<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; My Blog</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/my-blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>Blog 7 : บทวิเคราะห์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/blog-7-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/blog-7-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jun 2010 06:05:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[My Blog]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8595</guid>
		<description><![CDATA[บทวิเคราะห์หุ้นมีอยู่มากมาย ผมเองก็ชอบอ่านบทวิเคราะห์เป็นประจำ เพราะผมคิดว่า นักวิเคราะห์เค้าจะมีข้อมูลในมือมากกว่าเรา และเข้าถึงผู้บริหารบริษัทได้ดีกว่าเรา เช่น มีการจัด Analysis meeting หรือ Company Visit เป็นต้น ทำให้เราสามารถได้รับข้อมูลเพิ่มเติมนอกจากข่าวทั่วๆไป ยิ่งในตอนที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง บทวิเคราะห์จะมีประโยชน์มากขึ้น เพราะทำให้เรารู้ว่าหุ้นตัวนี้ ณ ตอนนี้ มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องติดตาม พอได้มาคร่าวๆ เราก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเองอีกทีครับ แต่ก็ใช่ว่าบทวิเคราะห์จะมีแต่ข้อดีเท่านั้น ข้อเสียของมันก็มี เท่าที่ผมเห็นคือ ในส่วนของการประมาณการรายได้ กำไร , PE และราคาเป้าหมาย รวมไปถึงคำแนะนำ ซื้อ ขาย ถือ Strong Buy ซื้อเต็มที่ ฯลฯ จุดนี้เป็นสิ่งที่คนอ่านบทวิเคราะห์ต้องระวังอยู่เสมอ เพราะบางทีคำแนะนำต่างๆ มักเป็นการมองอะไรที่สั้นๆ หรือบางทีก็มองในแง่ดีหรือร้ายเกินไป ประมาณว่าหุ้นตัวนี้มันจะดีสุดยอดแบบนี้ตลอดไป กำไรโต ให้ PE สูงๆ ทั้งๆที่มันอาจจะเป็น หุ้นรับเหมา , หุ้นวัฏจักร เป็นต้น หรืออย่างเช่น หุ้นตัวนึง กิจการดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/research.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8596" title="research" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/research-300x214.jpg" alt="" width="300" height="214" /></a></p>
<p><strong>บทวิเคราะห์หุ้นมีอยู่มากมาย ผมเองก็ชอบอ่านบทวิเคราะห์เป็นประจำ เพราะผมคิดว่า นักวิเคราะห์เค้าจะมีข้อมูลในมือมากกว่าเรา และเข้าถึงผู้บริหารบริษัทได้ดีกว่าเรา เช่น มีการจัด Analysis meeting หรือ Company Visit เป็นต้น ทำให้เราสามารถได้รับข้อมูลเพิ่มเติมนอกจากข่าวทั่วๆไป</strong></p>
<p>ยิ่งในตอนที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง บทวิเคราะห์จะมีประโยชน์มากขึ้น เพราะทำให้เรารู้ว่าหุ้นตัวนี้ ณ ตอนนี้ มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องติดตาม พอได้มาคร่าวๆ เราก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเองอีกทีครับ</p>
<p>แต่ก็ใช่ว่าบทวิเคราะห์จะมีแต่ข้อดีเท่านั้น ข้อเสียของมันก็มี เท่าที่ผมเห็นคือ ในส่วนของการประมาณการรายได้ กำไร , PE และราคาเป้าหมาย รวมไปถึงคำแนะนำ ซื้อ ขาย ถือ Strong Buy ซื้อเต็มที่ ฯลฯ</p>
<p><strong>จุดนี้เป็นสิ่งที่คนอ่านบทวิเคราะห์ต้องระวังอยู่เสมอ</strong> เพราะบางทีคำแนะนำต่างๆ มักเป็นการมองอะไรที่สั้นๆ หรือบางทีก็มองในแง่ดีหรือร้ายเกินไป ประมาณว่าหุ้นตัวนี้มันจะดีสุดยอดแบบนี้ตลอดไป กำไรโต ให้ PE สูงๆ ทั้งๆที่มันอาจจะเป็น หุ้นรับเหมา , หุ้นวัฏจักร เป็นต้น</p>
<p>หรืออย่างเช่น หุ้นตัวนึง กิจการดี งบดี แนวโน้มกำไรโต อยู่ๆก็มีเรื่องหรือข่ายร้ายๆทำให้มันแย่ลงชั่วคราว สิ่งที่ตามมาคือ บทวิเคราะห์ที่ออกมาในช่วงนั้น จะเน้นไปที่เรื่องร้ายๆ และเขียนให้หุ้นตัวนั้นดูแย่กว่าที่ควรจะเป็น พร้อมคำแนะนำ &#8220;ขาย&#8221;</p>
<p>ทิ้งระยะไปซักพักเรื่องร้ายๆหายไป บริษัทก็กลับมาดีดังเดิม กิจการดี แนวโน้มกำไรเติบโต (บางทีอาจจะไม่ถึง 1 &#8211; 3 เดือนด้วยซ้ำไป) บทวิเคราะห์ก็จะปรับคำแนะนำเป็น &#8220;ซื้อ&#8221;  ใหม่อีกครั้ง</p>
<p>อันนี้สะท้อนได้ว่า คำแนะนำ ซื้อ ขาย ถือ ส่วนมากมักจะมองอะไรสั้นๆเต็มที่ก็ 1 ปี แต่ส่วนมากจะอยู่่ในระยะ 3 &#8211; 6 เดือน ที่มองยาวๆ 1 ปี ขึ้นไปหาค่อนข้างยาก</p>
<p>ตัวอย่างล่าสุด ที่โบรกฯมองในแง่ร้ายมากๆคือหุ้น ADVANC ที่มีปัญหาการเมืองชั่วคราว แต่ตอนนี้โบรกฯก็กลับมาเชียร์ซื้อกันใหม่แล้ว รู้สึกจะผ่านไปไม่กี่เดือนเอง</p>
<p>ดังนั้น ก็อ่านเฉพาะข้อมูลกับข่าวดีกว่าครับ ส่วนประมาณการกับคำแนะนำ ให้ดูไว้เทียบกับที่เราประมาณการเองครับ</p>
<p>ผมขอสรุปวิธีการอ่านบทวิเคราะห์ของผมเองเอาไว้ครับ</p>
<p><strong>- เวลาอ่านบทวิเคราะห์ให้เน้นไปที่ ข้อมูล , ข่าวสารที่เป็นจริง(เกิดขึ้นแล้ว)</strong> ถ้าพบว่ามีประเด็นอะไรน่าสนใจให้เซฟข้อมูลเก็บเอาไว้ และหุ้นตัวที่เราดูๆอยู่ เวลาอ่านบทวิเคราะห์ ให้อ่านจากโบรกฯหลายๆสำนัก เพราะแต่ละสำนักเขียนไม่เหมือนกัน บางครั้งก็เหมือนมองกันคนละมุมเลย ก็มาอ่านดูว่าเค้ามองกันอย่างไร และตัวเรามองอย่างไร ลองเปรียบเทียบกันดูเผื่อมีประเด็นอะไรที่เราไม่ได้นึกถึง</p>
<p><strong>- ข้อมูลจากบทวิเคราะห์หุ้นรายตัว ถ้าได้มาจาก Analysis Meeting หรือ Company Visit ผมถือว่าดีมาก</strong> เพราะเป็นข้อมูลที่ตรงกับความจริงและอัพเดตครับ ผมชอบรวบรวมบทวิเคราะห์ประเภทนี้เอาไว้อ่านประกอบเวลาวิเคราะห์หุ้นครับ</p>
<p>- ข้อมูลที่คาดการณ์ ให้ดูเอาไว้ใช้เปรียบเทียบกับสิ่งที่เราคาดเอง ว่าต่างกันขนาดไหน มีประเด็นไหน เพราะอะไรที่ทำให้เราคาดการณ์เหมือนหรือต่างกับโบรกฯ <strong>พยายามคิดเองก่อนจะดีที่สุด(เน้น) เพราะเราจะได้มีเหตุผลที่เป็นของเราเองในการเลือกซื้อหุ้นต่างๆ</strong> ไม่ใช่ว่าซื้อตัวนี้เพราะนักวิเคราะห์เชียร์ อันนี้ผมเห็นหลายคนแล้วที่มักจะซื้อหุ้นตามนักวิเคราะห์ สุดท้ายก็ติดหุ้น กว่าได้ลงก็นานพอสมควร หรือบางครั้งโชคร้ายก็ติดหุ้นไปเป็นปีๆ</p>
<p>- EPS คาดการณ์จากบทวิเคราะห์ ส่วนมากมักไม่ค่อยตรง จะเริ่มใกล้เคียงมากสุดก็เมื่อประกาศงบ Q3 แล้ว (ก็มันเหลือ Q เดียว) ดังนั้น <strong>อย่าไปยึดติดตัวเลข EPS จากบทวิเคราะห์ครับ เดาเองดีกว่า (แต่ควรจะเดาแบบนี้ข้อมูลพอสมควรนะครับ บางท่านทำเป็น spread sheet excel ไว้เลย สุดยอดมากครับ)</strong> แต่ก็มีหุ้นบางตัวที่บทวิเคราะห์ประมาณการรายได้ กำไร EPS ได้ค่อนข้างแม่นยำ แสดงว่านักวิเคราะห์น่าจะได้ข้อมูลที่ตรงมาพอสมควร</p>
<p>- EPS จากงบที่ออกมา หากโบรกฯคาดไว้ต่ำๆ และงบออกมาสูงกว่าที่โบรกฯคาด จะเป็นปัจจัยบวกที่ดีมากๆ เพราะเค้าก็จะปรับประมาณการใหม่ ในทางตรงข้ามหากโบรกฯคาดไว้สูงๆ แล้วงบออกมาต่ำกว่าที่คาด ก็จะเป็นปัจจัยลบ <strong>ซึ่งจุดนี้ เราต้องประเมินให้ดีว่าเราคาดไว้เท่าไหร่ สูงหรือต่ำกว่าที่เค้าคาดกันไว้ขนาดไหน</strong> และเพราะอะไรทำให้เราคาดไว้เช่นนั้น</p>
<p>- ค่า PE ที่โบรกฯให้ ผมคิดว่าพอดูประกอบได้ เพราะเราสามารถดูค่า PE จากบทวิเคราะห์หลายๆสำนักมาเทียบดูว่า แต่ละสำนักเขาให้ค่า PE ของหุ้นตัวนี้เท่าไหร่กันบ้าง จากนั้น เราก็เอามาดูและเทียบกับค่าที่เราให้ , เทียบกับค่า PE ในอดีตของหุ้น หรือ เทียบกับค่า PE เฉลี่ยในอดีต ดูว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ค่า PE ที่เราให้นั้น สูงกว่า, ต่ำกว่า หรือเท่ากัน กับค่าที่โบรกฯและตลาดให้ ซึ่งจะเป็นตัวประเมิน upside ของหุ้นที่ดี <strong>หากคุณใช้วิธีวัดมูลค่าหุ้นจาก P/E Ratio เพราะคุณต้องให้ค่า PE ที่เหมาะสมสำหรับหุ้นตัวนั้นๆ ไม่ต้องถึงกับตรงเป๊ะ แต่ก็ใกล้เคียงความเป็นจริงมากสุด</strong></p>
<p><strong>- บทวิเคราะห์รายอุตสาหกรรม</strong> มีประโยชน์ตรงที่ทำให้เรารู้ข้อมูลอัพเดตของแต่ละอุตสาหกรรม แบบครอบคลุม ทำให้เราติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มของหุ้นที่เราสนใจอยู่ได้ดียิ่งขึ้นครับ</p>
<p>ก็จะมีประมาณนี้นะครับ การเลือกอ่านบทวิเคราะห์ของผม</p>
