่ทำ มีศรัทธา  มีกำลังใจ  ไม่ท้อถอย และไม่น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา บทเรียนสำหรับ Value Investor ที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ เป็นเรื่องของ สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอของ Apple Computer และเป็นบุคคลที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นผู้นำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาสู่ประชาชนคนธรรมดาทั้งโลก ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกชื่อของเขาในระนาบเดียวกับหรือเหนือกว่า บิล เกต เจ้าพ่อไมโครซอพท์ แต่ก่อนที่เขาจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้ราบเรียบ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ชีวิตเขาไม่ได้มี “แต้มต่อ” เลยสักนิด และต่อไปนี้ คือสิ่งที่เขาเล่าให้เราฟัง เนื่องในโอกาสที่เขาได้รับเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ ในพิธีรับปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในเดือนมิถุนายน 2005 ซึ่งต่อมา นิตยสาร ฟอร์บ ได้นำมาตีพิมพ์ เพราะได้รับการเรียกร้องจากผู้อ่านมาก เนื่องจากสุนทรพจน์ครั้งนั้นเป็นที่ประทับจับใจมาก และผมเชื่อว่ามันคงจะถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า เป็นสุนทรพจน์ที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนที่ดีที่สุดบทหนึ่ง และต่อไปนี้ คือใจความสรุปของเหตุการณ์ในชีวิต 3 เรื่อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/stay_hungry_stay_foolish_hat-p148235414996640514qz14_400.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8611" title="stay_hungry_stay_foolish_hat-p148235414996640514qz14_400" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/stay_hungry_stay_foolish_hat-p148235414996640514qz14_400-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p><strong>นักลงทุนจำนวนมาก หรือเกือบทั้งหมด ต่างก็เคยหรือประสบกับความล้มเหลวจากการลงทุน</strong> จำนวนมากทิ้งตลาดหุ้นและหันหลังจากการลงทุนในหุ้นอย่างสิ้นเชิง จำนวนที่มากกว่า อาจจะหนีตลาดหุ้นไปชั่วคราวและกลับมาใหม่เมื่อบาดแผลและความเจ็บปวดจางลงหรือลบเลือนไป</p>
<p><strong>นั่นไม่ใช่หลักการลงทุนที่ดี การลงทุนที่ดีก็คงเหมือนกับการทำงานหรือการใช้ชีวิต เราต้องยืนหยัด รักในสิ่งที่ทำ มีศรัทธา  มีกำลังใจ  ไม่ท้อถอย และไม่น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา</strong></p>
<p>บทเรียนสำหรับ Value Investor ที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ เป็นเรื่องของ <strong>สตีฟ จ็อบส์</strong> ซีอีโอของ Apple Computer และเป็นบุคคลที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นผู้นำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาสู่ประชาชนคนธรรมดาทั้งโลก ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกชื่อของเขาในระนาบเดียวกับหรือเหนือกว่า บิล เกต เจ้าพ่อไมโครซอพท์</p>
<p><strong>แต่ก่อนที่เขาจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้ราบเรียบ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ชีวิตเขาไม่ได้มี “แต้มต่อ” เลยสักนิด </strong></p>
<p>และต่อไปนี้ คือสิ่งที่เขาเล่าให้เราฟัง เนื่องในโอกาสที่เขาได้รับเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ ในพิธีรับปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในเดือนมิถุนายน 2005 ซึ่งต่อมา นิตยสาร ฟอร์บ ได้นำมาตีพิมพ์ เพราะได้รับการเรียกร้องจากผู้อ่านมาก เนื่องจากสุนทรพจน์ครั้งนั้นเป็นที่ประทับจับใจมาก <strong>และผมเชื่อว่ามันคงจะถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า เป็นสุนทรพจน์ที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนที่ดีที่สุดบทหนึ่ง</strong> และต่อไปนี้ คือใจความสรุปของเหตุการณ์ในชีวิต 3 เรื่อง ที่เขานำมาเปิดเผย</p>
<p><strong>เรื่องแรกคือ ชีวิตที่เกิดมา</strong> จ็อบส์ บอกว่า เขาเกิดจากแม่ที่เป็นนักศึกษาที่ท้องโดยไม่ได้แต่งงาน และตัดสินใจยกลูกให้กับคนอื่น โดยมีเงื่อนไขว่า คนที่รับไปจะต้องจบปริญญา แต่โชคไม่เข้าข้าง พ่อแม่บุญธรรมที่รับจ็อบส์ไปเลี้ยงกลับเป็นคนชั้นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสัญญาว่า จะให้จ็อบส์ได้เรียนจนจบปริญญาตามความตั้งใจของแม่ที่แท้จริงที่อยากให้ลูกกับคนที่มีการศึกษาที่ดี</p>
<p>17  ปีผ่านไป จ็อบส์ ก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริง <strong>แต่อยู่ได้เพียง 6 เดือน เงินที่พ่อแม่สะสมไว้ก็หมด</strong> ทำให้เขาต้องพักการเรียนและใช้ชีวิตเตร็ดเตร่เข้าเรียนแบบไม่นับหน่วยกิตในวิชาที่ตนเองชอบอยู่อีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกจากมหาวิทยาลัยจริงๆ</p>
<p><strong>ชีวิตในช่วงที่เรียนและเตร็ดเตร่ในมหาวิทยาลัยของเขา เป็นช่วงชีวิตที่ยากลำบาก</strong> เขาต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อน เก็บกระป๋องโค๊กไปขายเพื่อหาเงิน และต้องเดินทางฝ่าอากาศที่หนาวเหน็บถึง 7 ไมล์ในวันอาทิตย์ เพื่อที่จะได้กินอาหารดีๆ ที่โบสถ์พราหมณ์จัดเลี้ยง ในตอนนั้น เขาไม่รู้ว่า สิ่งที่เขาประสบและเรียนจะเอาไปใช้อะไรได้   แต่เมื่อมองย้อนกลับ มันก็ให้อะไรกับเขามากมาย ตัวอย่างเช่นวิชาการออกแบบตัวอักษรที่เขาเลือกเรียน ซึ่งต่อมาเมื่อเขาออกแบบคอมพิวเตอร์รุ่นแมค เขาก็ได้นำความรู้นั้นมาใช้ จนทำให้คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่เลียนแบบจากแมค มีตัวอักษรที่สวยงาม</p>
<p><strong>จ็อบส์ สรุปว่า ในชีวิตคนเรานั้น เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ก็เหมือนจุดๆหนึ่งที่เราต่อมันไปเรื่อยๆ เราไม่รู้ว่าจุดข้างหน้าจะเป็นอะไร เรารู้ว่ามันเป็นอะไรก็ต่อเมื่อเรามองย้อนหลัง เราต้องเชื่อมั่นหรือศรัทธาในอะไรสักอย่าง ความกล้าหาญ สัญชาติญาณ ชะตาชีวิต หรือ กรรม สิ่งนี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เป็นอยู่</strong></p>
<p><strong>เรื่องที่สอง เกี่ยวกับความรักและการสูญเสีย</strong> จ็อบส์ บอกว่า <strong>เขาโชคดีที่พบกับสิ่งที่รักจะทำตั้งแต่วัยหนุ่ม</strong> เขาก่อตั้งบริษัท  Apple ในโรงรถของพ่อแม่ ตอนอายุ 20 ปี ภายใน 10 ปี แอปเปิลก็กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ คอมพิวเตอร์แมคอินทอชก็เป็นคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด แต่แล้วเขากลับถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นคนก่อตั้ง โดยคนที่ทำให้เขาถูกปลด ก็คือคนที่เขารับเข้ามาทำงานเอง เหตุการณ์ที่เขาถูกคณะกรรมการปลดนั้นเป็นเรื่องที่โด่งดังมาก <strong>ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าเขาไม่เหลืออะไรเลย เขาคิดจะออกจากธุรกิจไอที แต่สุดท้ายเขาก็คิดว่า เขายังรักในสิ่งที่เขาทำ</strong> และได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างคนที่ดูเหมือนไม่มีต้นทุนอะไรที่จะต้องสูญเสียอีก</p>
<p><strong>ในช่วง 5  ปีต่อมา เขาก็ได้สร้างบริษัทใหม่คือ Next  และ Pixar และได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นภรรยาตอนนี้</strong> Pixar ผลิตภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่องแรกของโลกคือ Toy Story และเป็นสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ส่วน Next นั้น ก็ได้มารวมกับ Apple และ จ็อบส์ ก็ได้กลับมาคุม Apple อีกครั้งหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p><strong>จ็อบส์ สรุปว่า สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จถึงวันนี้ได้นั้น มาจากการที่เขารักในสิ่งที่เขาทำ และเชื่อว่างานที่เขาทำเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีความหมาย ส่วนการที่เขาถูกไล่ออกจากแอปเปิลนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เขาบอกว่า บางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขอให้เราอย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา</strong></p>
<p><strong>เรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่องเกี่ยวกับความตาย</strong> เขาบอกว่า เมื่อตอนอายุ 17 ปี เขาประทับใจกับคำพูดของคนๆหนึ่ง ที่บอกว่า <strong>“ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน”</strong> ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาจะถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เขาอยากจะทำอะไรบ้าง</p>
<p>และถ้าคำตอบคือ เขาไม่รู้จะทำอะไรติดต่อกันหลายๆวัน เขาก็รู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว <strong>การทำแบบนี้ จะทำให้เขานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่นในชีวิตจริงๆเท่านั้น เพราะเกือบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากคนภายนอก ความภูมิใจ การกลัว การเสียหน้า หรือความล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้น เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย </strong></p>
