<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; Investment</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/investment/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>Merry-Go-Round : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/merry-go-round-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/merry-go-round-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิเวศน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8726</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าถามเด็กเล็กว่า ของเล่นอะไรในงานวัดเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุด  ผมเชื่อว่า  “ม้าหมุน”  น่าจะติดอยู่ในอันดับต้นๆ เพราะม้าหมุนนั้น มันทำให้เด็ก “หมุน” ไปอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศที่มี “เพื่อน” ร่วมวงเล่นกันอย่างมากมาย บนม้าหมุนที่ประดิดประดอยตกแต่งอย่างสวยงามราวกับ อยู่ในเมืองในเทพนิยาย นอกจากนั้น ดนตรีที่บรรเลงอย่างไพเราะรื่นเริงในยามที่เด็กๆกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าที่หมุนไปนั้น มันสร้างความสุขและความเคลิบเคลิ้มที่มักทำให้เขาจดจำไปช้านาน ถ้าจะว่าไป การนั่งม้าหมุน โดยเฉพาะที่ใหญ่และหรูหรานั้น มักทำให้คนนั่งรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝันที่มีความสุขเหลือล้น และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ฝรั่งเรียกของเล่นชิ้นนี้ว่า Merry-Go-Round หรือแปลแบบสนุกๆว่า “ความสุขที่หมุนไปเป็นรอบๆ” ผมพูดถึงม้าหมุนเพราะรู้สึกว่า บรรยากาศในตลาดหุ้นไทยเวลานี้เหมือน “ม้าหมุน” ที่คนเล่นหุ้นต่างก็ขึ้นไป “นั่ง” เล่นกันอย่างสนุกสนาน มีความสุขเหลือล้น คล้ายๆอยู่ในความฝัน กำไรหรือเงินนั้นหามาได้ง่ายๆ พวกเขาโหมซื้อหุ้นตัวหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งที่มาถึง “รอบ” ของมัน ถือไว้ไม่กี่วันหรือบางทีไม่ถึงวัน ราคามันขึ้นไปอย่างแรง ขายมันทิ้ง แล้วก็มองหาหุ้นตัวใหม่ในกลุ่มใหม่ที่กำลังจะมาถึงรอบของมัน ไม่มีใครรู้ว่าม้าหมุนจะหยุดเมื่อไร แต่ตราบใดที่มันยังหมุนอยู่ ทุกคนก็ยัง “ตักตวงความสุข” กันอย่างเต็มที่ เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาคิดว่าม้าหมุนเครื่องนี้ก็เพิ่งเปิดให้เข้ามาเล่นได้ไม่นาน “มันคงไม่หยุดกันง่ายๆ” เริ่มตั้งแต่ตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่เริ่มแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจได้หยุดถดถอยลงแล้ว และราคาน้ำมันและพลังงานเริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุด กลุ่มพลังงานซึ่งนำโดยหุ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/Merry-go-round.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8727" title="Merry go round" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/Merry-go-round-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>ถ้าถามเด็กเล็กว่า ของเล่นอะไรในงานวัดเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุด  ผมเชื่อว่า  “ม้าหมุน”  น่าจะติดอยู่ในอันดับต้นๆ เพราะม้าหมุนนั้น มันทำให้เด็ก “หมุน” ไปอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศที่มี “เพื่อน” ร่วมวงเล่นกันอย่างมากมาย บนม้าหมุนที่ประดิดประดอยตกแต่งอย่างสวยงามราวกับ อยู่ในเมืองในเทพนิยาย นอกจากนั้น ดนตรีที่บรรเลงอย่างไพเราะรื่นเริงในยามที่เด็กๆกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าที่หมุนไปนั้น <strong>มันสร้างความสุขและความเคลิบเคลิ้มที่มักทำให้เขาจดจำไปช้านาน ถ้าจะว่าไป การนั่งม้าหมุน โดยเฉพาะที่ใหญ่และหรูหรานั้น มักทำให้คนนั่งรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝันที่มีความสุขเหลือล้น และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ฝรั่งเรียกของเล่นชิ้นนี้ว่า Merry-Go-Round หรือแปลแบบสนุกๆว่า “ความสุขที่หมุนไปเป็นรอบๆ”</strong></p>
<p><strong>ผมพูดถึงม้าหมุนเพราะรู้สึกว่า บรรยากาศในตลาดหุ้นไทยเวลานี้เหมือน “ม้าหมุน” ที่คนเล่นหุ้นต่างก็ขึ้นไป “นั่ง” เล่นกันอย่างสนุกสนาน มีความสุขเหลือล้น คล้ายๆอยู่ในความฝัน กำไรหรือเงินนั้นหามาได้ง่ายๆ พวกเขาโหมซื้อหุ้นตัวหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งที่มาถึง “รอบ” ของมัน ถือไว้ไม่กี่วันหรือบางทีไม่ถึงวัน ราคามันขึ้นไปอย่างแรง ขายมันทิ้ง แล้วก็มองหาหุ้นตัวใหม่ในกลุ่มใหม่ที่กำลังจะมาถึงรอบของมัน ไม่มีใครรู้ว่าม้าหมุนจะหยุดเมื่อไร แต่ตราบใดที่มันยังหมุนอยู่ ทุกคนก็ยัง “ตักตวงความสุข” กันอย่างเต็มที่ เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาคิดว่าม้าหมุนเครื่องนี้ก็เพิ่งเปิดให้เข้ามาเล่นได้ไม่นาน “มันคงไม่หยุดกันง่ายๆ”</strong></p>
<p>เริ่มตั้งแต่ตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่เริ่มแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจได้หยุดถดถอยลงแล้ว และราคาน้ำมันและพลังงานเริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุด กลุ่มพลังงานซึ่งนำโดยหุ้น ปตท.  และ ปตท. สผ. ก็เริ่มปรับตัวขึ้น นักลงทุนโดยเฉพาะรายใหญ่ที่เป็นนักลงทุนสถาบันมองว่า ถ้าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพแล้ว ในไม่ช้าก็น่าจะฟื้นตัว   และเมื่อนั้นหุ้นก็จะกลับมา ในอีกด้านหนึ่ง การที่ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นก็ทำให้บริษัทในกลุ่มนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น เขาจึงกระโดด “ขึ้นม้า” หรือซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น</p>
<p>รอบต่อมาหรือใกล้เคียงกับกลุ่มพลังงานก็คือ กลุ่มสถาบันการเงิน ที่นำโดย ธนาคารพาณิชย์ นี่คือกลุ่มที่คนคิดว่าจะได้ประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ หนี้เสียจะหยุดเพิ่มและบางทีลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้จะกลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งทำให้ต้นทุนของธนาคารลดลง ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้น นักลงทุน โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการลงทุนทั้งในและต่างประเทศจึงเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งนอกจากจะมี “Story” หรือเหตุผลการลงทุนที่ดีแล้ว ยังเป็นกลุ่มของหุ้นที่มีขนาดใหญ่และสภาพคล่องสูงซื้อง่ายขายคล่องด้วย ทำให้หุ้นกลุ่มนี้วิ่งกันถ้วนหน้า</p>
<p>หุ้นกลุ่มต่อมาที่น่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หรือแม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ฟื้นตัวมากนักแต่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังจะ “อัด” ลงไปในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ต้องใช้วัสดุก่อสร้างจำนวนมากก็คือ กลุ่มผู้รับเหมาและกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ดังนั้น หุ้นของกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้างที่เคยตกต่ำมากเนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ จึงน่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น นี่คือ Story ที่ทำให้นักลงทุนกลับมาเก็บหุ้นในกลุ่มนี้ และทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก</p>
<p>อสังหาริมทรัพย์ ที่คนกลัวกันมากว่าจะถูกกระทบมากที่สุดจากวิกฤติเศรษฐกิจนั้น เมื่อคนเริ่มตระหนักว่าเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายเกินไปและกำลังฟื้นตัว ประกอบกับการที่เห็นว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มนั้นกลับดีขึ้นเนื่องจากการที่บริษัทเล็กต้องออกจากตลาด ทำให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถขายบ้านได้มากขึ้น ทำให้นักลงทุนกลับมาซื้อหุ้นอสังหาริมทรัพย์หลังจากเห็นงบการเงินล่าสุดที่ดีผิดคาด ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มบ้านจัดสรรปรับตัวขึ้นอย่างน่าประทับใจ</p>
<p>เมื่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาปิโตรเคมีที่เคยตกต่ำอย่างหนักก็เริ่มปรับตัวขึ้น นี่ทำให้หุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีที่อิงอยู่กับราคาปิโตรเคมีรวมถึงค่าการกลั่น น้ำมัน ปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด และนี่ยังไม่ได้รวมถึงการที่บริษัทปิโตรเคมีในกลุ่มของ ปตท. ที่มีข่าวว่าจะรวมกันซึ่งทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นรับกับ “ข่าวดี” ที่อาจจะยังไม่มีความชัดเจนนี้ด้วย</p>
<p>เมื่อเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนแล้วแม้ว่าจะยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง หุ้นในกลุ่มที่ Sensitive หรือค่อนข้างจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจมากๆอย่าง รถยนต์ และ อิเลคโทรนิค ก็เริ่มกลับมา เช่นเดียวกัน หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเดินทางที่มักจะถูกกระทบแรงมากในยามวิกฤติ ในขณะนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณว่าคนท่องเที่ยวเดินทางเริ่ม “จองตั๋ว” กลับมามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น หุ้นก็วิ่งขึ้นอย่างแรงเช่นเดียวกัน</p>
<p>หุ้นในกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งรวมถึงกลุ่มพาณิชย์และกลุ่มสื่อสารนั้น ค่าที่ว่าในช่วงวิกฤติไม่ค่อยได้ตกลงมามากนัก การปรับตัวขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นจึงไม่แรงเหมือนหุ้นในกลุ่มอื่นที่กล่าวถึง และการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้นในกลุ่มเมื่อเร็วๆนี้ ก็มักเป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือเฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างเช่น การที่ทาง กทช. จะเปิดให้มีการประมูลคลื่นระบบ  3G ของบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น</p>
<p><strong>กล่าวโดยสรุปก็คือ ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังปรับตัวดีขึ้นหลังจากวิกฤติ หุ้นในกลุ่มต่างๆก็มักจะปรับตัวขึ้น</strong> โดยพฤติกรรมก็คือ มีการปรับตัวโดดเด่นกันทีละกลุ่มโดยมี Story มาหนุน Story นั้น บางทีก็จริง บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเหตุผลที่เพียงพอ แต่ในยามนี้ ถ้าคนเชื่อโดยที่อาจจะมีราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นเป็น “คำยืนยัน” หุ้นก็ขึ้นไปได้ ในสถานการณ์แบบนี้ พื้นฐานอาจจะมีความหมายน้อยกว่าภาวะตลาดและภาวะหุ้นในกลุ่ม ดังนั้น การลงทุนที่จะได้กำไรมากและเร็วในเวลานี้ อาจจะไม่ใช่การซื้อหุ้นที่เน้นแต่ Value อย่างเดียว</p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม Value Investor จะต้องระวังว่า สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไปได้เสมอ ถ้าจะให้ปลอดภัย เราควรจะหาหุ้นที่ถ้าเกิดสถานการณ์เปลี่ยน หุ้นของเรายังมี Margin of Safety เหลือพอ</strong></p>
<p><strong>สุดท้ายจงจำไว้ว่า เวลาที่ “ม้าหมุน” หยุดนั้น มักจะเป็นเวลาที่คนกำลังรื่นเริงสุดขีด กติกาก็คือ เวลาที่มันหยุด คนที่ยังอยู่จะต้อง “จ่ายตัง” ขอให้โชคดีและมีความสุขกับการเล่น “ม้าหมุน” ครับ</strong></p>
<p><strong>Merry-Go-Round</strong></p>
<p><strong>โลกในมุมมอง Value Investor</strong></p>
<p><strong>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร </strong></p>
<p><strong>15 กันยายน 2552</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/merry-go-round-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุนทรพจน์ของ ลี ลู : วิบูลย์ พึงประเสริฐ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%a5%e0%b8%b9-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%a5%e0%b8%b9-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2010 13:43:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[li lu]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลี ลู]]></category>
		<category><![CDATA[วิบูลย์ พึงประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8713</guid>
