<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; Knowing &amp; History</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/history/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>7 วิธีเรียนภาษาอังกฤษผ่านเน็ต ฟรี! : Guiman</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/7-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/7-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jan 2010 02:27:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Knowing & History]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8202</guid>
		<description><![CDATA[ต้องขอบคุณน้อง Guiman มากครับ ที่นำสาระดีๆมาโพสในบอร์ด #### Guiman wrote : ผมเข้าไปเสริช ในยูทูบ ว่า learning english เจอคลิปนึง เจ๋งมากๆ มันจะต่อไปเรื่อยๆ คลิปต่อคลิป บทต่อบท เป็นฝรั่งชื่อ มิสเตอร์ดันแคน มาพูดเป็นภาษาอังกฤษ ตลกด้วย มีสคริปท์ให้อ่าน ศัพท์ง่าย มือใหม่เรียนได้แน่นอน นี่ลิงค์ครับ http://www.youtube.com/watch?v=ohJCdihPWqc&#38;feature=PlayList&#38;p=F467B6C12B713A03&#38;playnext=1&#38;playnext_from=PL&#38;index=19 พอจบคลิปนึง จะดูคลิปสองต่อ ก็ดูตรงขวามือ ตรง Related Videos หาคลิป 2 แล้วมันจะลิงค์ต่อไปเรื่อยๆ ครับ อันที่สอง http://www.voanews.com/specialenglish เป็นการเรียนภาษาอังกฤษจาก อ่าน + ฟัง ข่าว ที่ฝรั่งย่อยมาให้ง่ายแล้ว ได้ศัพท์ + สำนวน เพิ่มเพียบครับ ศัพท์ สำนวน ยังอยู่ในระดับมือใหม่ครับ ถ้าชำนาญแล้วก็ไปที่ http://www.voanews.com ต่อได้เลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/GRAMMAR.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8203" title="GRAMMAR" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/GRAMMAR-300x233.jpg" alt="" width="300" height="233" /></a></p>
<p>ต้องขอบคุณน้อง Guiman มากครับ ที่นำสาระดีๆมาโพสในบอร์ด</p>
<p>####</p>
<p><strong>Guiman wrote : </strong></p>
<p>ผมเข้าไปเสริช ในยูทูบ ว่า learning english เจอคลิปนึง เจ๋งมากๆ มันจะต่อไปเรื่อยๆ คลิปต่อคลิป บทต่อบท เป็นฝรั่งชื่อ มิสเตอร์ดันแคน มาพูดเป็นภาษาอังกฤษ ตลกด้วย มีสคริปท์ให้อ่าน ศัพท์ง่าย มือใหม่เรียนได้แน่นอน</p>
<p>นี่ลิงค์ครับ</p>
<p><a href="http://www.youtube.com/watch?v=ohJCdihPWqc&amp;feature=PlayList&amp;p=F467B6C12B713A03&amp;playnext=1&amp;playnext_from=PL&amp;index=19" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=ohJCdihPWqc&amp;feature=PlayList&amp;p=F467B6C12B713A03&amp;playnext=1&amp;playnext_from=PL&amp;index=19</a></p>
<p>พอจบคลิปนึง จะดูคลิปสองต่อ ก็ดูตรงขวามือ ตรง Related Videos หาคลิป 2 แล้วมันจะลิงค์ต่อไปเรื่อยๆ ครับ</p>
<p>อันที่สอง</p>
<p><a href="http://www.voanews.com/specialenglish" target="_blank">http://www.voanews.com/specialenglish</a></p>
<p>เป็นการเรียนภาษาอังกฤษจาก อ่าน + ฟัง ข่าว ที่ฝรั่งย่อยมาให้ง่ายแล้ว ได้ศัพท์ + สำนวน เพิ่มเพียบครับ ศัพท์ สำนวน ยังอยู่ในระดับมือใหม่ครับ</p>
<p>ถ้าชำนาญแล้วก็ไปที่</p>
<p><a href="http://www.voanews.com/" target="_blank">http://www.voanews.com</a> ต่อได้เลย</p>
<p>อันที่ 3</p>
<p><a href="http://www.esl-lab.com/" target="_blank">http://www.esl-lab.com</a></p>
<p>เว็บฝึก ทักษะการฟัง จะมีบทสนทนามาให้ ตั้งแต่ ง่าย &#8211; ยาก คลิปละ ประมาณ 1 นาที ฟังจบ จะมี quiz ให้ทำ สนุกดีครับ</p>
<p>ที่สำคัญต้องทำทุกวัน เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา (มิสเตอร์ดันแคน ในยูทูบบอกครับ)</p>
<p>ผมก็ยังพึ่งเตาะแตะเหมือนกันครับ ค่อยๆพยายามไป</p>
<p>ขอให้สนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษครับ  <img src="../forum/Smileys/emo/m088.gif" border="0" alt="" /></p>
<p>ไปเอามาเพิ่มอีก นิดหน่อย</p>
<p>ฝึกภาษาอังกฤษจาก การฟังครับ ที่<a href="http://www.surfmusic.de/" target="_blank"> http://www.surfmusic.de</a></p>
<p>ไปเจอมาใน pantip.com พันทิพย์นี่มันของดีเยอะจริงๆ</p>
<p>มีหลายช่องหลายแนวให้เลือก แต่ภาษาอังกฤษน่ะ</p>
<p>สำหรับ มือใหม่ ควรเน้นไปที่ข่าว เพราะ คนอ่าน เค้าจะถูกคัดมาแล้วว่า ออกเสียงถูก สำเนียงดี เสียงดี และที่สำคัญมีแต่คำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เราก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง</p>
<p>อีกเหตุผลที่ควรฟังข่าว คือ ถ้าเป็นสถานีเพลง จะได้แต่เพลง ภาษาจะได้ไม่เยอะเท่าที่ควรครับ (ฟังเค้ามาน่ะ 55+)</p>
<p><a href="http://www.surfmusic.de/format/news.html" target="_blank">http://www.surfmusic.de/format/news.html</a></p>
<p><strong>ลิ้งค์สถานีข่าว</strong><br />
ลิ้งค์สำหรับฟังข่าว ที่ดังๆก็มีของ BBC จะเป็นสำเนียงอังกฤษ กับ VOANEWS จะเป็นสำเนียงอเมริกัน แล้วยังมีสถานีอื่นๆอีกเพียบ</p>
<p>ถ้าไม่ได้เปิดคอมฯ ก็มีอีกวิธีนึงครับ คือ เปิดวิทยุ หรือ เสียบมือถือฟังวิทยุ กดไปที่ FM 88.0</p>
<p>จะเป็นสถานีภาษาเพลงอังกฤษ แต่บางทีก็มีโฆษณาไทยแทรกบ้าง แต่เพลงจะเยอะครับ ฟังพูดไม่ค่อยจุใจ</p>
<p>คนเก่งๆเขาว่ามา ว่าฟังไม่รู้เรื่องไม่เป็นไร ฟังไปเรื่อยๆ ทุกวัน ไม่กี่เดือนก็จะเริ่มเห็นผล 1-3 ปี ก็จะเริ่มเก่งล่ะ</p>
<p>อีกอัน เรียนภาษาอังกฤษฟรี กับ ลุงพิพัฒน์  หรือ อจ.พิพัฒน์</p>
<p>ที่<br />
<a href="http://intereladsd.blogspot.com/" target="_blank">http://intereladsd.blogspot.com/</a></p>
<p>บล็อกใหม่ที่<br />
<a href="http://english-for-thais-2.blogspot.com/" target="_blank">http://english-for-thais-2.blogspot.com/</a></p>
<p>เจ้าของบล็อกเขาเขียนบล็อก ให้อ่านฟรี มีของ + เทคนิคดีๆเพียบ ไม่มีโฆษณาแอบแฝงแม้แต่นิดเดียว</p>
<p>####</p>
<p>ที่มา : Guiman : <a href="http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php/topic,3420.0.html" target="_blank">http://www.sarut-homesite.net/forum/index.php/topic,3420.0.html</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/7-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำความรู้จัก &#8220;เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds)&#8221; กองทุนที่ได้ฉายาว่า &#8216;กองทุนปีศาจ&#8217;: กมล กมลตระกูล</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Nov 2009 10:04:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Knowing & History]]></category>
		<category><![CDATA[Hedge Funds]]></category>
		<category><![CDATA[กมล กมลตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนปีศาจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เฮดจ์ฟันด์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8057</guid>
		<description><![CDATA[เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ได้ชื่อว่ากองทุนปีศาจ วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่วิกฤตหนี้ในละตินอเมริกาในทศวรรษ 1980 , วิกฤตการเงินเตกิลา , วิกฤตฟองสบู่แตก วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 (1997) และล่าสุดวิกฤตอสังหาฯถล่ม (subprime crisis) บางคนเรียกว่า วิกฤตคาวบอย หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 (2008) ล้วนเป็นผลมาจากความกระหายเลือดของกองทุนปีศาจเหล่านี้ การได้รับชื่อว่า กองทุนปีศาจ เพราะว่ากองทุนเหล่านี้ไม่มีตัวตน ไม่มีทรัพย์สินของตนเอง จับต้องไม่ได้ แต่หลอกคนได้ สูบเลือดคนได้เหมือนปีศาจ การทำงานหรือการบริหารของกองทุน ต้องใช้กลไกของสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีรายได้(fee) จากการให้บริการหรือเป็นกลไกในการทำงานแทนกองทุนปีศาจเพื่อแลกกับค่าบริการ ที่สามารถคิดได้สูงลิบลิ่วตามปริมาณเงินที่ผ่านเข้า-ออก สถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญตั้งกองทุนหรือรับบริหารกองทุน โดยการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการ เมื่อพูดถึงกองทุนปีศาจจึงรวมถึงสถาบันการเงินและรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนเหล่านี้ด้วย เศรษฐกิจโลกที่อยู่ใต้กงเล็บของกองทุนปีศาจ จึงได้ชื่อว่า ระบอบเศรษฐกิจกาสิโน (casino economy) หรือทุนนิยมกาสิโน (casino capitalism) กำเนิดเฮดจ์ฟันด์ เฮดจ์ฟันด์ถือกำเนิดขึ้นในปี 1949 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได้ 4 ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-full wp-image-8059" title="hedge-funds" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/hedge-funds.jpg" alt="hedge-funds" width="449" height="348" /></p>