<p>ตอนท้ายของเรื่องนี้ จ็อบส์เล่าว่า เขาเคยถูกตรวจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน และหมอลงความเห็นว่าจะต้องตายภายใน 3-6 เดือน แต่แล้วเมื่อมีการตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ กลับปรากฏว่ าเขาโชคดีที่เป็นมะเร็งที่สามารถรักษาได้ และเขาก็รอดมาได้ เขาไม่อยากตาย และเชื่อว่าไม่มีใครอยากตายแม้ว่าจะได้ไปสวรรค์ แต่เขาคิดว่าความตายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของชีวิต เพราะมันช่วยกำจัดคนเก่าเพื่อเปิดทางให้คนใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็คือ พวกนักศึกษาทั้งหลายที่จะค่อยๆแก่ไปในที่สุด</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้น ชีวิตของคนมีเวลาจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าให้คนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจเรา จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง</strong></p>
<p>บทจบของสุนทรพจน์ จ็อบส์ ยกคำบรรยายภาพของนิตยสาร The Whole Earth Catalog ฉบับสุดท้ายที่เขาเคยอ่านในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 ซึ่งเขามีอายุเท่าๆ นักศึกษาตอนนี้ คำๆนั้นอยู่ใต้ภาพถนนในชนบทยามเช้า เขียนว่า <strong>Stay Hungry. Stay Foolish จงหิวโหย  จงโง่เขลา</strong> ผมคงไม่ต้องอธิบายความหมาย เพียงแต่อยากเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุน <strong>Stay Calm. Stay Invest</strong> <strong>จงสงบ จงลงทุน ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับตลาดหุ้น</strong></p>
<p><strong>Stay Hungry. Stay Foolish</strong></p>
<p><strong>โลกในมุมมอง Value Investor</strong></p>
<p><strong>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร </strong></p>
<p><strong>25 ธันวาคม 2550</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/stay-hungry-stay-foolish-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กำไร…จากความเท่าเทียมกัน : จุมพฏ สายหยุด</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e2%80%a6%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e2%80%a6%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jun 2010 13:32:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[จุมพฏ สายหยุด]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8599</guid>
		<description><![CDATA[สังคมประชาธิปไตย เอื้อต่อความเท่าเทียม เอื้อต่อการปลดปล่อยศักยภาพของพลเมืองทุกคน เมื่อรวมกันก็กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก “ความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นราคาที่สูงมาก” คือข้อความของ ปีเตอร์ ครัคเกอร์ ที่ผมอ้างในบทความเมื่อ 2 เดือนก่อน “ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ” ที่เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า “ครัคเกอร์บอกว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” และการที่ท่านไม่ยอมบอกว่ามันสูงแค่ไหน ก็อาจจะหมายถึงว่า มันสูงจนในที่สุดสังคมไม่มีพอจะจ่ายนั่นเอง” ผ่านมาสองเดือน คิดว่าเข้าใจกับไอเดียนี้เพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้สัมพันธ์กับอีกหลักการ หรือความรู้สึกหนึ่งคือ เรื่องความเท่าเทียมกัน ซีอีโอ ต่อรอง ผลตอบแทนของตนให้สูงขึ้นกับบอร์ด โดยเสนอจะควบคุมต้นทุนพนักงาน ไม่มีการปรับค่าจ้าง ย่อมแสดงถึงการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน และทำให้พนักงานน้อยใจ คุ้นๆไหมครับ ที่เวลามีการหยิบยกเรื่องการเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันขึ้นมา จะต้องมีข้อโต้แย้งทำนองที่ว่า ความเท่าเทียมกันไม่ได้มีอยู่จริง เพราะแม้แต่ นิ้วทั้งห้ายังยาวไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตลกดี เพราะไปเอาเรื่อง &#8220;ความแตกต่าง&#8221; มาสับสนปนเป กับความ “เท่าเทียม” มีใครเคยล้างมือ แล้วล้างนิ้วชี้ สะอาดกว่านิ้วอื่นๆ เพราะต่อให้นิ้วยาวไม่เท่ากัน ก็ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หาไม่เช่นนั้นแล้วเราก็ควรจะเชื่อว่า การที่คนเราตัวสูงไม่เท่ากัน ก็แสดงว่าต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างนั้นหรือ จริงอยู่ &#8220;ความเท่าเทียมกัน&#8221; ดูจะเป็นเรื่องอุดมคติมากๆ ในขณะที่ความเป็นจริงในโลกนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/mondo_mani.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8600" title="mondo_mani" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/mondo_mani-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p><strong>สังคมประชาธิปไตย เอื้อต่อความเท่าเทียม เอื้อต่อการปลดปล่อยศักยภาพของพลเมืองทุกคน เมื่อรวมกันก็กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก</strong></p>
<p><strong>“ความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นราคาที่สูงมาก”</strong></p>
<p>คือข้อความของ ปีเตอร์ ครัคเกอร์ ที่ผมอ้างในบทความเมื่อ 2 เดือนก่อน <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%95/" target="_blank">“ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ”</a> ที่เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า</p>
<p><strong>“ครัคเกอร์บอกว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” และการที่ท่านไม่ยอมบอกว่ามันสูงแค่ไหน ก็อาจจะหมายถึงว่า มันสูงจนในที่สุดสังคมไม่มีพอจะจ่ายนั่นเอง”</strong></p>
<p>ผ่านมาสองเดือน คิดว่าเข้าใจกับไอเดียนี้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เรื่องนี้สัมพันธ์กับอีกหลักการ หรือความรู้สึกหนึ่งคือ เรื่องความเท่าเทียมกัน</p>
<p>ซีอีโอ ต่อรอง ผลตอบแทนของตนให้สูงขึ้นกับบอร์ด โดยเสนอจะควบคุมต้นทุนพนักงาน ไม่มีการปรับค่าจ้าง ย่อมแสดงถึงการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน และทำให้พนักงานน้อยใจ</p>
<p>คุ้นๆไหมครับ ที่เวลามีการหยิบยกเรื่องการเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันขึ้นมา จะต้องมีข้อโต้แย้งทำนองที่ว่า ความเท่าเทียมกันไม่ได้มีอยู่จริง เพราะแม้แต่ นิ้วทั้งห้ายังยาวไม่เท่ากัน</p>
<p>ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตลกดี เพราะ<strong>ไปเอาเรื่อง &#8220;ความแตกต่าง&#8221; มาสับสนปนเป กับความ “เท่าเทียม”<br />
</strong><br />
มีใครเคยล้างมือ แล้วล้างนิ้วชี้ สะอาดกว่านิ้วอื่นๆ เพราะต่อให้นิ้วยาวไม่เท่ากัน ก็ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หาไม่เช่นนั้นแล้วเราก็ควรจะเชื่อว่า การที่คนเราตัวสูงไม่เท่ากัน ก็แสดงว่าต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างนั้นหรือ</p>
<p><strong>จริงอยู่ &#8220;ความเท่าเทียมกัน&#8221; ดูจะเป็นเรื่องอุดมคติมากๆ</strong> ในขณะที่ความเป็นจริงในโลกนี้ รวมทั้งประเทศของเรา ยังมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม อันเนื่องมาจากความแตกต่างอยู่มาก เพราะมีคนจำนวนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากความไม่เท่าเทียมกัน อาทิ ผู้ปกครอง นักผูกขาดการค้า</p>
<p>เชื้อชาติ ชาติตระกูล การศึกษา ฐานะ ระบบเส้นสาย  เหล่านี้เป็นตัวอย่างของ &#8220;ข้อแตกต่าง&#8221; ที่นำไปสู่ การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่นั่นเป็นเรื่องของสังคมก่อนยุคประชาธิปไตย</p>
<p>สังคมประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่ เอื้อต่อความเท่าเทียมกัน แต่ต้องการความเท่าเทียมกันอย่างยิ่งยวด เพราะนั่นเป็นหนทางที่จะปลดปล่อยศักยภาพของพลเมืองแต่ละคนออกมาอย่างเต็มกำลัง เมื่อนำมารวมกันก็กลายเป็นพลังการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่มาก</p>
<p><strong>ยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่เด็กทุกคน สามารถใฝ่ฝันที่จะกลายเป็นประธานาธิบดีในวันข้างหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็น เด็กบ้านแตกอย่าง บิลล์ คลินตัน, ลูกไฮโซ อย่าง จอร์จ บุช, เด็กที่มีพ่อเป็นนิโกรแอฟริกัน อย่าง บารัก โอบามา</strong></p>
<p><strong>ประเทศแบบนี้  ใครที่เกิดมาแม้ยากจน แต่ก็ตั้งใจเล่าเรียนเต็มที่ เวลาทำงานก็ทุ่มเท เพราะเชื่อมั่นว่า เขาจะสามารถไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ ไม่ใช่แป๊กอยู่แค่ตำแหน่งเล็กๆ เพราะมีแต้มต่อที่น้อยกว่าในด้านที่ชีวิตเขาเลือกไม่ได้</strong></p>
<p>ในแวดวงธุรกิจ เราไม่พูดถึงประชาธิปไตยแบบตรงไปตรงมามากนัก หรือแม้กระทั่งเรื่อง ความเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติธุรกิจยุคใหม่มีการเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม การเสริมสร้างความร่วมมือมากกว่าการสั่งการ ซึ่งก็เป็นนัยของระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นหลักประกันสำคัญว่า ความคิดสร้างสรรค์ดีๆ การทุ่มเทความรู้ความสามารถกันอย่างเต็มที่</p>
<p><strong>ความเท่าเทียมกัน หรือ การได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นธรรม จึงหาใช่เป็นเพียงอุดมคติในระบอบประชาธิปไตย แต่มีฐานะเป็นพลังเพื่อการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของสังคม และเศรษฐกิจที่สำคัญด้วย</strong></p>