		<description><![CDATA[วอร์เรน บัฟเฟตกล่าวว่า เมื่อเขาเกษียณ มีบุคคล 3 คนที่เขาอยากจะให้บริหารเงินของเขา คนแรกคือ เซจ คาร์เมน (Seth Klarman) จาก Baupost Group คนต่อไปคือ เกรก เอล็กซานเดอร์  (Greg Alexander) และคนที่สามคือ ลี ลู (Li Lu) ปัจจุบันชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) หุ้นส่วนของบัฟเฟตได้ให้ ลี ลู ทำการบริหารเงินของเขาทั้งหมด ภายในสี่ปี ลูสามารถทำผลตอบแทนเพิ่มสูงขึ้นถึง 400% ทำให้ลูเป็นนักลงทุนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคนี้ ลี ลู บรรยายเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในเดือนเมษายน ปี 2010 ต่อไปนี้เป็นสุนทรพจน์ของเขาที่กล่าวในงานนี้ &#8220;มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คือสถานที่ที่ชีวิตทั้งหมดของผมในอเมริกาได้เริ่มต้นขึ้น ในขณะนั้นผมแทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย โคลัมเบียเป็นสถานที่ที่ผมมีชีวิตใหม่ มันเป็นการเรียนในวิชาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ทำให้ผมเริ่มอาชีพในการเป็นนักลงทุน ในขณะนั้นผมค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับเงินกู้เพื่อการศึกษา ในขณะที่เพื่อนผมคนหนึ่งบอกผมเกี่ยวกับวิชานี้ และกล่าวว่าผมจำเป็นต้องดูการบรรยายของวอร์เรน บัฟเฟต สิ่งที่ผมได้ฟังในคืนนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้กล่าวไว้ 3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/477px-LL_portrait_2010_Large.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8714" title="477px-LL_portrait_2010_Large" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/477px-LL_portrait_2010_Large-238x300.jpg" alt="" width="238" height="300" /></a></p>
<p>วอร์เรน บัฟเฟตกล่าวว่า เมื่อเขาเกษียณ มีบุคคล 3 คนที่เขาอยากจะให้บริหารเงินของเขา คนแรกคือ เซจ คาร์เมน (Seth Klarman) จาก Baupost Group คนต่อไปคือ เกรก เอล็กซานเดอร์  (Greg Alexander)<strong> และคนที่สามคือ ลี ลู (Li Lu) ปัจจุบันชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) หุ้นส่วนของบัฟเฟตได้ให้ ลี ลู ทำการบริหารเงินของเขาทั้งหมด ภายในสี่ปี ลูสามารถทำผลตอบแทนเพิ่มสูงขึ้นถึง 400% ทำให้ลูเป็นนักลงทุนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคนี้ ลี ลู บรรยายเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในเดือนเมษายน ปี 2010 ต่อไปนี้เป็นสุนทรพจน์ของเขาที่กล่าวในงานนี้</strong></p>
<p>&#8220;มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คือสถานที่ที่ชีวิตทั้งหมดของผมในอเมริกาได้เริ่มต้นขึ้น ในขณะนั้นผมแทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย โคลัมเบียเป็นสถานที่ที่ผมมีชีวิตใหม่ มันเป็นการเรียนในวิชาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ทำให้ผมเริ่มอาชีพในการเป็นนักลงทุน ในขณะนั้นผมค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับเงินกู้เพื่อการศึกษา ในขณะที่เพื่อนผมคนหนึ่งบอกผมเกี่ยวกับวิชานี้ และกล่าวว่าผมจำเป็นต้องดูการบรรยายของวอร์เรน บัฟเฟต</p>
<p>สิ่งที่ผมได้ฟังในคืนนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้กล่าวไว้ 3 ข้อ</p>
<p><strong>1. หุ้นไม่ใช่แผ่นกระดาษ มันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของในบริษัท</strong></p>
<p><strong>2. คุณต้องมีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เพื่อที่ว่าถ้าคุณผิดพลาด คุณจะเสียหายไม่มาก</strong></p>
<p><strong>3. คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นเป็นพวกเล่นระยะสั้น ดังนั้น การลงทุนแบบเน้นคุณค่าช่วยให้คุณมีกรอบในการจัดการกับความผันผวนในแต่ละวัน</strong></p>
<p>นั่นคือ 3 แนวคิดที่ทรงพลังมาก ผมไม่เคยมองตลาดหุ้นแบบนั้นมาก่อนเลย ผมมองมันในแง่ลบว่าเป็นสถานที่ที่มีคนมาปั่นราคาด้วยเงินในกระเป๋า ผมจึงทุ่มเทศึกษาอย่างเข้มข้นในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับบัฟเฟต เป็นระยะเวลา 2 ปี</p>
<p>2 ปีหลังจากที่ผมซื้อหุ้นตัวแรก หลังจากที่ผมเรียนจบและผมได้ทำงานที่ธนาคารเพื่อการลงทุน 1 ปี และตระหนักว่ามันเป็นความผิดพลาด ผมพยายามเริ่มตั้งกองทุนแต่ผมยังไม่มีประวัติผลงานให้ติดตาม ปีแรกที่ผมบริหารเงิน ผมขาดทุนไป 19%</p>
<p><strong>การเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหมายถึง คุณมองที่ด้านลบ (Downside) ก่อนที่จะมองด้านบวก (Upside) ก่อนที่คุณจะเป็นนักลงทุน คุณจำเป็นต้องรู้ว่าคุณจะพลาดได้อย่างไรในเกมนี้</strong> มันมีหลายทางที่คุณจะพลาดได้ คุณจำเป็นต้องตรวจสอบว่าคุณเป็นใคร และดูว่าคุณสามารถทำในสิ่งนั้นได้ดีหรือไม่ ถ้าคุณเคยค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่คุณสามารถทำได้ดีและชอบมันอย่างแท้จริง นั่นน่าจะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดของคุณ คุณจะทำได้ดีกว่าคู่แข่ง ถ้าคุณสามารถทำมันด้วยความหลงใหลอย่างแท้จริง นั่นจะเป็นการเพิ่มคุณค่าได้อย่างมหาศาลให้กับตัวคุณเองตลอดช่วงเวลานั้น</p>
<p>กลับมาสู่เกมในการลงทุน <strong>แนวความคิดของส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เป็นแนวคิดที่จำเป็นในการที่จะเป็นนักลงทุนที่ดี อนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ คุณมักจะต้องจัดการกับความไม่แน่นอนเสมอๆ</strong> ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ ส่วนใหญ่เป็นแบบหลัง คุณต้องอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยเพื่อที่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะไม่เละเป็นโจ๊ก ถ้าคุณประสบความสำเร็จในการรู้ว่าคุณกำลังอยู่กับอะไร คุณจะสามารถผ่านมันไปได้อย่างสวยงาม คนส่วนใหญ่มีปัญหากับสิ่งที่เขาไม่รู้ โลกแบ่งคนออกเป็นคนที่รู้กับคนที่ไม่รู้ ถ้าคุณเป็นฝ่ายที่รู้จริง คุณจะไม่เหนี่ยวไกแบบนักค้าหุ้นที่วอลล์สตรีท ถ้าคุณซื่อสัตย์ในความรู้อย่างแท้จริง คุณจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้น</p>
<p><strong>ชั้นเรียนนี้สอนคุณว่า คุณกำลังเล่นอยู่กับอะไร โดยเฉพาะยอมรับว่าสิ่งไหนที่คุณไม่รู้</strong> เกมการลงทุนเป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างมีผลกระทบกับการลงทุน มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณไม่ได้ลงทุนในอดีต แต่คุณกำลังสะสมกระแสเงินสดในอนาคต คุณต้องมีความต้องการในการค้นหาสิ่งที่คุณรู้ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ มีหลายอย่างที่ผมไม่รู้แต่มันก็ไม่มีผลกับการซื้อ เพราะผมมีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยไว้มาก ผมกำลังซื้อเงิน 1 เหรียญด้วยเงิน 50 เซ็นต์</p>
<p>ฉะนั้น ถ้าสิ่งนั้นมันไม่เป็นไปตามที่คุณคิด คุณก็ยังรอด มันไม่ง่ายหรอก ธุรกิจนี้แข่งขันกันอย่างเหี้ยมโหด มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ทุกอย่างและรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นแน่นอนในธุรกิจจากนี้ไป จนกว่าในที่สุดคุณต้องยอมรับจริงๆว่า อะไรที่คุณไม่รู้&#8221;</p>
<p><strong>สุนทรพจน์ของ ลี ลู (1) </strong></p>
<p><strong>Value Way</strong></p>
<p><strong>วิบูลย์ พึงประเสริฐ</strong></p>
<p><strong>5 กรกฏาคม 2553</strong></p>
<p>####</p>
<p><strong>สุนทรพจน์ของลี ลู (2) เข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้<br />
</strong></p>
<p><strong>Value Way ฉบับวันที่ 12 กรกฏาคม 2553</strong></p>
<p><strong>โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ</strong></p>
<p>ลี ลู บรรยายเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในเดือนเมษายน ปี 2553 ผู้บันทึกการบรรยายครั้งนี้คือ Tariq Ali เจ้าของ blog ชื่อ Street Capitalist : Even Driven Value Investments ส่วนคุณ Grandslam จากเว็บ Thaivi ถ่ายทอดเป็นภาษาไทย ต่อไปนี้เป็นสุนทรพจน์ของ ลี ลู ต่อจากฉบับที่แล้ว</p>
<p><strong>“การค้นหาความเฉียบคมมาจากกรอบของความคิดที่ถูกต้อง และการศึกษาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายปี แต่เมื่อไหร่ที่คุณพบอย่างถ่องแท้ตลอดเส้นทางในการเรียนรู้ คุณต้องมีความกล้าที่จะไม่สนใจต่อความเห็นของคนอื่น การเป็นนักลงทุนที่ดีคุณต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวคุณเอง คุณไม่เพียงแต่แค่ลอกการบ้านคนอื่น ไม่ช้าก็เร็วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายคุณ ถ้าคุณไม่เข้าใจในตัวธุรกิจนั้น ถ้าราคาหุ้นตกลงมาจาก $100 เป็น $50 คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะกลับเป็น $100 หรือ $200 หรือเปล่า</strong></p>
<p>มันจึงเป็นอะไรที่ยากมาก แต่มองอีกแง่ มันก็ให้ผลตอบแทนที่มากเช่นกัน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ถ้าคุณลงทุนได้ดีเพียงแค่ 10 ครั้ง ตลอด 40 ปีในชีวิตการทำงาน คุณจะร่ำรวยมหาศาล มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้การลงทุนแบบเน้นคุณค่าแตกต่างจากทุกสิ่ง</p>
<p>แล้วคุณจะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ได้อย่างไร? เลือกธุรกิจที่คุณเข้าใจมันอย่างแท้จริงมาหนึ่งธุรกิจ ธุรกิจอะไรก็ได้ ขอให้เข้าใจมัน ผมบอกกับนักศึกษาฝึกงานว่า ลองจินตนาการตามผมว่า ถ้าญาติห่างๆของคุณได้เสียชีวิตลง และคุณได้รับมรดกตกทอดมาเป็นธุรกิจที่เค้าเป็นเจ้าของ 100% คุณจะจัดการกับมันอย่างไร? นี่คือสิ่งที่ต้องนึกเมื่อคุณมองดูธุรกิจใดๆ ผมแนะนำให้คุณเริ่มและทำความเข้าใจใน 1 ธุรกิจ จากภายในสู่ภายนอก</p>
<p><strong>วิธีนี้ดีกว่าการอบรมใดๆทั้งสิ้น มันไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่สุดยอด เป็นธุรกิจอะไรก็ได้ คุณต้องมีความรู้สึกให้ได้ว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของมัน 100% คุณจะทำอย่างไร ถ้าคุณสามารถทำได้ คุณจะสามารถยืนหยัดในการแข่งขันได้อย่างมาก คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แนวคิดที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก คนส่วนใหญ่มองมันแค่แผ่นกระดาษและซื้อๆขายๆ เพียงเพราะว่ามันซื้อขายง่าย แต่ถ้ามันเป็นธุรกิจที่คุณสืบทอดมรดกมา คุณจะไม่ซื้อๆขายๆ คุณต้องเริ่มหาความรู้อย่างจริงจังว่า ธุรกิจนี้ควรดำเนินการอย่างไร มันทำงานอย่างไร ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยวิธีนี้ ในที่สุดคุณก็จะรู้ว่าธุรกิจนั้นมีมูลค่ามากเท่าไหร่</strong></p>
<p>เมื่อผมเริ่มต้นธุรกิจในปี 1997 มันเป็นช่วงเวลาท่ามกลางวิกฤตการเงินที่เอเชีย ไม่กี่ปีต่อมาเกิดฟองสบู่อินเทอร์เน็ต เมื่อ 2 ปีก่อนเกิดการล่มสลายรุนแรงในช่วงปี 2007-2008 เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นร้ายแรงในรอบศตวรรษ แต่เกิดห่างกันไม่กี่ปี ทุกครั้งที่เกิดมันส่งผลกระทบกับคุณ ทรัพย์สินสุทธิหรือมูลค่าการลงทุนของคุณอาจจะลดลง 50% <strong>นี่คือช่วงเวลาที่ความเข้าใจและอารมณ์เริ่มเข้ามามีส่วนร่วม ตามสัญชาตญาณ คุณต้องมั่นใจในการตัดสินใจของคุณระดับหนึ่ง และไม่โอนเอียงไปกับความคิดของคนอื่น มันไม่ง่ายหรอก แต่นี่แหละคือชีวิต มันคือสิ่งที่ให้เรามา มันเกิดขึ้นกับทุกคน</strong> อย่างน้อย 3 ครั้ง ที่ราคาหุ้นของบริษัทเบิร์กไชน์ได้ตกลงกว่า 50% มันเคยเกิดขึ้นกับ แอนดรู คาร์เนกี้ และ ร็อคกี้เฟลเลอร์ ด้วยเช่นกัน มันเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าคุณทำพลาด มันจะไม่หยุดที่ 50% แต่มันจะไปที่ 0 เลยทีเดียว</p>
<p>สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่บริษัทที่เข้มแข็ง ดูบริษัทในอเมริกา 50 อันดับแรกสิ ทุกๆ 10 ปี ตลอดเวลา 20-40 ปีย้อนหลัง 2/3 ของบริษัทเหล่านี้ได้หายไป ผ่านไปอีก 100 ปี มันอาจจะเหลือเพียงแค่ 2 บริษัท มันเป็นอย่างนี้แหละ ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่อย่าง เจนเนอรัล มอเตอร์ส สิ <strong>นี่คือสิ่งที่ทำไมผมถึงพูดว่า การลงทุนเป็นขั้นตอนการเรียนรู้อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะการลงทุนของคุณกำลังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p><strong>ดังนั้น สำหรับคุณที่มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น เกมนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคุณ ระบบทุนนิยมให้รางวัลกับคนที่มีความสามารถในการจัดสรรเงิน ฉะนั้น ถ้าคุณมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ นี่เป็นเกมที่สุดยอดที่สุด ถ้าคุณไม่มีแล้วละก็ ผมแนะนำว่าอย่าเล่นให้หงุดหงิด</strong> นี่คือสิ่งที่พวกวอลล์สตรีททำ เขาไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลย เขาแค่เคลื่อนย้ายเงินทุน การปล่อยให้อุตสาหกรรมการเงินใหญ่โตเกินไป เป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับระบบเศรษฐกิจ มันเลวร้ายพอๆกับการเข้าบ่อนติดการพนัน ติดยา และสุรา มันเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ มันเป็นแค่การโยกย้ายความมั่งคั่งเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าได้เกิดขึ้นที่วอลล์สตรีทตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น <strong>จงหลีกเลี่ยงมันก่อนที่คุณจะเจ็บตัว</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%a5%e0%b8%b9-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Recency Bias : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/recency-bias-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/recency-bias-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 13:20:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8701</guid>