<p><strong>เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ได้ชื่อว่ากองทุนปีศาจ วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่วิกฤตหนี้ในละตินอเมริกาในทศวรรษ 1980 , วิกฤตการเงินเตกิลา , วิกฤตฟองสบู่แตก วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 (1997) และล่าสุดวิกฤตอสังหาฯถล่ม (subprime crisis) บางคนเรียกว่า วิกฤตคาวบอย หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 (2008) ล้วนเป็นผลมาจากความกระหายเลือดของกองทุนปีศาจเหล่านี้</p>
<p>การได้รับชื่อว่า กองทุนปีศาจ เพราะว่ากองทุนเหล่านี้ไม่มีตัวตน ไม่มีทรัพย์สินของตนเอง จับต้องไม่ได้ แต่หลอกคนได้ สูบเลือดคนได้เหมือนปีศาจ</strong></p>
<p>การทำงานหรือการบริหารของกองทุน ต้องใช้กลไกของสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีรายได้(fee) จากการให้บริการหรือเป็นกลไกในการทำงานแทนกองทุนปีศาจเพื่อแลกกับค่าบริการ ที่สามารถคิดได้สูงลิบลิ่วตามปริมาณเงินที่ผ่านเข้า-ออก สถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญตั้งกองทุนหรือรับบริหารกองทุน โดยการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการ เมื่อพูดถึงกองทุนปีศาจจึงรวมถึงสถาบันการเงินและรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนเหล่านี้ด้วย</p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกที่อยู่ใต้กงเล็บของกองทุนปีศาจ จึงได้ชื่อว่า ระบอบเศรษฐกิจกาสิโน (casino economy) หรือทุนนิยมกาสิโน (casino capitalism)</strong></p>
<p><strong>กำเนิดเฮดจ์ฟันด์<br />
</strong><br />
<strong>เฮดจ์ฟันด์ถือกำเนิดขึ้นในปี 1949 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได้ 4 ปี นายอัลเฟรด โจนส์ (Alfred W. Jones) ผู้สื่อข่าวด้านตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งคร่ำหวอดกับการสังเกตการเคลื่อนไหวของตลาดทุนและตลาดเงิน จึงได้ตั้งกองทุนขึ้นมาลงทุนที่สวนทางกับการลงทุนทั่วๆไปในสมัยนั้น โดยการเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและราคาขึ้นมากกว่าอัตราเฉลี่ยของตลาด ในขณะเดียวกันเสนอขายราคาหุ้นตัวนั้นเมื่อราคาตกลงระดับหนึ่งพร้อมกันเพื่อลดการขาดทุนจำนวนมากๆในคราเดียว รวมทั้งเลือกขายหุ้นประเภทห่วยแตกล่วงหน้า(selling short) ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นขึ้นเขาก็จะได้กำไรจากตัวแรกมาชดเชยตัวหลัง หรือในทางตรงกันข้าม ซึ่งยุทธศาสตร์นี้เป็นการลดความเสี่ยงในตลาดทุนและตลาดเงินที่มีความผันผวน คาดการณ์ไม่ได้ เต็มไปด้วยข่าวลือ ข่าวลวง และข่าวลับ ลวง พราง</strong></p>
<p><strong>กลยุทธ์เฮดจ์ฟันด์</strong></p>
<p><strong>กองทุนและเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่เขาเริ่มใช้เป็นคนแรกจึงได้ชื่อว่า เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) และต่อมาได้พัฒนาให้มีความซับซ้อน และนำมาใช้ในทุกตลาด คือ ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดอนุพันธ์ (derivatives) ตลาดคอมมิวดิตี้ (commodity) ตลาดพันธบัตร (bonds market) และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา (foreign exchange) โดยพ่อมดการเงินรุ่นต่อๆมาจนกลายเป็นกระแสหลักที่รู้กันแต่วงในของวาณิชย์ธนกิจ (investment bankers)</strong></p>
<p>ส่วนบรรดาแมลงเม่า และนักลงทุน หรือผู้บริหารกองทุน ตามตำราปัจจัยพื้นฐานก็มักจะหมดตัวหรือทำให้ ผู้ถือหุ้น ผู้ร่วมลงทุน ประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจบชีวิตเหมือนกับแมลงเม่าที่วิ่งเข้าหากองไฟไปด้วย</p>
<p><strong>ตัวอย่างกลยุทธ์ที่ใช้</strong> เช่น การตั้งคำสั่งซื้อและขายพร้อมกันในตลาดเดียวกันหรือคนละตลาดเพื่อกินกำไรส่วนต่าง(arbitrage) , การซื้อเมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นและขายล่วงหน้าเมื่อตลาดอยู่ในภาวะขาลง long-short investing techniques , การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซื้อขายแทนคน ซึ่งเรียกว่า quantitative investing หรือ program trading ซึ่งมีการตั้งโปรแกรมทั้งซื้อหรือขายเมื่อดัชนีตัวใดตัวหนึ่ง หรือดัชนีของตลาด หรือราคาหุ้น หรืออัตราแลกเปลี่ยนขึ้นหรือลงถึงจุดนั้น ก็จะสั่งซื้อหรือขายโดยอัตโนมัติใน เสี้ยววินาที ซึ่งคำสั่งเหล่านี้มีนับหมื่นๆคำสั่งต่อวัน หรือเป็นแสนเมื่อรวมของทุกกองทุนเข้าด้วยกัน โปรแกรมเทรดดิ้งนี้เองเป็นต้นตอของความผันผวนของตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดอื่นๆ ทุกตลาด ที่เรียกว่า panic trading ซึ่งเกิดจากการตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั่นเอง การซื้อก่อนจ่ายทีหลัง การซื้อขายภายในวันเดียวกัน หรือกู้เงินมาซื้อ ที่เรียกว่า leverage</p>
<p><strong>กลยุทธ์การกู้เงินมาซื้อเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ ทุกกองทุนนำมาใช้เพราะเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อและเพิ่มผลกำไรได้อย่างมหาศาล ถ้าหากว่าบริหารไม่ผิดพลาด เช่น เมื่อกองทุนได้รับเงินมาบริหาร 10 เหรียญ กองทุนอาจกู้เงินเพิ่มได้ 90 เหรียญ รวมเป็น 100 เหรียญ เพื่อนำไปเก็งกำไรในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือตลาดอนุพันธ์ หรือตลาดหุ้น และหากว่าขาดทุนเพียงร้อยละ 10 ก็เท่ากับว่ากองทุนนั้นหมดไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าได้กำไรร้อยละ 10 ก็เท่ากับว่าได้กำไร 100% ของเงินทุน</strong></p>
<p>กรณีศึกษาตัวอย่างข้างต้น คือ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2008 บริษัท Lehman Brothers ซึ่งได้ก่อตั้งมานานถึง 158 ปี เป็นบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของอเมริกา และเคยเข้าร่วมขบวนการดูดเลือดคนไทยเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 โดยเป็นทั้งบริษัทที่ปรึกษา และตีราคาทรัพย์สินเอ็นพีแอล แล้วตั้งบริษัทลูกขึ้นมาซื้อทรัพย์สินและหนี้สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาด (ทรัพย์ของ ป.ร.ศ.) แล้วไปบีบขายให้ลูกหนี้ในราคาสูงลิ่ว เมื่อลูกหนี้ซื้อไม่ไหวก็ต้องถูกยึดกิจการ บัดนี้กรรมได้สนองโดยได้ยื่นเรื่องต่อศาลให้เป็นบริษัทล้มละลายโดยมีหนี้สิน เฉพาะที่เป็นพันธบัตร 768 แสนล้านเหรียญ (768 billion) ซึ่งเท่ากับประมาณแผ่นดินไทย 30 ปี ในขณะที่ทรัพย์สินในกองทุนมีเพียง 639 แสนล้านเหรียญ (639 billion) คือติดลบ</p>
<p><strong>ในปี 2003 Lehman Brothers มีเงินทุน 13,000 ล้านเหรียญ (13 billion) แต่มีบัญชีทรัพย์สินมากถึง 31,200 ล้านเหรียญ (312 billion) ซึ่งแปลว่าทุกๆเงินทุน 1 เหรียญ Lehman Brothers กู้มาเพิ่มอีก 24 เหรียญ(เท่า) เพื่อเก็งกำไร พอถึงปี 2007 Lehman Brothers มีเงินทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 73 กลายเป็น 22.5 พันล้านเหรียญ แต่มีบัญชีทรัพย์สินมากถึง 691 พันล้าน ซึ่งแปลว่าทุกๆ เงินทุน 1 เหรียญ Lehman Brothers กู้เพิ่มเป็น 31 เท่าเพื่อเก็งกำไร</strong></p>
<p>การล้มละลายของ Lehman Brothers ที่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนคิดเป็นเม็ดเงิน 639 พันล้าน เป็นคดีล้มละลายที่ใหญ่กว่าการล้มละลายของบริษัทพลังงาน ENRON ในปี 2001 ถึง 10 เท่า กรณี ENRON กลายเป็นตำนานมหากาพย์แห่งการฉ้อฉลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน สถาบันจัดอันดับ และสื่อด้านเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนพัวพันเกี่ยวข้องโยงใยกันเหมือนใยแมงมุม ไม่ต่างกับกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี ซึ่งมีนายราเกซ สักเสนา และนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ เป็นผู้ต้องหา แต่มีนักการเมืองอีกจำนวนมากที่โยงใยเกี่ยวข้อง</p>
<p>เมื่อครั้งกองทุน Long-Term Capital Management ซึ่งก่อตั้งโดยนักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล 2 คน และเคยทำกำไรให้นักลงทุนสูงสุดถึงร้อยละ 25-50 จนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกือบทุกสาขา และกองทุนของมหาวิทยาลัย มูลนิธิต่างแย่งกันเสนอให้กองทุนนี้บริหารให้ โดยกองทุนนี้มีเงินที่ได้รับมาบริหาร 40,000 ล้านเหรียญ แต่สามารถกู้เงินมาลงทุนได้ 12,500 ล้านเหรียญ หรือ 30 เท่าของเม็ดเงินที่ตนมี รวมทั้งมีตัวเลขงบดุลในบัญชีสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญ ด้วยวิธีการซื้อแบบใช้ margin ซึ่งใช้เงินเพียงร้อยละ 10 ในการลงทุน 100 แต่ในที่สุดกองทุนนี้ก็ล้มครืนลง และประธานาธิบดีคลินตันต้องกระโดดเข้ามาอุ้มด้วยการใช้เงินภาษีอากรของคน อเมริกันทั้งประเทศเพื่อไม่ให้ระบบเศรษฐกิจของชาติล่มแบบโดมิโน</p>