<p>น่าเสียดายเรื่องนี้มีการศึกษากันน้อย เพราะนักรัฐศาสตร์ไทย ย่อมไม่สนใจกรณีศึกษาทางธุรกิจ ส่วนภาคธุรกิจไทย ก็ไม่สนใจองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์</p>
<p>ตรงกันข้ามกับประเทศ หรือองค์กร ที่ไม่พยายามให้คนเท่าเทียมกัน หรือเลือกปฏิบัติ <strong>ผลที่ตามมาก็คือ ผู้คนจะไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่</strong> ทำให้ระบบโดยรวมอ่อนแอกว่า และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น หรือองค์กรอื่นได้</p>
<p><strong>ประเทศและองค์กรแบบนี้ก็มีไม่น้อย ซึ่งชนชั้นนำอาจจะเห็นว่าไม่เป็นไร เพราะยังรู้สึกมั่นคงกับสถานภาพแบบนี้มากกว่า</strong> กล่าวคือ แม้กระทั่งในองค์กรที่ล้าหลัง และแข่งขันไม่ได้ แต่มันก็มีผลผลิตระดับหนึ่งให้พออยู่กันได้ คือรักษาเสถียรภาพไปวันๆ และถดถอยไปเรื่อยๆ เพราะส่วนแบ่งการตลาดถูกแย่งไปอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>ความคิดรักษาเสถียรภาพแบบนี้พอไปกันได้ในอดีต แต่ในยุคนี้เริ่มใช้ไม่ได้ เพราะคนที่เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากพลังของพวกเขาจะถูกกีดกันไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์พัฒนา คนเหล่านี้เริ่มใช้พลังที่มีอยู่มาใช้ในการต่อต้าน หรือสร้างความขัดแย้งภายในทำให้ระบบที่เดิมอ่อนแออยู่แล้ว อ่อนแอลงไปอีก แถมยังไปกระทบต่อเสถียรภาพการดำรงอยู่ของชนชั้นนำ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน</strong></p>
<p>อยู่กันไปแบบลำบากๆครับ</p>
<p><strong>กำไร…จากความเท่าเทียมกัน </strong></p>
<p><strong>ทุนมนุษย์ 2020</strong></p>
<p><strong>จุมพฏ สายหยุด</strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e2%80%a6%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[บทความแนะนำ] May Day&#8230; &#8220;กรรมกร&#8221; ต้อง Cancel ความฝัน เพราะประเทศไทยไม่ยอมปันผลเสียที! : ประชาชาติธุรกิจ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-may-day-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-may-day-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 May 2010 05:11:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[May Day]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมกร]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8528</guid>
		<description><![CDATA[มีคำพูดเสียงดังๆจากนักธุรกิจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่บอกให้รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหา &#8220;ความยากจน&#8221; ของชาติ เพราะผู้ที่มาชุมนุมในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความยากจน แม้หลายส่วนจะไม่ใช่ แต่นัยของผู้มาชุมนุมทั้งเสื้อแดงและเสื้อหลากสีสะท้อนถึงวิถีแห่งสังคม และการขับเคลื่อนประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดีว่า เรา &#8220;ได้ทำ-ไม่ได้ทำ&#8221; อะไรกันบ้าง ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน &#8220;ความยากจน&#8221; แทบจะไม่ได้รับการพูดถึงและมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ได้แต่เยียวยาเฉพาะหน้าด้วย &#8220;เงินด่วน&#8221; ที่มาเร็วไปเร็วไม่ยั่งยืน &#8220;ความยากจน&#8221; ของคนไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเขาได้รับโอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี ก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่ &#8220;ผู้ยากจน&#8221; อย่างที่ใครๆเรียกพวกเขา เพราะบางคนเขาเป็นผู้มั่งมีแรงงานที่เขาสามารถแปลงเป็น &#8220;ทุน&#8221; ได้ คนจนจึงมักเป็นผู้ใช้ &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆที่ &#8220;แรงงาน&#8221; คือพลังการผลิตที่สำคัญ ถ้าพลังการผลิตไม่ดี การสืบทอดความเป็นมนุษยชาติก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วย ศาสตราภิชาน &#8220;แล ดิลกวิทยรัตน์&#8221; อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งรู้เรื่อง &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นอย่างดี กล่าวว่า หากเราเข้าใจปรัชญาของนักแรงงานอย่างลึกซึ้งแล้ว คำขวัญนักแรงงานทั่วโลก คือ แรงงานไม่ใช่สินค้า labour is not commodity ด้วยเหตุนั้นกรรมกรทั่วโลก จงสามัคคีกัน ปรัชญาที่ว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/maydaycartoon-lg.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8529" title="maydaycartoon-lg" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/maydaycartoon-lg-269x300.jpg" alt="" width="269" height="300" /></a></p>
<p><strong>มีคำพูดเสียงดังๆจากนักธุรกิจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่บอกให้รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหา &#8220;ความยากจน&#8221; ของชาติ เพราะผู้ที่มาชุมนุมในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความยากจน แม้หลายส่วนจะไม่ใช่ แต่นัยของผู้มาชุมนุมทั้งเสื้อแดงและเสื้อหลากสีสะท้อนถึงวิถีแห่งสังคม และการขับเคลื่อนประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดีว่า เรา &#8220;ได้ทำ-ไม่ได้ทำ&#8221; อะไรกันบ้าง </strong></p>
<p>ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน &#8220;ความยากจน&#8221; แทบจะไม่ได้รับการพูดถึงและมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ได้แต่เยียวยาเฉพาะหน้าด้วย &#8220;เงินด่วน&#8221; ที่มาเร็วไปเร็วไม่ยั่งยืน</p>
<p>&#8220;ความยากจน&#8221; ของคนไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเขาได้รับโอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี ก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่ &#8220;ผู้ยากจน&#8221; อย่างที่ใครๆเรียกพวกเขา เพราะบางคนเขาเป็นผู้มั่งมีแรงงานที่เขาสามารถแปลงเป็น &#8220;ทุน&#8221; ได้</p>
<p>คนจนจึงมักเป็นผู้ใช้ &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆที่ &#8220;แรงงาน&#8221; คือพลังการผลิตที่สำคัญ ถ้าพลังการผลิตไม่ดี การสืบทอดความเป็นมนุษยชาติก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วย</p>
<p><strong>ศาสตราภิชาน &#8220;แล ดิลกวิทยรัตน์&#8221; อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ผู้ซึ่งรู้เรื่อง &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นอย่างดี กล่าวว่า หากเราเข้าใจปรัชญาของนักแรงงานอย่างลึกซึ้งแล้ว <strong>คำขวัญนักแรงงานทั่วโลก คือ แรงงานไม่ใช่สินค้า labour is not commodity ด้วยเหตุนั้นกรรมกรทั่วโลก จงสามัคคีกัน</p>
<p>ปรัชญาที่ว่า &#8220;แรงงานไม่ใช่สินค้า&#8221; แปลว่า การตอบแทนแรงงานต้องคำนึง &#8220;ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&#8221; แต่เรามักจะทำให้ &#8220;ความเป็นมนุษย์&#8221; ด้อยลงไปคือ การใช้คำว่า &#8220;ทรัพยากรมนุษย์&#8221; &#8220;ทุนมนุษย์&#8221; โดยไม่รู้สึกว่าคำเหล่านี้ &#8220;ลดค่าความเป็นมนุษย์&#8221;</strong></p>
<p>คำว่า no work no pay ถ้าไม่มีผลงานไม่มีค่าจ้าง แปลว่า คนคนหนึ่งถ้าผลงานคุณเป็นที่ต้องการของคนอื่น ค่าตอบแทนคุณจะมากกว่าคนอื่นมากมาย แต่หากคำนึงถึง &#8220;ค่าความเป็นมนุษย์&#8221; คุณไม่ต้องได้เงินเยอะขนาดนั้น การตอบแทนแบบนี้ เป็นการตอบแทนแบบที่ไม่ได้คำนึงให้ค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เอาความเป็นมนุษย์เป็นตัวตั้ง แต่เอาผลงาน ซึ่งแปลว่า <strong>เอากำไรให้ผู้ลงทุนเป็นตัวตั้ง คุณทำกำไรให้นายจ้างมากก็ได้ ผลตอบแทนมาก</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนงาน แรงงานเรียกร้องวันนี้ คือ <strong>รักษาพยาบาลฟรีได้ไหม เมื่อเจ็บป่วย เกษียณแล้วมีบำนาญกันหน่อยได้ไหม ถามว่าให้ทำไม คำตอบคือว่าช่วยค้ำจุนความเป็นมนุษย์ ในยามที่เขาไม่สามารถสร้างผลงานได้ คุณช่วยให้ความเป็นมนุษย์ประคับประคองกันหน่อยได้ไหม ด้วยเหตุนี้จึงควรมีค่าตอบแทนการทำงานที่ไม่ใช่ค่าตอบแทนผลงาน</strong></p>
<p>ก่อน ปี 2516 ไม่มีการคุ้มครองไล่ออกจากงาน มีแต่ให้ซองขาว แต่หลังปี 2516 มีการเรียกร้อง <strong>&#8220;กรรมกรเรียกร้อง ค่าตอบแทนความเป็นมนุษย์&#8221; แต่นายจ้างบอกว่า คุณทำงานดีเขาจ่ายเพิ่มเอง นั่นแปลว่าค่าตอบแทนยังขึ้นอยู่กับผลงาน เราตอบแทนความเป็น &#8220;ทรัพยากรของคน&#8221; ไม่ได้ตอบแทนความเป็น &#8220;มนุษย์ของคน&#8221; ซึ่ง &#8220;กรรมกร&#8221; สู้มาตลอด ทำอย่างไรจึงชนะ ก็บอกว่า &#8220;กรรมกรทั่วโลกจงสามัคคีกัน&#8221; จึงเป็นที่มาของ May Day ซึ่งเป็นการร่วมต่อสู้ จึงสร้างวันที่เป็นสากลของกรรมกร</strong></p>
<p>กรรมกรทั่วโลกเหมือนกัน และมีจิตสำนึกเดียวกัน ถ้าชีวิตที่ดีขึ้นต้องขึ้นกับค่าจ้าง เพราะชีวิตอยู่กับการทำงาน&#8230; แต่เรา(ไทย) คิดได้อย่างไรว่า วันที่ 1 พ.ค.เป็นวันแรงงาน แห่งชาติ เขามาฉลองทั่วโลก คุณมาบอกว่า วันแรงงานแห่งชาติ&#8230;ชาติไหน(วะ)!!!</p>