<p><strong>สรุปก็คือ เราสามารถใช้ประโยชน์จากบทวิเคราะห์ได้มากพอสมควร แต่ก็ควรระวังในส่วนของการคาดการณ์ ซึ่งถ้าให้ดี ควรจะทำประมาณการเอาเองก่อนจะดีที่สุด หาข้อมูล ข่าวสารเพิ่มเติมให้มากๆ เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจ ซื้อ ขาย หรือ ถือหุ้นได้อย่างมั่นใจมากขึ้นครับ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/blog-7-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 6 : About Sarut-Homesite</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/about-sarut-homesite/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/about-sarut-homesite/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 16:55:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8458</guid>
		<description><![CDATA[http://www.sarut-homesite.net/ จัดทำเพื่อรวบรวมบทความหลากหลายประเภท โดยเน้นไปที่ บทความการลงทุนหุ้น (แนว Value Investment) , บทความทางเศรษฐศาสตร์ &#8211; เศรษฐกิจ , บทความแนะนำ ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ , บทความประเภทอื่นๆเสริมไว้บ้าง และจะเริ่มเปิดหมวดใหม่คือ Our Columnist หมวดนี้สำหรับท่านที่สนใจ อยากเขียนบทความหรือ blog ของตนเอง ผมยินดีนำบทความของท่านมาลง เนื้อหาจะเป็นอะไรก็ได้ที่ท่านอยากเขียน (อาจจะยกเว้นเรื่องการเมือง เพื่อเลี่ยงความแตกแยกครับ) และหากท่านเขียนบทความมาลงเป็นประจำ ผมจะเปิดหมวดของท่านให้โดยเฉพาะ เพื่อให้เวบนี้ได้เริ่มมีบทความที่เป็นของตัวเองบ้าง จากแต่ก่อนที่ส่วนใหญ่จะ copy บทความมาจากเวบอื่นๆครับ -_-&#8217; ท่านสามารถเข้าไปพูดคุย แสดงความเห็นเรื่องต่างๆได้ที่ Webboard : http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php ขอขอบพระคุณ เจ้าของบทความทุกๆเรื่องที่ผมนำมาลง บางท่านผมได้ขออนุญาตแล้ว แต่บางท่านผมไม่ได้ขอ โดยผมจะลงชื่อผู้เขียนบทความเอาไว้ตรงหัวเรื่องและท้ายบทความครับ เจตนาที่ผมทำเวบนี้ ไม่ใช่เพื่อเงินแต่อย่างใด ทำไปเพื่อรวบรวมบทความที่ผมชอบและเห็นว่ามีประโยชน์ นำมาเก็บรวบรวม เอาไว้แบ่งปันและอ่านเองเท่านั้นครับ สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมชมเวบครับ ติดต่อผม Email , MSN [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/about.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8476" title="about" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/about.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/" target="_blank">http://www.sarut-homesite.net/</a> จัดทำเพื่อรวบรวมบทความหลากหลายประเภท</p>
<p>โดยเน้นไปที่  บทความการลงทุนหุ้น (แนว Value Investment) , บทความทางเศรษฐศาสตร์ &#8211;  เศรษฐกิจ , บทความแนะนำ ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ ,  บทความประเภทอื่นๆเสริมไว้บ้าง</p>
<p>และจะเริ่มเปิดหมวดใหม่คือ Our  Columnist หมวดนี้สำหรับท่านที่สนใจ อยากเขียนบทความหรือ blog ของตนเอง  ผมยินดีนำบทความของท่านมาลง เนื้อหาจะเป็นอะไรก็ได้ที่ท่านอยากเขียน  (อาจจะยกเว้นเรื่องการเมือง เพื่อเลี่ยงความแตกแยกครับ)</p>
<p>และหากท่านเขียนบทความมาลงเป็นประจำ ผมจะเปิดหมวดของท่านให้โดยเฉพาะ  เพื่อให้เวบนี้ได้เริ่มมีบทความที่เป็นของตัวเองบ้าง  จากแต่ก่อนที่ส่วนใหญ่จะ copy บทความมาจากเวบอื่นๆครับ -_-&#8217;</p>
<p>ท่านสามารถเข้าไปพูดคุย แสดงความเห็นเรื่องต่างๆได้ที่ Webboard : <a href="http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php" target="_blank">http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php</a></p>
<p><strong>ขอขอบพระคุณ เจ้าของบทความทุกๆเรื่องที่ผมนำมาลง บางท่านผมได้ขออนุญาตแล้ว แต่บางท่านผมไม่ได้ขอ โดยผมจะลงชื่อผู้เขียนบทความเอาไว้ตรงหัวเรื่องและท้ายบทความครับ </strong></p>
<p><strong>เจตนาที่ผมทำเวบนี้ ไม่ใช่เพื่อเงินแต่อย่างใด ทำไปเพื่อรวบรวมบทความที่ผมชอบและเห็นว่ามีประโยชน์ นำมาเก็บรวบรวม เอาไว้แบ่งปันและอ่านเองเท่านั้นครับ<br />
</strong></p>
<p>สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมชมเวบครับ</p>
<p><strong>ติดต่อผม<br />
</strong></p>
<p><strong>Email , MSN :</strong> i_sarut@msn.com</p>
<p><strong>Twitter :</strong> <a href="http://twitter.com/saruthomesite" target="_blank">http://twitter.com/saruthomesite</a></p>
<p><strong>Facebook :</strong> <a href="http://www.facebook.com/profile.php?id=1268828015" target="_blank">http://www.facebook.com/profile.php?id=1268828015</a></p>
<p><strong>Thaivi.com, User :</strong> i_sarut</p>
<p><strong>Webboard  :</strong> <a href="http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php" target="_blank">http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php</a></p>
<p>####</p>
<p><strong>ประวัติคร่าวๆ</strong></p>
<p>ชื่อเล่น : เบียร์</p>
<p>อายุ : 21 ปี</p>
<p>อาชีพ : นักศึกษา ปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/about-sarut-homesite/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 5 : Warren Buffett&#8217;s Quote ประโยคเด็ดจากปู่บัฟฯ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/blog-5-warren-buffetts-quote-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/blog-5-warren-buffetts-quote-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Dec 2009 12:41:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[My Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Buffett]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วอร์เรน บัฟเฟตต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8117</guid>
		<description><![CDATA[คำพูดบางส่วนของ Warren Buffett ผมดึงมาเฉพาะประโยคที่เห็นว่าดี และน่าสนใจนะครับ เพราะบางประโยคผมเห็นว่าเข้าใจยากเกินไป และอาจจะเป็นมุมมองเฉพาะในประเทศเค้าครับ เช่นเรื่อง Government สามารถเข้าไปดูข้อความทั้งหมดได้ที่นี่ครับ : http://en.wikiquote.org/wiki/Warren_Buffett ประวัติ : Warren Edward Buffett (born 30 August 1930) is an American investor and the CEO of Berkshire Hathaway. Sourced : คำพูดจากต้นฉบับ You only find out who is swimming naked when the tide goes out. * Berkshire Hathaway 2001 Chairman&#8217;s Letter Someone&#8217;s sitting [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-8118" title="warren_buffet" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/12/warren_buffet-257x300.jpg" alt="warren_buffet" width="257" height="300" /></p>
<p>คำพูดบางส่วนของ Warren Buffett ผมดึงมาเฉพาะประโยคที่เห็นว่าดี และน่าสนใจนะครับ</p>
<p>เพราะบางประโยคผมเห็นว่าเข้าใจยากเกินไป และอาจจะเป็นมุมมองเฉพาะในประเทศเค้าครับ เช่นเรื่อง Government</p>
<p>สามารถเข้าไปดูข้อความทั้งหมดได้ที่นี่ครับ : <a href="http://en.wikiquote.org/wiki/Warren_Buffett" target="_blank">http://en.wikiquote.org/wiki/Warren_Buffett</a></p>
<p><strong>ประวัติ :</strong> Warren Edward Buffett (born 30 August 1930) is an American investor and the CEO of Berkshire Hathaway.</p>
<p><strong>Sourced : คำพูดจากต้นฉบับ</strong></p>
<p>You only find out who is swimming naked when the tide goes out.<br />
* Berkshire Hathaway 2001 Chairman&#8217;s Letter</p>
<p>Someone&#8217;s sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.<br />
* As quoted in The Real Warren Buffett : Managing Capital, Leading People (2002) by James O&#8217;Loughlin</p>
<p>Whether we’re talking about socks or stocks, I like buying quality merchandise when it is marked down.<br />
* Berkshire Hathaway 2008 Chairman&#8217;s Letter</p>
<p>I always knew I was going to be rich. I don&#8217;t think I ever doubted it for a minute.</p>
<p>I try to buy stock in businesses that are so wonderful that an idiot can run them. Because sooner or later, one will.</p>
<p><strong>Selected : </strong></p>