<p>กลยุทธ์ข้างต้นนี้เอง ที่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งประชาชนมีเงินออมมากและมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Pension Funds) ในทุกภาคส่วนรวมทั้งผู้ใช้แรงงานในประเทศเหล่านี้เป็นเจ้าของทุนปีศาจ และล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสิ้น จึงมีนโยบายบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลาดทุนและตลาดเงิน หรือแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ฯ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยข้ออ้างว่าเพื่อความทันสมัย เพื่อเปิดช่องทางการระดมทุนมาขยายธุรกิจ และเป็นเรื่องการค้าเสรีหรือการเปิดเสรีเพื่อให้กองทุนปีศาจเหล่านี้สามารถ เข้ามาสูบเลือดกลับไปเลี้ยงประชาชนในชาติของตน</p>
<p><strong>เฮดจ์ฟันด์ กองทุนปีศาจ(1)<br />
คอลัมน์ เดินคนละฟาก<br />
กมล กมลตระกูล kamolt@yahoo.com<br />
วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4158  ประชาชาติธุรกิจ<br />
</strong><br />
####</p>
<p><strong>เฮดจ์ฟันด์ กองทุนปีศาจ (จบ) ทุนปีศาจครอบโลก<br />
คอลัมน์ เดินคนละฟาก<br />
กมล กมลตระกูล kamolt@yahoo.com<br />
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4159  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>
<p><strong>เพียงแค่ขนาดของกองทุนปีศาจนั้นก็มหาศาลแล้ว เช่น กองทุนที่ใหญ่ที่สุด Bridgewater Associates บริหารเม็ดเงินจำนวน 38,600 ล้านเหรียญ หรือ 11 ล้านล้านบาท หรือ กองทุน Soros Fund Management ของพ่อมดการเงิน Soros มีทรัพย์สิน 2 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 7 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินไทยทั้งปีในบางปี (1 ล้านล้านบาทเศษ)</strong> แต่สามารถซื้อขายโดยวิธี Leverage คือกู้เงินมาซื้อขาย หรือซื้อขายเงินเชื่อแล้วมาหักกำไรขาดทุนทีหลังได้มากถึง 10-25 เท่า ของเม็ดเงินของกองทุน ดังนั้นจึงไม่มีตลาดทุนและตลาดเงินที่ไหนของโลกสามารถต้านการโจมตี หรือการ &#8220;ทุบ&#8221; ของกองทุนปีศาจเหล่านี้ได้<br />
<strong><br />
ใน 10 กองทุนปีศาจเหล่านี้ รับบริหารเม็ดเงินเกือบ 3 แสนล้านเหรียญต่อปี ในขณะที่กองทุนปีศาจทั้งหมดในโลก บริหารเม็ดเงินประมาณ 2.5 ล้านล้านเหรียญ (2.5 trillion)</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-8058" title="edi05191152p2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/edi05191152p2.jpg" alt="edi05191152p2" width="400" height="367" /></p>
<p>จากการเปรียบเทียบขนาดของกองทุน เมื่อก่อนเกิดวิกฤต subprime และภายหลัง กองทุนเหล่านี้ไม่ได้เล็กลงเลย เพียงแต่สลับตำแหน่งกันตามความสามารถในการแข่งขัน</p>
<p>ก่อนเกิดวิกฤตอสังหาฯถล่ม (subprime crisis) ในปี 2008 กฎหมายหรือระเบียบที่ควบคุมกองทุนปีศาจมีน้อยมาก เพราะรัฐเห็นว่าเป็นเรื่องของนักลงทุนใหญ่ๆที่ไม่เกี่ยวกับสาธารณชน เช่น ไม่มีระเบียบเรื่องสัดส่วนเงินสำรอง เรื่องสัดส่วนของเงินกู้ต่อทุน และนอกจากนี้ กองทุน (offshore) ส่วนใหญ่จดทะเบียนในประเทศหรือเมืองที่เรียกว่า tax haven หรือเมืองท่าปลอดภาษี เช่น Cayman Island เป็นที่ตั้งของกองทุนเหล่านี้ถึงร้อยละ 67 ตามมาด้วย British Virgin Islands ร้อยละ 11% และ Bermuda ร้อยละ 11% รวมทั้งรัฐ Delaware ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทุนภายในประเทศ (onshore) มากถึงร้อยละ 64</p>
<p>ตัวเลขในปี 2004 มีกองทุนปีศาจในอเมริกามากถึง 7,000 กองทุน ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก เช่น รัฐนิวยอร์ก และคอนเนกทิคัต</p>
<p>กรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางของกองทุนปีศาจของยุโรป โดยเป็นที่ตั้งของกองทุนเหล่านี้ถึงร้อยละ 75 และมีทรัพย์สินที่รับบริหารจัดการในปี 2008 เป็นเงิน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นเงินจากทวีปเอเชีย ร้อยละ 25 ส่วนอีกร้อยละ 25 ของเงินจากเอเชีย บริหารโดยกลุ่มทุนของอเมริกา</p>
<p>ในเอเชียก็มีสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นศูนย์กลางใหญ่ หรือที่ตั้งสาขาของกองทุนปีศาจเหล่านี้</p>
<p><strong>อัตราค่าบริหารกองทุน</strong></p>
<p>แรงจูงใจหรือน้ำเลี้ยงของกองทุนปีศาจ คือค่าบริหารกองทุน (management fee) , ค่าส่วนแบ่งจากผลกำไร (performance fee) อัตรามาตรฐานหรือราคาตลาดของค่าบริหารกองทุน คือ ร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่าเงินของลูกค้าที่มอบให้บริหาร แต่ต้องจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส เนื่องจากยอดเงินที่รับบริหารมีจำนวนมาก รายได้ส่วนนี้จึงเป็นรายได้ที่เป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงานและเป็นผลกำไรด้วย</p>
<p>ค่าส่วนแบ่งจากผลกำไร (performance fee) โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 20 ของผลกำไรสุทธิจากการบริหารกองทุนนั้นๆ แต่บางบริษัทอาจจะคิดมากกว่านี้ เช่น Steven Cohen&#8221;s SAC Capital Partners คิดร้อยละ 35-50 หรือ Jim Simons&#8221; Medallion Fund คิดร้อยละ 45</p>
<p>ค่าส่วนแบ่งผลกำไรนี้มักนำมาแบ่งปันกันในหมู่ผู้บริหาร ในรูปของโบนัส เงินเดือน สิทธิซื้อหุ้นของบริษัท (stock option) และเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริหารกองทุนปีศาจเหล่านี้ใช้วิธีการลงทุนที่ &#8220;สุ่มเสี่ยง&#8221; เพื่อหวังผลตอบแทนสูงและได้ส่วนแบ่งสูงไปด้วย หากคาดการณ์ถูกก็จะสร้างชื่อเสียง และมีกองทุนหรือมูลนิธิ หรือสถาบันการเงินอื่นๆ แห่กันนำเงินมาให้บริหาร หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด ทุกอย่างก็ล้มพังครืนเหมือนวิกฤตการเงินในแต่ละช่วง ซึ่งวนเวียนกลับมาทุก 10 ปี เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า</p>
<p>Richard Fuld , ประธานของ Lehman Brothers ได้ถูกนาย Henry Waxman (D-CA) ส.ส.พรรคเดโมแครตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นกรรมาธิการด้านปฏิรูประบบงานของรัฐ เรียกมาให้การ เพื่อสอบสวนและตั้งคำถามว่า &#8220;บริษัทของคุณยื่นเป็นบริษัทล้มละลาย แต่คุณกลับรับเงินตอบแทนที่ดูดไปจากบริษัท เป็นเงินมากถึง 480 ล้านเหรียญ นั้นเป็นธรรมหรือไม่&#8221;</p>
<p><strong>สถาบันจัดอันดับ</strong></p>
<p>เครื่องมือที่สำคัญของกองทุนปีศาจ คือ สถาบันจัดอันดับ เช่น Moody&#8221;s และ Standard &amp; Poor&#8221;s นิตยสารและ น.ส.พ.ธุรกิจ และการเงิน รายงานประจำเดือนของสถาบันการเงิน หรือกองทุน เช่น น.ส.พ.วอลล์สตรีต, Forbes, Business Week ฯลฯ ซึ่งกองทุนปีศาจเป็นผู้ให้โฆษณารายใหญ่ หรือมีผู้บริหารที่รู้จักกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือเป็นบอร์ดไขว้กัน ดังนั้นเมื่อมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือรายงานข่าว (ลือ ลับ ลวง พราง) ทำให้ผู้ลงทุนทั่วไปแตกตื่นเทขายหุ้น แล้วถูกช้อนซื้อ หรือในทางตรงกันข้าม หรือรัฐบาลหรือนักการเมืองประเทศกำลังพัฒนาแตกตื่น และออกมาตรการหรือกฎหมายในลักษณะเต้นตามเพลงที่เขาเปิด และติดกับดักการเงิน หรือกับดักหนี้</p>
<p><strong>เมื่อไรจะตาสว่างกัน(เสียที)</strong></p>
<p><strong>แน่นอนว่า การปฏิเสธตลาดหลักทรัพย์ ตลาดทุน ตลาดเงิน หรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในภาวะปัจจุบัน แต่การเปิดหูเปิดตาให้ประชาชนเรียนรู้และรู้เท่าทันความจริงเชิงประจักษ์ที่ มีหลักฐานยืนยันได้ และมีเหตุการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ และการที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องนำเงินภาษีอากรมาอุ้มกองทุนปีศาจเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยัน</strong></p>
<p>การให้การศึกษากับประชาชนถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง เป็นเรื่องสำคัญที่มิใช่การรู้ไม่เท่าทันและเทศนาให้ประชาชนยิ่งโง่งมและถูกหลอกต่อๆไปด้วยคาถาว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ คือ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของชาติ และมีการใช้เงินภาษีเข้าอุ้มเมื่อเกิดวิกฤต แต่ความจริงเศรษฐกิจโลกในวันนี้ ก็ไม่ต่างจากบ่อนที่มาเก๊า หรือลาสเวกัสนั่นเอง</p>