<p>การทำงาน การใช้แรงงาน มันมีมาก่อนการมีชาติ เพราะการใช้แรงงานเป็นเครื่องประกันการดำรงอยู่ของชีวิต การใช้แรงงานเป็นการปรับเปลี่ยนธรรมชาติให้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราก็เลยบอกว่า &#8220;ความเป็นผู้ใช้แรงงาน&#8221; เป็นอะไรที่สากล หากไม่มีแรงงานเราไม่สามารถกำหนดเวลาและสถานที่ได้</p>
<p><strong>อันนี้เรากำลังพูดถึงความยุติธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ เราพูดเสมอว่าเราอยู่ในชาติเดียวกัน แต่โอกาสการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้มีมากน้อยแค่ไหน นั่นประการที่หนึ่ง และประการที่สอง หากคุณมาเน้นกำลังซื้อของคนในประเทศ เพื่อเป็นเครื่องดูดซับแรงกระทบวิกฤตเศรษฐกิจ จากปัจจัยภายนอก สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ นโยบายรายได้ของแรงงานต้องปรับเพิ่มให้เขา มันมีความสำคัญมาก หากเราจะพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ รายได้ของคนจะต้องสูงขึ้น</strong></p>
<p><strong>ที่ผ่านมา คุณเอาจมูกคนอื่นหายใจ ผลิตเพื่อส่งออก แต่ทำไมไม่ผลิตให้พวกคุณได้กินได้ใช้ คำตอบคือ ในประเทศไม่มีกำลังซื้อพอ เพราะค่าจ้าง &#8220;โดนบีบ-โดนกด&#8221; ไว้ เงินไม่มากพอที่จะไปช่วยพยุงมูลค่าผลผลิตที่คนพวกนี้ทำทั้งหมดได้</strong></p>
<p>ดังนั้น นโยบายคือ ทำให้คนเหล่านี้มีเงินเพียงพอที่จะสานฝันของคนคนหนึ่งในแง่ของ &#8220;ตัวคนงาน&#8221; เอง ขณะเดียวกันเป็นแหล่งฝากผีฝากไข้ให้กับผลผลิตของตัวเองได้ ขายข้างนอกไม่ได้แต่ขายข้างในได้</p>
<p>อาจารย์แล ย้ำว่า..หากเป็นแบบนี้ <strong>นโยบายค่าจ้างจะต้องปล่อยให้สูงขึ้น เพราะค่าจ้างเป็นต้นทุนน้อยนิดเดียวถ้าเทียบกับต้นทุนส่วนอื่นๆ แต่คุณไปบีบส่วนน้อย ประหยัดส่วนน้อย และไม่ได้ไปแตะต้องการลดต้นทุนส่วนอื่นๆ อาทิ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ความอุ้ยอ้าย ความล่าช้าของระบบราชการ ถามว่า แค่ประหยัดค่าแรงจะ ประหยัดต้นทุนรวมสักแค่ไหน ตอบได้ว่าน้อยมาก</strong></p>
<p>ดังนั้น ในแง่นโยบาย หากคุณยอมรับว่า ค่าแรงต้องให้เขามากขึ้น ให้เขา &#8220;อยู่-กิน&#8221; ได้ ผมคิดว่าอันแรกที่สำคัญต้องพูดถึงมนุษยธรรม ความยุติธรรมของสังคมที่เราพูดกันเยอะๆวันนี้</p>
<p><strong>&#8220;หากคนคนหนึ่งที่เป็นกรรมกรในโรงงาน ทำงานไป 30-40 ปี เมื่อเกษียณแล้วในชีวิตเขาจะเหลืออะไรไหม เหลือลูกสักคนไหมที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือจบมหาวิทยาลัย จะมีบ้านสักหลังไหม ถามว่า ต้องให้เกิดใหม่หรือย่างไรที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ได้ ผมเคยถามคนงานว่า&#8230;ตอนนี้มหาวิทยาลัยกำลังสอบเอนทรานซ์ ใครมีลูกจะสอบเข้าจุฬาฯไหม จะได้ฝากเนื้อฝากตัวกันมา เขามองแบบว่าอาจารย์มาผิดที่หรือเปล่า เรากรรมกรนะ จะมีใครฝันว่าจะมีลูกเข้าจุฬาฯ&#8230; ถามว่า แปลกไหม จุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ใครก็เข้ามาได้ นี่คือข้อเท็จจริง&#8230;&#8221;</strong></p>
<p>คำถามว่า&#8230;ทำไมคนเหล่านี้ไม่ฝันเลยว่าลูกเขาจะเข้าจุฬาฯ คำตอบคือว่าเขา &#8220;cancel&#8221; ความฝันเขาไปแล้วล่ะ ทีนี้ถามว่า อะไรที่มีอิทธิพลที่ทำให้คนสามารถ cancel ความฝันของเขา ขนาดรางวัลที่ 1 เขายังซื้อทุกงวด หวังว่าชีวิตน่าจะดีขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นไปได้ยาก เขายังไม่ cancel เลย ทำไมเขาไม่คิดว่าลูกเขาจะเข้าได้ เขาคิดว่าโอกาสการเข้าจุฬาฯของลูกกรรมกรมันยิ่งกว่าศูนย์อีก</p>
<p><strong>อาจารย์แล ยืนยันว่า..สิ่งที่ใช้ค้ำจุนความเป็น &#8220;คน&#8221; คือกำลังซื้อ อาทิ ความสามารถในการส่งลูกเรียนสูงๆ ความสามารถในการมีบ้านคุ้มหัว สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น ฉะนั้น ระยะยาวสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ย้ำเตือนแต่ว่าต้องมีการกระทำดำเนินการใดๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญในเรื่องที่ว่านี้อย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญ</strong></p>
<p><strong>บริษัทประเทศไทยโตมานาน ทำกำไรติดต่อมาหลายปี ถึงเวลาที่ต้องปันผลแล้ว มันควรปันผลกันเสียที และต้องปันผลกันอย่างยุติธรรม</strong></p>
<p>&#8220;ผมถือว่าเรื่องนี้สำคัญ ถ้าตราบใดคนที่เป็นกรรมกรยังต้อง cancel ความฝันบางเรื่องของตัวเอง เป็นอะไรที่แย่&#8221;</p>
<p>อาจารย์แลเล่าต่อว่า.. ผมไปดูเสื้อแดงที่สยามพารากอน มีรถคันหนึ่งขนคนมาจากพังโคน ดูหน้าตาไทยแท้เลยครับ เขามาลงตรงนี้ บางคนเขายืนมองโปสเตอร์ที่พารากอน คนจำนวนหนึ่งมองบันไดเลื่อนของรถไฟฟ้า ผมเข้าใจว่าคนทั้ง 2 กลุ่มที่มอง เขาคงคิดว่าชาตินี้ไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้า หรือไม่เคยเดินสยามพารากอน ไม่มีอะไรในวิสัยที่เขาจะจับต้องได้เลย <strong>การที่จะให้เขาเห็นคุณค่ารถไฟฟ้า เห็นคุณค่าห้างสรรพสินค้าราคาแพงระยับ เป็นไปไม่ได้ เมื่อเขาเข้าไม่ถึง การที่เขาจะเห็นคุณค่า หรือการทำลาย เขาจะไม่รู้สึกเสียดาย เพราะเขาไม่รู้สึกความเป็นเจ้าของ</strong></p>
<p>ถามว่า ชีวิตคนเหล่านี้ที่เป็นคนไทยแท้ๆ กับสถานที่แบบนี้มันมีเชื่อมโยงกันตรงไหน&#8230;ไม่มีเลย ว่ามันจะเสียหายอย่างไร เพราะเขาไม่ได้ประโยชน์จากมันเลย</p>
<p>หลวงวิจิตร วาทการ เคยพูดถึงชาตินิยมว่า คนจะรักชาติ รักแผ่นดินไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีแผ่นดินแม้แต่กระแบะมือเดียว เขาจะรักได้อย่างไร ทำไมต้องรักด้วย การที่จะให้เขามีส่วนร่วม เขาต้องมีความเป็นเจ้าของไม่มากก็น้อย นั่นแหละคือปัญหา</p>
<p>เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปันผลแล้ว</p>
<p>ด้วยการทำให้ &#8220;ค่าจ้างเพิ่มขึ้น&#8221; อย่างมีนัยสำคัญ <strong>เวลาคุณพูดถึงการพัฒนาประเทศ ประเทศของใคร คนเหล่านี้กำลังกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คุณพูดถึงประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของใคร ในเมื่อถ้าคนเหล่านี้ไม่มีส่วน</strong></p>
<p>ถ้าประเทศก็ไม่ใช่ ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ เพราะคุณละเลยคนเหล่านี้ไปหมด ที่สำคัญเวลาผ่านไปคนเหล่านี้จะเดินจากท้องนาชนบทเข้าสู่เมือง เขาเปลี่ยนจากการหาเช้ากินค่ำ มาขายแรงงาน ไปทำกำไรให้คนอื่น เราไม่ดูแลเขาได้อย่างไร</p>
<p><strong>&#8220;ค่าจ้างเป็นหัวใจ&#8221; ที่ค้ำจุนความดำรงอยู่ของสังคมไทย ฉะนั้น คุณต้องจัดการค่าจ้างให้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่มองเขาแล้วบอกว่า มาเมืองไทยเถอะ ค่าแรงถูก วันนี้เราจะลดฐานะลงไปแข่งกับประเทศที่เพิ่งเปิดมาไม่นานอย่างนี้หรือ!!</p>
<p>นโยบายของรัฐบาลทำอย่างไรที่จะดึงนักลงทุนได้มากที่สุด เมื่อจะดึงนักลงทุนก็ทำอย่างไรให้นักลงทุนได้กำไรมากที่สุด ทางหนึ่งคือ บีบต้นทุนต่ำสุด คือบีบให้ค่าแรงต่ำ แทนที่จะปรับปรุงระบบราชการให้คล่องตัวขึ้น</strong></p>
<p><strong>เรากดค่าแรงมาครึ่งศตวรรษแล้ว และเรายังยึดมั่นถือมั่นนโยบายนี้อยู่ อย่างน้อยยังอยู่ในใจของผู้บริหารประเทศ เวลาที่ลูกจ้างขอค่าจ้างเพิ่ม ในใจจะออกมาเลยว่า ..เราจะไปสู้กับต่างประเทศได้อย่างไร มันจะกระทบการส่งออกนะ แต่คุณไม่พูดเลยว่าระหว่างที่คุณไม่ปรับ มันกระทบปากท้องคนส่วนมาก อย่างที่เราเป็นดีทรอยต์เอเชีย ราคารถที่ส่งไปขายตลาดโลกในราคาเท่ากัน แต่ค่าแรงของดีทรอยต์ที่อเมริกา กับดีทรอยต์ของเรา เท่ากันไหม ของเรา 8 ช.ม. 200 กว่าบาท ของอเมริกา 8 ช.ม. 800 บาท</strong></p>
<p>ถามว่า &#8220;คน&#8221; เหมือนกันหรือเปล่า ทำงานมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า ใช้เครื่องจักรเครื่องมือเดียวกันไหม ทำไมต่างกันขนาดนี้ ทำไมเราไม่ทำให้ &#8220;คน&#8221; ของเราเงยหน้าอ้าปากได้ หากคุณไม่ทำให้คนส่วนใหญ่อ้าปากได้ <strong>คำว่าพัฒนาประเทศไม่มีความหมาย เพราะประเทศของคุณคือ ประเทศของคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น</strong></p>
<p>นี่เป็นทางเดียวที่จะพัฒนาประเทศ เราพูดถึงการกระจายรายได้ เพราะนโยบายค่าจ้างทำได้โดยตรง ไม่ต้องอ้อมไปเรื่องการเก็บภาษี -ไม่เก็บภาษี การเก็บภาษีมันรั่วไหลมากมาย เป็นช่องทางให้คนรวยหลบภาษีอย่างถูกกฎหมายได้อย่างไร</p>
<p>ปกติค่าแรงโดยทั่วๆไปไม่เกิน 10% ของต้นทุนรวมทั้งหมด แต่นายจ้างชอบอ้างว่าที่อื่นให้แค่นี้ ถ้าเราให้มันจะทำให้สูงเกินมาตรฐานอุตสาหกรรมเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องที่คุณเซตมันขึ้นมา <strong>แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ หากให้ลูกจ้างคุณกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีกว่า มันผิดตรงไหน</strong> หากคุณเลี้ยงคนได้ดี ยกเว้นพวกคุณกันเองที่ว่าเป็นตัวอย่างไม่ดีที่ทำให้ค่าใช้จ่ายต้นทุนแพงกว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p>ดังนั้น ปัญหาความเป็นมนุษย์ หากคุณต่ำกว่าคนอื่นมาก คุณมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนอื่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันหายไป มันทำให้ฐานะความเป็นมนุษย์ต่างกัน คุณต้องไปง้อเขา ยอมให้เขาโขกเขาสับ ไม่ต่างกับยุคทาส</p>
<p>ภาษิตจีนที่ว่า ไม่เห็นโลงศพคุณไม่หลั่งน้ำตา วันนี้สมาคมนักธุรกิจทั้งหลายเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะเสื้อแดงเขามาชุมนุม คุณเห็นแล้วว่าเขายากจน คุณเริ่มเห็นโลงศพแล้ว แต่เราบอกมา 40 ปีแล้วเรื่องการกระจายรายได้ แต่คุณ(นักธุรกิจ) ไม่ทำอะไร ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน</p>