		<description><![CDATA[สมองของมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง (ที่จริงมีหลายอย่าง) คือ เรามีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ (Recency Bias) ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเพิ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯหมาดๆ มีตึกถล่ม มีคนเสียชีวิตมากมาย หลังจากนั้น ยอดผู้ซื้อประกันภัยอาคารจากแผ่นดินไหวมักจะสูงขึ้นอย่างมาก พอผ่านไปสัก 2 เดือน ก็จะค่อยๆลดลงจนเท่ากับระดับปกติ ทั้งที่ Probability ที่จะเกิดแผ่นดินไหวของเมืองหนึ่งๆ มีค่าเท่าเดิมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกิดแ่ผ่นดินไหวใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาปกติ (ไม่นับพวก Aftershock ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวกัน) เรามักกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าปกติในช่วงที่แผ่นดินไหวเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ เวลามีข่าวเครื่องบินตกใหม่ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินมักจะลดลงอย่างมาก แต่หลังจากข่าวเริ่มเงียบหายไป ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เวลามีข่าวผับไฟไหม้มีคนตายเพียบ คนเที่ยวผับก็จะน้อยลงไปสองอาทิตย์ จากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิมอีก พวกนักการเมืองรู้จัก Recency Bias เป็นอย่างดี เวลาใกล้จะเลือกตั้งใหม่ พวกเขาก็จะทำตัวขยันเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ประชาชนจะจำแต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายมากที่สุด ถ้านักการเมืองคนไหนพลาดท่าเสียที มีข่าวฉาวเพียงหนเดียวในช่วงใกล้เลือกตั้ง ความดีทั้งหมดที่มีมากกว่าที่เคยทำมาอดีตจะแทบไม่มีผลอะไรเลย เพราะโดนข่าวล่าสุดกลบผลของมันไปจนหมด นักลงทุนในตลาดหุ้น ก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะกลัววิกฤตมากเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ไม่ว่าหุ้นจะถูกแค่ไหน หรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างไร นักลงทุนจะยังไม่กล้าซื้อหุ้นอยู่ดี ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/BiasLogoWhite.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8703" title="BiasLogoWhite" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/BiasLogoWhite-300x192.jpg" alt="" width="300" height="192" /></a></p>
<p><strong>สมองของมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง (ที่จริงมีหลายอย่าง) คือ เรามีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ (Recency Bias)</strong></p>
<p>ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเพิ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯหมาดๆ มีตึกถล่ม มีคนเสียชีวิตมากมาย หลังจากนั้น ยอดผู้ซื้อประกันภัยอาคารจากแผ่นดินไหวมักจะสูงขึ้นอย่างมาก พอผ่านไปสัก 2 เดือน ก็จะค่อยๆลดลงจนเท่ากับระดับปกติ<strong> ทั้งที่ Probability ที่จะเกิดแผ่นดินไหวของเมืองหนึ่งๆ มีค่าเท่าเดิมเสมอ</strong> ไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกิดแ่ผ่นดินไหวใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาปกติ (ไม่นับพวก Aftershock ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวกัน) เรามักกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าปกติในช่วงที่แผ่นดินไหวเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ</p>
<p>เวลามีข่าวเครื่องบินตกใหม่ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินมักจะลดลงอย่างมาก <strong>แต่หลังจากข่าวเริ่มเงียบหายไป ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม</strong> เวลามีข่าวผับไฟไหม้มีคนตายเพียบ คนเที่ยวผับก็จะน้อยลงไปสองอาทิตย์ จากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิมอีก</p>
<p><strong>พวกนักการเมืองรู้จัก Recency Bias เป็นอย่างดี</strong> เวลาใกล้จะเลือกตั้งใหม่ พวกเขาก็จะทำตัวขยันเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ประชาชนจะจำแต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายมากที่สุด ถ้านักการเมืองคนไหนพลาดท่าเสียที มีข่าวฉาวเพียงหนเดียวในช่วงใกล้เลือกตั้ง ความดีทั้งหมดที่มีมากกว่าที่เคยทำมาอดีตจะแทบไม่มีผลอะไรเลย <strong>เพราะโดนข่าวล่าสุดกลบผลของมันไปจนหมด</strong></p>
<p><strong>นักลงทุนในตลาดหุ้น ก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะกลัววิกฤตมากเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ไม่ว่าหุ้นจะถูกแค่ไหน หรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างไร นักลงทุนจะยังไม่กล้าซื้อหุ้นอยู่ดี ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานๆ ความกลัวเหล่านั้นก็จะเริ่มจางหายไปเอง ทั้งที่จริงๆแล้ว เราควรทำตรงข้าม กล่าวคือ หลังตลาดหุ้นเกิดวิกฤตใหม่ๆ เราไม่ควรจะกลัวที่จะซื้อหุ้น แต่เป็นเวลาที่เราควรจะกล้าซื้อหุ้นมากกว่า</strong></p>
<p>เวลาหุ้นพื้นฐานดีๆ บางตัวมีข่าวร้ายมากระทบ ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับพื้นฐานโดยรวมของหุ้นตัวมักแย่ลงไปด้วย เราจะ เริ่มไม่ค่อยแน่ใจกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นที่เราเคยเชื่อว่าดีจนทำให้เราตัดสินใจลงทุน <strong>ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าข่าวร้ายเหล่านั้นจะไม่ได้ติดตัวหุ้นนั้นไปแบบถาวร แต่เีราอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักข่าวร้ายนั้น มากกว่าสิ่งดีๆทั้งหมดของหุ้นตัวนั้นที่เคยเป็นมาตลอด และยังไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะข่าวร้ายนั้นเลยแม้แต่น้อย</strong></p>
<p>ความยากของเรื่องนี้อยู่ตรงที่<strong> เรามักไม่รู้ตัวว่าเรากำลังลำเอียงอยู่ เพราะเวลาที่เราลำเอียง เรามักใช้อารมณ์ของเราฟันธงไปก่อน แล้วสมองของเราจึงค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเรานั้น เราจึงมักรู้สึกว่าเรากำลังใช้เหตุผลอยู่เวลาที่เราลำเอียง </strong>ที่จริงแล้ว เหตุผลเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่สมองของเราคัดเลือกมาเพื่อสนับสนุนอารมณ์ของเราเท่านั้น โดยคัดกรองเหตุผลอื่นๆที่ขัดแย้งออกไป เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราลำเอียง <strong>ใครก็ตามที่มีสติรู้ทันจิตใจของตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น คนนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ดีกว่าคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายเลย</strong></p>
<p><strong>Recency Bias เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนมักขายหุ้นในเวลาที่ไม่ควรขายที่สุด และไม่ยอมซื้อหุ้นในเวลาที่ควรซื้อหุ้นมากที่สุดด้วย</strong></p>
<p><strong>Recency Bias</strong></p>
<p><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></p>
<p><strong>4 May 2010</strong></p>
<p><a href="http://dekisugi.net/archives/6110" target="_blank">http://dekisugi.net/archives/6110</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/recency-bias-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สำรวจความผิดพลาดของตัวเอง : สันติ สิงหวังชา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2010 10:16:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Yoyo’s Value Investing Way]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สันติ สิงหวังชา]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8686</guid>
		<description><![CDATA[การวิเคราะห์หุ้นรายตัวนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่า มีความสำคัญมากแค่ไหนในการลงทุน แต่ผมเชื่อว่า หลายๆคนที่ลงทุนมานานแล้วยังรู้สึกว่า ความสามารถในการลงทุนนั้นไม่ได้มีการพัฒนามากเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะลืมวิเคราะห์ตัวเองไป ในแต่ละปี ผมจะพยายามตรวจดูว่า ตัวเองมีความผิดพลาดในการลงทุนอย่างไรบ้าง เกิดจากอะไร และจะพยายามแก้ไขอย่างไร &#8230; ความผิดพลาดที่ผ่านๆมาของผมที่มักจะเกิดขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนนั้นลดลงกว่าที่ควรจะเป็น มีคร่าวๆดังนี้ 1. ตัดสินใจเร็วจนเกินไป &#8230; หลายๆครั้ง เมื่อผมเจอหุ้นบางตัวที่ดูแล้วน่าสนใจมากๆ ผมมักจะรีบซื้ออย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะมีคนมาไล่ซื้อก่อนทำให้ผมต้องซื้อหุ้นในราคาแพงขึ้น การตัดสินใจเร็วไปทำให้ผมขาดความรอบคอบ ไม่ได้ศึกษาตัวธุรกิจอย่างดีก่อนที่จะลงทุน 2. ลงทุนนอกกรอบความถนัดของตัวเอง .. ที่ผ่านมาผมมีหุ้นอยู่ 2 ประเภท ที่มักจะสร้างกำไรให้ผมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำได้แก่ หุ้นขนาดเล็กเติบโตเร็ว หรือหุ้นที่เป็นงานประมูล นักลงทุนแต่ละคนอาจจะมีความถนัดในหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกันไป การลงทุนในกรอบความถนัดของตัวเองนั้นจะทำให้โอกาสขาดทุนลดลง และโอกาสทำกำไรก็มากขึ้น มีหุ้นอยู่ประเภทหนึ่ง ที่ผมพยายามจะเข้าไปซื้ออยู่หลายรอบ คือหุ้นที่เรียกว่าเป็น Asset play (หุ้นที่มีสินทรัพย์หักด้วยหนี้สิน เยอะว่ามูลค่าหุ้นทั้งบริษัทอยู่มาก) ตลอดชีวิตการลงทุน ผมผ่านหุ้นประเภทนี้มา 3 ตัว ได้แก่ charan spsu brock *ตัวแรก charan มีเงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น-หนี้สินทั้งหมดประมาณ 70-80 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/net-detective-finds-out-the-truth-about-anyone.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8687" title="net-detective-finds-out-the-truth-about-anyone" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/net-detective-finds-out-the-truth-about-anyone-281x300.jpg" alt="" width="281" height="300" /></a></p>
<p><strong>การวิเคราะห์หุ้นรายตัวนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่า มีความสำคัญมากแค่ไหนในการลงทุน แต่ผมเชื่อว่า หลายๆคนที่ลงทุนมานานแล้วยังรู้สึกว่า ความสามารถในการลงทุนนั้นไม่ได้มีการพัฒนามากเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะลืมวิเคราะห์ตัวเองไป</strong></p>
<p>ในแต่ละปี ผมจะพยายามตรวจดูว่า ตัวเองมีความผิดพลาดในการลงทุนอย่างไรบ้าง เกิดจากอะไร และจะพยายามแก้ไขอย่างไร &#8230; ความผิดพลาดที่ผ่านๆมาของผมที่มักจะเกิดขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนนั้นลดลงกว่าที่ควรจะเป็น มีคร่าวๆดังนี้</p>
<p><strong>1. ตัดสินใจเร็วจนเกินไป</strong> &#8230; หลายๆครั้ง เมื่อผมเจอหุ้นบางตัวที่ดูแล้วน่าสนใจมากๆ ผมมักจะรีบซื้ออย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะมีคนมาไล่ซื้อก่อนทำให้ผมต้องซื้อหุ้นในราคาแพงขึ้น การตัดสินใจเร็วไปทำให้ผมขาดความรอบคอบ ไม่ได้ศึกษาตัวธุรกิจอย่างดีก่อนที่จะลงทุน</p>
<p><strong>2. ลงทุนนอกกรอบความถนัดของตัวเอง</strong> .. ที่ผ่านมาผมมีหุ้นอยู่ 2 ประเภท ที่มักจะสร้างกำไรให้ผมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำได้แก่ หุ้นขนาดเล็กเติบโตเร็ว หรือหุ้นที่เป็นงานประมูล <strong>นักลงทุนแต่ละคนอาจจะมีความถนัดในหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกันไป การลงทุนในกรอบความถนัดของตัวเองนั้นจะทำให้โอกาสขาดทุนลดลง และโอกาสทำกำไรก็มากขึ้น</strong> มีหุ้นอยู่ประเภทหนึ่ง ที่ผมพยายามจะเข้าไปซื้ออยู่หลายรอบ คือหุ้นที่เรียกว่าเป็น Asset play (หุ้นที่มีสินทรัพย์หักด้วยหนี้สิน เยอะว่ามูลค่าหุ้นทั้งบริษัทอยู่มาก) ตลอดชีวิตการลงทุน ผมผ่านหุ้นประเภทนี้มา 3 ตัว ได้แก่ charan spsu brock</p>