<p>นอกจากนี้รัฐต้องไม่งมโข่งหลับหูหลับตาเชื่อในเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ หรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อนำเข้าตลาดหุ้น ทั้งๆที่เป็นรายได้ของรัฐ หรือการเปิดเสรีอย่างหลับหูหลับตา แล้วปล่อยให้ทุนปีศาจเข้ามาดูดเลือดคนในชาติได้อย่างเสรีโดยปราศจากการควบ คุม ด้วยมาตรการภาษี หรือมาตรการอื่นๆ ที่เป็นการป้องปรามกองทุนปีศาจที่ไร้คุณธรรมเหล่านี้เข้ามาควบคุมและมุ่งหากำไรอย่างเสรี</p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดตำนาน ตำรับโจ๊กฮ่องกง : วลัญช์ สุภากร</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2009 11:07:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Knowing & History]]></category>
		<category><![CDATA[วลัญช์ สุภากร]]></category>
		<category><![CDATA[โจ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[โจ๊กฮ่องกง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7944</guid>
		<description><![CDATA[อาหารที่คนไทยรู้จักกันในนาม โจ๊ก เป็นหนึ่งในตำรับอาหารที่ชาวจีนเป็นผู้สร้างชื่อไว้ในทำเนียบอาหาร สืบทอดกันมานานนับพันปี ภาษาจีนกลางเรียกอาหารประเภทนี้ว่า Zhou หรือ Xi Fan ขณะที่ชาวจีนกวางตุ้งเรียกว่า Jook ซึ่งเป็นสำเนียงที่คนไทยคุ้นหู กล่าวกันว่า อาหารประเภทโจ๊กมีการปรุงกันมานานก่อนที่ประวัติศาสตร์จีนจะมีการบันทึกเรื่องข้าวเสียอีก ในตำรา The Zhou Book ระบุว่า ฮ่องเต้หวงตี้ (ฮ่องเต้องค์แรกของจักรวรรดิจีนตั้งแต่ พ.ศ. 323 พระองค์ถือเป็นต้นกำเนิดชนชาติจีนทั้งมวล) คือบุคคลแรกที่ทรงทำอาหารประเภทโจ๊กด้วยการใส่ข้าวฟ่างเป็นส่วนผสม ซึ่งอาจเป็นบันทึกครั้งแรกที่พูดถึงการทำโจ๊ก ซึ่งหมายถึงการต้มข้าวด้วยน้ำจำนวนมาก นานมาแล้วที่อาหารประเภทโจ๊กใช้เป็นตำรับการจำกัดอาหารเพื่อสุขภาพ บันทึกเก่าแก่ในราชสำนักจีนระบุว่าโจ๊กคืออาหารบำรุงสุขภาพอันยอดเยี่ยม นัยว่าเป็นตำรับเพื่อเยียวยาพละกำลังโดยเฉพาะ มีบันทึกเช่นกันว่า ในสมัยราชวงศ์ชิง แผ่นดิน ฮ่องเต้หย่งเจิ้น (ค.ศ.1722-1735) เกิดภัยแล้งคุกคามครั้งใหญ่ ฮ่องเต้หย่งเจิ้นทรงสั่งให้ทางการทำโจ๊กแจกจ่ายให้กับราษฎรผู้อดอยาก แต่เจ้าหน้าที่ที่คอรัปชั่นได้โกงข้าวไว้ส่วนหนึ่งแล้วเติมน้ำลงไปมากๆ เมื่อหย่งเจิ้นทรงทราบเรื่อง จึงทรงบัญญัติมาตรฐานการต้มโจ๊กว่าต้องมีความข้นมากพอที่เมื่อปักตะเกียบลงไป ตะเกียบต้องยังคงตั้งตรงอยู่ได้ การปรุงโจ๊กถือว่าเป็นศิลปะการทำอาหารของชนชาวจีนเลยทีเดียว แต่คำสั่งดังกล่าวของหย่งเจิ้นหาใช่มาตรฐานของการปรุงโจ๊กไม่ หยวน เหม่ย (Yuan Mei) ปราชญ์สมัยราชวงศ์ชิง บรรยายมาตรฐานการปรุงโจ๊กว่า &#8220;โจ๊กที่มีน้ำมากเกินไปและข้าวที่น้อยเกินไป ไม่จัดว่าเป็นโจ๊กที่เยี่ยมยอด โจ๊กที่มีข้าวมากเกินไปและน้ำที่น้อยเกินไปก็ไม่จัดว่าเป็นโจ๊กที่เยี่ยมยอดได้เหมือนกัน หากจะกล่าวถึงโจ๊กอันเยี่ยมยอด สัดส่วนระหว่างน้ำและข้าวต้องระมัดระวังให้สมดุลกัน น้ำและข้าวต้องประสานเป็นเนื้อเดียวกัน&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7945" title="news_img_83714_1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/news_img_83714_1-300x231.jpg" alt="news_img_83714_1" width="300" height="231" /></p>
<p><strong>อาหารที่คนไทยรู้จักกันในนาม โจ๊ก เป็นหนึ่งในตำรับอาหารที่ชาวจีนเป็นผู้สร้างชื่อไว้ในทำเนียบอาหาร สืบทอดกันมานานนับพันปี</strong></p>
<p>ภาษาจีนกลางเรียกอาหารประเภทนี้ว่า Zhou หรือ Xi Fan ขณะที่ชาวจีนกวางตุ้งเรียกว่า Jook ซึ่งเป็นสำเนียงที่คนไทยคุ้นหู</p>
<p><strong>กล่าวกันว่า อาหารประเภทโจ๊กมีการปรุงกันมานานก่อนที่ประวัติศาสตร์จีนจะมีการบันทึกเรื่องข้าวเสียอีก</strong> ในตำรา <strong>The Zhou Book ระบุว่า ฮ่องเต้หวงตี้ (ฮ่องเต้องค์แรกของจักรวรรดิจีนตั้งแต่ พ.ศ. 323 พระองค์ถือเป็นต้นกำเนิดชนชาติจีนทั้งมวล)</strong> คือบุคคลแรกที่ทรงทำอาหารประเภทโจ๊กด้วยการใส่ข้าวฟ่างเป็นส่วนผสม ซึ่งอาจเป็นบันทึกครั้งแรกที่พูดถึงการทำโจ๊ก ซึ่งหมายถึงการต้มข้าวด้วยน้ำจำนวนมาก</p>
<p><strong>นานมาแล้วที่อาหารประเภทโจ๊กใช้เป็นตำรับการจำกัดอาหารเพื่อสุขภาพ บันทึกเก่าแก่ในราชสำนักจีนระบุว่าโจ๊กคืออาหารบำรุงสุขภาพอันยอดเยี่ยม นัยว่าเป็นตำรับเพื่อเยียวยาพละกำลังโดยเฉพาะ</strong></p>
<p>มีบันทึกเช่นกันว่า ในสมัยราชวงศ์ชิง แผ่นดิน ฮ่องเต้หย่งเจิ้น (ค.ศ.1722-1735) เกิดภัยแล้งคุกคามครั้งใหญ่ <strong>ฮ่องเต้หย่งเจิ้นทรงสั่งให้ทางการทำโจ๊กแจกจ่ายให้กับราษฎรผู้อดอยาก แต่เจ้าหน้าที่ที่คอรัปชั่นได้โกงข้าวไว้ส่วนหนึ่งแล้วเติมน้ำลงไปมากๆ</strong> <strong>เมื่อหย่งเจิ้นทรงทราบเรื่อง จึงทรงบัญญัติมาตรฐานการต้มโจ๊กว่าต้องมีความข้นมากพอที่เมื่อปักตะเกียบลงไป ตะเกียบต้องยังคงตั้งตรงอยู่ได้</strong></p>
<p>การปรุงโจ๊กถือว่าเป็นศิลปะการทำอาหารของชนชาวจีนเลยทีเดียว แต่คำสั่งดังกล่าวของหย่งเจิ้นหาใช่มาตรฐานของการปรุงโจ๊กไม่ <strong>หยวน เหม่ย (Yuan Mei)</strong> ปราชญ์สมัยราชวงศ์ชิง บรรยายมาตรฐานการปรุงโจ๊กว่า</p>
<p><strong>&#8220;โจ๊กที่มีน้ำมากเกินไปและข้าวที่น้อยเกินไป ไม่จัดว่าเป็นโจ๊กที่เยี่ยมยอด โจ๊กที่มีข้าวมากเกินไปและน้ำที่น้อยเกินไปก็ไม่จัดว่าเป็นโจ๊กที่เยี่ยมยอดได้เหมือนกัน หากจะกล่าวถึงโจ๊กอันเยี่ยมยอด สัดส่วนระหว่างน้ำและข้าวต้องระมัดระวังให้สมดุลกัน น้ำและข้าวต้องประสานเป็นเนื้อเดียวกัน&#8221;</strong></p>
<p><strong>ไป๋ จู ยี่ (Bai Ju Yi)</strong> นักกวีที่มีชื่อเสียงในอดีตของจีนเคยกล่าวถึงน้ำที่ใช้ต้มโจ๊กว่า บรรพชนจีนเข้มงวดยิ่งในคุณภาพน้ำสำหรับการนำมาปรุงโจ๊ก พวกเขาเลือกใช้น้ำของฝนแรกในฤดูใบไม้ผลิ น้ำจากหิมะในช่วงกลางฤดูหนาวที่มีสรรพคุณทางยา <strong>แม้แต่ความร้อนที่ใช้ในการปรุงโจ๊กก็ต้องเอาใจใส่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากใช้ไฟน้อยเกินไป โจ๊กก็จะขาดกลิ่นหอม หากใช้ไฟแรงเกินไป ความหอมจะจางหายไป</strong></p>
<p>โจ๊ก หรือ &#8216;การต้มข้าวด้วยการเคี่ยว&#8217; เป็นอาหารประจำถิ่นของหลายประเทศในเอเชีย รับประทานกันตั้งแต่ชาวญี่ปุ่นจนถึงชาวอินเดีย กินเป็นอาหารเช้า อาหารว่าง อาหารมื้อเที่ยง ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับช่องท้องและง่ายในการย่อย การกินโจ๊กกับผักชนิดใดหรือใส่เนื้อสัตว์ชนิดใดลงไปก็เป็นความนิยมของแต่ละ ท้องถิ่น</p>
<p><strong>ปัจจุบันโจ๊กเป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมมากในทางตอนใต้ของประเทศจีน ชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งได้ชื่อเป็นผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการปรุงโจ๊ก และพื้นที่ที่อยู่ใกล้มณฑลกวางตุ้งของจีนมากที่สุดก็คือฮ่องกง ซึ่งรับวัฒนธรรมอาหารกวางตุ้งมาเต็มที่ ฮ่องกงเป็นดินแดนแรกของชาวจีนที่เปิดประตูรับชาวตะวันตก ขณะที่ชาวตะวันตกนำความรุ่งเรืองทางธุรกิจมาให้ ฮ่องกงก็มอบวัฒนธรรมอาหารจีนตำรับกวางตุ้งให้ชาวตะวันตกได้รู้จัก หนึ่งในนั้นคืออาหารประเภทโจ๊ก โดยเฉพาะคนไทยถ้าเอ่ยชื่อ โจ๊กฮ่องกง เป็นชื่อที่รับประกันได้ถึงความอร่อย</strong></p>
<p>ชาวตะวันตกเรียกอาหารประเภทโจ๊กว่า <strong>Congee (คอนจี) และ Rice Soup, Rice Gruel, Rice Porridge</strong> ร้านอาหารในฮ่องกงก็นิยมพิมพ์คำว่า congee ไว้ในเมนูอาหาร ภาษาอังกฤษหยิบยืมคำนี้มาจากคำว่า คันจิ (Kanji) ของชาวทมิฬในภาษาอินเดีย ซึ่งมีความหมายว่า การต้มข้าว ปัจจุบันคำว่า &#8216;คันจิ&#8217; ในอินเดียมีความหมายได้ทั้ง น้ำข้าว น้ำซึ่งรินออกมาจากการหุงข้าวในขณะที่ข้าวใกล้สุก และหมายถึงการต้มข้าวโอ๊ตกับน้ำจำนวนมากๆ เพื่อกินกับนมแพะใส่น้ำตาล</p>
<p>ชาวจีนในอดีตให้ความเข้มงวดในการปรุงโจ๊กมาก ให้ความพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกข้าว น้ำที่ใช้สำหรับต้ม และความร้อนในการต้มโจ๊ก นี่เองที่ทำให้โจ๊กตำรับกวางตุ้งของชาวจีนหรือโจ๊กฮ่องกงมีชื่อเสียงเลื่องลือ</p>
<p><strong>เชฟ มัก คิน ไฟ (Mak Kin Fai) </strong>เชฟชาวฮ่องกงประจำห้องอาหารกรีนเฮ้าส์ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ กล่าวถึงการปรุงโจ๊กฮ่องกงว่า ในฮ่องกงไม่มีโรงเรียนสอนการเป็นเชฟอาชีพโดยตรง การสอนทำอาหารเป็นการสอนสำหรับกลุ่มแม่บ้านที่ใช้เวลาว่างเรียนรู้การทำ อาหารเพิ่มเติมเท่านั้น การจะเป็นเชฟอาชีพในฮ่องกงต้องอาศัยการเรียนรู้จากการทำงานในครัวของร้าน อาหารโดยตรง เรียนรู้จากเชฟที่มีฝีมืออยู่ก่อน และอาศัยการฝึกหัดทำส่วนตัวจนชำนาญ สูตรอาหารและวิธีปรุงจึงเป็นสิ่งที่บอกต่อๆกัน โจ๊กฮ่องกง ก็เช่นเดียวกันที่ไม่มีโรงเรียนสอนโดยตรง</p>