<p>A story that was passed down from Ben Graham illustrates the lemminglike behavior of the crowd: &#8220;Let me tell you the story of the oil prospector who met St. Peter at the Pearly Gates. When told his occupation, St. Peter said, &#8220;Oh, I&#8217;m really sorry. You seem to meet all the tests to get into heaven. But we&#8217;ve got a terrible problem. See that pen over there? That&#8217;s where we keep the oil prospectors waiting to get into heaven. And it&#8217;s filled—we haven&#8217;t got room for even one more.&#8221; The oil prospector thought for a minute and said, &#8220;Would you mind if I just said four words to those folks?&#8221; &#8220;I can&#8217;t see any harm in that,&#8221; said St. Pete. So the old-timer cupped his hands and yelled out, &#8220;Oil discovered in hell!&#8221; Immediately, the oil prospectors wrenched the lock off the door of the pen and out they flew, flapping their wings as hard as they could for the lower regions. &#8220;You know, that&#8217;s a pretty good trick,&#8221; St. Pete said. &#8220;Move in. The place is yours. You&#8217;ve got plenty of room.&#8221; The old fellow scratched his head and said, &#8220;No. If you don&#8217;t mind, I think I&#8217;ll go along with the rest of &#8216;em. There may be some truth to that rumor after all.</p>
<p>Price is what you pay. Value is what you get.</p>
<p>Most people get interested in stocks when everyone else is. The time to get interested is when no one else is. You can&#8217;t buy what is popular and do well.</p>
<p>Investors making purchases in an overheated market need to recognize that it may often take an extended period for the value of even an outstanding company to catch up with the price they paid.<br />
o Berkshire Hathaway 1998 Annual Meeting</p>
<p>If you&#8217;re an investor, you&#8217;re looking on what the asset is going to do, if you&#8217;re a speculator, you&#8217;re commonly focusing on what the price of the object is going to do, and that&#8217;s not our game.<br />
o 1997 Berkshire Hathaway Annual Meeting</p>
<p>I like to go for cinches. I like to shoot fish in a barrel. But I like to do it after the water has run out.<br />
o October 2003 talking with Wharton MBA students[specific citation needed]</p>
<p>The important thing is to keep playing, to play against weak opponents and to play for big stakes.<br />
o November 2002 talking with students at Gaston Hal</p>
<p><strong>Circle of competency : ขอบเขตความรู้</strong></p>
<p>There are all kinds of businesses that Charlie and I don&#8217;t understand, but that doesn&#8217;t cause us to stay up at night. It just means we go on to the next one, and that&#8217;s what the individual investor should do.<br />
* Morningstar Interview</p>
<p><strong>Intelligent decision making : การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด</strong></p>
<p>I will tell you how to become rich. Close the doors. Be fearful when others are greedy. Be greedy when others are fearful.<br />
* Lecturing to a group of students at Columbia U. He was 21 years old.</p>
<p>The key to investing is not assessing how much an industry is going to affect society, or how much it will grow, but rather determining the competitive advantage of any given company and, above all, the durability of that advantage.<br />
* July 1999 at Herb Allen&#8217;s Sun Valley, Idaho Retreat</p>
<p>Success in investing doesn&#8217;t correlate with I.Q. once you&#8217;re above the level of 125. Once you have ordinary intelligence, what you need is the temperament to control the urges that get other people into trouble in investing.<br />
* BusinessWeek Interview June 25 1999</p>
<p>Time is the enemy of the poor business and the friend of the great business. If you have a business that&#8217;s earning 20%-25% on equity, time is your friend. But time is your enemy if your money is in a low return business.<br />
* 1998 Berkshire Annual Meeting</p>
<p>Ben&#8217;s Mr. Market allegory may seem out-of-date in today&#8217;s investment world, in which most professionals and academicians talk of efficient markets, dynamic hedging and betas. Their interest in such matters is understandable, since techniques shrouded in mystery clearly have value to the purveyor of investment advice. After all, what witch doctor has ever achieved fame and fortune by simply advising &#8216;Take two aspirins&#8217;?<br />
* 1987 Chairman&#8217;s Letter to Shareholders</p>
<p>We will reject interesting opportunities rather than over-leverage our balance sheet.<br />
* Berkshire Hathaway Owners Manual</p>
<p><strong>Inactivity as intelligent : การอยู่เฉยๆ คือความฉลาด</strong></p>
<p>I call investing the greatest business in the world because you never have to swing. You stand at the plate, the pitcher throws you General Motors at 47! U.S. Steel at 39! and nobody calls a strike on you. There&#8217;s no penalty except</p>
<p>opportunity lost. All day you wait for the pitch you like; then when the fielders are asleep, you step up and hit it.</p>
<p>The stock market is a no-called-strike game. You don&#8217;t have to swing at everything&#8211;you can wait for your pitch. The problem when you&#8217;re a money manager is that your fans keep yelling, &#8216;Swing, you bum!&#8217;<br />
* 1999 Berkshire Hathaway Annual Meeting</p>
<p><strong>On margin of safety : เกี่ยวกับ margin of safety</strong></p>
<p>If you understood a business perfectly and the future of the business, you would need very little in the way of a margin of safety. So, the more vulnerable the business is, assuming you still want to invest in it, the larger margin of safety you&#8217;d need. If you&#8217;re driving a truck across a bridge that says it holds 10,000 pounds and you&#8217;ve got a 9,800 pound vehicle, if the bridge is 6 inches above the crevice it covers, you may feel okay, but if it&#8217;s over the Grand Canyon, you may feel you want a little larger margin of safety&#8230;<br />
* 1997 Berkshire Hathaway Annual Meeting</p>
<p>You leave yourself an enormous margin of safety. You build a bridge that 30,000-pound trucks can go across and then you drive 10,000-pound trucks across it. That is the way I like to go across bridges.<br />
* Financial World, June 13, 1984.</p>
<p><strong>Efficient market hypothesis : ทฤษฏีตลาดมีประสิทธิภาพ (EMH)</strong></p>
<p>I&#8217;d be a bum on the street with a tin cup if the markets were always efficient.</p>
<p><strong>General rules : กฏทั่วไปของการลงทุน</strong></p>
<p>Rule No.1: Never lose money. Rule No.2: Never forget rule No.1.</p>
<p>It&#8217;s far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.</p>
<p>You&#8217;re neither right nor wrong because other people agree with you. You&#8217;re right because your facts are right and your reasoning is right—and that&#8217;s the only thing that makes you right. And if your facts and reasoning are right, you don&#8217;t have to worry about anybody else.</p>