<p>*ตัวแรก charan มีเงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น-หนี้สินทั้งหมดประมาณ 70-80 บาทต่อหุ้น ในขณะที่หุ้นมีราคา 40 กว่าบาทเท่านั้น &#8230; ผมก็ซื้อไป ถือรอไป 2 ปี แล้วก็ขายหุ้นไปในราคาประมาณ 45 พอๆกับราคาที่ซื้อมา แม้จะไม่ได้ขาดทุนอะไร (ได้เงินปันผลมาปีละประมาณ 2-3 บาท) แต่ถ้าเอาเงินไปลงทุนในกลุ่มที่ถนัดผมจะได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้มากๆ</p>
<p>*spsu เป็นบริษัทที่ทำการตลาดในกับรถซูซูกิ บริษัทมีบ.ร่วมเป็นโรงงานผลิตมอไซด์ซูซูกิ ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชีสูงว่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้มาก ผมลองเอาเงินสด + มูลค่าบริษัทร่วม &#8211; หนี้สินทั้งหมด ได้ประมาณ 12-14 บาทต่อหุ้น ตอนนั้นหุ้นราคาประมาณ 7 บาท&#8230; ผมซื้อไว้แล้วรอเวลา .. เมื่อเวลาผ่านไปธุรกิจของ spsu ก็แย่ลงเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดถูกคู่แข่งทั้ง Honda และ Yamaha สุดท้ายผมก็ไปขายหุ้นราคาประมาณ 6 บาท เจ็บตัวอีกแล้ว</p>
<p>*brock อันนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีที่แล้ว&#8230; ผมมองมูลค่าที่ดินที่ภูเก็ตของบริษัทซึ่งมีอยู่สูงมาก จากการสอบถามคนรู้จักที่เชี่ยวชาญเรื่องที่ดินที่ภูเก็ตหลายท่าน ผมตีมูลค่าที่ดินของ brock (เฉพาะที่ภูเก็ตเท่านั้น .. จริงๆบริษัทยังมีที่ดินที่อื่นอีกมาก) ได้ประมาณ 3-4 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทนั้นมีเงินสดมากกว่าหนี้สินทั้งหมดของบริษัทซะอีก และบริษัทนั้นซื้อขายกันที่ราคาทั้งบริษัทประมาณ 1000 ล้านบาทเท่านั้นเอง &#8230; ผมก็ซื้อไว้ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้น&#8230; แล้วก็ถืออยู่เกือบปีแล้วก็ขายไปที่ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้นเช่นกัน</p>
<p><strong>หุ้น Asset Play ไม่ได้มีอะไรผิดครับ</strong> <strong>มันไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ไม่ดี</strong> หลายๆบริษัทที่เข้าข่าย Asset play ก็จัดว่าเป็นบริษัทที่ดีที่กำลังรอเวลาจะดีขึ้นมากๆในอนาคต <strong>เพียงแต่ผมไม่มีความสามารถพอที่จะคาดการณ์ได้ว่า เมื่อไหร่สินทรัพย์มหาศาลที่บริษัทเก็บไว้อยู่ จะแสดงมูลค่าของมันออกมาให้เห็นได้ชัดเจน</strong> เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้น จนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นได้</p>
<p>3. หุ้นที่ผมขาดทุน ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ผมไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร เพราะการเพียงนั่งอ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียว อาจจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทได้พอสมควร แต่ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของผู้บริหาร หรือข้อมูลเชิงลึกหลายๆอย่างเกี่ยวกับธุรกิจและบริษัทนั้นจะหาได้ยากมาก ถ้าไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหาร ที่ผ่านมาผมก็ไม่ค่อยจะเข็ดเท่าไหร่ .. เพราะผิดข้อนี้ซ้ำๆอยู่หลายรอบ เนื่องจากหุ้นบางตัว เราหาโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารได้ยาก(จะมีก็เฉพาะงานประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น)</p>
<p>หลายครั้ง ผมอ่านข้อมูลหุ้นหรือข่าวบางชิ้นก็ทำให้อยากซื้อหุ้นทันที เพราะรู้สึกว่า กว่าจะรอให้ประชุมผู้ถือหุ้นก็คงไม่ทันการณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องมาเจ็บตัวเพราะหุ้นพวกนี้เป็นประจำ&#8230; ตอนนี้ผมเลยพยายามตั้งกฏขึ้นมาให้ตัวเองว่า &#8220;การลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ (เช่นเกิน 10% ของเงินลงทุน) ผมจะต้องได้คุยกับผู้บริหารก่อนเสมอ&#8221;</p>
<p><strong>ยิ่งเราพบจุดอ่อนตัวเอง และหาทางแก้ไขจุดอ่อนของเรามากเท่าไหร่ เราก็จะมีฝีมือในการลงทุนที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้น ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน</strong> &#8230;.</p>
<p><strong>การปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอนั้นสำคัญ ไม่เฉพาะเรื่องของการลงทุนเท่านั้นนะครับ ลองประยุกต์เอาไปใช้กับเรื่องนิสัยส่วนตัว การทำงาน หรือครอบครัว แล้วจะรู้ว่า ชีวิตคนเรานั้นสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา และเราก็พร้อมที่จะเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพ ทั้งในแง่การเงินและการใช้ชีวิตครับ</strong></p>
<p><strong>สำรวจความผิดพลาดของตัวเอง </strong></p>
<p><strong>Yoyo’s Value Investing Way</strong></p>
<p><strong>สันติ สิงหวังชา</strong></p>
<p><strong>Friday, 31 October 2008</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการลงทุนของ พี่โจ ลูกอีสาน</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jul 2010 05:55:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์ บุญแสวง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8673</guid>
		<description><![CDATA[ผมตัดแปะมาจากกะทู้ในตำนานนะครับ : ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ ท่านนี้สุดยอดจริงๆ ไอดอลของผมเลย #### วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ.. 1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ 2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด 3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/key-to-wealth.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8679" title="Key to Success" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/key-to-wealth.jpg" alt="" width="363" height="331" /></a></p>
<p>ผมตัดแปะมาจากกะทู้ในตำนานนะครับ : <a href="http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=33509" target="_blank">ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ</a></p>
<p>ท่านนี้สุดยอดจริงๆ ไอดอลของผมเลย</p>
<p>####</p>
<p>วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ..</p>
<p><strong>1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท</strong> บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ</p>
<p><strong>2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ</strong> นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด</p>
<p><strong>3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง</strong> เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin of safety 50%) อย่างนี้น่าสนใจครับ ปกติต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นซัก 30% ผมก็สนใจแล้ว</p>
<p>ผมมีความเชื่ออย่างนี้นะ..</p>
<p><strong>*ระยะยาว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอ </strong></p>
<p><strong>*ตลาดเหมือนฤดูกาลที่มีทั้งรุ่งเรืองตกต่ำ หน้าหนาว-หน้าร้อน ขอให้เราเข้าใจและหาประโยชน์จากความจริงข้อนี้ </strong></p>
<p><strong>*นักลงทุนเอกของโลกทุกคน เคยผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง หนักหนากว่านี้ก็มี ถ้าหยุดลงทุนก็คงไม่มีวันนี้ แม้แต่ ดร.นิเวศน์ ท่านเริ่มลงทุน 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ดัชนีประมาณ 800 จุด ท่านได้ผลตอบแทน 30 เท่า ทั้งที่วันนี้ดัชนีตลาดต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว</strong></p>
<p><strong>*ผมพูดเสมอๆว่า ตรรกะของการทำกำไรจากหุ้นคือ ซื้อถูกขายแพง คำถามต่อไป แล้วเราจะขายได้แพงตอนตลาดเป็นแบบไหน และหากเราจะซื้อของให้ได้ราคาถูก เราจะซื้อได้ตอนที่ตลาดเป็นอย่างไร</strong></p>
<p><strong>*การขายหุ้นและเลิกลงทุนตอนตลาดตกต่ำ เป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน vi เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้กำไรกลับคืนตอนตลาดกลับไปรุ่งเรืองเลย</strong></p>
<p><strong>*มองไปวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แล้วทุกอย่างในวันนี้มันจะผ่านไป </strong></p>
<p><strong>*อย่าให้อารมณ์ของตลาด มาหยุดความมุ่งมั่นในการลงทุนของเรา อย่าทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้</strong></p>
<p><strong>*เราลงทุนวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้รวยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่เพื่อ 10 ปี 20 ปีข้างหน้า</strong></p>
<p><strong>*เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลด </strong></p>
<p>ผมแนะนำครับ..</p>
<p><strong>1. หามูลค่าที่เหมาะสมเสียก่อน</strong> พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ</p>
<p><strong>2. ดูราคาในตลาด</strong> ว่าสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เราคำนวณได้</p>
<p><strong>3. ตัดสินใจ</strong> ซื้อหรือขาย</p>
<p>ผมมองว่าที่หลักการลงทุน vi เติบโตเด่นได้รับความนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นเหตุเป็นผลของมัน คือหุ้นจะขึ้นจะลงเพราะมีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่หุ้นจะขึ้นเพราะหลายคนบอกว่าจะขึ้น และมันจะลงเพราะหลายคนบอกว่ามันจะลง</p>
<p>คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว เพราะเป็นคนก็ต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ยังเป็น <strong>แต่ถ้าเราจะเป็น vi ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องพิจาณาด้วยเหตุผลธุรกิจเป็นหลักครับ</strong></p>
<p>ส่วนเรื่องจาก ซื้อเพิ่ม, cut loss ผมไม่กล้าแนะนำ แต่ผมจำที่ใครคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า ลืมต้นทุนที่ซื้อมา คิดเสียว่าพอร์ตตอนนี้เป็นเท่าไหร่ หุ้นในตลาดตัวไหนน่าซื้อที่สุด ขายไปซื้อตัวนั้น ถ้าเป็นตัวเดิมก็ไม่ต้องทำไร</p>
<p>ผมเชื่อว่า มี 2 แรงที่ผลักดันราคาหุ้น</p>
<p><strong>1. กำไร</strong> &gt;&gt; เราเรียกรวมว่า พื้นฐาน</p>
<p><strong>2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา</strong> &#8211; อารมณ์ของตลาด</p>
<p>ประเด็นแรก เป็นสิ่งที่นักลงทุนแนว vi ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าใจประเด็นที่สองด้วย ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อีกครับ ผมตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เราจะดูอารมณ์จิตวิทยาของตลาดได้อย่างไร(ยังไม่รู้จริง) แต่ประมาณว่า ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ตลาด เรามักจะได้ซื้อหุ้นที่ดี ที่ราคาไม่แพง</p>
<p>เหมือนที่ Graham เปรียบเปรยเป็นนิทาน Mr. Market ครับ นอกจากนั้น เราอาจพิจารณาจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดว่า เค้านิยมหุ้นพิมพ์แบบไหน ในอุตสาหกรรมใดที่กำลังจะฮอต หุ้นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ราคาต่ำหรือราคาสูง เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ครับ เราลงทุนแนว vi แต่พิจารณาไว้บ้างก็ไม่เสียอะไร</p>
<p>ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้</p>
<p><strong>1. เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป</strong></p>
<p><strong>2. ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก</strong></p>
<p><strong>3. หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า</strong></p>
<p><strong>4. หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก</strong></p>
<p>ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่า ตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้</p>
<p>ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้น หาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ</p>
<p><strong>ระยะเวลาที่ถือหุ้น</strong> สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับ เพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับ ประมาณ 2 ปี ที่จริง <strong>ประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง</strong> และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่น เราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง</p>
<p>และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ</p>
<p>*หุ้นตัวแรก เราซื้อผ่านไป 1 ปี ขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%</p>
<p>*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%</p>