<p>ฮ่องกงมีร้านโจ๊กชื่อดังหลายแห่ง สองแห่งในจำนวนนั้นคือร้านบะหมี่-โจ๊กชื่อ หมัก งั้น เก และ หล่อ ฟู เก ในย่านจงหว่านบนฝั่งฮ่องกง คล้ายๆ ย่านสีลม-สาทรของกรุงเทพฯ ซึ่งเชฟ มัก คิน ไฟ มีโอกาสเข้าไปทำงานเป็นพ่อครัวก่อนเดินทางมาประเทศไทย</p>
<p>เชฟเล่าว่าตัวเขาเองเริ่มเรียนรู้การทำอาหารเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 14 ปี ก็เริ่มหัดทำโจ๊กแล้ว <strong>โจ๊กเป็นอาหารประจำวันของชาวฮ่องกง ไม่ได้มีความหมายเป็นอาหารของผู้ป่วยแต่อย่างใด ชาวฮ่องกงกินโจ๊กเป็นทั้งอาหารมื้อเช้าและมื้อดึก ซึ่งเป็นอาหารที่มีความหมายเวลากิน คือกินตอนเช้าทำให้ท้องโล่งสบายไม่เป็นอาหารที่หนักเกินไป ส่วนมื้อดึกก็เหมาะสมที่จะกินโจ๊กเพราะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในการย่อยอาหาร ทำให้นอนหลับสบาย พักผ่อนได้เต็มที่</strong></p>
<p><strong>เคล็ดลับที่ทำให้โจ๊กฮ่องกงมี ชื่อเสียงคือกรรมวิธีการปรุง เท่าที่เชฟเปิดเผยได้คือการนำกระดูกหมูมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มให้เลือด ออกจากกระดูก นำไปล้างอีกทีแล้วใช้ต้มร่วมกันกับข้าว (ใช้ผ้าห่อกระดูกหมูก่อนเพื่อไม่ให้เศษกระดูกที่แตกหักปนเปื้อนลงไปในโจ๊ก) วิธีนี้ทำให้โจ๊กมีรสชาติหวานโดยไม่ต้องใส่ผงชูรส ส่วนข้าวที่ใช้สำหรับทำโจ๊กนั้นเชฟใช้ข้าวหอมมะลิในอัตราส่วนข้าวเก่าและ ข้าวใหม่ที่เป็นสูตรเฉพาะของเชฟ สูตรพิเศษอีกอย่างหนึ่งของเชฟคือการผสมน้ำเต้าหู้ลงไปด้วย ต้มไฟแรงให้ส่วนผสมทุกอย่างลอยขึ้นมาพร้อมกับคนไปด้วย มิเช่นนั้นข้าวจะไหม้ติดก้นหม้อ แล้วจึงลดไฟลงเคี่ยวต่ออีกราวสองชั่วโมงครึ่ง ก็จะได้เนื้อโจ๊กที่เนียนนุ่ม</strong></p>
<p>ส่วนเครื่องเคียงที่เชฟ มัก คิน ไฟ เลือกใส่ลงในโจ๊กของเขาเพื่อบริการที่ห้องอาหารกรีนเฮ้าส์มีให้เลือกระหว่าง ลูกชิ้นหมูสับก้อนโตปรุงรสด้วยน้ำมันงาและซีอิ๊ว กุ้ง เป๋าฮื้อ หอยเชลล์ เนื้อ ไข่เยี่ยวม้า-หมูเค็มฉีก ปลาจะระเม็ด หากต้องการรับประทานหลายๆ อย่าง แนะนำให้สั่ง โจ๊กแลนด์มาร์ค ชามนี้รวมส่วนผสมชั้นยอดหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เป๋าฮื้อ หอยเชลล์ กุ้งสด เครื่องในหมูหมักน้ำมันงา และเห็ดหอมคัดพิเศษ โจ๊กค่อนข้างชามใหญ่ หากไปกันสองคน อาจสั่งมาแบ่งกันรับประทาน และสั่งอาหารประเภทอื่นๆ มาชิมร่วมกันได้อีก เช่น ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้ง-หมูแดง เป็ดย่าง หมูกรอบ บะหมี่ฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นตำรับของเชฟเช่นเดียวกัน</p>
<p>โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ บริการโจ๊กฮ่องกงตำรับเชฟมัก คิน ไฟ มานานกว่า 18 ปีแล้ว กล่าวได้ว่าถ้าพูดถึงโจ๊กฮ่องกงต้องนึกถึงโจ๊กแลนด์มาร์ค คุณสมเกียรติ สิกขชาติ ผู้จัดการห้องอาหารกรีนเฮ้าส์ กล่าวและว่า เนื่องจากโจ๊กที่นี่เป็นโจ๊กสูตรฮ่องกงแท้ เนื้อข้าวเนียนนุ่ม ลื่นคอ เรียกว่าใช้หลอดดูดโจ๊กขึ้นมาได้ นอกจากมารับประทานที่ห้องอาหารแล้ว ลูกค้ายังนิยมซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านด้วย หรือให้คนมาซื้อกลับไป ด้วยความที่เนื้อโจ๊กเมื่อทิ้งไว้ก็ไม่แยกชั้นออกเป็นน้ำซุปกับเนื้อข้าว แต่ยังคงสภาพเนื้อโจ๊กที่เนียนนุ่มเป็นเนื้อเดียวกัน เพียงแค่นำไปอุ่นบนเตาไฟก็จะได้โจ๊กที่ร้อนอร่อยเหมือนรับประทานที่ห้อง อาหาร และด้วยความที่ห้องอาหารเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้ทราบว่านอกจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่ กลุ่มคนออกกำลังกายตอนเช้าที่มารับประทานกันช่วงตีสี่ ยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเลือกรับประทานโจ๊กหลังจากสถานบันเทิงปิดบริการ ในช่วงตีหนึ่ง</p>
<p>ด้วยชื่อเสียงโจ๊กฮ่องกงของโรงแรมแลนด์มาร์คฯ ห้องอาหารกรีนเฮ้าส์จึงได้รับโอกาสถวายการต้อนรับบุคคลสำคัญทั้งในและต่างประเทศอยู่เสมอ</p>
<p><strong>นอกจากประเทศจีนแล้ว ประเทศอื่นในเอเชียก็มีอาหารประเภทโจ๊กเช่นเดียวกัน อินโดนีเซียเรียกโจ๊กว่า Bubur นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า เครื่องเคียงประกอบด้วยเนื้อไก่ฉีก ต้นหอมซอย หอมแดงเจียว ถั่วเหลืองทอดกรอบ ปาท่องโก๋ยาว(Cruller) ซีอิ๊วหวาน ซีอิ๊วเค็ม ข้าวเกรียบอินโดนีเซีย (Kerupuk) เป็นอาหารไม่กี่ประเภทของอินโดนีเซียที่รสชาติไม่เผ็ด เพราะซอสพริกแซมบัล(Sambal)อันแสนจัดจ้านของอินโดฯ จะแยกเสิร์ฟมาต่างหาก</strong></p>
<p><strong>ประเทศญี่ปุ่นเรียกอาหารประเภทโจ๊กว่า Okayu</strong> เนื้อโจ๊กค่อนข้างข้นกว่าโจ๊กชาติอื่นๆ โดยมีสัดส่วนน้ำและข้าว 5:1 (ขณะที่โจ๊กของจีนอยู่ที่ 12:1) และใช้เวลาในการปรุงเพียงครึ่งชั่วโมง ส่วนผสมหลักคือน้ำซุปไก่และไข่ไก่ที่ตีผสมลงในเนื้อโจ๊ก เพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมด้วยการโรยหน้าด้วยต้นหอมญี่ปุ่นซอย ไข่ปลา ขิง พลัมดอง เนื้อปลาแซลมอน เป็นอาทิ ชาวญี่ปุ่นนิยมทำ &#8216;โอคายุ&#8217; ให้ผู้อยู่ในระหว่างเจ็บไข้ได้ป่วยและใช้เป็นอาหารสำหรับเด็กทารกที่กำลัง เปลี่ยนจากการกินอาหารเหลวมาสู่อาหารที่มีความข้นขึ้น รวมทั้งผู้สูงอายุด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน</p>
<p><strong>ชาวเกาหลีเรียกอาหารประเภทโจ๊กว่า Juk</strong> นิยมปรุงร่วมกับผัก เป๋าฮื้อ และทูน่า เครื่องเคียงยอดนิยมคือกิมจิ หมึกยักษ์ปรุงรสจัด เนื้อไก่</p>
<p>ประเทศใกล้เคียงอย่างพม่าก็มีโจ๊กเช่นเดียวกัน ชาวพม่าเรียกโจ๊กว่า San Byohk หมายถึงข้าวต้มกับน้ำซุปไก่หรือไม่ก็น้ำซุปหมู รับประทานแบบเรียบง่ายแค่โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและหอมใหญ่ทอดกรอบ มักใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วย</p>
<p><strong>สำหรับประเทศไทย นิยมกิน โจ๊ก เป็นอาหารเช้า</strong> ใส่หมูสับปั้นเป็นก้อน ตับหมูสุก ไส้หมู หรือไม่ก็เป็นเนื้อปลา เนื้อกุ้ง เนื้อวัว เติมไข่ไก่ลวกหรือไข่ต้ม โรยหน้าด้วยขิงซอย กระเทียมเจียว ต้นหอมซอย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทย ไปจนถึงเครื่องปรุงรสจัดๆ อย่างพริกป่น น้ำส้มสายชู แม้นิยมเป็นอาหารเช้า แต่ร้านที่มีฝีมือในการปรุงโจ๊กหลายร้านก็เปิดขายกันตลอดทั้งวัน</p>
<p><strong>แม้จะผ่านมาสองพันปี แต่อาหารประเภทนี้ก็ยังคงอยู่ในกระแสแห่งความนิยมของนักชิม</strong></p>
<p><strong>เปิดตำรับโจ๊กฮ่องกง<br />
วลัญช์ สุภากร<br />
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติฟุตบอล [History]</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5-history/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5-history/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Sep 2009 03:35:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Knowing & History]]></category>
		<category><![CDATA[soccer]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7515</guid>
		<description><![CDATA[ฟุตบอล (Football) หรือซอคเก้อร์ (Soccer) เป็นกีฬาที่มีผู้สนใจที่จะชมการแข่งขันและเข้าร่วมเล่นมากที่สุดในโลก ชนชาติใดเป็นผู้กำเนิดกีฬาชนิดนี้อย่างแท้จริงนั้นไม่อาจจะยืนยันได้แน่นอน เพราะแต่ละชนชาติต่างยืนยันว่าเกิดจากประเทศของตน แต่ในประเทศฝรั่งเศสและประเทศอิตาลี ได้มีการละเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า &#8220;ซูเลอ&#8221; (Soule) หรือจิโอโค เดล คาซิโอ (Gioco Del Calcio) มีลักษณะการเล่นที่คล้ายคลึงกับกีฬาฟุตบอลในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศอาจจะถกเถียงกันว่ากีฬาฟุตบอลถือกำเนิดจากประเทศของตน อันเป็นการหาข้อยุติไม่ได้ เพราะขาดหลักฐานยืนยันอย่างแท้จริง ดังนั้น ประวัติของกีฬาฟุตบอลที่มีหลักฐานที่แท้จริงสามารถจะอ้างอิงได้ เพราะการเล่นที่มีกติการการแข่งขันที่แน่นอน คือประเทศอังกฤษเพราะประเทศอังกฤษตั้งสมาคมฟุตบอลในปี พ.ศ. 2406 และฟุตบอลอาชีพของอังกฤษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2431  วิวัฒนาการด้านฟุตบอลจะเป็นไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ตลอดมา ต้นกำเนิดกีฬาตะวันออกไกลจะได้รับอิทธิพลมาจากสงครามครั้งสำคัญๆ เช่น สงครามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้นำเอา &#8220;แกลโล-โรมัน&#8221; (Gello-Roman) พร้อมกีฬาต่างๆ เข้ามาสู่เมืองกอล (Gaul) อันเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของกีฬาฟุตบอลในอนาคต และการเล่นฮาร์ปาสตัม (Harpastum) ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นกีฬาซูเลอ วิวัฒนาการของฟุตบอล ภาคตะวันออกไกล ขงจื้อได้กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;กังฟู&#8221; เกี่ยวกับกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่ใช้เท้าและศีรษะในสมัยจักรพรรดิ์ เซิงติ (Emperor Cneng Ti) (ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7517" title="soccer-player-red-white" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/soccer-player-red-white-300x300.jpg" alt="soccer-player-red-white" width="300" height="300" /></p>