<p>Our favourite holding period is forever.</p>
<p>Risk comes from not knowing what you&#8217;re doing.</p>
<p>If you don&#8217;t know jewelry, know the jeweler.</p>
<p>If you don&#8217;t feel comfortable owning something for 10 years, then don&#8217;t own it for 10 minutes.</p>
<p>A public-opinion poll is no substitute for thought.</p>
<p>If a business does well, the stock eventually follows.</p>
<p>The most important quality for an investor is temperament, not intellect&#8230; You need a temperament that neither derives great pleasure from being with the crowd or against the crowd.</p>
<p>The future is never clear, and you pay a very high price in the stock market for a cheery consensus. Uncertainty is the friend of the buyer of long-term values.</p>
<p>Occasionally, a man must rise above principles.</p>
<p>It takes 20 years to build a reputation and five minutes to ruin it. If you think about that, you&#8217;ll do things differently.</p>
<p>When asked how he became so successful in investing, Buffett answered: we read hundreds and hundreds of annual reports every year.</p>
<p>&#8220;I never buy anything unless I can fill out on a piece of paper my reasons. I may be wrong, but I would know the answer to that. &#8220;I&#8217;m paying $32 billion today for the Coca Cola Company because&#8230;&#8221; If you can&#8217;t answer that question, you shouldn&#8217;t buy it. If you can answer that question, and you do it a few times, you&#8217;ll make a lot of money.</p>
<p>You ought to be able to explain why you&#8217;re taking the job you&#8217;re taking, why you&#8217;re making the investment you&#8217;re making, or whatever it may be. And if it can&#8217;t stand applying pencil to paper, you&#8217;d better think it through some more. And if you can&#8217;t write an intelligent answer to those questions, don&#8217;t do it.</p>
<p>I really like my life. I&#8217;ve arranged my life so that I can do what I want.</p>
<p>If you gave me the choice of being CEO of General Electric or IBM or General Motors, you name it, or delivering papers, I would deliver papers. I would. I enjoyed doing that. I can think about what I want to think. I don&#8217;t have to do anything I don&#8217;t want to do.</p>
<p><strong>Views of government and Wall Street : มุมมองต่อรัฐบาล และตลาดหุ้น</strong></p>
<p>Wall Street is the only place that people ride to work in a Rolls Royce to get advice from those who take the subway.</p>
<p>The Stock Market is designed to transfer money from the Active to the Patient.</p>
<p>Working with people who cause your stomach to churn seems much like marrying for money &#8211; probably a bad idea under any circumstances, but absolute madness if you are already rich.</p>
<p>One of the ironies of the stock market is the emphasis on activity. Brokers, using terms such as &#8220;marketability&#8221; and &#8220;liquidity,&#8221; sing the praises of companies with high share turnover&#8230; but investors should understand that what is good for the croupier is not good for the customer. A hyperactive stock market is the pick pocket of enterprise.</p>
<p>The speed at which a business success is recognized, furthermore, is not that important as long as the company&#8217;s intrinsic value is increasing at a satisfactory rate. In fact, delayed recognition can be an advantage: It may give us the chance to buy more of a good thing at a bargain price.</p>
<p>The managers at fault periodically report on the lesson they have learned from the latest disappointment. They then usually seek out future lessons.</p>
<p><strong>Walking away : การเดินหนีจากตลาด</strong></p>
<p>I just don&#8217;t see anything available that gives any reasonable hope of delivering such a good year and I have no desire to grope around, hoping to &#8216;get lucky&#8217; with other people&#8217;s money. I am not attuned to this market environment, and I don&#8217;t want to spoil a decent record by trying to play a game I don&#8217;t understand just so I can go out a hero.</p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/blog-5-warren-buffetts-quote-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 4 : TDEX , TFTSE , ENGY ทางเลือกการลงทุนที่น่าสน สำหรับคนไม่มีเวลา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/blog-4-tdex-tftse-engy-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/blog-4-tdex-tftse-engy-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2009 07:55:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[My Blog]]></category>
		<category><![CDATA[ENGY]]></category>
		<category><![CDATA[TDEX]]></category>
		<category><![CDATA[TFTSE]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7699</guid>
		<description><![CDATA[3 กองทุนนี้ผมคิดว่า เหมาะสำหรับช่วงตลาดขาลง แบบปีที่แล้ว (2551) และน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้นรายตัวด้วยครับ    TDEX นี่รู้สึกจะตกลงไปเหลือประมาณ 2.8 บาทมั้งครับ ตอนนี้ประมาณ 5 บาทแล้ว รายละเอียดกองทุน TDEX ดูได้ที่นี่ครับ : http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/Detail_t.asp?ID=010070 หุ้นที่ลงทุน : http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/IIV_t.asp ราคา NAV ล่าสุด : http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=TDEX&#38;language=th&#38;country=TH มีอีกกองทุนที่น่าสนใจคือ TFTSE ครับ : http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/Detail_t.asp?ID=010084 หุ้นที่ลงทุน : http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/IIV_t.asp?ID=010084 ราคา NAV ล่าสุด : http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=TFTSE&#38;language=th&#38;country=TH TFTSE ต่างจาก TDEX ตรงที่ TFTSE นั้นจะเน้นหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด โดยสัดส่วนธนาคาร 34% กลุ่มน้ำมันและก๊าซประมาณ 25% ส่วน TDEX มีสัดส่วนของกลุ่มพลังงาน 43% ครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7705" title="ED_TDEX_51_Ani_1_l" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/ED_TDEX_51_Ani_1_l.gif" alt="ED_TDEX_51_Ani_1_l" width="570" height="327" /></p>
<p>3 กองทุนนี้ผมคิดว่า เหมาะสำหรับช่วงตลาดขาลง แบบปีที่แล้ว (2551)</p>
<p>และน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้นรายตัวด้วยครับ   <img src="http://www.sarut-homesite.net/forum/Smileys/emo/m087.gif" border="0" alt="" /></p>
<p>TDEX นี่รู้สึกจะตกลงไปเหลือประมาณ 2.8 บาทมั้งครับ ตอนนี้ประมาณ 5 บาทแล้ว</p>
<p>รายละเอียดกองทุน TDEX ดูได้ที่นี่ครับ : <a href="http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/Detail_t.asp?ID=010070" target="_blank">http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/Detail_t.asp?ID=010070</a></p>
<p>หุ้นที่ลงทุน : <a href="http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/IIV_t.asp" target="_blank">http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/IIV_t.asp</a></p>
<p>ราคา NAV ล่าสุด : <a href="http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=TDEX&amp;language=th&amp;country=TH" target="_blank">http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=TDEX&amp;language=th&amp;country=TH</a></p>