<p><strong>&#8220;ผมคิดว่าถ้านายจ้าง รัฐบาลก็ดี เห็นปัญหานี้อย่างชัดเจน ว่าไม่ทำไม่ได้แล้ว มันอาการหนักแล้ว คนชอบพูดว่า คนเหล่านี้ขี้เกียจ ถ้าขยัน หาโอกาสไปพัฒนาฝีมือตัวเอง ไม่ต้องร้องขอค่าจ้าง นายจ้างเห็นเขาฝีมือดีจะขึ้นค่าจ้างให้เอง ปกติทำงาน 8 ชั่วโมง ยังไม่พอกิน ต้องไปทำงาน 12 ชั่วโมง แล้วจะให้เขาไปพัฒนาฝีมือแรงงานอีก จะเอาเวลาที่ไหนฝึก คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ที่ประหลาดใจมากคือ คนที่อยู่ในแผ่นดินเดียวกันที่ผู้คนแตกต่างกันขนาดนี้ คุณบอกว่าเป็นคนพุทธ เห็นอกเห็นใจ ให้เงินขอทาน แต่กลับไม่มองเห็นเรื่องเหล่านี้&#8221;</strong></p>
<p>ถ้าถามว่า นโยบายต้องทำอะไรบ้าง เอาข้อเรียกร้องที่แรงงานขอมา 4-5 ปี มาวางเรียงกัน คุณทำตามได้ไหม ไม่ต้องไปคิดใหม่ ก็ทำให้เขา บางเรื่องเรียกร้องซ้ำทุกปี แต่ไม่เห็นแก้ไขให้เขาเลย</p>
<p>วันนี้เรามีกฎหมายแรงงาน กฎหมายคุ้มครองคนงานที่รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ในระดับหนึ่ง นั่นคือ มีค่าจ้างขั้นต่ำ สวัสดิการขั้นต่ำ เรายืนยันจุดนี้ไหม รัฐต้องยืนยันให้ชัดเจน</p>
<p>ซึ่งไม่มี&#8230;เวลามีความขัดแย้ง สไตรก์ ทุกวันนี้นายจ้างยืมมือกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ไล่คนงานออก ถ้าคุณไม่พอใจไปฟ้องศาล ยิ่งคนงานอยู่ต่างจังหวัดกว่าจะชนะคดีก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบร้อยละ 20 ต่อเดือน</p>
<p><strong>อาจารย์ย้ำว่า..ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน ปกติกระบวนการยุติธรรมต้องคุ้มครองคนที่เสียเปรียบ แต่วันนี้คนที่ได้เปรียบเอากระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ แม้กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดด้วย เอาไปถ่วงเวลา และ &#8220;เวลา&#8221; มันแพงสำหรับคนจน ลูกจ้าง ทำให้เขาต้องยอมรับ &#8220;ความอยุติธรรม&#8221; ตั้งแต่ต้น ดีกว่าไปเสีย &#8220;ต้นทุนหาความยุติธรรม&#8221; เพราะมันแพงสำหรับคนจน</strong></p>
<p>ดังนั้น ปัญหาสังคมเกิดขึ้นเพราะปัญหาเศรษฐกิจไปเบียดเบียนสภาพสังคม ทำให้สังคมขาดๆวิ่นๆ ถูกกัดกินจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจนั่นเอง</p>
<p><strong>May Day&#8230;&#8221;กรรมกร&#8221; ต้อง Cancel ความฝัน เพราะประเทศไทยไม่ยอมปันผลเสียที!</strong></p>
<p><strong>วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4207  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-may-day-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ : จุมพฏ สายหยุด</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 03:48:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[จุมพฏ สายหยุด]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/</guid>
		<description><![CDATA[ผมชอบเล่าเรื่องต่อไปนี้ให้หลายคนฟัง เพราะเห็นว่าเป็นกรณีบริหารจัดการที่คลาสสิกดี เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง มาร์โคโปโล ถาม กุปไลข่าน จักรพรรดิเมืองจีนว่า ท่านข่านคาดหวังอะไรจากนายทหาร “ข้าพเจ้า คาดหวังให้นายทหารของข้าพเจ้าดูแลทหารชั้นผู้น้อยให้ดีก่อนดูแลตัวเอง ส่วนนายพล จะต้องให้ดูแลม้าของตนให้ดีกว่าทหารทั่วไปที่ดูแลม้าของตนเอง” แน่นอนว่า พ่อค้าชาวเวนิส ต้องขอให้ขยายความสิ่งที่พูด “นายทหารมีความชอบด้วยการปฏิบัติ นายพลมีความชอบด้วยการเป็นแบบอย่าง” คือคำเฉลย จากท่านข่าน ผู้นำเรื่องนี้มาเล่าคือ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่คราวหนึ่ง ท่านเล่าเพราะถูกถามว่า “ท่านมองว่าสิ่งที่บริษัทใน Fortune 500 ได้ทำความน่าอับอายในเชิงบริหารมีอะไรบ้าง” “สิ่งที่น่าอัปยศในขณะนี้คือ เมื่อฝ่ายบริหารได้รายรับเป็นเงินล้านๆเหรียญ แต่ปลดคนงานเป็นจำนวนนับหมื่นออกไป….พวกเขาไม่คิดน้อยใจหรอกที่ผู้บริหารระดับสูงได้เงินเป็นล้านๆ ตราบใดที่ไม่ไปเปลี่ยนอะไรต่ออะไรอย่างถอนรากถอนโคน…ประธานบริษัทต่างๆควรจะอยู่ชอบด้วยการเป็นตัวอย่าง แต่เขาเหล่านั้นได้ทำลายหลักการนั้น โดยตั้งเงินเดือนตัวเองสูงเสียจนคนข้างล่างอยู่กันไม่ได้” ปีเตอร์ ดรักเกอร์ กล่าวก่อนจะสรุปว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” เสียดายที่คนสัมภาษณ์ไม่ได้ถามดรักเกอร์ต่อว่า ราคาที่สูงมากนักนั้นสำแดงออกมาในรูปใด แต่เท่านี้ก็คงเพียงพอจะบอกอะไรบางอย่างกับบริษัทไทย คนไทย และสังคมได้บ้าง นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่บนยอดพีระมิดขององค์กร หรือสังคมกับคนที่อยู่ตรงฐานพีระมิด ดรักเกอร์ อาจจะเป็นนักคิดในวงการบริหารคนเดียวที่พูดถึง “ความน้อยเนื้อต่ำใจ” ในขณะที่คนอื่นไม่สนใจที่จะกล่าวถึง เพราะเป็นการยากที่คนที่มีการศึกษา มีฐานะทางสังคมสูง มีเงินทองจะเข้าใจความรู้สึกนี้ หากเราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ด้อยโอกาส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/New-Capitalist-Pyramid.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8441" title="New Capitalist Pyramid" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/New-Capitalist-Pyramid.jpg" alt="" width="400" height="709" /></a></p>
<p>ผมชอบเล่าเรื่องต่อไปนี้ให้หลายคนฟัง เพราะเห็นว่าเป็นกรณีบริหารจัดการที่คลาสสิกดี เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง มาร์โคโปโล ถาม กุปไลข่าน จักรพรรดิเมืองจีนว่า ท่านข่านคาดหวังอะไรจากนายทหาร</p>
<p><strong>“ข้าพเจ้า คาดหวังให้นายทหารของข้าพเจ้าดูแลทหารชั้นผู้น้อยให้ดีก่อนดูแลตัวเอง ส่วนนายพล จะต้องให้ดูแลม้าของตนให้ดีกว่าทหารทั่วไปที่ดูแลม้าของตนเอง”</strong></p>
<p>แน่นอนว่า พ่อค้าชาวเวนิส ต้องขอให้ขยายความสิ่งที่พูด</p>
<p><strong>“นายทหารมีความชอบด้วยการปฏิบัติ นายพลมีความชอบด้วยการเป็นแบบอย่าง” คือคำเฉลย จากท่านข่าน</strong></p>
<p>ผู้นำเรื่องนี้มาเล่าคือ <strong>ปีเตอร์ ดรักเกอร์</strong> ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่คราวหนึ่ง <strong>ท่านเล่าเพราะถูกถามว่า “ท่านมองว่าสิ่งที่บริษัทใน Fortune 500 ได้ทำความน่าอับอายในเชิงบริหารมีอะไรบ้าง”</strong></p>
<p><strong>“สิ่งที่น่าอัปยศในขณะนี้คือ เมื่อฝ่ายบริหารได้รายรับเป็นเงินล้านๆเหรียญ แต่ปลดคนงานเป็นจำนวนนับหมื่นออกไป….พวกเขาไม่คิดน้อยใจหรอกที่ผู้บริหารระดับสูงได้เงินเป็นล้านๆ ตราบใดที่ไม่ไปเปลี่ยนอะไรต่ออะไรอย่างถอนรากถอนโคน…ประธานบริษัทต่างๆควรจะอยู่ชอบด้วยการเป็นตัวอย่าง แต่เขาเหล่านั้นได้ทำลายหลักการนั้น โดยตั้งเงินเดือนตัวเองสูงเสียจนคนข้างล่างอยู่กันไม่ได้”</strong> ปีเตอร์ ดรักเกอร์ กล่าวก่อนจะสรุปว่า</p>
<p><strong>“ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก”</strong></p>
<p>เสียดายที่คนสัมภาษณ์ไม่ได้ถามดรักเกอร์ต่อว่า ราคาที่สูงมากนักนั้นสำแดงออกมาในรูปใด <strong>แต่เท่านี้ก็คงเพียงพอจะบอกอะไรบางอย่างกับบริษัทไทย คนไทย และสังคมได้บ้าง นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่บนยอดพีระมิดขององค์กร หรือสังคมกับคนที่อยู่ตรงฐานพีระมิด</strong></p>
<p>ดรักเกอร์ อาจจะเป็นนักคิดในวงการบริหารคนเดียวที่พูดถึง “ความน้อยเนื้อต่ำใจ” ในขณะที่คนอื่นไม่สนใจที่จะกล่าวถึง <strong>เพราะเป็นการยากที่คนที่มีการศึกษา มีฐานะทางสังคมสูง มีเงินทองจะเข้าใจความรู้สึกนี้</strong></p>
<p><strong>หากเราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ด้อยโอกาส ยากจน ความรู้น้อย อยู่ในต่างจังหวัด หรือเป็นพนักงานระดับล่าง ก็เป็นการยากที่เราจะสัมผัสถึงความรู้สึกเหล่านี้</strong></p>
<p>คนที่อยู่ตรงฐานของพีระมิดสังคม ไม่ว่าจะในระดับใดมักจะถูกเอารัดเอาเปรียบตามธรรมชาติอยู่แล้ว นับตั้งแต่เกิดมา ก็พบกับคุณภาพที่ต่ำกว่าของบริการด้านสาธารณสุข คุณภาพการศึกษา โภชนาการ หรือแม้จะถึงขั้นฝ่าฟันพิสูจน์ตนเองด้วยความรู้ความสามารถขึ้นมาได้ <strong>แต่หากไปอยู่ในสังคมที่ให้ค่าของ “ชาติวุฒิ” มากกว่า “คุณวุฒิ” (ชาติวุฒิ เช่น ความเด่นดัง เลอเลิศของนามสกุล) โอกาสที่ได้รับก็ย่อมไม่มีวันเท่าเทียม ซึ่งก็คือรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบที่เห็นอยู่ตำตา</strong></p>
<p>แต่ส่วนใหญ่พวกเขาคงไม่มีแรงไต่ขั้นบันไดพีระมิด เพียงเพื่อจะไปพบกับความเจ็บปวดในขั้นที่ว่านั้น แทบทั้งหมดจะมีโอกาสเพียงน้อยนิด จึงต้องจมดักดานอยู่ตามท้องไร่ ท้องนา โรงงานอุตสาหกรรมสวัสดิการต่ำ และสลัม</p>
<p>ดังนั้น เวลาที่เราพูดถึงผู้ที่ “เสียเปรียบ” และ “ผู้ได้เปรียบ” เราไม่จำเป็นต้องหมายถึง คนที่เป็นซีอีโอกับลูกจ้าง แต่ย่อมกินความที่กว้างกว่านั้นในระดับสังคม เช่น คนในชนบท คนในกรุงเทพฯ ชนชั้นกลาง-สูง และคนระดับล่างในเมืองหลวง</p>
<p>ดูเหมือนสิ่งที่ ดรักเกอร์ จะบอกก็คือ ความได้เปรียบเสียเปรียบนี้ สามารถยอมรับให้ดำรงอยู่ต่อไป ตราบใดที่ความรู้สึกของคนระดับล่าง ไม่ถูกเหยียบย่ำจนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ กล่าวอีกอย่างคือ คนที่จะมีคุณสมบัติที่เหยียบย่ำคนระดับล่างได้ ก็คือคนที่อยู่ข้างบน</p>