<p>ฟุตบอล (Football) หรือซอคเก้อร์ (Soccer) เป็นกีฬาที่มีผู้สนใจที่จะชมการแข่งขันและเข้าร่วมเล่นมากที่สุดในโลก ชนชาติใดเป็นผู้กำเนิดกีฬาชนิดนี้อย่างแท้จริงนั้นไม่อาจจะยืนยันได้แน่นอน เพราะแต่ละชนชาติต่างยืนยันว่าเกิดจากประเทศของตน แต่ในประเทศฝรั่งเศสและประเทศอิตาลี ได้มีการละเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า &#8220;ซูเลอ&#8221; (Soule) หรือจิโอโค เดล คาซิโอ (Gioco Del Calcio) มีลักษณะการเล่นที่คล้ายคลึงกับกีฬาฟุตบอลในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศอาจจะถกเถียงกันว่ากีฬาฟุตบอลถือกำเนิดจากประเทศของตน อันเป็นการหาข้อยุติไม่ได้ เพราะขาดหลักฐานยืนยันอย่างแท้จริง ดังนั้น ประวัติของกีฬาฟุตบอลที่มีหลักฐานที่แท้จริงสามารถจะอ้างอิงได้ เพราะการเล่นที่มีกติการการแข่งขันที่แน่นอน คือประเทศอังกฤษเพราะประเทศอังกฤษตั้งสมาคมฟุตบอลในปี พ.ศ. 2406 และฟุตบอลอาชีพของอังกฤษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2431 </p>
<p>วิวัฒนาการด้านฟุตบอลจะเป็นไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ตลอดมา ต้นกำเนิดกีฬาตะวันออกไกลจะได้รับอิทธิพลมาจากสงครามครั้งสำคัญๆ เช่น สงครามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้นำเอา &#8220;แกลโล-โรมัน&#8221; (Gello-Roman) พร้อมกีฬาต่างๆ เข้ามาสู่เมืองกอล (Gaul) อันเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของกีฬาฟุตบอลในอนาคต และการเล่นฮาร์ปาสตัม (Harpastum) ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นกีฬาซูเลอ</p>
<p><strong>วิวัฒนาการของฟุตบอล</strong></p>
<p><strong>ภาคตะวันออกไกล </strong><br />
ขงจื้อได้กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;กังฟู&#8221; เกี่ยวกับกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่ใช้เท้าและศีรษะในสมัยจักรพรรดิ์ เซิงติ (Emperor Cneng Ti) (ปี 32 ก่อนคริสตกาล) มีการเล่นกีฬาที่คล้ายกับฟุตบอลซึ่งเรียกว่า&#8221;ซือ-ซู&#8221; (Tsu-Chu) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกหนังด้วยเท้า กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ซึ่งนักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นได้ยกย่องผู้เล่นที่มีชื่อเสียงให้เป็นวีรบุรุษของชาติ และในสมัยเดียวกันได้มีการเล่นคล้ายฟุตบอลในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย</p>
<p><strong>ภาคตะวันออกกลาง </strong><br />
ในกรุงโรม ความเจริญของตะวันออกไกลได้แผ่ขยายถึงตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอิทธิพลของสงครามโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช การเล่นกีฬาชนิดหนึ่งเรียกว่า ฮาร์ปาสตัม เป็นกีฬาที่นิยมของชาวโรมันและชาวกรีกโบราณวิธีการเล่นคือ มีประตูคนละข้าง แล้วเตะลูกบอลไปยังจุดหมายที่ต้องการ เช่น จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง การเล่นจะเป็นการเตะ หรือการขว้างไปข้างหน้าฮาร์ปาสตัม หมายถึงการเหวี่ยงไปข้างหน้า</p>
<p>การเล่นกีฬาฮาร์ปาสตัมในกรุงโรมดูเหมือนจะเป็นต้นกำเนิดของกีฬาซึ่งมีการเล่นในสมัยกลาง</p>
<p>ในการเล่นฮาร์ปาสตัม ขนาดของสนามจะเล็กกว่าสนามกีฬาซูเลอ แต่จุดประสงค์ของกีฬาทั้งสองคือ การนำลูกบอล ไปยังแดนของตน แต่เนื่องจากมีเสียงอึกทึกโครมครามจากการวิ่งแย่งลูกบอล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากมาย อันเป็นข้อห้ามของพระเจ้า จึงมีพระบรมราชโองการในนามของพระเจ้าแผ่นดินห้ามเล่นกีฬาดังกล่าวในเมือง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามซึ่งออกในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.1892 ขอให้เล่นยิงธนูในวันฉลองต่าง ๆ แทนการเล่นเกมฟุตบอล<br />
ในโอกาสต่อมากีฬาฟุตบอลได้จัดให้มีการแข่งขันกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างทีมต่างๆ ที่อยู่ห่างกันประมาณ 3-4 ไมล์ ( 5-6.5 กิโลเมตร- )</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2344 กีฬาชนิดนี้ได้ขัดเกลาให้ดีขึ้น มีการกำหนดจำนวนผู้เล่นให้เท่ากันในแต่ละข้าง ขนาดของสนามอยู่ในระหว่าง 80 &#8211; 100 หลา (73-91 เมตร) และมีประตูทั้งสองข้างที่ริมสุดของสนามซึ่งทำด้วยไม้ 2 อัน ห่างกัน 2-3 ฟุต</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2366 ได้จัดให้มีการเล่นฟุตบอลในรูปแบบของการเล่นใน ปัจจุบัน William Alice คือผู้เริ่มวางกฎบังคับต่างๆ สำหรับกีฬาฟุตบอลและรักบี้ ในปี พ.ศ. 2393 ได้มีการออกระเบียบและกฎของการเล่นไปสู่ ดินแดนต่างๆ ให้ปฏิบัติตาม โดยจำกัดจำนวนผู้เล่นให้มีข้างละ 15-20 คน</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2413 มีการกำหนดผู้เล่นให้เหลือข้างละ 11 คน โดยมีผู้เล่นกองหน้า 9 คน และผู้เล่นรักษาประตู 2 คน โดยผู้รักษาประตูใช้เท้าเล่นเหมือน 9 คนแรกจนกระทั่งให้เหลือผู้รักษาประตู 1 คน แต่อนุญาตให้ใช้มือจับลูกบอลได้ในปี พ.ศ. 2423</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2400 สโมสรฟุตบอลได้ก่อตั้งเป็นครั้งแรกที่เมืองเซนพัสด์ประเทศอังกฤษ และต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สโมสรฟุตบอล 11 แห่งได้มารวมกันที่กรุงลอนดอนเพื่อก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้น ซึ่ง<br />
ถือเป็นรากฐานในการกำเนิดสมาคมแห่งชาติ จนถึง 140 สมาคม และทำให้ผู้เล่นฟุตบอลต้องเล่นตามกฎและกติกาของสมาคมฟุตบอล จนเวลาผ่านไปจากคำว่า Association ก็ย่อเป็น Assoc และกลายเป็น Soccer ขึ้นในที่สุด ซึ่งนิยมเรียกกันในประเทศอังกฤษ แต่ชาวอเมริกันเรียกว่า Football หมายถึง American football</p>
<p>ภายนอกเกาะอังกฤษ พวกกะลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า วิศวกร หรือแม้แต่นักบวชได้นำกีฬาชนิดนี้ไปเผยแพร่ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรป</p>
<p><strong>ในอเมริกาใต้ </strong>สโมสรแรกได้ถูกตั้งขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา เมื่อพี่น้องชาวอังกฤษ 2 คน ได้ลงข้อความโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของเมืองบูเอโนสไอเรส (Buenos Aires) เพื่อ หาผู้อาสาสมัคร ในปี พ.ศ. 2427 กีฬาฟุตบอลก็กลายมาเป็นวิชาหนึ่งในโรงเรียนของเมืองบูเอโนสไอเรส การแข่งขันระดับชาติครั้งแรกในทวีปอเมริกาใต้ คือ การแข่งขันระหว่างอาร์เจนตินากับอุรุกวัย ในปี พ.ศ.2448 แต่อเมริกาเหนือเริ่มแข่งขันเมื่อปี พ.ศ. 2435</p>
<p><strong>ในอิตาลี </strong>ฮาร์ปาสตัมเป็นต้นกำเนิดจิโอโค เดล คาลซิโอ ผู้เล่นกีฬาจะเป็นผู้นำทางสังคม หรือแม้แต่ผู้นำชั้นสูงของศาสนา เช่นสันตปาปา เกลาเมนต์ที่ 7 ลีออนที่ 10 และเออร์เบนที่ 7 เป็นถึงแชมเปี้ยนในกีฬาฟลอเรนไทน์ฟุตบอล ต่อมาชาวโรมันได้ดัดแปลงเกมการเล่นฮาร์ปาสตัมเสียใหม่ โดยกำหนดให้ใช้เท้าแตะลูกบอลเท่านั้น ส่วนมือให้ใช้เฉพาะการทุ่มลูกบอล ซึ่งนักรบชาวโรมัน นิยมเล่นกันมาก</p>
<p>กีฬาฮาร์ปาสตัมซึ่งมีต้นกำเนิดจากสมัยโรมันได้ถูกแปลงมาเป็นกีฬาซูลอหรือซูเลอ กีฬาชนิดนี้เหมือนกับฮาร์ปาสตัม คือ นำลูกบอลกลับไปยังแดนของตน แต่สนามมีขนาดกว้างกว่ามาก<br />
การเล่นซูเลอมักจะมีขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์หลังการสวดมนต์เย็น จะมีการแข่งขันสำคัญในช่วงเวลาดีคาร์นิวาล กีฬาชนิดนี้เป็นที่นิยมมากในเขตปริตานีและมอร์ลังดี กีฬานี้ได้ถูกเผยแพร่ไปยังอังกฤษโดยผู้ติดตามของวิลเลี่ยมผู้พิชิตภายหลัง การรบที่เฮสติ้ง (Hasting)</p>