<p>มีอีกกองทุนที่น่าสนใจคือ TFTSE ครับ : <a href="http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/Detail_t.asp?ID=010084" target="_blank">http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/Detail_t.asp?ID=010084</a></p>
<p>หุ้นที่ลงทุน : <a href="http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/IIV_t.asp?ID=010084" target="_blank">http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/IIV_t.asp?ID=010084</a></p>
<p>ราคา NAV ล่าสุด : <a href="http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=TFTSE&amp;language=th&amp;country=TH" target="_blank">http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=TFTSE&amp;language=th&amp;country=TH</a></p>
<p>TFTSE ต่างจาก TDEX ตรงที่ TFTSE นั้นจะเน้นหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด โดยสัดส่วนธนาคาร 34% กลุ่มน้ำมันและก๊าซประมาณ 25%</p>
<p>ส่วน TDEX มีสัดส่วนของกลุ่มพลังงาน 43% ครับ ลงทุนตามขนาด market cap. ของหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรกครับ</p>
<p><strong>ข้อดีของกองทุนพวกนี้ก็คือ</strong> ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วๆไปครับ เพราะไม่ต้องมี Fund Manager</p>
<p>และหุ้นที่ลงทุนก็เป็นหุ้นใหญ่ๆของประเทศไทยครับ เหมาะสำหรับท่านที่อยากซื้อหุ้น Blue Chip หลายๆตัว แต่ไม่มีทุนที่เพียงพอจะซื้อได้ทุกตัว</p>
<p>เวลาที่ตลาดหุ้นไทยตกหนักๆ อาจเป็นจังหวะซื้อที่ดีได้ครับ เพราะ 2 กองทุนนี้ขึ้นลงตาม SET อยู่แล้ว แถมมีเงินปันผลให้ด้วย (สำหรับ TDEX นะครับ TFTSE เพิ่งตั้งกองทุนเมื่อ ส.ค. 2552 ครับ)</p>
<p>ข้อเสียก็น่าจะเป็นที่เราเลือกหุ้นเองไม่ได้ครับ และไม่ได้สิทธิต่างๆอย่างที่หุ้นสามัญได้ครับ แต่อย่างที่บอกว่า 2 กองทุนนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้นรายตัวครับ แต่อยากลงทุนในตลาดหุ้นกับเขาบ้าง</p>
<p><strong>แต่ถ้าบางท่านอยากเน้นลงทุนในกลุ่มพลังงานอย่างเดียวก็ต้องกองทุนนี้ครับ</strong></p>
<p>ENGY : กองทุนเปิด MTRACK ENERGY ETF : <a href="http://www.tmbam.com/v1/th/mutualFundsDetail.php?id=101&amp;catid=18" target="_blank">http://www.tmbam.com/v1/th/mutualFundsDetail.php?id=101&amp;catid=18</a></p>
<p>รายละเอียดกองทุนคร่าวๆอ่านได้จากกะทู้นี้ครับ : <a href="http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php/topic,2056.0.html" target="_blank">http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php/topic,2056.0.html</a></p>
<p>หุ้นที่ลงทุน : <a href="http://www.tmbam.com/v1/th/etf/index.php" target="_blank">http://www.tmbam.com/v1/th/etf/index.php</a></p>
<p>ราคา NAV ล่าสุด : <a href="http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=ENGY&amp;language=th&amp;country=TH" target="_blank">http://www.set.or.th/set/historicaltrading.do?symbol=ENGY&amp;language=th&amp;country=TH</a></p>
<p>####</p>
<p>อันนี้เป็นข่าวที่ทำให้ผมสนใจมาเขียน blog เรื่องนี้ครับ   <img src="http://www.sarut-homesite.net/forum/Smileys/emo/m204.gif" border="0" alt="" /></p>
<p><a href="http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=69157" target="_blank">http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=69157</a></p>
<p>วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552</p>
<p>TDEX ผลตอบแทน 6 เดือน 72.55% ชนะตลาดหุ้นพุ่ง 66% ชี้เชื่อพลังงานมายังลงทุนได้ หากชอบธนาคารแนะทีฟุตซี่</p>
<p>นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทุนเปิด ThaiDEX SET50 ETF (TDEX) เปิดเผยว่า หากนักลงทุนที่ลงทุนใน TDEX ได้ผลตอบแทนที่เหนือว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ โดยย้อนหลัง 6 เดือน และ 1 ปี ได้</p>
<p>ผลตอบแทน 72.55% และ 19.55% ขณะที่ดัชนีหุ้นขึ้น 66.11% และ 14.22% ตามลำดับ</p>
<p>ขณะเดียวกัน TFTSE (ทีฟุตซี่) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือน เท่ากับ 10.89% ซึ่งผลตอบแทนย้อนหลังดัชนีหุ้นช่วงเดียวกันอยู่ที่ 10.71% หากนักลงทุนที่จองครั้งแรกจะได้ผลตอบแทน 14.78%</p>
<p>นายมนรัฐ กล่าวว่า TDEX และ TFTSE นั้นมีข้อดีคือนักลงทุนที่ลงทุนใน TDEX หรือ TFTSE จะเหมือนกับลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและมีสภาพคล่องสูงถึง 50 ตัว และ 30 ตัว ตามลำดับ การลงทุนใน TDEX หรือ TFTSE นั้นถือว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถ</p>
<p>สร้างความสะดวกสบายให้แก่นักลงทุนและยังประหยัดต้นทุนในการซื้อขายอีกด้วย เพราะว่าการลงทุนใน TDEX หรือ TFTSE นั้นเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายในอัตราขั้นต่ำเพียง 0.1% เท่านั้น</p>
<p>นอกจากนี้ นักลงทุนควรเข้าใจจังหวะการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น TFTSE เน้นหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด โดยมีสัดส่วนของธนาคาร 34% และกลุ่มน้ำมันและก๊าซประมาณ 25% ดังนั้นถ้าจังหวะของกลุ่มธนาคารกำลังจะมาควรเลือก TFTSE ถ้าจังหวะของกลุ่มน้ำมันกำลังจะมา TDEX จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะมีสัดส่วนของกลุ่มพลังงาน 43%</p>
<p>####</p>
<p>บทความเพิ่มเติม : <strong>ปัจจัยพื้นฐานของ ThaiDEX SET50 ETF :</strong> <a href="http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/AllEducation_t.asp?EduID=12" target="_blank">http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/AllEducation_t.asp?EduID=12</a></p>
<p>ปล. ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยของกองทุนประเภทนี้จะอยู่ที่ 10 &#8211; 11% ต่อปี นะครับ</p>
<p>ปล.2 ผมไม่ได้ซื้อกองทุนพวกนี้นะครับ เอามาแนะนำเฉยๆครับ   <img src="http://www.sarut-homesite.net/forum/Smileys/emo/m066.gif" border="0" alt="" /></p>
<p>ปล.3 การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน   <img src="http://www.sarut-homesite.net/forum/Smileys/emo/m187.gif" border="0" alt="" /></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/blog-4-tdex-tftse-engy-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 3 : สรุปข้อคิดดีๆจากหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective Teens (7 อุปนิสัยให้วัยรุ่นเป็นเลิศ)</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/blog-3-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/blog-3-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 13:29:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7314</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อ 2 เดือนก่อน เพื่อนผมคนนึงได้แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผม บอกว่าดีมากเลยเล่มนี้ หลังจากที่ได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันดีมากจริงๆครับ เป็นหนังสือที่วัยรุ่นทุกคนควรจะอ่านกัน ผมได้จดข้อคิด คำคมบางส่วนเอาไว้ และเสริมคำอธิบายเล็กๆน้อยๆให้ครับ #### เมื่อคุณมองในกระจกครั้งต่อไป จงพูดสิ่งที่ดีเกี่ยวกับตัวคุณ : - วัยรุ่นมักชอบเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นครับ แล้วมักจะดูถูกตนเองว่าสู้เขาไม่ได้ในเรื่องต่างๆ เช่น หล่อ , สวย ไม่เท่าคนอื่น ผิวดำ ผิวขาว เรียนไม่เก่ง เล่นกีฬาไม่เก่งเท่าคนอื่นๆ ฯลฯ ซึ่งความคิดเหล่านี้จะทำให้วัยรุ่นรูสึกมีปมด้อย และดูถูกตัวเอง ทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง(ในทางที่ดี)ครับ ดังนั้น เราควรจะหันมาดูด้านที่ดีๆของเราบ้าง และอย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมากนัก เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือสำคัญอะไรต่อการดำเนินชีวิตครับ มั่นใจในด้านดีของตนเองแล้วมุ่งสู่เป้าหมายในชีวิตของเราดีกว่าครับ จงเริ่มแสดงความชื่นชมในความคิดของผู้อื่นเสียตั้งแต่วันนี้ : - การแสดงความชื่นชมความคิดของคนอื่น เป็นการให้เกียรติผู้อื่น วัยรุ่นควรจะฝึกสิ่งนี้เอาไว้ครับ เพราะวัยนี้มักเป็นวัยที่มีความมั่นใจในความคิดของตนเองซึ่งบางครั้งก็มากเกินไป ทำให้ไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นๆ ยึดความเห็นตนเองเป็นใหญ่ และหากโตมาเป็นผู้ใหญ่ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆครับ (ดังเช่นปัจจุบัน) จงเริ่มทำสิ่งดีๆที่ตั้งใจไว้ ตั้งแต่วันนี้ : - วัยรุ่นมักจะมีความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆเอาไว้มากมายครับ ตั้งเป้าไว้จะทำนู่นทำนี่ แต่สุดท้ายแล้วมักไม่ค่อยได้ทำ หรือทำได้ไม่กี่อย่างครับ ดังนั้นถ้าเห็นว่าอะไรดีและตั้งใจจะทำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p>เมื่อ 2 เดือนก่อน เพื่อนผมคนนึงได้แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผม บอกว่าดีมากเลยเล่มนี้</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7315" title="seven4" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/seven4.jpg" alt="seven4" width="318" height="475" /></p>
<p>หลังจากที่ได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันดีมากจริงๆครับ เป็นหนังสือที่วัยรุ่นทุกคนควรจะอ่านกัน</p>
<p>ผมได้จดข้อคิด คำคมบางส่วนเอาไว้ และเสริมคำอธิบายเล็กๆน้อยๆให้ครับ</p>
<p>####</p>
<p><strong>เมื่อคุณมองในกระจกครั้งต่อไป จงพูดสิ่งที่ดีเกี่ยวกับตัวคุณ :</strong></p>
<p>- วัยรุ่นมักชอบเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นครับ แล้วมักจะดูถูกตนเองว่าสู้เขาไม่ได้ในเรื่องต่างๆ เช่น หล่อ , สวย ไม่เท่าคนอื่น ผิวดำ ผิวขาว เรียนไม่เก่ง เล่นกีฬาไม่เก่งเท่าคนอื่นๆ ฯลฯ ซึ่งความคิดเหล่านี้จะทำให้วัยรุ่นรูสึกมีปมด้อย และดูถูกตัวเอง ทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง(ในทางที่ดี)ครับ ดังนั้น เราควรจะหันมาดูด้านที่ดีๆของเราบ้าง และอย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมากนัก เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือสำคัญอะไรต่อการดำเนินชีวิตครับ มั่นใจในด้านดีของตนเองแล้วมุ่งสู่เป้าหมายในชีวิตของเราดีกว่าครับ</p>
<p><strong>จงเริ่มแสดงความชื่นชมในความคิดของผู้อื่นเสียตั้งแต่วันนี้ : </strong></p>
<p>- การแสดงความชื่นชมความคิดของคนอื่น เป็นการให้เกียรติผู้อื่น วัยรุ่นควรจะฝึกสิ่งนี้เอาไว้ครับ เพราะวัยนี้มักเป็นวัยที่มีความมั่นใจในความคิดของตนเองซึ่งบางครั้งก็มากเกินไป ทำให้ไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นๆ ยึดความเห็นตนเองเป็นใหญ่ และหากโตมาเป็นผู้ใหญ่ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆครับ (ดังเช่นปัจจุบัน)</p>
<p><strong>จงเริ่มทำสิ่งดีๆที่ตั้งใจไว้ ตั้งแต่วันนี้ :</strong></p>
<p>- วัยรุ่นมักจะมีความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆเอาไว้มากมายครับ ตั้งเป้าไว้จะทำนู่นทำนี่ แต่สุดท้ายแล้วมักไม่ค่อยได้ทำ หรือทำได้ไม่กี่อย่างครับ ดังนั้นถ้าเห็นว่าอะไรดีและตั้งใจจะทำ ก็จงเริ่มทำเสียตั้งแต่วันนี้ครับ ก่อนจะสายเกิน</p>
<p><strong>การชนะใจตนเองย่อมมาก่อนการชนะใจผู้อื่น :</strong></p>
<p>- ทุกๆคนมักอยากชนะใจคนอื่น ซึ่งก่อนที่จะชนะใจผู้อื่น เราต้องชนะใจตนเองในเรื่องต่างๆก่อนครับ เช่น อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนดีแบบนี้ เราก็ต้องเริ่มทำความดีเองก่อนครับ ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาบอก</p>
<p><strong>*คนเราจะสุขได้เท่าที่ใจเราต้องการ :</strong></p>
<p>- ตามประโยคเลยครับ สุขมาก สุขน้อยอยู่ที่ใจเราครับ</p>
<p><strong>ปล่อยเหตุการณ์ที่จะทำให้อารมณ์เสียผ่านไป หัวเราะให้กับมัน แล้วดำเนินชีวิตต่อไป อย่าให้คนเหล่านั้นมาทำลายวันของเรา</strong></p>
<p><strong>คนเดียวที่สามารถห้ามเราได้คือตัวเราเอง</strong></p>
<p><strong>เน้นในเรื่องที่เราควบคุมได้ เรื่องที่ควบคุมไม่ได้อย่าไปใส่ใจกับมัน</strong></p>
<p><strong>กดปุ่มเพื่อหยุดตนเอง เมื่อคุณกำลังจะควบคุมตนเองไม่ได้</strong></p>
<p><strong>*คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่รอให้สิ่งต่างๆให้เกิดขึ้น พวกเขาจะออกไปแสวงหามันด้วยตนเอง :</strong></p>
<p>- ข้อนี้ผมชอบมากครับ</p>
<p><strong>จงเป็นตัวแทนแห่งการเปลี่ยนแปลงของสิ่งดีๆ :</strong></p>
<p>- วัยรุ่นมักชอบทำตามกันครับ คือเกาะกลุ่มไปกับเพื่อน ซึ่งเรื่องบางเรื่องเราอาจจะเห็นว่าไม่ถูก ไม่ควร แต่ก็ไม่กล้าไปขัดคนส่วนมาก ทำให้ต้องยอมรับสภาพไป ดังนั้นควรจะกล้าทำอะไรนอกกรอบ(ในสิ่งที่ดี)หรือไม่อะไรทำตามคนอื่นไปซะทุกอย่างครับ</p>
<p><strong>ควบคุมโชคชะตาของคุณเอง ก่อนที่ผู้อื่นจะเข้ามาควบคุม :</strong></p>
<p><strong>- </strong>คุณต้องการทำอะไร อยากเรียนอะไร ต้องการเป็นอย่างไรในอนาคต คุณต้องเป็นผู้ตัดสินใจและเลือกทางเดินเองครับ อย่าไปให้คนอื่นเลือกทางเดินชีวิตให้ ไม่งั้นแล้วจะไม่มีความสุขครับ เลือกทำในสิ่งที่ชอบครับ(สิ่งที่ดีนะครับ 555)</p>
<p><strong>*ค้นหาพรสวรรค์ของตนเอง และใช้มันให้เกิดประโยชน์</strong></p>
<p><strong>*อย่ามัวแต่คิดทำตามกระแส จนทำให้เราขาดวิสัยทัศน์ในการมองสิ่งต่างๆซึ่งสำคัญกว่า</strong></p>
<p><strong>*จงมีความสุขกับปัจจุบัน</strong></p>
<p><strong>บิลล์ คอสบี ได้กล่าวไว้ว่า  &#8220;ผมไม่รู้วิธีที่จะประสบความสำเร็จ แต่วิธีที่จะล้มเหลวคือการเอาใจทุกๆคน&#8221;</strong></p>
<p><strong>&#8220;สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้คือเวลาที่สูญเสียไป ดังนั้นจงแน่ใจว่าคุณได้ตระหนักของคุณค่าในทุกนาทีที่ผ่านไป&#8221; : Queen Elizabeth I</strong></p>
<p><strong>ชัยชนะคือการลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ก้าวพลาด</strong></p>
<p><strong>การเปรียบเทียบคือการแข่งขันที่จะทำให้ชีวิตคุณเลวร้าย ดังเช่นมะเร็ง :</strong></p>
<p><strong>- </strong>การเปรียบเทียบในเรื่องๆต่างดังที่กล่าวไว้แล้วด้านบน จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อตนเองครับ ดังนั้นควรจะเลิกเปรียบเทียบสิ่งต่างๆระหว่างตนเองกับผู้อื่นครับ ดำเนินชีวิตของเราให้มีความสุขไปดีกว่าครับ</p>
<p><strong>คุณมีสองหูและหนึ่งปาก จงใช้งานให้เหมาะสม</strong></p>
<p><strong>*เข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา</strong></p>
<p><strong>*ฟังก่อนแล้วค่อยพูด</strong></p>
<p><strong>จงฟังมิเช่นนั้น ลิ้นของท่านจะทำให้ท่านหูหนวก</strong></p>
<p><strong>จงยินดีให้กับความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมถึงมนุษย์ทุกคน :</strong></p>
<p><strong>- </strong>อย่าไปคิดว่าคนนั้น คนนี้ เค้าทำไม่เหมือนเราแล้วพาลรู้สึกไม่ดีต่อเขา เพราะ ดี ชั่ว นั้นไม่มีเกณฑ์ใดๆมาตัดสินได้ เปิดใจยอมรับในความแตกต่าง แล้วชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นครับ</p>
<p><strong>ความแตกต่างก่อให้เกิดความท้าทายและเป็นประตูสู่การค้นพบ</strong></p>
<p><strong>จงเต็มใจที่จะรับฟังความเห็นของผู้อื่นหลังจากนั้นคุณต้องกล้าที่จะแสดงความเห็นของคุณ</strong></p>
<p><strong>อย่าปล่อยให้ใครก็ตามที่มาหาคุณ , มาพูดคุยกับคุณ กลับออกไปโดยไม่ได้รู้สึกดีขึ้นหรือมีความสุขมากขึ้น</strong></p>
<p><strong>ลับเลื่อยของคุณให้คมอยู่เสมอ</strong></p>
<p><strong>จงอยู่อย่างมีความหวัง :</strong></p>
<p>- ผมขอยกคำคมของ นโปเลียน เอาไว้ให้ครับ <strong>&#8220;จงมองไปข้างหน้า เพื่อก่อความหวัง จงมองไปข้างหลัง เพื่อแก้ความผิด ถ้าไม่มีความหวัง ก็เหมือนคนสิ้นคิด ถ้าไม่มีความผิด ก็เหมือนไม่ใช่คน&#8221;</strong></p>
<p>####</p>
<p>อย่างที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้มันดีจริงๆครับ จริงๆข้อคิดมันน่าจะเยอะกว่านี้ แต่ผมจดไว้ไม่หมด</p>
<p>พ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดได้อ่าน blog นี้ ผมก็ขอแนะนำให้ซื้อหนังสือเล่มนี้เก็บไว้ให้ลูกหลานอ่านได้ครับ</p>