<p>รูปแบบของการเหยียบย่ำ ไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของการขึ้นเงินเดือนแบบโอเวอร์ของซีอีโอก็ได้ แต่สามารถมาได้หลายรูปแบบ</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น หากซีอีโอคนหนึ่ง หรือทีมบริหารต้องการผลตอบแทนและสวัสดิการที่สูงขึ้น พวกเขาย่อมมีสารพัดยุทธวิธีในการต่อรองกับบอร์ด นับตั้งแต่ขู่ลาออก (เพราะชีวิตย่อมมีโอกาสและทางเลือกที่ดีอยู่แล้ว) หรือยื่นข้อเสนอเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มยอดขาย ซึ่งคือการไปไล่เบี้ยกับคนระดับล่างลงไป</p>
<p>แต่ในกรณีของคนงาน หรือพนักงานระดับล่างที่ต้องการจะเรียกร้องค่าตอบแทนและสวัสดิการ <strong>ซึ่งในสายตาของพวกเขาคือการเรียกร้องสิทธิ์และความเท่าเทียมกัน (ซีอีโอทำได้ ฉันก็ทำได้)</strong> แต่โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะน้อยกว่ามาก เพราะอย่างน้อยที่สุดคือการสร้างภาระต้นทุนให้กับกิจการ ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดที่การขึ้นเงินเดือนให้ประธานบริษัท จะไม่ถูกข้อกล่าวหาเดียวกันนี้</p>
<p><strong>เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล (ซึ่งมักจะเป็นเช่นนั้น) คนงานจึงเหลือทางเลือกในการต่อรองไม่กี่วิธี</strong> เช่น การหยุดงานชุมนุมเรียกร้อง แต่ในจุดนั้น รูปแบบของการเหยียบย่ำครั้งใหม่ก็จะเกิดขึ้น นั่นคือ ข้อกล่าวหาการสร้างความเสียหายให้กับกิจการ การสร้างความแตกแยกขึ้นในองค์กร ถูกจูงจมูก หรือการเตรียมการใช้ความรุนแรงของคนระดับล่าง</p>
<p><strong>ยุคนี้คนที่อยู่ข้างบน มีโอกาสมากขึ้น ที่จะใช้ข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างได้ผล ตราบใดที่เขาสามารถควบคุมระบบการสื่อสารภายในองค์กร หรือภายในสังคมได้ ที่สุดประเด็นแห่งการเรียกร้องความเท่าเทียม ซึ่งเป็นศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ก็จะถูกปฏิเสธที่จะรายงาน เพราะพวกเขาถูกตีตราเป็นพวกสร้างความแตกแยก และใช้ความรุนแรงไปเรียบร้อยแล้ว</strong></p>
<p>ในที่สุดชัยชนะก็จะตกเป็นของคนที่อยู่บนยอดพีระมิด แต่ก็อย่างที่ ดรักเกอร์ บอกว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” และการที่ท่านไม่ยอมบอกว่ามันสูงแค่ไหน ก็อาจจะหมายถึงว่า</p>
<p><strong>มันสูงเสียจนในที่สุด สังคมไม่มีพอจะจ่ายนั่นเอง</strong></p>
<p><strong>ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ</strong></p>
<p><strong>ทุนมนุษย์ 2020 </strong></p>
<p><strong>จุมพฏ สายหยุด </strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาแก้ความไม่สมดุลของการลงทุนที่ผ่านมา : ดร.ไสว บุญมา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 May 2010 14:06:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8422</guid>
		<description><![CDATA[ข่าวความรกร้างว่างเปล่าของสนามบินในต่างจังหวัดสะท้อนปรากฏการณ์หนึ่ง ซึ่งน่าจะชี้ให้เห็นว่า วิธีพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเราเท่าที่ผ่านมาขาดความสมดุลอย่างร้ายแรง นั่นคือ การจะทำอะไรสักอย่างจะต้องมีการก่อสร้างเป็นส่วนประกอบหลัก สิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นตามมาจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าของเงินทุนที่หายากหรือไม่ เราไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนัก นอกจากสนามบินที่รกร้างว่างเปล่าเพราะเลิกใช้ไปแล้ว ยังมีสนามบินอีกมากที่โดยทั่วไปถูกใช้เพียงจำกัดอีกด้วย สนามบินเป็นสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียวที่เป็นข่าว ทั้งนี้คงเพราะมันมีขนาดใหญ่ที่ใช้เงินทุนจำนวนมากและอาจมีการขัดแย้งของผู้มีประโยชน์ส่วนตัวแฝงอยู่ด้วย ยังมีสิ่งก่อสร้างอีกสารพัดอย่างซึ่งตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดจำนวนมากในภาคกลางของประเทศ ปรากฏการณ์ในแนวเดียวกันมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเกือบทุกวัด แต่ละวัดมีอาคารขนาดใหญ่หลากหลายอาคาร นอกจากกุฏิที่มีพระไม่กี่รูปอยู่ประจำแล้ว อาคารเหล่านั้นถูกปิดไว้ และจะเปิดใช้ก็ต่อเมื่อมีงานเทศกาลซึ่งก็นานๆครั้ง อาคารส่วนใหญ่จึงดูจะสร้างขึ้นไว้สำหรับให้นกพิราบถ่ายรด บางวัดมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างไว้นอกอาคาร พระพุทธรูปเหล่านั้นจึงกรำแดดกรำฝนตลอดเวลา คนท้องถิ่นโอ้อวดว่าบางองค์มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย บางองค์มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผมไม่แตกฉานในคำสอนของศาสนาจึงไม่รู้ว่าองค์ศาสดาได้ทรงบัญญัติไว้ที่ไหนหรือไม่ว่า สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นคือทางสู่นิพพานของพุทธศาสนิกชน จากการศึกษาเพียงจำกัด ผมสรุปว่าไม่น่าจะมีบทบัญญัติเช่นนั้นอยู่ การก่อสร้างอาคารและพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้ทุกหนทุกแห่ง ตรงข้ามกับแนวคิดของชาวอามิชในอเมริกาซึ่งตีความหมายหลักศาสนาของพวกเขาว่า ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งปลูกสร้าง เพราะแก่นของศาสนาขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามคำสอนของศาสดา ฉะนั้น ชาวอามิชจึงไม่มีวัดและอาคาร หากอาศัยโรงนาเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาเมื่อจำเป็น นอกจากนั้น พวกเขายังไม่สร้างรูปปั้นขององค์ศาสดาและไม้กางเขนอีกด้วย พวกเขาเห็นว่าการสร้างสิ่งเหล่านั้นเป็นการผลาญเงินโดยเปล่าประโยชน์ ยิ่งกว่านั้น พวกเขามุ่งดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่ตามทุ่งไร่ทุ่งนามากกว่าจะโลดแล่นไปตามกระแสโลกแนวบริโภคนิยม พวกเขาจึงไม่ใช้แม้กระทั่งไฟฟ้า รถยนต์ หรือรถไถ หากยังใช้ม้าไถนา เทียมเกวียนและลากรถ ในวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ผมสังเกตแต่ไกลว่ามีอาคารอันสง่างามตั้งอยู่ และมีป้ายเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า “ห้องสมุดชุมชน” ผมมองว่าการสร้างห้องสมุดชุมชนไว้ในเขตวัดวางอยู่บนฐานของการคิดอันก้าวหน้า เนื่องจากว่าทั้งนักเรียนของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ข้างวัด สมาชิกในชุมชนและพระ จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายและใช้หนังสือร่วมกันอย่างคุ้มค่า เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าอาคารนั้นร้างและเมื่อผมมองผ่านหน้าต่างเข้าไป ก็เห็นว่าข้างในไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/scales_imbalance.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-8423" title="scales_imbalance" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/scales_imbalance.gif" alt="" width="210" height="220" /></a></p>
<p><strong>ข่าวความรกร้างว่างเปล่าของสนามบินในต่างจังหวัดสะท้อนปรากฏการณ์หนึ่ง ซึ่งน่าจะชี้ให้เห็นว่า วิธีพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเราเท่าที่ผ่านมาขาดความสมดุลอย่างร้ายแรง นั่นคือ  การจะทำอะไรสักอย่างจะต้องมีการก่อสร้างเป็นส่วนประกอบหลัก  สิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นตามมาจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าของเงินทุนที่หายากหรือไม่ เราไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนัก </strong></p>
<p>นอกจากสนามบินที่รกร้างว่างเปล่าเพราะเลิกใช้ไปแล้ว  ยังมีสนามบินอีกมากที่โดยทั่วไปถูกใช้เพียงจำกัดอีกด้วย  สนามบินเป็นสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียวที่เป็นข่าว  ทั้งนี้คงเพราะมันมีขนาดใหญ่ที่ใช้เงินทุนจำนวนมากและอาจมีการขัดแย้งของผู้มีประโยชน์ส่วนตัวแฝงอยู่ด้วย  ยังมีสิ่งก่อสร้างอีกสารพัดอย่างซึ่งตกอยู่ในสภาพเดียวกัน</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดจำนวนมากในภาคกลางของประเทศ  ปรากฏการณ์ในแนวเดียวกันมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเกือบทุกวัด  แต่ละวัดมีอาคารขนาดใหญ่หลากหลายอาคาร  นอกจากกุฏิที่มีพระไม่กี่รูปอยู่ประจำแล้ว  อาคารเหล่านั้นถูกปิดไว้ และจะเปิดใช้ก็ต่อเมื่อมีงานเทศกาลซึ่งก็นานๆครั้ง  อาคารส่วนใหญ่จึงดูจะสร้างขึ้นไว้สำหรับให้นกพิราบถ่ายรด  บางวัดมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างไว้นอกอาคาร  พระพุทธรูปเหล่านั้นจึงกรำแดดกรำฝนตลอดเวลา  คนท้องถิ่นโอ้อวดว่าบางองค์มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย  บางองค์มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  </p>
<p><strong>ผมไม่แตกฉานในคำสอนของศาสนาจึงไม่รู้ว่าองค์ศาสดาได้ทรงบัญญัติไว้ที่ไหนหรือไม่ว่า สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นคือทางสู่นิพพานของพุทธศาสนิกชน  จากการศึกษาเพียงจำกัด ผมสรุปว่าไม่น่าจะมีบทบัญญัติเช่นนั้นอยู่</strong></p>
<p><strong>การก่อสร้างอาคารและพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้ทุกหนทุกแห่ง ตรงข้ามกับแนวคิดของชาวอามิชในอเมริกาซึ่งตีความหมายหลักศาสนาของพวกเขาว่า  ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งปลูกสร้าง เพราะแก่นของศาสนาขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามคำสอนของศาสดา ฉะนั้น ชาวอามิชจึงไม่มีวัดและอาคาร  หากอาศัยโรงนาเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาเมื่อจำเป็น </strong></p>