<p>เมื่อ 900 ปีกว่ามาแล้ว ประเทศอังกฤษได้ตกอยู่ในความปกครองของพวกเคนส์ เชื้อสายโรมัน ซึ่งยกกองทัพมาตีหมู่เกาะอังกฤษตอนใต้ และได้ปกครองเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 1589 อังกฤษเริ่มเข้มแข็งขึ้น และสามารถขับไล่พวกเคนส์ออกจากประเทศได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี อังกฤษจึงเริ่มปรับปรุงประเทศเป็นการใหญ่ มีการขุดอุโมงค์ตามพื้นที่หลายแห่ง ซึ่งในการขุดอุโมงค์คนงานคนหนึ่งได้ขุดไปพบกะโหลกศีรษะในบริเวณที่เคยเป็นสนามรบ และเป็นที่ฝังศพของพวกเคนส์มาก่อนทุกคนในที่นั้นแน่ใจว่าเป็นกะโหลกศีรษะของพวกเคนส์ อารมณ์แค้นจึงเกิดขึ้นทันทีเมื่อต่างคนต่างคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกพวกเคนส์กดขี่ทารุณจิตใจคนอังกฤษในสมัยนั้นด้วยเหตุผลนี้ คนงานคนหนึ่งจึงเตะกะโหลกศีรษะนั้นทันที ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พากันหยุดงานชั่วคราว แล้วหันมาเตะกะโหลกศีรษะเป็นการใหญ่ เพื่อระบายอารมณ์แค้นที่เก็บไว้อย่างสนุกสนาน ผลที่สุดเมื่อพวกนี้หากะโหลกศีรษะเตะกันไม่ได้ก็เอาถุงลมของวัวมาทำเป็นลูกกลมขึ้นเตะแทนกะโหลกศีรษะ ปรากฏว่าเป็นที่รื่นเริงสนุกสนามกันมาก</p>
<p><strong>ต่อมาชาวโรมันได้นำเกมนี้ไปเล่นในอังกฤษ จากนั้นชาวอังกฤษก็ได้ปรับปรุงวิธีการเล่น เทคนิคการเล่น ตลอดจนกติกาให้เหมือนในสมัยปัจจุบัน คือเกมฟุตบอลที่ใช้เท้าเล่น แต่ในระยะแรกของการเล่นฟุตบอลจะเล่นกันเป็นกลุ่มๆ เฉพาะพวกคนธรรมดาเท่านั้น ไม่มีการจำกัดจำนวนผู้เล่น ประตูจะห่างกันเป็นไมล์ และใช้เวลาในการเล่นหลายชั่วโมง จะเป็นการเล่นระหว่างทหารใหม่ที่ถูกเกณฑ์ นักบวช คนที่แต่งงานแล้ว คนโสด และพวกพ่อค้า เกมชนิดได้กลายเป็นสิ่งฉลองในงานพิธีต่างๆ เช่น ในวันโชรพ ทิวส์เดย์ (Shrove Tuesday) จะมีฟุตบอลนัดสำคัญให้คนได้ชม เกมในสมัยนั้นจะเล่นกันอย่างรุนแรงและมีการบาดเจ็บกันมาก</strong></p>
<p>ในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 1857 พระเจ้าเอ๊ดเวิร์ดที่ 2 ได้ทรงออกพระราชกฤษฎีกา เนื่องจากมีเสียงอึกทึกครึกโครมจาการวิ่งแย่งลูกบอล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุมากมาย อันเป็นข้อห้ามของพระเจ้า โดยห้ามเล่นกีฬาดังกล่าว ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก</p>
<p>ฟุตบอลได้เริ่มแข่งขันภายใต้กฎของสมาคมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2412 ระหว่างทีมรัตเกอร์กับทีมบรินท์ตัน จากนั้นกิจการฟุตบอลได้เจริญขึ้นช้าๆ ในต่างจังหวัดจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีการตั้ง<br />
สมาคมฟุตบอลต่างจังหวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2450 และมีการฝึกสอนในปี พ.ศ. 2484</p>
<p><strong>ในทวีปเอเชีย </strong>อินเดียเป็นประเทศแรกที่เริ่มเล่นฟุตบอล ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยกัลกัตตา เป็นผู้นำสำเนากฎหมายการเล่นมาเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2426 และในปี พ.ศ. 2435 ได้มีการแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเป็นครั้งแรก<br />
ในทวีปซึ่งยังไม่มีชื่อเสียงในด้านการเล่นฟุตบอล กีฬาชนิดนี้ก็ได้เริ่มมีการเล่นมาก่อนร่วมร้อยปีแล้ว เช่น<br />
สมาคมฟุตบอลแห่งนิวเซาท์เวลส์ ได้ถูกตั้งขึ้นในออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2425 และสมาคมฟุตบอลของนิวซีแลนด์ได้ถูกตั้งขึ้นหลังจากนั้น 9 ปี</p>
<p><strong>ในแอฟริกา </strong>สมาคมระดับชาติแห่งแรกได้ถูกตั้งขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ แต่อียิปต์เป็นประเทศแรกที่มีการแข่งขันระดับชาติในปี พ.ศ. 2467 คือ 3 ปี หลังจากที่ได้ก่อตั้งสมาคมขึ้น และอียิปต์สามารถเอาชนะฮังการีได้ 3-0 ในกีฬาโอลิมปิกที่ปารีส</p>
<p><strong>การแข่งขันระดับชาติเป็นการแข่งขันระหว่างอังกฤษกับสกอตแลนด์</strong> ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2415 และในปีแรกของศตวรรษที่ 20 โดยประเทศยุโรปอื่นๆ อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2447 กลุ่มประเทศต่างๆ ในแถบนี้ได้ประชุมกันที่ปารีสเพื่อตั้งสมาคมฟุตบอลนานาชาติขึ้น ในครั้งแรกก่อนการจัดตั้งสหพันธ์ 20 วัน สเปนและเดนมาร์กไม่เคยร่วมการแข่งขันระดับชาติมาก่อน และ 3 ประเทศใน 7 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมยังไม่มีสมาคมฟุตบอลในชาติของตน แต่ฟีฟ่าก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยมา โดยมีสมาชิก 5 ชาติ ในปี พ.ศ. 2481 และ 73 ชาติ ในปี พ.ศ. 2493 และในปัจจุบันมีสมาชิกถึง 146 ประเทศ ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของฟีฟ่า ทำให้ฟีฟ่าเป็นองค์การกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก</p>
<p>สมาพันธ์ประจำทวีปของสมาคมฟุตบอลแห่งแรกที่ตั้งขึ้นคือ Conmebol ซึ่งเป็นสมาพันธ์ของอเมริกาใต้ สมาพันธ์นี้ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อจัดตั้งเพื่อจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศภายในทวีปอเมริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2460 เกือบครึ่งศตวรรษ ต่อมาเมื่การแข่งขันภายในทวีปได้แพร่หลายมากขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งสมาพันธ์ในทวีปอื่นๆ ขึ้นอีกคือสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการจัดตั้งในทวีปเอเชีย และ 2 ปี ก่อนการจัดตั้งสมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลแห่งแอฟริกา (Concacaf)หรือสหพันธ์ฟุตบอลแห่งอเมริกากลาง อเมริกาเหนือ และแคริบเบี้ยน ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 และน้องใหม่ในวงการฟุตบอลโลกคือ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งโอเชียนเนีย (Oceannir)</p>
<p><strong>สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ</strong></p>
<p>สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Federation International Football Association FIFA) ก่อตั้งขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2447 โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศฝรั่งเศส และประเทศที่เข้าร่วมก่อตั้ง 7 ประเทศคือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์</p>
<p><strong>สมาพันธ์ฟุตบอลที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ</strong><br />
1. Africa (C.A.F.) เป็นเขตที่มีสมาชิกมากที่สุด ได้แก่ ประเทศแอลจีเรีย ตูนิเซีย แซร์ ไนจีเรีย และซูดาน เป็นต้น</p>
<p>2. America-North and Central Caribbean (Concacaf) ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก คิวบา เอติ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และฮอนดูรัส เป็นต้น</p>
<p>3. South America (Conmebol) ได้แก่ ประเทศเปรู บราซิล อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา ชิลี เวเนซุเอลา อีคิวเตอร์ และโคลัมเบีย เป็นต้น</p>
<p>4. Asia (A.F.C.)เป็นเขตที่มีสมาชิกรองจากแอฟริกา ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง เลบานอน อิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน และเนปาล เป็นต้น</p>
<p>5. Europe (U.E.F.A.) เป็นเขตที่มีการพัฒนามากที่สุด ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮังการี อิตาลี สกอตแลนด์ รัสเซีย สวีเดน สเปน และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น</p>
<p>6. Oceannir เป็นเขตที่มีสมาชิกน้อยที่สุดและเพิ่งจะได้รับการแบ่งแยก ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิจิ และปาปัวนิวกินี เป็นต้น ซึ่งประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกต้องเสียค่าบำรุงเป็นรายปี ปีละ 300 ฟรังสวิสส์ หรือประมาณ 2,400 บาท</p>
<p><strong>สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย</strong></p>
<p>ในทวีปเอเชียมีการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเอเชีย (A.F.C.) เพื่อดำเนินการด้านฟุตบอล ดังนี้</p>
<p>พ.ศ. 2495 มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากประเทศในเอเชียเข้ามาร่วมการแข่งขันด้วย จึงได้ปรึกษาหารือกันในการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียขึ้น</p>
<p>พ.ศ. 2497 มีการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้เริ่มตั้งคณะกรรมการจากชาติต่างๆ ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 12 ประเทศ</p>
<p>พ.ศ. 2501 มีการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกรวมเป็น 35 ประเทศ</p>
<p>พ.ศ. 2509 ฟีฟ่าได้มองเห็นความสำคัญของ A.F.C. จึงได้กำหนดให้มีเลขานุการประจำในเอเชีย โดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด รวมทั้งเงินเดือน และคนแรกที่ได้รับตำแหน่งคือ Khow Eve Turk</p>