<p>รายละเอียดของหนังสือเพิ่มเติมดูได้ที่นี่ครับ : <a href="http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?CategoryId=0&amp;No=9789745346673" target="_blank">http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?CategoryId=0&amp;No=9789745346673</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/blog-3-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 2 : ลงทุนอะไรดีเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากต่ำติดดิน</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/blog-2-%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/blog-2-%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Jul 2009 14:39:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[My Blog]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกเบี้ย]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินฝาก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sarut-homesite.net/?p=10</guid>
		<description><![CDATA[อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 0.5% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน &#8211; 36 เดือน อยู่ที่ประมาณ 0.75 &#8211; 1.50% เห็นอัตราเงินฝากแล้วอ่อนใจแทนคนที่ฝากเงินหรือคิดที่จะไปฝากเงินอยู่จริงๆ ดอกเบี้ยระดับนี้ฝากไปก็ได้ผลตอบแทนคืนมานิดเดียว ไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป 1 &#8211; 2 ปี วันนี้เลยลองมารวบรวมทางเลือกการลงทุนให้แก่ผู้ที่มีเงินเย็นๆ แต่ไม่อยากไปฝากประจำเพราะดอกเบี้ยต่ำติดดินครับ แบ่งตามระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จากน้อยไปมาก อันดับแรกที่จะแนะนำคือ พันธบัตรรัฐบาล : ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนพอถูไถ ผลตอบแทนช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 2 &#8211; 4% ตามระยะเวลาการถือ ตั้งแต่ 1 ปี &#8211; 10 ปี ข้อเสียของพันธบัตรคือ ต้องถือรอจนครบกำหนดซึ่งกว่าจะได้ผลตอบแทนซึ่งก็เสียเวลานานเหมือนกัน แต่เราก็สามารถที่จะนำพันธบัตรไปขายในตลาดตราสารหนี้ได้ทุกเวลา (แต่ก็จะไม่ใช่การถือกินดอกเบี้ยแบบที่ตั้งใจเอาไว้) อันดับสองที่จะแนะนำคือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร : ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนพอถูไถ สภาพคล่องสูง ซื้อ &#8211; ขาย ได้ทุกวัน ผลตอบแทนของกองทุนพวกนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3% [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong> </strong><img class="alignnone size-medium wp-image-7346" title="future_investment_value_2small" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/07/future_investment_value_2small-278x300.jpg" alt="future_investment_value_2small" width="278" height="300" /></p>
<p><strong>อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 0.5%</strong></p>
<p>อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน &#8211; 36 เดือน อยู่ที่ประมาณ 0.75 &#8211; 1.50%</p>
<p>เห็นอัตราเงินฝากแล้วอ่อนใจแทนคนที่ฝากเงินหรือคิดที่จะไปฝากเงินอยู่จริงๆ ดอกเบี้ยระดับนี้ฝากไปก็ได้ผลตอบแทนคืนมานิดเดียว ไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป 1 &#8211; 2 ปี</p>
<p>วันนี้เลยลองมารวบรวมทางเลือกการลงทุนให้แก่ผู้ที่มีเงินเย็นๆ แต่ไม่อยากไปฝากประจำเพราะดอกเบี้ยต่ำติดดินครับ แบ่งตามระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จากน้อยไปมาก</p>
<p><strong>อันดับแรกที่จะแนะนำคือ</strong></p>
<p><strong>พันธบัตรรัฐบาล : ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนพอถูไถ</strong></p>
<p><span id="more-10"></span></p>
<p>ผลตอบแทนช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 2 &#8211; 4% ตามระยะเวลาการถือ ตั้งแต่ 1 ปี &#8211; 10 ปี</p>
<p>ข้อเสียของพันธบัตรคือ ต้องถือรอจนครบกำหนดซึ่งกว่าจะได้ผลตอบแทนซึ่งก็เสียเวลานานเหมือนกัน</p>
<p>แต่เราก็สามารถที่จะนำพันธบัตรไปขายในตลาดตราสารหนี้ได้ทุกเวลา (แต่ก็จะไม่ใช่การถือกินดอกเบี้ยแบบที่ตั้งใจเอาไว้)</p>
<p><strong>อันดับสองที่จะแนะนำคือ</strong></p>
<p>กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร : ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนพอถูไถ</p>
<p>สภาพคล่องสูง ซื้อ &#8211; ขาย ได้ทุกวัน ผลตอบแทนของกองทุนพวกนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี</p>
<p><strong>อันนี้ผมคิดว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการพักเงินไว้แทนการฝากเงินประจำ เพราะผลตอบแทนค่อนข้างโอเคเลย ความเสี่ยงก็ต่ำ</strong></p>
<p><strong>อันดับสามที่จะแนะนำคือ หุ้นกู้เอกชน ความเสี่ยงปานกลาง &#8211; ผลตอบแทนปานกลาง </strong></p>
<p>ช่วงนี้มีหุ้นกู้ของบริษัทใหญ่ๆออกมามากเลย ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ใช้ได้เลยประมาณ 5 &#8211; 6 % ตามความเสี่ยงของบริษัทผู้ออก</p>
<p>ข้อเสียของหุ้นกู้คือ ต้องใช้วงเงินขั้นต่ำสูง ประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป การจองหุ้นกู้ก็แย่งกันเยอะมาก บางบริษัทเปิดจองไม่ถึง ชม. ก็หมดซะแล้ว</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นผมแนะนำว่าไปลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้จะสบายกว่า เพราะกองทุนพวกนี้ก็ลงทุนในหุ้นกู้พวกนี้เหมือนกัน เพียงแต่เขาจะผสมกับพันธบัตรด้วย ผลตอบแทนเลยน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นกู้อย่างเดียว</strong></p>
<p><strong>อันดับสี่คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นและจ่ายปันผล : ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทนถือว่าสูง 6%+ </strong></p>
<p>ที่บอกว่าความเสี่ยงปานกลางเพราะช่วงนี้ ราคาหุ้นได้ตกลงมามากแล้ว ประมาณ 40 &#8211; 50% จากเมื่อต้นปีที่ 2551</p>
<p>ซึ่งกองทุนพวกนี้จ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ปีละประมาณ 2 ครั้งขึ้นไป</p>
<p>อีกทั้งหากคิดว่าเป็นเงินเย็น ลงทุนได้เป็นปีๆ ก็จะได้ผลตอบแทนทั้งจากเงินปันผล และ ส่วนต่างราคาได้อีกด้วย (capital gain)</p>
<p>สมมติ NAV ของกองทุนตอนนี้ 5 บาท แต่อีก 2 ปี ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวราคาหุ้นก็จะฟื้นตาม NAV ของกองทุนก็ต้องปรับตัวขึ้นตามไปด้วย แต่อาจจะไปได้ไม่มากเพราะ ต้องหักเงินของกองทุนมาจ่ายปันผล ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะอยู่ที่ประมาณ 6% (ในช่วงเวลาปกติไม่ใช่วิกฤต)</p>
<p>ส่วนถ้าจะลงทุนในกองทุนหุ้นที่ไม่จ่ายปันผล ผมแนะนำให้ลงทุนเป็นหุ้นรายตัวจะดีกว่าครับถ้าอยากได้รับเงินปันผล</p>
<p><strong>แต่ถ้าไม่เอาปันผลก็ได้ กองทุนหุ้นที่ไม่จ่ายปันผลถือผมคิดว่าน่าสนใจมากในช่วงนี้ เพราะราคา NAV ได้ตกลงมามาก บางกองทุนผมเห็นตกมาจาก 18 บาท ตอนนี้อยู่ที่ 8 บาท และผลตอบแทนในอนาคต (1 &#8211; 2 ปีขึ้นไป) ที่จะได้จากส่วนต่างราคา (capital gain) น่าจะได้เยอะกว่าปันผลแน่ๆครับ (10% +) แต่ความเสี่ยงก็จะสูงกว่าครับ</strong></p>
<p><strong>อันดับ 5 คือ การลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผล : ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง</strong></p>
<p>ช่วงนี้บริษัทต่างๆก็ได้ประกาศจ่ายปันผลกันมาก เป็นฤดูปันผล</p>
<p><strong>บางบริษัทที่ดีๆและมั่นคง จ่ายปันผลคิดเป็นผลตอบแทน ณ ราคาวันนี้สูงถึง 7 &#8211; 8% +</strong></p>
<p>แน่นอนว่าความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นก็คือ หุ้นตก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวมากในการลงทุนหุ้น</p>
<p>แต่อย่างที่ได้บอกไปว่า ราคาหุ้นได้ตกลงมามากแล้ว ณ ช่วงนี้ และหากเป็นเงินเย็นจริงๆ สามารถลงทุนแทนเงินฝากประจำ 1 &#8211; 2 ปีได้</p>
<p>การลงทุนในหุ้นก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดเพราะอัตราผลตอบแทนจะได้ทั้งจาก เงินปันผล และ ส่วนต่างราคาได้อีกด้วย (capital gain)</p>