<p><strong>นอกจากนั้น  พวกเขายังไม่สร้างรูปปั้นขององค์ศาสดาและไม้กางเขนอีกด้วย  พวกเขาเห็นว่าการสร้างสิ่งเหล่านั้นเป็นการผลาญเงินโดยเปล่าประโยชน์</strong> ยิ่งกว่านั้น  พวกเขามุ่งดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่ตามทุ่งไร่ทุ่งนามากกว่าจะโลดแล่นไปตามกระแสโลกแนวบริโภคนิยม พวกเขาจึงไม่ใช้แม้กระทั่งไฟฟ้า รถยนต์ หรือรถไถ  หากยังใช้ม้าไถนา เทียมเกวียนและลากรถ</p>
<p>ในวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง  ผมสังเกตแต่ไกลว่ามีอาคารอันสง่างามตั้งอยู่ และมีป้ายเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า <strong>“ห้องสมุดชุมชน”</strong> ผมมองว่าการสร้างห้องสมุดชุมชนไว้ในเขตวัดวางอยู่บนฐานของการคิดอันก้าวหน้า  เนื่องจากว่าทั้งนักเรียนของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ข้างวัด  สมาชิกในชุมชนและพระ จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายและใช้หนังสือร่วมกันอย่างคุ้มค่า  เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าอาคารนั้นร้างและเมื่อผมมองผ่านหน้าต่างเข้าไป ก็เห็นว่าข้างในไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียว ภายในอาคารขนาดกลางนั้น  นอกจากตู้หนังสือสองสามตู้ซึ่งอยู่ในสภาพหักพังแล้ว  มีเศษวัสดุก่อสร้างเก่าๆกองไว้หลายกอง  ผมประเมินว่าอาคารนั้นคงใช้เงินหลายล้านบาทก่อสร้าง</p>
<p>แต่ห้องสมุดร้างก็ยังมีเพื่อนอยู่ทั่วไป เนื่องจากอาคารซึ่งก่อสร้างขึ้นในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์จำนวนมากก็อยู่ในสภาพรกร้างว่างเปล่า  หรือกึ่งรกร้างเช่นกัน  <strong>เมื่อผมปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการรัฐบาล ท่านก็บอกผมว่า  สิ่งที่ผมเล่ามาเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลมีอาคารมากมายซึ่งแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นอาคารแสดงสินค้า สนามกีฬา  อาคารสำนักงาน  ห้องสมุดชุมชนไปจนถึงหอประชุมจังหวัดและเทศบาลพร้อมกับอาคารอเนกประสงค์อื่นๆ</strong></p>
<p><strong>การมีสิ่งปลูกสร้างมากมายซึ่งถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าดังกล่าวนั้น น่าจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า  วิธีพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเราขาดสมดุลเพราะถูกครอบงำโดยบริษัทก่อสร้าง  ที่ส่วนหนึ่งนักเลือกตั้งกับนักการเมืองและญาติมิตรเป็นเจ้าของ องค์กรของรัฐจำพวกสภาพัฒน์และสำนักงบประมาณ ถูกก่อตั้งขึ้นมาให้เป็นเพียงตรา ยางของบริษัทก่อสร้างและนักการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ตำแหน่งเพื่อทำมาหากิน </strong></p>
<p><strong>จริงอยู่เมื่อมองดูสิ่งปลูกสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของปัจจัยพื้นฐานแล้ว ประเทศของเราก้าวหน้ากว่าประเทศในกลุ่มเดียวกัน  แต่การพัฒนาแบบที่ทำกันมานี้จะไม่มีวันทำให้เราก้าวหน้าจนตามประเทศที่พัฒนาสูงแล้วทันได้  นอกจากเราจะเปลี่ยนวิธีเสียใหม่โดยเลิกมุ่งเน้นการก่อสร้าง แล้วเพิ่มการมุ่งเน้นการใช้สอยสิ่งต่างๆให้คุ้มทุนยิ่งขึ้น ในภาษาคอมพิวเตอร์  ประเด็นนี้มีค่าเท่ากับการหันมาเน้น ซอฟต์แวร์ แทนการเน้นตัวเครื่อง หรือ ฮาร์ดแวร์ ที่เราพยายามทำกันมานมนาน</strong></p>
<p>วันนี้จึงขอเสนอต่อรัฐบาลและชนชั้นผู้นำ ทั้งในส่วนของศาสนาและส่วนของทางโลกว่า  เนื่องจากเราเสียเวลาและทุนมามากแล้ว จากวันนี้เป็นต้นไป  เราจะเริ่มวิธีพัฒนาใหม่ที่ไม่เน้นการก่อสร้างแบบทิ้งๆขว้างๆอย่างในอดีต  เราจะก่อสร้างเพียงสิ่งจำเป็นและหันไปเน้นการใช้สอยสิ่งปลูกสร้างอย่างเข้มข้นสุดๆ</p>
<p>……</p>
<p><strong>ถึงเวลาแก้ความไม่สมดุลของการลงทุนที่ผ่านมา</strong></p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา </strong></p>
<p><strong>พิมพ์ในคอลัมน์ </strong><strong><em>บ้านเขาเมืองเรา</em> </strong></p>
<p><strong>หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;World Expo&#8221; ฟื้นชีพ เล็กกว่านี้ไม่ใช่ &#8220;จีน&#8221; : ทีมข่าวต่างประเทศ Posttoday</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/world-expo-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/world-expo-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Mar 2010 11:59:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[World Expo 2010]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8347</guid>
		<description><![CDATA[งานนี้ไม่มีช่องโหว่รัฐบาลจีนทุ่มงบมหาศาลโชว์ศักยภาพ จีนไม่เป็นสองรองใคร งานยักษ์ที่สร้างชื่อให้แดนมังกรมาแล้วครั้งหนึ่ง คือการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกเมื่อปี 2008 แต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุดของประสบการณ์และความอลังการ ที่ชาวโลกจะได้ประจักษ์ในศักยภาพแห่งแดนมังกร พละกำลังและความทุ่มเทที่รัฐบาลปักกิ่งมีให้กับงาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป มีมากกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว รัฐบาลปักกิ่งจะเปิดฉากงาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 พ.ค. &#8211; 31 ต.ค. เพื่อให้นานาประเทศได้มีการแสดงศักยภาพในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของแต่ละประเทศ และรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครของพี่ใหญ่แห่งเอเชีย รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณกว่า 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.36 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างและเนรมิตงานแฟร์ระดับโลกครั้งนี้ เพื่อพร้อมจะสอยตำแหน่ง “งานที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่พูดถึงมากที่สุดแห่งปี 2010” ด้วยความรู้และการศึกษาจุดอ่อนของงานในครั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างดี รัฐบาลกรุงปักกิ่งรู้ดีว่าเอ็กซ์โปที่จัดขึ้นทั้งในกรุงซาราโกซา ประเทศสเปน และที่กรุงฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี แทบจะไม่ได้เป็นกำหนดการที่โลกจนหันมาสนใจนัก ดังนั้นแน่นอนว่าในครั้งนี้เซี่ยงไฮ้จึงทุ่มงบในโปรโมตงานนี้อย่างสุดตัว ด้วยเป้าหมายว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานดังกล่าวราวกว่า 70 ล้านคน แต่ทว่า หลายฝ่ายมองว่างานนี้ยังแฝงไว้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการผูกมิตรของนานาประเทศกับประเทศใหญ่มาแรงอย่างจีนอีกด้วย “มันเป็นงานสำหรับประเทศในการสร้างสัมพันธภาพที่ดี อย่างออสเตรเลียและฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้กำลังขอโทษสำหรับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อราว 23 ปีก่อน” พอล เฟรนซ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/01034183.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8348" title="01034183" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/01034183-300x292.jpg" alt="" width="300" height="292" /></a></p>
<p><strong>งานนี้ไม่มีช่องโหว่รัฐบาลจีนทุ่มงบมหาศาลโชว์ศักยภาพ จีนไม่เป็นสองรองใคร</strong></p>
<p>งานยักษ์ที่สร้างชื่อให้แดนมังกรมาแล้วครั้งหนึ่ง คือการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกเมื่อปี 2008 แต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุดของประสบการณ์และความอลังการ ที่ชาวโลกจะได้ประจักษ์ในศักยภาพแห่งแดนมังกร<br />
<strong><br />
พละกำลังและความทุ่มเทที่รัฐบาลปักกิ่งมีให้กับงาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป มีมากกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว</strong></p>
<p>รัฐบาลปักกิ่งจะเปิดฉากงาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 พ.ค. &#8211; 31 ต.ค. เพื่อให้นานาประเทศได้มีการแสดงศักยภาพในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของแต่ละประเทศ และรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครของพี่ใหญ่แห่งเอเชีย</p>
<p>รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณกว่า 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.36 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างและเนรมิตงานแฟร์ระดับโลกครั้งนี้ เพื่อพร้อมจะสอยตำแหน่ง <strong>“งานที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่พูดถึงมากที่สุดแห่งปี 2010”</strong></p>
<p><strong>ด้วยความรู้และการศึกษาจุดอ่อนของงานในครั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างดี รัฐบาลกรุงปักกิ่งรู้ดีว่าเอ็กซ์โปที่จัดขึ้นทั้งในกรุงซาราโกซา ประเทศสเปน และที่กรุงฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี แทบจะไม่ได้เป็นกำหนดการที่โลกจนหันมาสนใจนัก ดังนั้นแน่นอนว่าในครั้งนี้เซี่ยงไฮ้จึงทุ่มงบในโปรโมตงานนี้อย่างสุดตัว ด้วยเป้าหมายว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานดังกล่าวราวกว่า 70 ล้านคน</strong></p>