<p>หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เรายังไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ)</p>
<p><strong>ผมติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ </strong></p>
<p>ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาส ประมาณ 80 ตัว และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี</p>
<p>ผมเชื่อว่า ยิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมาก โอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่า เป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก</p>
<p><strong>ผมอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นเกือบทุกฉบับ</strong> <strong>ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ อ่านงานวิจัยของโบรคเกอร์ อีไฟแนนซ์ ข่าวตลาด และ tvi</strong> ประมาณนี้ครับ อ่านแบบสแกน ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจจะอ่านแบบละเอียด ไม่อย่างนั้นต้องใช้เวลาเยอะ </p>
<p><strong>คือถ้าเราติดตามข่าวสารบ่อยๆเราจะรู้ว่าแหล่งข่าวไหนที่เราควรจะอ่านครับ</strong></p>
<p>ที่จริงใช้เวลาวันละ 2 ชม. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการลงทุนแบบมุ่งเน้น(ผลตอบแทน) หรือวันละ 1 ชม. สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบการออม</p>
<p>ผมเคยทำงานประจำมาก่อน ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเยอะกว่าคนที่ลงทุนเต็มเวลา และไม่สนับสนุนให้ทุกคนลาออกเพียงเพื่อจะได้มีเวลาหาข้อมูล แต่เราก็ควรให้เวลากับการลงทุนตามสมควร</p>
<p><strong>เพราะการใช้เวลาวันละเล็กละน้อยหลังเลิกงาน หาข้อมูล อาจจะเปลี่ยนสถานะภาพทางด้านการเงิน เปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย ในขณะที่ถ้าทำงานประจำอย่างเดียวมีโอกาสน้อยกว่ามาก</strong></p>
<p>ผมยังจำได้ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองว่า <strong>เราใช้เวลาส่วนใหญ่วันๆไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ และให้เวลาน้อยเกินไปกับเรื่องทีสำคัญที่สุด</strong></p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=33509" target="_blank">ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มี &#8217;100 ล้าน&#8217; ไม่ยากอย่างที่คิด สูตรรวย &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217; : กรุงเทพธุรกิจ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b5-100-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b5-100-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Jul 2010 11:50:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8668</guid>
		<description><![CDATA[เปิดวิธีคิดฉบับ How To..ทำอย่างไร? เคล็ดลับสู่เงิน &#8216;ร้อยล้าน&#8217; ไม่ใช่แค่ฝันเฟื่อง &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217; แนะวิธีลงทุนเด็ดๆ โกยกำไรปีละ 20% &#8220;ถ้าคนเราไม่ประหยัด หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ(ใช้) นอกจากไปโกงเขามา ไอ้การโกงนี่มันได้มาแบบเงินล้นฟ้า แต่ก็ไม่มีความสุข ถ้าคนเราทำอาชีพสุจริตแต่ไม่ประหยัด ชีวิตนี้ก็ไม่มีทางร่ำรวย&#8221; วลีเด็ดของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับการเงินและภาษี วัย 65 ปี ที่ปัจจุบันมีทรัพย์สินเงินทองนับ &#8220;พันล้านบาท&#8221; จากนิสัยมัธยัสถ์มาตลอดชีวิต ครอบครัว วลัยเสถียร นับถือคาทอลิก แต่มีความเชื่อว่า โชคดีมาหนเดียวแต่โชคร้ายอาจเกิดขึ้นได้หลายหน ดังนั้น พวกเราต้อง &#8220;จ่าย&#8221; ให้น้อยกว่า &#8220;รับ&#8221; เราจึงจะเก็บความมั่งคั่งเอาไว้ได้ &#8230; เมื่อหาเงินมาได้ 10 บาท ก็จะนำไปใช้ 5 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5 บาท ก็เก็บออม อาจารย์สุวรรณทำมาแบบนี้ตลอดหลายสิบปี ด้วยความเชื่อที่ว่า หาได้มากน้อยเท่าไรไม่สำคัญ จ่ายมากน้อยเท่าไรเป็นเรื่องสำคัญกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/images.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8669" title="images" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/images.jpg" alt="" width="187" height="240" /></a></p>
<p>เปิดวิธีคิดฉบับ How To..ทำอย่างไร? เคล็ดลับสู่เงิน &#8216;ร้อยล้าน&#8217; ไม่ใช่แค่ฝันเฟื่อง &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217; แนะวิธีลงทุนเด็ดๆ โกยกำไรปีละ 20%</p>
<p><strong>&#8220;ถ้าคนเราไม่ประหยัด หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ(ใช้) นอกจากไปโกงเขามา ไอ้การโกงนี่มันได้มาแบบเงินล้นฟ้า แต่ก็ไม่มีความสุข ถ้าคนเราทำอาชีพสุจริตแต่ไม่ประหยัด ชีวิตนี้ก็ไม่มีทางร่ำรวย&#8221;</strong></p>
<p>วลีเด็ดของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับการเงินและภาษี วัย 65 ปี ที่ปัจจุบันมีทรัพย์สินเงินทองนับ &#8220;พันล้านบาท&#8221; จากนิสัยมัธยัสถ์มาตลอดชีวิต</p>
<p>ครอบครัว วลัยเสถียร นับถือคาทอลิก แต่มีความเชื่อว่า <strong>โชคดีมาหนเดียวแต่โชคร้ายอาจเกิดขึ้นได้หลายหน ดังนั้น พวกเราต้อง &#8220;จ่าย&#8221; ให้น้อยกว่า &#8220;รับ&#8221; เราจึงจะเก็บความมั่งคั่งเอาไว้ได้</strong> &#8230; เมื่อหาเงินมาได้ 10 บาท ก็จะนำไปใช้ 5 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5 บาท ก็เก็บออม อาจารย์สุวรรณทำมาแบบนี้ตลอดหลายสิบปี ด้วยความเชื่อที่ว่า <strong>หาได้มากน้อยเท่าไรไม่สำคัญ จ่ายมากน้อยเท่าไรเป็นเรื่องสำคัญกว่า</strong></p>
<p>ดร.สุวรรณ สร้าง &#8220;เซอร์ไพรส์&#8221; ครั้งแสดงบัญชีทรัพย์สินเมื่อตอนเป็น รมช.พาณิชย์ ช่วงปี 2544 ส่วนตัวมีทรัพย์สินมากถึง 557 ล้านบาท ส่วนภรรยามีทรัพย์สิน 121 ล้านบาท สองคนรวมกันมีทรัพย์สินเกือบ 700 ล้านบาท ปัจจุบันอาจารย์เป็นประธานกรรมการ บมจ.เอสวีไอ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ใครหลายคนอาจเห็นชื่อประธานชมรมคนออมเงิน แอบ &#8220;ออมหุ้น&#8221; SVI เกือบ 5 ล้านหุ้น มูลค่าเฉียด 12 ล้านบาท มีต้นทุนอยู่ที่หุ้นละ 2.34 บาท ทำเอาหุ้นตัวนี้ &#8220;แอบขึ้น&#8221; ไปอย่างมากจากเหล่าสาวกที่แห่ซื้อตาม</p>
<p>ตั้งแต่เกษียณจากงานการเมือง ก็หันมาเอาดีทางด้านงานเขียนหนังสือประเภท &#8220;ฮาวทู&#8221; มีผลงานบนแผงหนังสือนับสิบเล่ม เรียกได้ว่าเป็น &#8220;กูรู&#8221; ด้านการเงินชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย อาทิ พ่อสอนลูกให้รวย, สอนเมียให้รวย, สอนเพื่อนให้รวย, กลยุทธ์การปลดหนี้ และจ่ายภาษีก็รวยได้ เป็นต้น และเป็นวิทยากรบรรยายในงานสัมมนาต่างๆอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ดร.สุวรรณ บอกผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า <strong>ถ้าคุณอยากกอดเงิน &#8220;ร้อยล้าน&#8221; ไม่ได้อยากอย่างที่คิด หากเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ แต่อาจต้องใช้เวลานานถึง 15 ปีขึ้นไป เพราะคงไม่มีใครเก่งมากพอที่จะหาเงินก้อนโตได้ภายในเวลา 3-5 ปีหรอกจริงมั้ย!</strong></p>
<p>หากคุณอยากพบกับ Road to Wealth หรือ หนทางสู่ความมั่งคั่ง ให้ปฏิบัติตัวดังนี้&#8230;</p>
<p><strong>ข้อแรก ต้องเป็นคนที่หมั่นศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา</strong> ไม่ใช่เรียนจบแล้วก็แล้วกัน ความคิดต้องมีความทันสมัย ก้าวทันทุกเหตุการณ์ ที่สำคัญต้องเก่งภาษาอังกฤษ ไม่เช่นนั้นหากินลำบากแน่นอน</p>
<p><strong>ข้อสอง คุณต้องขยัน</strong> เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ถึงไหนถึงกัน</p>
<p><strong>ข้อสาม ต้องหมั่นดูแลความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ</strong> อย่าให้ตัวเองต้องตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย</p>
<p><strong>ข้อสุดท้าย คุณต้องรู้จักประหยัด อดออม อย่าโลภเป็นอันขาด</strong> เพราะความโลภเป็นหนทางสู่ความไม่มั่นคงในชีวิต <strong>ข้อคิดและนิสัยเหล่านี้ ถือพื้นฐานของคนที่จะร่ำรวย</strong></p>
<p><strong>“เงินร้อยล้านบาท ถ้าอยากมีต้องรีบทำ ควรเริ่มคิดตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 2 หรือปี 3 ถ้าช้ากว่านั้นอาจไม่ทันการณ์ แต่ถ้าไม่หวังสูงมาก อยากมีเงินสัก 5 ล้านบาท ก่อนอายุ 40 ปี ก็สามารถทำตามวิธีนี้ได้เหมือนกัน”</strong></p>
<p>การลงทุน เรื่องอายุก็สำคัญ ถ้าหากอายุยังน้อย 20-30 ปี ก็สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้มาก เนื่องจากยังมีเวลาการทำงานเหลืออีกมากเมื่อพลาดพลั้งไปก็ยังหาเงินได้ใหม่ แต่หากอายุเยอะไม่ควรลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าผิดพลาดไปก็จะไม่มีเวลาแก้ตัว ชีวิตบั้นปลายจะลำบาก นอกจากนี้ เรื่องการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภทก็มีความสำคัญ</p>
<p>ประธานชมรมคนออมเงิน แนะนำว่า สมมติ ถ้ามีเงิน 100 บาท อาจแบ่งเงินออกมาราวๆ 50-60% เพื่อนำไปลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าเป็นช่วงนี้ก็ควรเน้นหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน เนื่องจากกลุ่มนี้จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง แต่ควรจะเลือกซื้อตัวไหนบ้าง คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล คงไม่สามารถบอกเป็นตัวๆได้</p>
<p>&#8220;ผมไม่ใช่เซียนหุ้น ไม่เชี่ยวชาญขนาดนั้น ที่สำคัญไม่อยากคุยเรื่องหุ้นเท่าไรนัก&#8221; อาจารย์ออกตัว</p>
<p>ส่วนหุ้นกลุ่ม Modern Trade (ธุรกิจค้าปลีก) ถือเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสยามแม็คโคร (MAKRO) ซีพี ออลล์ (CPALL) และบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ส่วนตัวชอบ MAKRO มากที่สุด เพราะเมื่อปี 2552 มีกำไรต่อหุ้นสูงถึง 6.36 บาท เมื่อเทียบกับหุ้น BIGC ที่มีกำไรต่อหุ้นเพียง 3.58 บาท ส่วนหุ้น CPALL  มองว่าแพงไปหน่อย แต่หากมองในแง่เงินปันผลก็โอเค</p>
<p>มุมมองส่วนตัวของ ดร.สุวรรณ เชื่อว่า ตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปี 2553 และปี 2554 คงจะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าดัชนีสิ้นปี 2553 จะขึ้นจาก 780-790 จุด มายืนแถวๆ 860 จุด หรือบวกมาประมาณ 10% กลุ่มยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ก็ชอบ เพราะหุ้นกลุ่มนี้จ่ายเงินปันผลดี ส่วนตัวมองว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมกำลังจะฟื้นตัว หลังลงไปสัมผัส “จุดต่ำสุด” ฉะนั้นหากมีเงินก็รีบหาจังหวะเก็บไว้ได้</p>
<p>โดยเฉพาะ ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) หุ้นตัวนี้เขามีดีตรงเงินปันผล ส่วน อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) ซื้อเก็บไว้ก็ดีเชื่อว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังสถานการณ์การเมือง และภาวะเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้น</p>
<p>ด้านกลุ่มท่องเที่ยว ถือเป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตามอง เพราะตอนนี้กลุ่มนักธุรกิจกลับมาแล้ว และอีกไม่นานกลุ่มท่องเที่ยวจะตามมา ส่วนกลุ่มที่เข้ามาจัดงานประชุม และแสดงสินค้า อาจยังกล้าๆกลัวๆ คงต้องให้เวลาเขาอีกสักหนึ่งปี</p>
<p>นอกจากการลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอแล้ว กูรูท่านนี้ยังแนะนำว่า ให้นักลงทุนแบ่งเงินประมาณ 10-15% ไปลงทุนในทองคำ เชื่อว่าสิ้นปีนี้ทองคำอาจขึ้นมายืนระดับ 20,000 บาท ได้ไม่ยาก และอีก 5-10% ให้เก็บเป็นเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ส่วนที่เหลือให้นำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์</p>
<p>การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นสิ่งที่ ดร.สุวรรณ แนะนำมานานแล้ว บ้านของอาจารย์ที่ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานด้วย อยู่ในซอยสุขุมวิท 8 (ซอยปรีดา) อาจารย์ซื้อมาเพียง 5 ล้านบาท เมื่อ 20-30 ปีก่อน ปัจจุบันเฉพาะที่ดินก็มีมูลค่าหลายสิบล้านบาทแล้ว ถ้าเทียบกับฝากเงินแบงก์ ใช้ประโยชน์กับบ้านไม่ได้ แต่บ้านทำให้เราอยู่สบาย</p>
<p><strong>&#8220;หากคุณลงทุนตามแบบฉบับของผม รับรองได้ว่าจะได้รับกำไรเข้ากระเป๋าปีละ 20% แน่นอน แต่ทั้งหมดต้องทำบนความไม่เสี่ยง ไม่โลภ และหุ้นแต่ละตัวต้องมีการเติบโตที่ดี และมีเงินปันผลสม่ำเสมอ&#8221; อาจารย์ย้ำ</strong></p>
<p>ถามเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ ดร.สุวรรณ เชื่อว่าทุกอย่างคงไปได้ด้วยดี ดูจากราคาสินค้าเกษตรที่มีทิศทางดีขึ้น ปกติประเทศไทยจะส่งออกแต่วัตถุดิบ แต่วันนี้ส่งเป็นสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น ซึ่งการส่งออกในลักษณะนี้จะมีมาร์จินที่ดีกว่า ยิ่งมองไปในธุรกิจยานยนต์จะเห็นเลยว่า ปีนี้ผลิตรถยนต์ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนค่าเงินบาทอาจยืนราวๆ 32.2-32.3 บาท คงไม่ลงไปอยู่ 31 บาทแน่นอน สำหรับราคาน้ำมันอาจนิ่งอยู่ระดับ 80-85 เหรียญต่อบาร์เรล</p>
<p>&#8220;ผมมองการเมืองไทย คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเดือนเมษายน ปี 2554 ก็จะมีการเลือกตั้งแล้ว&#8221;</p>
<p>สำหรับสถานการณ์ในต่างประเทศ ต้องมองว่า 3 ประเทศใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ก็คงดีขึ้นตามลำดับ แม้จะไม่ดีขึ้นมากมาย แต่ก็ดีกว่าย่ำอยู่ที่เดิม ส่วนตัวมองว่าประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรราวๆ 100 &#8211; 200 ล้านคน จะเป็นประเทศที่น่าจับตามอง เพราะการเมืองเขาดีกว่าเรามาก ฉะนั้น ถ้าเขาขยับทำอะไรขึ้นมา คงมีผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเหมือนกัน</p>
<p>ถ้าย้อนดูบทสัมภาษณ์เก่าๆ ปรัชญาการใช้ชีวิตของ ดร.สุวรรณ คงหนีไม่พ้นบทเรียนเกี่ยวกับ<strong> &#8220;คุณค่าของเงิน&#8221;  ความมัธยัสถ์ อดออม และการใช้เงินทำงาน ที่สำคัญชีวิตนี้อย่าไปเป็นหนี้ เรามีเราใช้เท่าที่มี อยากซื้ออะไรมีตังค์ซื้อก็ซื้อ ถ้าไม่มีตังค์ก็อดออมเอาไว้ก่อน วันหลังมีตังค์ก็ไปซื้อดีที่สุด ทั้งหมดคือหลักการใช้ชีวิตที่ต้องมีการวางแผน และไม่ประมาท</strong></p>
<p><strong>มี 100 ล้าน ไม่ยากอย่างที่คิด สูตรรวย &#8216;ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร&#8217;</strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</strong></p>
<p><strong>28 มิถุนายน 2553<br />
</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b5-100-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมไม่กล้าซื้อหุ้น : วิบูลย์ พึงประเสริฐ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Jun 2010 15:15:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Value Way]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิบูลย์ พึงประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8648</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าพูดถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะพบว่าปัจจุบันจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบุคคลธรรมดาในประเทศไทย มีประมาณ 3 แสนบัญชี ถ้าเปรียบเทียบกับประชากรทั้งประเทศ 60 ล้านคนแล้ว มีไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นเอง ที่ทำการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรงด้วยตนเอง ขณะที่บัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์มีมากกว่า 10 ล้านบัญชี ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังคงฝากเงินไว้กับธนาคารมากกว่าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆที่ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้มูลค่าเงินฝากที่แท้จริงมีค่าลดลงไปตามเวลา เหตุผลหนึ่งก็คือ มุมมองของผู้คนส่วนใหญ่จะมองว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเหมือน &#8220;การพนัน&#8221; อย่างหนึ่ง ซึ่งมีได้มีเสีย และต้องเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว สามารถเข้าออกซื้อขายหุ้นได้ทันตลอดเวลา รวมถึงต้องคอยเฝ้าดูหน้าจอดูราคาหุ้นตลอดวัน ซึ่งคนทำงานประจำ หรือ ผู้ที่มีกิจการต้องดูแลไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นได้ทันท่วงที อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่กลัวที่จะ &#8220;ขาดทุน&#8221; ถึงแม้ว่า การขาดทุนนั้นจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวก็ตาม การลงทุนแล้วขาดทุนแม้เพียงน้อยนิด ก็สามารถทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสูญเสียมากมายใหญ่หลวงกว่าความรู้สึกยินดีที่ได้กำไรมากๆซะอีก เพราะการขาดทุนทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้แพ้ ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึก &#8220;ปลอดภัย&#8221; ที่จะฝากเงินกับธนาคาร เพราะการฝากธนาคารไม่เคยทำให้ตัวเลขเงินต้นลดลง จึงรู้สึกว่าไม่มีวันขาดทุน ทั้งๆที่มูลค่าเงินที่แท้จริงลดลงตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นเหมือนการเล่นการพนันเสมอไป ลองนึกถึงเวลาที่เราจะทำการซื้อ &#8220;บ้าน&#8221; สักหลังหนึ่งเพื่ออยู่อาศัย เราจะต้องทำอะไรบ้าง เราคงไม่เดินเข้าไปที่สำนักงานขายหมู่บ้านแห่งแรกที่เราขับรถผ่าน แล้ววางเงินจองซื้อบ้านที่หมู่บ้านนั้นทันทีแน่นอน อย่างน้อยที่สุดเราคงต้องทำการเปรียบเทียบหมู่บ้านหลายๆแห่งในแต่ละทำเลที่เราสนใจ จากนั้นก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/afraid-300-x-300.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8649" title="afraid-300-x-300" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/afraid-300-x-300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p><strong>ถ้าพูดถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะพบว่าปัจจุบันจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบุคคลธรรมดาในประเทศไทย มีประมาณ 3 แสนบัญชี ถ้าเปรียบเทียบกับประชากรทั้งประเทศ 60 ล้านคนแล้ว มีไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นเอง ที่ทำการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรงด้วยตนเอง</strong></p>
<p>ขณะที่บัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์มีมากกว่า 10 ล้านบัญชี ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังคงฝากเงินไว้กับธนาคารมากกว่าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ <strong>ทั้งๆที่ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้มูลค่าเงินฝากที่แท้จริงมีค่าลดลงไปตามเวลา</strong></p>
<p><strong>เหตุผลหนึ่งก็คือ มุมมองของผู้คนส่วนใหญ่จะมองว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเหมือน &#8220;การพนัน&#8221; อย่างหนึ่ง</strong> ซึ่งมีได้มีเสีย และต้องเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว สามารถเข้าออกซื้อขายหุ้นได้ทันตลอดเวลา รวมถึงต้องคอยเฝ้าดูหน้าจอดูราคาหุ้นตลอดวัน ซึ่งคนทำงานประจำ หรือ ผู้ที่มีกิจการต้องดูแลไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นได้ทันท่วงที</p>
<p><strong>อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่กลัวที่จะ &#8220;ขาดทุน&#8221;</strong> ถึงแม้ว่า การขาดทุนนั้นจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวก็ตาม การลงทุนแล้วขาดทุนแม้เพียงน้อยนิด ก็สามารถทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสูญเสียมากมายใหญ่หลวงกว่าความรู้สึกยินดีที่ได้กำไรมากๆซะอีก เพราะการขาดทุนทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้แพ้</p>
<p><strong>ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึก &#8220;ปลอดภัย&#8221; ที่จะฝากเงินกับธนาคาร เพราะการฝากธนาคารไม่เคยทำให้ตัวเลขเงินต้นลดลง จึงรู้สึกว่าไม่มีวันขาดทุน ทั้งๆที่มูลค่าเงินที่แท้จริงลดลงตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ</strong></p>
<p><strong>ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นเหมือนการเล่นการพนันเสมอไป</strong> <strong>ลองนึกถึงเวลาที่เราจะทำการซื้อ &#8220;บ้าน&#8221; สักหลังหนึ่งเพื่ออยู่อาศัย เราจะต้องทำอะไรบ้าง</strong></p>
<p>เราคงไม่เดินเข้าไปที่สำนักงานขายหมู่บ้านแห่งแรกที่เราขับรถผ่าน แล้ววางเงินจองซื้อบ้านที่หมู่บ้านนั้นทันทีแน่นอน อย่างน้อยที่สุดเราคงต้องทำการเปรียบเทียบหมู่บ้านหลายๆแห่งในแต่ละทำเลที่เราสนใจ จากนั้นก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านนั้น ดูถึงคุณภาพของบ้าน ความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการ ดูถนนหนทาง ความสะดวก มีโรงเรียนที่ดีสำหรับลูกๆไหม มีสวนให้วิ่งออกกำลังกายหรือเปล่า และอื่นๆ ฯลฯ</p>
<p>เราคงต้องเลือก &#8220;บ้าน&#8221; ที่ดีที่สุด ทั้งคุณภาพบ้าน ทำเล และสาธารณูปโภคในงบประมาณที่ี่เราจำกัดกำหนดไว้ เราคงต้องพิจารณาอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินจองทำสัญญาซื้อบ้านหลังนั้น เพราะบ้านคือการลงทุนระยะยาว และถ้ามีการกู้เงินมาซื้อก็จะเป็นภาระผูกผันไปอีกหลายสิบปี ทำให้เราต้องคิดหนักก่อนตัดสินใจ</p>
<p>กลับมาที่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ บางครั้งเราพบว่า เราลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งๆ เป็นจำนวนเงินเป็นแสนเป็นล้านบาทโดยใช้เวลาในการตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นบริษัทนั้นเพียงแค่ไม่กี่นาที โดยที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นตัวนั้นดีเพียงพอ ส่วนใหญ่จะซื้อตามที่มีคนบอกว่าหุ้นตัวนั้นดี ยิ่งราคากำลังขึ้นยิ่งน่าสนใจ</p>
<p><strong>ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึง &#8220;ขาดทุน&#8221; จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์</strong> <strong>เหตุผลหนึ่งก็คือ เราไม่ได้ศึกษาบริษัทที่เราลงทุนดีเพียงพอ</strong> เราซื้อเพราะ &#8220;ราคา&#8221; กำลังสูงขึ้นๆ และเมื่อ &#8220;ราคา&#8221; หุ้นตกต่ำลง เราก็มาหาสาเหตุว่า ทำไมราคาหุ้นถึงลดลง เราทำอะไรผิดพลาดไปหรือ มีอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตลาด หรือ มีอะไรเกิดขึ้นบริษัทที่เราลงทุนไป</p>
<p><strong>ซึ่งคำถามเหล่านั้น น่าจะมาจากนักลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้น มากกว่าหลังจากซื้อไปแล้ว</strong></p>
<p>ถ้าเราลองคิดใหม่ทำใหม่ โดยคิดว่า <strong>ถ้าเราจะลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สักบริษัทหนึ่ง ให้เหมือนกับเรากำลังจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยสักหลังหนึ่ง เราจะมีวิธีการในการลงทุนเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร เราจะทำอย่างที่เรากำลังลงทุนอย่างในปัจจุบันนี้หรือไม่</strong></p>
<p>อย่างน้อย ถ้าเราคิดว่าเรากำลังซื้อหุ้นเหมือนซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง เราคงไม่ตัดสินใจซื้อหุ้นบริษัทนั้นในเวลาเพียงไม่กี่นาที เราคงไม่ซื้อเพียงเพราะมีคนบอกว่าบริษัทนี้ดี โดยที่ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด และเมื่อซื้อบ้านมาแล้ว เราคงไม่ประกาศขายบ้านที่เราอยู่ทันที เมื่อบ้านข้างๆเราประกาศขายบ้านลดราคา</p>
<p><strong>จะเห็นว่า ถ้าเราคิดว่า เราลงทุนในหุ้นสักบริษัทหนึ่งเหมือนซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยสักหลังหนึ่ง การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้เป็นเหมือนการพนันอีกต่อไป นับเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investing ทางหนึ่ง</strong></p>
<p><strong>ลองเปลี่ยนมุมมองดูสักนิด แล้วท่านจะพบว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เสี่ยงมากเสมอไป</strong></p>
<p><strong>ทำไมไม่กล้าซื้อหุ้น </strong></p>
<p><strong>Value Way</strong></p>
<p><strong>วิบูลย์ พึงประเสริฐ </strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Value + Growth : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/value-growth-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/value-growth-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jun 2010 05:52:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิเวศน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8638</guid>
		<description><![CDATA[ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ๆน่าจะประมาณ 3 แบบ นั่นคือ  Value Investment ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็ว นำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้นแต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาด ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงิน แต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิง ดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่นๆนั้น มักเป็นแนวทางเล็กๆที่แตกแขนงออกไป มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น “โรงเรียน” แนวทางของ Value Investment นั้น มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลายๆอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งทางการเงิน ในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ ดังนั้น คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่าง รวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง หนังสือที่เป็น “ไบเบิล” ของ Value Investment เช่น Securities Analysis ของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/indian-growth-graph-best.gif.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8639" title="indian-growth-graph-best.gif" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/indian-growth-graph-best.gif-300x299.jpg" alt="" width="300" height="299" /></a></p>