<p><strong>แต่ต้องรับความเสี่ยงของการผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้นให้ได้ เพราะหุ้นมีขึ้น มีลงทุกวัน พยายามอย่าไปติดตามราคารายวันมากเพราะจะส่งผลต่อทางจิตวิทยา</strong></p>
<p>สิ่งที่ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุนในหุ้นคือ ข้อมูลของบริษัทที่เราจะลงทุนว่า ประวัติเป็นอย่างไร มั่นคงแค่ไหน พยายามลงทุนในบริษัทที่ดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ</p>
<p>ข้อควรระวังคือ บริษัทที่จ่ายปันผลมากๆอัตรา 14 &#8211; 15% + ซึ่งบางทีอาจจะมีการจ่ายปันผลพิเศษเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งจะเป็นกับดักได้</p>
<p><strong>ดังนั้นควรหาบริษัทที่ดี จ่ายปันผลตามปกติเรื่อยๆ ในอัตราผลตอบแทนที่พึงพอใจครับ</strong></p>
<p>แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยาก ผมก็แนะนำให้ไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นครับ สะดวกกว่า</p>
<p>สุดท้ายเรื่องของการลงทุนก็ต้องปิดด้วยประโยคนี้ครับ</p>
<p><strong>การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/blog-2-%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog 1 : สาเหตุของวิกฤตแฮมเบอเกอร์ ฉบับย่อ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/blog-1-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/blog-1-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Jul 2009 14:36:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[My Blog]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตแฮมเบอเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุของวิกฤตแฮมเบอเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุวิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sarut-homesite.net/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7348" title="64115326_ad0e4ee5bfsmallcustom" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/07/64115326_ad0e4ee5bfsmallcustom.jpg" alt="64115326_ad0e4ee5bfsmallcustom" width="286" height="380" /></p>
<p>เหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วิกฤตแฮมเบอเกอร์ ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกนั้น ทุกๆท่านก็คงได้ทราบกันไปบ้างแล้วถึงผลกระทบ และมาตรการแก้ไขของประเทศต่างๆที่ออกมากันเยอะแยะมากมาย</p>
<p>ว่ากันว่าวิกฤตครั้งนี้ร้ายแรงเทียบเท่าเมื่อปี ค.ศ. 1929 &#8211; 1930(The Great Depression) ในรอบเกือบ 80 ปีเลยทีเดียว</p>
<p>วันนี้ผมเลยรวบรวมข้อสรุปของสาเหตุของ วิกฤตแฮมเบอเกอร์ครั้งนี้  ให้อ่านเข้าใจง่ายๆไม่ซับซ้อนมากครับ</p>
<p><strong>สาเหตุหลักๆของวิกฤตแฮมเบอเกอร์นี้ สรุปเป็นข้อๆ นะครับ </strong></p>
<p><strong>1. สหรัฐอเมริกามีทุนไหลเข้าไปในประเทศมากจนล้นออกไปในภาคอสังหาริมทรัพย์ </strong></p>
<p><span id="more-4"></span></p>
<p>เกิดฟองสบู่เก็งกำไรกันขึ้น ต้นเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกามีเงินทุนไหลเข้ามากและได้มาในราคาต่ำกว่าชาวโลกอื่นๆ ก็เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักซึ่งเป็นที่เชื่อถือของชาวโลกมายาวนาน ปัจจุบันมีเงินดอลลาร์ไหลเวียนเป็นทุนและหนี้อยู่ในต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล เมื่อสหรัฐจะใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยก็ทำได้ด้วยการพิมพ์ธนบัตรให้ แถมสหรัฐยังเป็นประเทศเดียวที่ทำได้เพราะดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก มีคนเรียกสิ่งนี้ว่า exorbitant privilege (อภิสิทธิ์เกินกว่าสมควร) ของสหรัฐ  อีกทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์ 9/11 และการที่มีทุนมากทำให้ช่วงเวลา 5-6 ปี ก่อน 2007 ผู้คนในสหรัฐกู้เงินผ่อนบ้านกันได้ง่าย เกิดการเก็งกำไรจนเป็นฟองสบู่ราคาบ้าน ยัดเยียดให้กู้ทั้งที่ไม่ปัญญาผ่อนส่ง แต่ก็ไม่กลัวกันเพราะมั่นใจว่าราคาบ้านจะสูงขึ้นเรื่อยๆ กำไรจากราคาบ้านจะคุ้มดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย นักค้าเงินทั้งหลายรื่นเริงกับความร้อนแรงของธุรกิจ mortgage (จำนองอสังหาริมทรัพย์) โดยไม่กังวลว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะแตก และมันก็แตกจริงๆ</p>
<p><strong>2. สาเหตุที่สองคือความโลภ ในธุรกิจ mortgage</strong> ผู้ทำธุรกิจไม่ว่าธนาคารเพื่อที่อยู่อาศัย สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย วานิชธนกิจ ฯลฯ คิดประดิษฐ์ ตราสารไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้ หุ้นหรือ อนุพันธ์ (derivatives) ประหลาดๆออกมากมายหลายตัวที่ไม่มีใครเข้าใจถึงผลกระทบหากว่ามันมีการผันผวนไปในทางลบ ตราสารเหล่านี้ใช้กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงและป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง คนเลยแห่กันมาลงทุนตราสารพวกนี้กันมากครับ</p>
<p>วาณิชธนกิจ 5 บริษัทใหญ่ คือ Bear Sterns/ Merrill Lynch/ Lehman Brothers/ Goldman Sachs/ Morgan Stanley ทำธุรกิจเช่นนี้ โดยขาดการควบคุมเข้มงวดจากรัฐเหมือนสถาบันการเงินทั่วไป ที่มีแหล่งเงินทุนจากเงินฝาก ในขณะที่วาณิชธนกิจอยู่ได้ด้วยการกู้เงินมาต่อเงิน เมื่อทุกอย่างสะดุด กู้เงินอีกก็ไม่ได้ หุ้นก็ตก (ถึงกู้ได้ก็แพงกว่าเก่า) ก็ขาดสภาพคล่องซึ่งเป็นหัวใจของการประกอบธุรกิจ ถ้าไม่มีใครเอาเงินมาช่วยใส่ให้ ก็ต้องปิดบริษัทไป หรือถ้าดีกว่าหน่อยก็ถูกเทกโอเวอร์</p>
<p>ทั้งหมดนี้มันพัวพันกันเพราะไม่รู้ว่าใครซื้อใครไว้มากน้อยแค่ไหน รู้แต่ว่ามันเดี่ยวข้องกันอยู่ หากปล่อยให้รายใหญ่เช่น AIG ล้มไปก็อาจเกิดผลกระทบกว้างไกลได้ ก็เลยต้องมีการอุ้มดังที่เห็นกัน</p>
<p><strong>3. ความไม่รู้ ไม่เข้าใจและงมงายของคนซื้อตราสารใหม่ๆ (ลงทุน)</strong> เพราะดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนสูงและดูปลอดภัย ปัจจุบันนวัตกรรมตราสารมีพิสดารกว่านี้มากมาย (เช่น เอาไปผูกไว้กับดัชนีหุ้น ดัชนีน้ำฝน ราคาน้ำมัน ฯลฯ เพื่อประกันความเสี่ยง) ซึ่งเมื่อลงทุนอย่างไม่รู้ ไม่เข้าใจ ผลที่ตามมาก็คือเจ๊งลูกเดียว</p>
<p><strong>การลงทุนทุกอย่างต้องมีการศึกษาให้ดีและเข้าใจเสียก่อน หากเราลงทุนอย่างมั่วๆ เขาว่าดีก็ตามๆเขาไป มันก็เป็นแค่การพนัน ดังที่เห็นๆกันอยู่ครับ</strong></p>
<p>บางคนเปรียบเทียบว่าวิกฤตแฮมเบอเกอร์ครั้งนี้เหมือนกับวิกฤตต้มยำกุ้งของบ้านเรา ซึ่งจริงๆแล้วสาเหตุมันต่างกัน แต่ผลกระทบมันคล้ายๆกันครับ โดยวิกฤต &#8220;ต้มยำกุ้ง&#8221; เมื่อสิบปีที่แล้วมีสาเหตุหลักๆเกิดจากความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งไทยจนมีทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอ(ตอนนั้นใช้ระบบตะกร้าเงินผูกติดกับเงินดอลลาร์ ไม่ยอมลอยตัว) เกิดการโจมตีค่าเงินบาทเพราะทางการไม่ยอมให้ค่าเงินบาทเป็นไปตามกลไกตลาด มีการสวอปเงินบาทกับเงินดอลลาร์ อีกทั้งก็มีการทำธุรกรรมต่างๆในต่างประเทศเป็นจำนวนมากเช่น การไปเรียนเมืองนอก , กู้เงินต่างประเทศ ฯลฯ เกิด Preservation of Capital (การรักษาเงินลงทุนโดยการถอนการลงทุนออก ยอมขาดทุนเพื่อรักษาเงินที่เหลือ) ของนักลงทุนต่างชาติ (รายละเอียดอื่นๆมันซับซ้อนขอไม่อธิบายแล้วกัน ไว้คราวหลัง) เมื่อลอยตัวค่าเงินบาท ก็เลยทำให้บ้านเราเป็นหนี้มหาศาล เสียหายอย่างที่เห็นครับ</p>
<p>ปล.ต่างประเทศเขาไม่เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอเกอร์นะครับ ส่วนใหญ่จะเรียกประมาณ “US’s Economics Crisis”</p>
<p>ส่วนวิกฤตเมื่อ 80 ปีก่อนก็เรียกว่า  “The Great Depression” ครับ</p>
<p>หมายเหตุ</p>
<p>- ข้อความและคำศัพท์บางส่วนอ้างอิงจากบทความ “สาเหตุวิกฤต &#8220;แฮมเบอเกอร์&#8221;”</p>
<p>โดย คุณวรากรณ์ สามโกเศศ มติชนรายวัน วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11163</p>
<p>- ข้อความและคำศัพท์บางส่วนอ้างอิงจากหนังสือ “ห้องยุทธการ” โดย คุณนวพร เรืองสกุล</p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/blog-1-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