<p>แต่ทว่า หลายฝ่ายมองว่างานนี้ยังแฝงไว้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการผูกมิตรของนานาประเทศกับประเทศใหญ่มาแรงอย่างจีนอีกด้วย</p>
<p>“มันเป็นงานสำหรับประเทศในการสร้างสัมพันธภาพที่ดี อย่างออสเตรเลียและฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้กำลังขอโทษสำหรับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อราว 23 ปีก่อน” พอล เฟรนซ์ หัวหน้านักวิเคราะห์ของบริษัท แอ็กเซส เอเชีย ที่ปรึกษาด้านการค้าปลีกในเซี่ยงไฮ้</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/Expo1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8349" title="Expo1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/Expo1-300x256.jpg" alt="" width="300" height="256" /></a></p>
<p>ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ครั้งนี้จะมีประเทศต่างๆทั่วโลกเข้าร่วมถึงกว่าราว 200 ประเทศ และแน่นอนว่าประเทศเหล่าก็ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในการสร้างอาคารแสดงงานและศักยภาพของตัวเอง โดยส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลของแต่ละประเทศจะกระโดดลงมาจัดสรรเงินก้อนนี้ด้วยตัวเอง ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ประเทศฝรั่งเศส ที่ผู้นำอย่างประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี ที่เอ่ยปากให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาในงานครั้งนี้อย่างแน่นอน</p>
<p><strong>“งานเอ็กซ์โปนี้ก็ไม่ได้ต่างกับงานโอลิมปิก หรือฟุตบอลโลก” ดีทมาร์ ชมิทซ์ คณะกรรมาธิการของกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของเยอรมนี กล่าว</strong></p>
<p>เยอรมนีกำลังควักงบกว่า 67 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,172 ล้านบาท) เพื่อสร้างส่วนจัดแสดงงานของประเทศ พร้อมจะมีการเสิร์ฟเมนูงานเด็ดของเยอรมนีให้แก่ผู้เข้าชมงาน</p>
<p>ส่วนอีกหนึ่งความอลังการก็เป็นอาคารรูปแบบงานอวกาศของซาอุดีอาระเบีย ที่มีมูลค่าการลงทุนและการสร้างมากที่สุด คือประมาณ 146 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,733 ล้านบาท) มูลค่ามหาศาลมากกว่าของออสเตรเลียที่ใช้เงินลงทุน 76 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,463 ล้านบาท) หรือของฝรั่งเศสที่มีมูลค่าราว 68 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,204 ล้านบาท)</p>
<p><strong>ความยิ่งใหญ่ของอาคารแสดงงานของซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นอวกาศที่ถูกโอบล้อมไปด้วยปาล์มอินทผลัม พร้อมด้วยจอหนังขนาด 1,600 ตารางเมตร หรือราว 1 ใน 4 ของสนามฟุตบอล</strong></p>
<p>รวมทั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลเดนมาร์กถึงกับต้องทุ่มเทยกเอารูปปั้นของนางเหงือก (Little Mermaid) แลนด์มาร์กที่สำคัญของประเทศเดนมาร์ก ข้ามน้ำมาตั้งไว้ถึงเซี่ยงไฮ้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานยักษ์ในครั้งนี้</p>
<p>ส่วนพื้นที่แสดงงานของทางการจีนเองนี้ จะล้างภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปเคยเห็นในจีนจนสิ้น ภาพของนาข้าวและประชาชนแต่งกาย “สไตล์เหมา” ปั่นจักรยานไปมา จะถูกเปลี่ยนเป็นภาพของเมืองสีเขียว ภายใต้ธีม <strong>“เมือง ที่ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่า”</strong> ซึ่งจีนพยายามเน้นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก</p>
<p>ทั้งนี้ จีนเป็นชาติกำลังพัฒนาชาติแรกที่มีโอกาสเป็นเจ้าภาพงานนี้ และทางการจีนก็หวังว่างานนี้จะยกระดับนครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองติดอันดับระดับโลก</p>
<p>“มันเป็นการทำให้ชาวจีนเข้าใจนานาชาติมากขึ้น และจะช่วยให้ต่างชาติเข้าใจเรามากขึ้นเช่นกัน” ซูเหว่ย รองผู้อำนวยการด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ของงานเวิลด์ เอ็กซ์โป กล่าว</p>
<p>นอกจากนี้ ซูเหว่ย ยังกล่าวว่างานนี้จะเป็นสถานที่ที่ชาวอเมริกันและชาวจีนจะสามารถมาพบกัน และสื่อสารระหว่างกันได้ดีมากยิ่งขึ้น</p>
<p>“แน่นอนว่าในอนาคตเซี่ยงไฮ้จะไม่ต่างไปจากนิวยอร์ก” ถางฉวนหยาน พนักงานผู้ช่วยในห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ล่าสุดในย่านธุรกิจของนครเซี่ยงไฮ้ กล่าว</p>
<p>รัฐบาลเซี่ยงไฮ้เดินหน้าจัดการกับระบบการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ด้วยงบกว่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.45 แสนล้านบาท) และอีกกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.26 หมื่นล้านบาท) สำหรับการปรับปรุงพื้นที่ที่อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำฮวงปูที่มีความยาว 1.5 กิโลเมตร</p>
<p><strong>งานนี้ถือเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้ โดยภายในระยะเวลา 1 ที่ผ่านมาที่นั้น มีระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว โดยกินพื้นที่ระยะทางยาวราว 420 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีการเปิดอาคารขนส่งผู้โดยสารทางอากาศแห่งใหม่อีกหนึ่งแห่ง เพื่อเป็นเตรียมพร้อมรับกับเที่ยวบินและผู้โดยสารที่จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมชมงานยักษ์ในครั้งนี้จำนวนหลายหมื่นคนต่อวัน</strong></p>
<p>สิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งจัดการกับงานราบคาบก็คือ การกวาดล้างบรรดาหาบเร่ และสิ่งกีดขวางที่ทำลายทัศนียภาพที่สวยงามตามท้องถนนทิ้งจนหมดสิ้น โดยถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด ซึ่งแม้กระทั่งเมื่อครั้งที่ปักกิ่งถูกยกระดับปรับแต่งเพื่อการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ยังไม่มีมาตรการดังกล่าวนี้เลย</p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/Singapore-Pavilion-World-Expo-2010-04.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8350" title="Singapore Pavilion World Expo 2010  04" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/Singapore-Pavilion-World-Expo-2010-04-300x195.jpg" alt="" width="300" height="195" /></a></p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ชาวเซี่ยงไฮ้และรัฐบาลปักกิ่งพร้อมรับมือกับการเป็นเจ้าภาพด้วยความภูมิใจ ในฐานะผู้จัดงานระดับโลกไม่ต่างจากงานใหญ่ๆในฝั่งยุโรปที่สร้างกระแสและเสียงตอบรับจากชาวโลกได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกซาบซึ้งและภูมิใจกับงานนี้ นั่นเพราะคนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้มีโอกาสหรือได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากงานนี้</strong></p>
<p>“เอ็กซ์โปเป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่าจีนมีเงิน และกำลังใช้เงินของประชาชนคนธรรมดาอย่างพวกเราในการแสดงให้คนอื่นเห็นอย่างนั้น” ฉาง ชายขับรถแท็กซี่วัย 54 ปีรายหนึ่ง กล่าว</p>
<p>“ไม่ได้กำลังแสดงให้เห็นว่าจีนได้พัฒนาแล้วหรอก จีนยังคงมีประชาชนที่ยากจำนวนมาก” ฉาง กล่าว พร้อมทั้งระบุว่า ครอบครัวของตนทำได้เพียงดูงานเอ็กซ์โปที่ทุกคนภูมิใจในครั้งนี้ผ่านทางโทรทัศน์เท่านั้น เพราะไม่มีกำลังเงินมากพอที่จะซื้อตั๋วราคา 160 หยวน (ราว 759 บาท)”</p>
<p><strong>ความท้าทายมากที่สุดอย่างหนึ่งของงานนี้ก็คือ การรักษาความสงบและความปลอดภัยภายในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจีนแห่งนี้</strong></p>
<p>เรื่องดังกล่าวนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของจีนเองต่างก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่ท้าทายและยิ่งใหญ่มากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ทว่าตามสไตล์พี่ใหญ่อย่างจีนมาตรการที่เข้มงวดและเคร่งครัดก็โผล่ขึ้นมาเตรียมพร้อมรับมือแล้ว แม้กระทั่งในช่วงเวลานี้</p>
<p>ถ้ามีโอกาสไปเยือนนครเซี่ยงไฮ้ในเวลานี้ ก็จะพบว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยสุนัขตำรวจคุมพื้นที่อยู่อย่างเข้มงวดในทุกหัวระแหง พร้อมด้วยมีการแจกจ่ายโบรชัวร์ให้กับพนักงานและเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเตรียมงานดังกล่าว ในการที่จะระบุและชี้ชัดถึงวัตถุระเบิด นี่ยังไม่ร่วมถึงมาตรการอันเข้มข้นในการตรวจเช็กสัมภาระผู้โดยสารที่ผ่านขึ้นลง เพื่อใช้บริการรถไฟใต้ดิน ซึ่งไม่ต่างจากที่สนามบินแต่อย่างไร</p>
<p>เจเน็ต เอลส์เวิร์ท เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UNHABITAT) กล่าวว่า<strong> &#8220;จีนเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกที่ได้รับโอกาสนี้ และงานนี้จะเป็นการโชว์ให้ทั่วโลกเห็นว่ากาลเวลามันกำลังเปลี่ยนแปลงบางอย่างไปแล้ว”</p>
<p>งานนี้รัฐบาลจีนไม่พลาดโอกาสจะชูตัวเองขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก</strong><br />
<strong>&#8220;World Expo&#8221; ฟื้นชีพ เล็กกว่านี้ไม่ใช่ &#8220;จีน&#8221; </strong></p>
<p><strong>ทีมข่าวต่างประเทศ Posttoday </strong></p>
<p><strong>28 มีนาคม 2553 เวลา 09:45 น.</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/world-expo-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