<p><strong>ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ๆน่าจะประมาณ 3 แบบ นั่นคือ  Value Investment</strong> ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  <strong>Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็ว</strong> นำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  <strong>และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้น</strong>แต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาด ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงิน แต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิง ดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่นๆนั้น มักเป็นแนวทางเล็กๆที่แตกแขนงออกไป มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น “โรงเรียน”</p>
<p><strong>แนวทางของ Value Investment นั้น</strong> มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลายๆอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งทางการเงิน ในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ ดังนั้น คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่าง รวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง หนังสือที่เป็น “ไบเบิล” ของ Value Investment เช่น Securities Analysis ของ เบน เกรแฮม นั้น หนามากและอ่านยากเท่าๆกับความ “น่าเบื่อ” ซึ่งแม้แต่คนที่เรียนมาทางการเงินโดยตรงก็พบว่า กว่าจะอ่านจบก็เหนื่อยทีเดียว</p>
<p><strong>หัวใจของ Value Investment นั้น อยู่ที่การซื้อหุ้นที่มีราคาถูกหรือราคาต่ำกว่า “พื้นฐาน”ของกิจการ</strong> โดยที่พื้นฐานของกิจการนั้น มักเน้นไปที่ข้อมูลหรือตัวเลขทางการเงิน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน กำไรที่เป็นตัวเลขในอดีตที่ผ่านมา เป็นต้น <strong>ส่วนความถูกของราคาหุ้น ก็มักจะดูจากค่า PE และ PB ว่าจะต้องต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์</strong> ดังนั้น เวลาเลือกหุ้นโดยใช้มาตรฐานแบบนี้ หุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้น Value จึงเป็นหุ้นที่มีค่า PE และ PB ต่ำเป็นหลัก ซึ่งหุ้นประเภทนี้ ส่วนมากมักเป็นหุ้นที่นักลงทุนไม่ค่อยสนใจจะลงทุนเนื่อง จากเหตุผลหลายอย่างแต่ที่สำคัญก็คือ เป็นหุ้นของกิจการที่มี  “คุณภาพต่ำ”  และคำว่าคุณภาพต่ำก็มีความหมายกว้างมากเช่น เป็นกิจการที่ไม่โตหรือเป็นกิจการ “ตะวันตกดิน” ผู้บริหารมีปัญหาในด้านของบรรษัทภิบาล หรือ กำไรลุ่มๆดอนๆ ไม่แน่นอน เป็นต้น</p>
<p><strong>หัวใจของ Growth Investment นั้น</strong> <strong>อยู่ที่การซื้อหุ้นที่เติบโตเร็ว บริษัทมีคุณภาพดีหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ มีศักยภาพสูงในการที่จะเติบโตในอนาคตด้วยเหตุผลต่างๆ รวมถึงผู้บริหารที่มีความสามารถสูง มีตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัย</strong> สิ่งเหล่านี้จะทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดจะทำกำไรมหาศาล ดังนั้น การซื้อหุ้นไว้จะทำให้ได้กำไรงดงามเมื่อบริษัทประสบความสำเร็จและเติบโตไปตามที่คาด ส่วนเรื่องของราคาหุ้น แม้ว่าอาจจะดูว่ามีราคาแพงในวันนี้ โดยที่ค่า PE และ PB อาจจะสูงหรือสูงมากในวันนี้ เนื่องจากกำไรของบริษัทยังอาจจะน้อยหรือไม่มี กำไรเลย <strong>แต่ในอนาคตเมื่อกำไรเพิ่มขึ้น ค่า PE ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว</strong> กลายเป็นหุ้นที่ไม่แพง อย่างไรก็ตาม Growth Investor นั้นสนใจค่า PE น้อยกว่าการเติบโตของรายได้และกำไร</p>
<p>ผมคงไม่พูดถึง <strong>Passive Investment เพราะเขาไม่เลือกหุ้นอยู่แล้ว</strong> พวกเขาคิดว่าตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นตลาดที่มี “ประสิทธิภาพ” ในการกำหนดราคาหุ้นให้เหมาะสมกับพื้นฐานของหุ้นทุกตัว ดังนั้นไม่ต้องไปเลือก ซื้อเฉลี่ยไปทุกตัวและถือไว้ตลอดเวลา <strong>ซึ่งก็จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม</strong> <strong>คือประมาณปีละเกือบ 10% ในระยะยาว</strong></p>
<p><strong>จุดอ่อนของความคิดแบบ Value Investment</strong> <strong>ก็คือ การเน้นไปที่ความถูกของหุ้นเพียงอย่างเดียว</strong> ทำให้มักเลือกหุ้นที่มีคุณภาพต่ำ หุ้นเหล่านี้อาจจะให้ผลตอบแทนพอใช้ได้แต่ก็ไม่โดดเด่นนัก หุ้นถูกหรือถูกมากเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ยังคงถูกอยู่อย่างเดิม ดังนั้น นักลงทุนก็อาจจะไม่ได้อะไร เวลาของการรอคอยเพื่อที่จะให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสะท้อนพื้นฐาน บางครั้งมันนานมากจนไม่คุ้มที่จะรอ เพราะว่าเงินนั้นมีต้นทุนและมีค่าเสียโอกาส</p>
<p><strong>จุดอ่อนของ Growth Investment ก็คือ  มันไม่ค่อยคำนึงถึงราคาหุ้นที่อาจจะแพงเกินไป</strong> มันอิงอยู่กับการคาดการณ์อนาคตของบริษัท ว่าจะโตแบบก้าวกระโดด <strong>ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นไปตามคาด หุ้นก็อาจจะตกลงมาอย่างแรงได้</strong> เหนือสิ่งอื่นใด ศาสตร์ของการมองอนาคตนั้นไม่หนักแน่นมั่นคง โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมีมหาศาล และหลายเรื่องไม่อาจคาดได้ ดังนั้น การซื้อหุ้นโดยไม่สนใจหรือสนใจน้อย ในเรื่องของราคารวมถึงปัจจัยพื้นฐานทางการเงินหรือตัวเลขอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก</p>
<p><strong>ทางเลือกก็คือ จับแนวความคิดของ Value มารวมกับ Growth เพื่อหลีกเลี่ยงจุดอ่อนของการลงทุนทั้งสองแบบ</strong> <strong>ขณะเดียวกัน ได้จุดแข็งของแต่ละแนวทางมาใช้ในการลงทุน แนวทางของ Value+Growth Investment นั้น เราจะเน้นการวิเคราะห์ที่เป็น “แก่น” โดยใช้ Value Investemnt ที่มีการตรวจสอบบริษัทอย่างเข้มข้นเป็นหลัก หลังจากนั้น เราจะมองทางด้านของคุณสมบัติทางด้านคุณภาพ โดยเฉพาะโอกาสในการเติบโตของบริษัทในแบบของ Growth Investment ซึ่งจะต้องมองถึงศักยภาพด้วยไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขในอดีต เช่นเดียวกัน จะต้องมองไปถึงความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและคู่แข่ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในภาวะแวดล้อมและตลาดของสินค้าในอนาคต</strong></p>
<p>การเลือกลงทุนแบบ Value + Growth นั้น เราจะไม่เลือกโดยยึดถือปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นหลัก เราจะไม่เลือกเพราะว่ามันเป็นหุ้นที่ถูกที่สุด หรือดีที่สุดในด้านของคุณสมบัติและการเติบโตของบริษัท <strong>แต่เราจะเลือกเพราะหุ้นนั้นเป็นกิจการที่ดีและแข็งแรง มีการเติบโตที่ดีพอ ในขณะเดียวกัน หุ้นมีราคาถูกหรือมีราคาที่เหมาะสม นี่เป็นศาสตร์ที่เราจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติ</strong> วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้แนวทางนี้ เซียนหุ้นจำนวนมากใช้แนวทางนี้ ผมเองก็ใช้แนวทางนี้ แต่คนที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยบอกว่าตนเอง “เปลี่ยนสี” บัฟเฟตต์บอกว่า Growth กับ Value นั้นเหมือนกับแฝดสยามที่มีตัวติดกันที่  “สะโพก” นั่นก็คือ  Growth หรือการเจริญเติบโตนั้น ที่จริงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของ Value มันแยกกันไม่ออก</p>
<p>ถ้าจะพูดไป เมื่อเป็น Value Investor ถึงจุดหนึ่ง คุณก็จะรู้ว่า Value Investment นั้น แท้ที่จริงเป็น “กระบวนการในการคิด” ที่ต้องมีเหตุผลในด้านของการลงทุนรองรับ มันไม่มีเรื่องของ Growth เรื่องของโมเมนตัม และเรื่องอื่นๆร้อยแปดที่แยกออกมาต่างหาก <strong>ทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันคือ มัน “Make Sense” หรือไม่</strong></p>
<p><strong>Value + Growth</strong></p>
<p><strong>โลกในมุมมอง Value Investor</strong></p>
<p><strong>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</strong></p>
<p><strong>28 พฤษภาคม 53</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/value-growth-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลงทุนเพื่อเพิ่มกำไร : เทพ รุ่งธนาภิรมย์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2010 13:14:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[เทพ รุ่งธนาภิรมย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8625</guid>
		<description><![CDATA[CEO ที่ทำกำไรได้ดีต่อเนื่องกัน มีทางเลือกหลักๆได้ 2 ทางคือ *เอากำไรที่ได้  จ่ายเป็นเงินปันผลคืนผู้ถือหุ้น หรือ * เอากำไรที่ได้ ไปใช้ขยายงาน เพื่อเพิ่มกำไรในอนาคต นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น คือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ส่วนตัวแล้ว  ผมชอบเดินสายกลาง คือขอให้มีการจ่ายเงินปันผลบ้าง มากน้อยไม่ว่ากัน เพราะเข้าใจดีว่า CEO ก็ต้องการเงินส่วนหนึ่งสำหรับขยายงาน เวลาเลือกซื้อหุ้น ผมจึงต้องศึกษาดูก่อนว่า CEO มีฝีมือ สามารถทำกำไรสุทธิได้ และเพื่อความไม่ประมาท ผมก็ต้องดูตัวงบกระแสเงินสด เพื่อให้แน่ใจว่า เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ มียอดเป็นบวก ซึ่งเป็นการยืนยันว่า กำไรสุทธิที่ทำได้มีคุณภาพดีจริง เพราะเคยมีเรื่องมาแล้ว ในงบกำไรขาดทุน โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิเพิ่มอย่างหรู แต่ขอโทษ เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ ติดลบแดงเถือก ใครหลงซื้อหุ้นนั้นเข้าไป ถึงกับกระอักเลือด ที่ร้ายคือ  เจ้าของถือโอกาสขายหุ้นทิ้งหมดไปด้วย บทเรียนราคาแพงนี้ ทำให้นักลงทุนเดี๋ยวนี้ ต้องดูงบการเงินทั้ง 3 งบ การที่เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ มียอดบวก แสดงว่า ในการค้าขาย นอกจากทำกำไรได้แล้ว ยังเก็บเข้ามาเป็นเงินสดเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย เงินในส่วนนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/startup-capital-intro.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-8626" title="startup-capital-intro" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/startup-capital-intro.gif" alt="" width="374" height="318" /></a></p>
<p>CEO ที่ทำกำไรได้ดีต่อเนื่องกัน มีทางเลือกหลักๆได้ 2 ทางคือ</p>
<p><strong>*เอากำไรที่ได้  จ่ายเป็นเงินปันผลคืนผู้ถือหุ้น หรือ</strong></p>
<p><strong>* เอากำไรที่ได้ ไปใช้ขยายงาน เพื่อเพิ่มกำไรในอนาคต</strong></p>
<p>นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น คือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย</p>
<p>ส่วนตัวแล้ว  ผมชอบเดินสายกลาง คือขอให้มีการจ่ายเงินปันผลบ้าง มากน้อยไม่ว่ากัน<strong></p>
<p></strong>เพราะเข้าใจดีว่า<strong> CEO ก็ต้องการเงินส่วนหนึ่งสำหรับขยายงาน</strong></p>
<p><strong>เวลาเลือกซื้อหุ้น</strong> <strong>ผมจึงต้องศึกษาดูก่อนว่า CEO มีฝีมือ</strong> <strong>สามารถทำกำไรสุทธิได้</strong> <strong>และเพื่อความไม่ประมาท ผมก็ต้องดูตัวงบกระแสเงินสด เพื่อให้แน่ใจว่า เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ มียอดเป็นบวก ซึ่งเป็นการยืนยันว่า กำไรสุทธิที่ทำได้มีคุณภาพดีจริง</strong></p>
<p><strong>เพราะเคยมีเรื่องมาแล้ว ในงบกำไรขาดทุน โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิเพิ่มอย่างหรู แต่ขอโทษ เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ ติดลบแดงเถือก</strong></p>
<p><strong>ใครหลงซื้อหุ้นนั้นเข้าไป ถึงกับกระอักเลือด</strong> ที่ร้ายคือ  เจ้าของถือโอกาสขายหุ้นทิ้งหมดไปด้วย</p>
<p><strong>บทเรียนราคาแพงนี้ ทำให้นักลงทุนเดี๋ยวนี้ ต้องดูงบการเงินทั้ง 3 งบ</strong></p>
<p><strong>การที่เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ มียอดบวก</strong> แสดงว่า ในการค้าขาย นอกจากทำกำไรได้แล้ว ยังเก็บเข้ามาเป็นเงินสดเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย เงินในส่วนนี้ ถ้าจะนำไปใช้ขยายงาน ด้วยการลงทุน ผมก็ขออนุโมทนา แล้วถ้าคิดว่าดี จะไปกู้ยืมเงินมาสมทบ ผมก็คิดว่านักลงทุนไม่มีใครขัดข้อง</p>
<p>จริงๆแล้ว ผมได้อาศัยการศึกษาข้อมูลในส่วนนี้จากหุ้นหลายๆตัว ที่โชว์ตัวเลขในงบกระแสเงินสด</p>
<p>ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุน Cashflow for  Investment แล้วตัดสินใจเข้าไปซื้อไว้ เพราะส่วนใหญ่  เมื่อขยายงานจากการลงทุนเสร็จเรียบร้อย มีสินค้าให้ขายได้มากขึ้น สุดท้ายกำไรก็เพิ่มตาม ทำให้มูลค่าหุ้นแข็งแกร่งขึ้น ราคาหุ้นก็ขึ้นตามมาจากผลกำไรที่ได้เพิ่มขึ้น</p>
<p>อยากจะเน้นตรงนี้ครับว่า<strong> การลงทุนเป็นการสร้างค่าในอนาคต ถ้าดูจากตัวเลขในอดีตจะไม่พบ</strong></p>
<p>ถ้าใครอ่านงบกระแสเงินสดเป็น โอกาสที่จะซื้อหุ้นในราคาถูก ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ</p>
<p>ทำไมการลงทุนจึงสามารถทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น?</p>
<p>หลักมีอยู่ว่า การลงทุนต้องใช้เงินทุน คือ Capital ซึ่งมีต้นทุน  เรียกว่า Cost of  Capital</p>
<p>ในเวลาเดียวกัน  การลงทุนก็ให้ผลตอบแทน ซึ่งสามารถคิดออกมาเป็น อัตราผลตอบแทน (Returns on Capital)</p>
<p>ดังนั้น ถ้า <strong>Returns on Capital สูงกว่า Cost Of Capital โครงการลงทุนนั้นก็น่าลงทุน เพราะเมื่อลงทุนเพิ่ม ก็จะเกิดกำไรเพิ่ม ส่งผลให้ผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นก็จะตอบรับข่าวดี</strong></p>
<p>เป็นปรากฎการณ์ของตลาดหุ้น  ที่หุ้นบางตัวขึ้นได้เป็นเท่าๆตัว เป็นหุ้นโตเร็ว (Growth Stock) ที่ทำให้ผู้ซื้อกลายเป็นเศรษฐี แต่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ?</p>
<p><strong>เพราะถ้าลงทุนไปแล้ว ผลออกมาพลิกล๊อคไม่เป็นไปอย่างที่คิดก็จะยุ่ง</strong> แทนที่จะมีกำไรมาเสริม กลับกลายว่าโครงการใหม่ขาดทุน ดึงของเก่าให้ลดลงไป</p>
<p>ดีไม่ดี ทำให้ขาดทุนทั้งบริษัท แบบนี้ก็เป็นเรื่องเศร้า กลายเป็นลงทุนผิด คิดจนช้ำใจ</p>
<p><strong>ในสมัยฟองสบู่ฟูฟ่อง มี CEO บางคนใจกล้า ขยายงานอย่างไม่คิดชีวิต เงินไม่พอก็กู้เงินต่างประเทศเข้ามาเสริม เพราะมองโลกในแง่ดีเกินไป</strong></p>
<p>ครั้นพอฟองสบู่แตกดังโพล๊ะ เงิน 1 เหรียญที่กู้มาแลกได้ 25 บาท กลายเป็น 40 บาท ก็ขาดทุนมโหฬาร โครงการขยายงานทั้งหลายต้องหยุดกึก ที่หนักสุดคือไม่มีปัญญาชำระหนี้ สุดท้ายต้องยกธงขาว ยอมแพ้ ปิดโรงงาน ราคาหุ้นตกลงมาเหลือศูนย์</p>
<p>ดังนั้น จึงต้องระวังครับ CEO ที่ลงทุนเกินกำลังเกินไป มีสิทธิทำให้ผู้ถือหุ้นพลอยเจ๊งตามไปด้วย</p>
<p><strong>ลงทุนเพื่อเพิ่มกำไร</strong></p>
<p><strong>เทพ รุ่งธนาภิรมย์ </strong></p>
<p><strong>06/01/2009 &#8211; 08:20</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิสัยของนักลงทุนระดับโลก : สถาพร งามเรืองพงศ์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Jun 2010 17:16:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[George Soros]]></category>
		<category><![CDATA[Hongvalue]]></category>
		<category><![CDATA[the winning investment habits of Warren Buffett & George Soros]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาพร งามเรืองพงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8614</guid>
		<description><![CDATA[มีหนังสือเล่มนึงที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆอ่านกันคือ the winning investment habits of Warren Buffett &#38; George Soros วันนี้ ผมจะนำเนื้อหาบางส่วนที่คิดว่าเป็น highlight ของหนังสือเล่มนี้ มาเล่าให้ฟังกันครับ มี deadly investment sin อยู่อย่างนึง ที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันคือว่า &#8220;พวกเขาเชื่อว่า การคาดการณ์ตลาดได้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมี&#8221; แต่นักลงทุนระดับโลกไม่เชื่อแบบนั้นครับ ในหนังสือเล่มนี้ ก็มีบทสัมภาษณ์ ทั้งส่วนของโซรอส และบัฟเฟตต์ ว่าทำไมทั้งสองถึงไม่เชื่อ สามารถอ่านเต็มๆได้ในหนังสือ ส่วนผมจะลองแชร์มุมมองที่มีต่อประโยคนี้ดู ผมเองคิดว่า ในภาวะปกติ หุ้นที่มีความแข็งแกร่งจะสามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้ ในที่นี้ หมายถึงหุ้นที่มีปัจจัยทางพื้นฐานที่โดดเด่นมากๆ แต่ประเด็นก็คือว่า เวลาตลาด crash ต่อให้กำไรของหุ้นเป็นอย่างที่เราคาด แต่ว่าราคาหุ้นก็พร้อมที่จะกลับทิศทางกันแบบตรงกันข้ามได้เลย ทำให้เวลาตลาด crash หุ้นพื้นฐานดีแค่ไหน ร้อยละ 90-95% ก็จะเละหมด ไม่เชื่อลองดูได้ว่า ปลายปี 2008 มีหุ้นกี่ตัวที่ราคาสูงกว่าตอนต้นปี แต่ประเด็นที่สำคัญคือ จริงๆแล้วไม่มีใครบอกได้ว่าตลาดจะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/9780312358785.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8615" title="9780312358785" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/9780312358785-199x300.jpg" alt="" width="199" height="300" /></a></p>
<p><strong>มีหนังสือเล่มนึงที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆอ่านกันคือ the winning investment habits of Warren Buffett &amp; George Soros</strong></p>
<p>วันนี้ ผมจะนำเนื้อหาบางส่วนที่คิดว่าเป็น highlight ของหนังสือเล่มนี้ มาเล่าให้ฟังกันครับ</p>
<p>มี <strong>deadly investment sin</strong> อยู่อย่างนึง ที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันคือว่า <strong>&#8220;พวกเขาเชื่อว่า การคาดการณ์ตลาดได้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมี&#8221;</strong></p>
<p><strong>แต่นักลงทุนระดับโลกไม่เชื่อแบบนั้นครับ</strong> ในหนังสือเล่มนี้ ก็มีบทสัมภาษณ์ ทั้งส่วนของโซรอส และบัฟเฟตต์ ว่าทำไมทั้งสองถึงไม่เชื่อ สามารถอ่านเต็มๆได้ในหนังสือ ส่วนผมจะลองแชร์มุมมองที่มีต่อประโยคนี้ดู</p>
<p>ผมเองคิดว่า <strong>ในภาวะปกติ หุ้นที่มีความแข็งแกร่งจะสามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้</strong> ในที่นี้ หมายถึงหุ้นที่มีปัจจัยทางพื้นฐานที่โดดเด่นมากๆ<strong> แต่ประเด็นก็คือว่า เวลาตลาด crash ต่อให้กำไรของหุ้นเป็นอย่างที่เราคาด แต่ว่าราคาหุ้นก็พร้อมที่จะกลับทิศทางกันแบบตรงกันข้ามได้เลย</strong> ทำให้เวลาตลาด crash หุ้นพื้นฐานดีแค่ไหน ร้อยละ 90-95% ก็จะเละหมด ไม่เชื่อลองดูได้ว่า ปลายปี 2008 มีหุ้นกี่ตัวที่ราคาสูงกว่าตอนต้นปี</p>
<p><strong>แต่ประเด็นที่สำคัญคือ จริงๆแล้วไม่มีใครบอกได้ว่าตลาดจะ crash เมื่อไหร่ จะรู้ก็ต่อเมื่อมัน crash แล้ว</strong> ผมเองเจ็บตัวน้อยในปี 2008 แต่ก็รู้สึกว่าผมก็ไม่ได้รู้หรอกว่า ตลาดจะแย่ขนาดนั้น เพราะผมล้างพอร์ตประมาณ 590 ถ้าผมรู้จริง ผมคงจะขายตอนดัชนี 880 แล้วจริงไหม</p>
<p>เวลามีคนมาถามผมว่า <strong>ตลาดจะเป็นยังไง บางทีผมก็ตอบแบบกวนส้นตีนกลับไปว่า ถ้าผมรู้ผมก็เล่น future รวยไปแล้วสิ ก๊ากกกกกกก </strong>และผมตั้งข้อสังเกตว่า<strong> หลายคนที่ได้ผลตอบแทนดีๆ ก็ไม่ได้คาดการณ์ได้หรอก และแท้จริงแล้ว ไม่น่าจะมีใครคาดการณ์ได้</strong> เพียงแต่ว่าเวลาที่รู้สึกว่าคิดถูก บางทีเราต้อง let profit run ให้เต็มที่ เพื่อให้มีกำไรเอาไว้มากพอสำหรับเวลาที่เราจะเจ็บตัว <strong>และเวลาเราเจ็บตัวก็ต้องเจ็บให้น้อยที่สุด ถ้าเทียบกับเวลาที่เราทำกำไรได้</strong></p>
<p>ผมว่าตลาดหุ้นคือสุดยอดของการมองไปข้างหน้า ตลาดจะคิดเรื่องอนาคตแล้ว discount มาที่ปัจจุบันเสมอ ดังนั้น การพยายามคิดว่าตลาดคิดยังไง ผมว่าเป็นเรื่องที่เราคงไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำพอที่จะคาดหวังผลลัพธ์ของมันได้หรอก <strong>จริงๆแล้ว เวลาที่คุณขาดทุนหนัก สิ่งที่คุณต้องอย่าให้เสียไปก็คือว่าใจ คุณอย่ากลัวตลาดมากเกินไป</strong> หลายคนผ่านปี 2008 แล้ว กลายเป็นคนกลัวตลาดหุ้นมากเกินไป ทำให้ปล่อยโอกาศดีๆหลุดมือไปเยอะ <strong>ผมคิดว่า นักลงทุนควรหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ เช่น ภาวะจิตใจของตัวเอง มากกว่าสนใจในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ภาวะตลาด</strong></p>
<p>นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มีความเชื่อเรื่องการรักษาเงินต้นมาก หลักฐานคือคำพูดนี้</p>
<p><strong>Buffet –1. never lose money 2. never forgot rule no .1</p>
<p>Soros –survive first and make money afterward.</strong></p>
<p><strong><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/sages-warren-buffett-george-soros-paul-volcker-and-the-maelstrom-of-markets.jpg"><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-8618" title="sages-warren-buffett-george-soros-paul-volcker-and-the-maelstrom-of-markets" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/sages-warren-buffett-george-soros-paul-volcker-and-the-maelstrom-of-markets-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></strong></p>
<p>ผมเองมีโอกาสได้ถาม marketing หลายคนว่า<strong> จริงไหมว่า นักลงทุนที่คุณดูแลพอร์ตอยู่ ร้อยละ 90% ขาดทุนในหุ้น ก็ได้รับการยืนยันมาว่าจริง </strong>จากที่ผมอยู่ในตลาดหุ้นมาหลายปีได้เห็นเลยว่า<strong> นักลงทุนประเภทแมงเม่า มักจะซื้อแล้วคิดถึงแต่ตอนกำไร แล้วกำไรนิดเดียวก็อยากจะขาย พอขาดทุนก็เก็บไว้</strong></p>
<p>ผมถามหน่อยว่า ถ้าโลกนี้มันง่ายถึงขนาดว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก อยากซื้อก็ซื้อ ได้กำไรก็ขาย ขาดทุนก็เก็บไว้ <strong>ถ้ามันง่ายขนาดนั้นจะไปมีคนเจ๊งหุ้นตั้งเยอะเเยะได้ยังไงกันเล่า</strong> คุณไม่รู้เรื่องแล้วมาเล่นหุ้น แล้วคุณจะกินเงินใครครับ คนที่ทำการบ้านมากกว่าคุณ กองทุนที่มีความรู้ ต่างชาติที่มีข้อมูลละเอียด กลุ่มไหนครับที่จะมาโง่ให้คุณเอาตังค์ตอบหน่อยครับ แล้วถ้าไม่มีคนเสียตังค์ แล้วเราจะได้ตังค์จากใครล่ะครับ <strong>จะเอาเงินในตลาดหุ้นอย่าคิดอะไรง่ายๆครับ</strong> อุ๊ย ออกนอกเรื่องมากไปหน่อยต่อๆ</p>
<p>คือ <strong>คนที่ได้ตังค์ ที่ผมเห็นส่วนใหญ่ มักจะพูดประเด็นเรื่อง downside ก่อนเสมอ</strong> เขามักจะบอกว่า ทำไมหุ้นที่เขาซื้อ ไม่น่าจะทำให้เขาขาดทุนได้ เขามักจะบอกว่า อย่างเลวร้ายที่สุด เขาก็ไม่น่าขาดทุนเกินเท่าไหร่ เนื่องจากพื้นฐานบริษัทดีขึ้นอย่างไร และเขาได้ปันผลจากบริษัทต่อปีเท่าไหร่ เป็นต้น</p>
<p>ข้อต่อมาคือ ความเชื่อผิดๆมักจะคิดว่า ผลตอบแทนสูงจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงสูงเท่านั้น</p>
<p><strong>แต่นักลงทุนระดับโลกเชื่อว่า ผลตอบแทนที่สูงจะน่าสนใจ ก็ต่อเมื่อมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต่ำเท่านั้น</strong></p>
<p>สมมุติว่า คุณลงทุนในหุ้นร้อนแรงตัวนึงที่ขึ้นมาเยอะแล้ว มาพร้อมกับข่าวดี สมมุติว่า ข่าวดีที่ว่านี้ดีจริงที่จะทำให้พื้นฐานหุ้นไปได้ต่อ แต่ประเด็นก็คือว่า <strong>ถ้าเกิดมันมีอะไรผิดคาดเกี่ยวกับตัวหุ้นขึ้นมาล่ะ หรือว่าถ้าตลาดเกิด crash ขึ้นมาซะก่อนล่ะ คุณจะทำอย่างไร</strong></p>
<p>การที่คุณไปซี้ซั้วะซื้อตอนข่าวดีออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ <strong>แล้วใครๆก็รู้หมด</strong> แล้วอาจจะได้กระแสของ momentum ที่จะไปต่อได้ก็จริง แต่ถ้ามีอะไรผิดคาด มันก็ทำให้คุณเจ็บตัวได้เยอะเหมือนกัน</p>
<p>ผมคิดว่า การที่จะทำให้การลงทุนมีความเสี่ยงต่ำได้อย่างนึงคือ <strong>ทำเหมือนที่ buffet พูด ก็คือ ซื้อบริษัทที่ดีที่มีปัญหาแค่ชั่วคราว เพราะว่าตลาดหุ้นมักจะมองอะไรสั้นๆเสมอ</strong> ดังนั้น เวลาเกิดอะไรเลวร้ายแม้จะกระทบสั้นๆ แต่หุ้นจะร่วงแรงเกินความเป็นจริงบ่อยๆ คนที่ซื้อตอนนั้นได้ราคาหุ้นที่รองรับสิ่งที่เลวร้ายและไม่คาดฝันบางอย่างไปแล้ว น่าจะทำให้ความเสี่ยงในตอนนั้นลดลงไปได้พอสมควร <strong>แต่ในทางกลับกัน ใน long term กลับมี upside สูง แบบนี้เป็นต้น</strong></p>
<p><strong>ความรู้ เป็นสิ่งที่ควรจะทำให้ปรัชญา high risk high return เปลี่ยนเป็น low risk high return ถ้าคุณมีความรู้แล้วคุณยังต้อง high risk เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลย คุณควรจะพิจารณาตัวเองอย่างหนักได้แล้วครับ</strong></p>
<p><strong>นิสัยของนักลงทุนระดับโลก</strong></p>
<p><strong>Hongvalue&#8217;s Blog</strong></p>
<p><strong>สถาพร งามเรืองพงศ์</strong></p>
<p><strong>7 มิถุนายน 2010</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