<p>พ.ศ. 2517 ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่เตหะราน ประเทศอิหร่านได้มีการประชุมประเทศสมาชิก A.F.C. และที่ประชุมได้ลงมติขับไล่อิสราเอล ออกจากสมาชิก และให้จีนแดงเข้าเป็นสมาชิกแทน ทั้งๆ ที่จีนแดงไม่ได้เป็นสมาชิกของฟีฟ่า นับว่าเป็นการสร้างเหตุการณ์ที่ประหลาดใจให้กับบุคคลทั่วไปเป็นอย่างมากทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง</p>
<p>พ.ศ. 2519 มีการประชุมกันที่ประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าประเทศสมาชิกได้ลงมติให้ขับไล่ประเทศไต้หวันออกจากสมาชิก และให้รับจีนแดงเข้ามาเป็นสมาชิกแทน ทั้งๆ ที่ไต้หวันเป็นประเทศที่ร่วมกันก่อตั้งสหพันธ์ขึ้นมา</p>
<p><strong>งานของสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย</strong><br />
1. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Asian Cup<br />
2. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Asian Youth<br />
3. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก<br />
4. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Pre-Olympic<br />
5. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม World Youth<br />
6. ควบคุมการแข่งขัน Kings Cup, President Cup, Merdeka, Djakarta Cup</p>
<p>นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากฟีฟ่าจัดส่งวิทยากรมาช่วยดำเนินการ</p>
<p><strong>สรุปวิวัฒนาการของฟุตบอล</strong><br />
ก่อนคริสตกาล &#8211; อ้างถึงการเล่นเกมซึ่งเปรียบเสมือนต้นฉบับของกีฬาฟุตบอลที่เก่าแก่ที่ได้มีการค้นพบจากการเขียนภาษาญี่ปุ่น-จีน และในสมัยวรรณคดีของกรีกและโรมัน</p>
<p>ยุคกลาง &#8211; ประวัติบันทึกการเล่นในเกาะอังกฤษ อิตาลี และฝรั่งเศส<br />
ปี พ.ศ. 1857 &#8211; พระเจ้าเอ๊ดเวิร์ดที่ 3 ทรงออกพระราชกฤษฎีกาห้ามเล่นฟุตบอล เพราะจะรบกวนการยิงธนู<br />
ปี พ.ศ. 2104 &#8211; Richardo Custor อาจารย์สอนหนังสือชาวอังกฤษกล่าวถึงการเล่นว่า ควรกำหนดไว้ในบทเรียนของเยาวชน โดยได้รับอิทธิพลจาการเล่นกาลซิโอในเมืองฟลอเร้นท์<br />
ปี พ.ศ. 2123 -Riovanni Party ได้จัดพิมพ์กติการการเล่นคาลซิโอ<br />
ปี พ.ศ. 2223 -ฟุตบอลในประเทศอังกฤษได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระเจ้ชาร์ลที่ 2<br />
ปี พ.ศ. 2391 -ได้มีการเขียนกฎข้อบังคับเคมบริดจ์ขึ้นเป็นครั้งแรก<br />
ปี พ.ศ. 2406 -ได้มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้น<br />
ปี พ.ศ. 2426 -สมาคมฟุตบอลจักรภพ 4 แห่ง ยอมรับองค์กรควบคุม และจัดตั้งกรรมการระหว่างชาติ<br />
ปี พ.ศ. 2429 -สมาคมฟุตบอลเริ่มทำการฝึกเจ้าหน้าที่ที่จัดการแข่งขัน<br />
ปี พ.ศ. 2431 -เริ่มเปิดการแข่งขันฟุตบอลลีก โดยยินยอมให้มีนักฟุตบอลอาชีพ และเพิ่มอำนาจการควบคุมให้ผู้ตัดสิน<br />
ปี พ.ศ. 2432 -สมาคมฟุตบอลส่งทีมไปแข่งขันในต่างประเทศ เช่น เยอรมันไปเยือนอังกฤษ<br />
ปี พ.ศ. 2447 &#8211; ก่อตั้งฟีฟ่า ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส เมื่อ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 โดยสมาคมแห่งชาติคือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์<br />
ปี พ.ศ. 2480 &#8211; 2481 -ข้อบังคับปัจจุบันเขียนขึ้นตามระบบใหม่ขององค์กรควบคุม โดยใช้ข้อบังคับเก่ามาเป็นแนวทาง</p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.eduzones.com/" target="_blank">http://www.eduzones.com/</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5-history/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สงครามโลกครั้งที่สอง (ประวัติศาสตร์)</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2009 00:40:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Knowing & History]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามโลกครั้งที่สอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7076</guid>
		<description><![CDATA[สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามโลกครั้งที่สอง (World War 2) เป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ครอบคลุมทุกทวีปและประเทศส่วนใหญ่ในโลก เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ได้ชื่อว่าเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่และทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์โลก ต้นเหตุที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ความเป็นชาตินิยม การแย่งชิงอำนาจและต้องการแบ่งปันโลกใหม่ของประเทศที่เจริญตามมาทีหลังและ แสนยนิยม เช่นเดียวกับวันเริ่มต้นสงคราม ที่อาจเป็นไปได้ทั้งวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ที่เยอรมันรุกรานโปแลนด์, วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน (วันเริ่มต้นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2) หรือปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) ที่ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย บางคนกล่าวว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งนี้เป็นข้อพิพาทเดียว กัน แต่แยกกันด้วย &#8220;การหยุดยิง&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong>สงครามโลกครั้งที่สอง</strong></p>
<p>สงครามโลกครั้งที่สอง (World War 2) เป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ครอบคลุมทุกทวีปและประเทศส่วนใหญ่ในโลก เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ได้ชื่อว่าเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่และทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์โลก</p>
<p>ต้นเหตุที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ความเป็นชาตินิยม การแย่งชิงอำนาจและต้องการแบ่งปันโลกใหม่ของประเทศที่เจริญตามมาทีหลังและ แสนยนิยม เช่นเดียวกับวันเริ่มต้นสงคราม ที่อาจเป็นไปได้ทั้งวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ที่เยอรมันรุกรานโปแลนด์, วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน (วันเริ่มต้นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2) หรือปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) ที่ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย บางคนกล่าวว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งนี้เป็นข้อพิพาทเดียว กัน แต่แยกกันด้วย &#8220;การหยุดยิง&#8221;</p>
<p>การต่อสู้มีขึ้นตั้งแต่มหาสมุทรแอตแลนติก ยุโรปตะวันตกและตะวันออก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกา ตะวันออกกลาง มหาสมุทรแปซิฟิก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน สงครามในยุโรปสิ้นสุดเมื่อเยอรมนียอมจำนนในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) แต่ในเอเชียยังดำเนินต่อไปจนกระทั่งญี่ปุ่นยอมจำนนในวันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน คาดว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ราว 57 ล้านคน</p>
<div><strong>ประเทศที่มีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้</strong></div>
<p>ใน สงครามครั้งนี้ เป็นการสู้รบกันระหว่างสองฝ่ายคือ ฝ่ายอักษะ และ ฝ่ายพันธมิตร โดยประเทศเล็กๆ ส่วนใหญ่แล้ว ประเทศจะเข้าร่วมฝ่ายตาม ประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งเป็นส่วนใหญ่</p>
<p><strong>ฝ่ายอักษะ</strong>ประกอบไป ด้วยแกนนำหลัก คือ เยอรมนี อิตาลี และ ญี่ปุ่น ในนามของกลุ่มอักษะโรม-เบอร์ลิน-โตเกียว ที่มีการแถลงวัตถุประสงค์หลักในตอนต้นว่าเพื่อต่อต้านขบวนการคอมมิวนิสต์ สากล</p>
<p><strong>ฝ่ายพันธมิตร</strong>ประกอบไปด้วยแกนนำหลัก คือ สหราชอาณาจักร, สหภาพโซเวียต และ สหรัฐอเมริกา โดยมีประเทศที่เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรที่สำคัญอีก 2 ประเทศคือ จีน และ ฝรั่งเศส ซึ่งประเทศทั้ง 5 นี้ได้เข้าเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ</p>
<p><strong>สาเหตุ</strong><br />
สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจาก<strong>ประเทศเยอรมนีไม่พอใจสนธิสัญญาแวร์ซายส์ </strong>ซี่งเป็นสนธิสัญญาที่เยอรมนีต้องลงนามเมื่อแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คือต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ถูกลดกำลังทหาร อาวุธ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เสียดินแดน ชนวนเกิดขึ้นเมื่อเยอรมนีหาเรื่องโปแลนด์ในประเด็นเรื่องการไม่เคารพสิทธิ ของคนเชื้อสายเยอรมันในโปแลนด์ นอกจากนี้เมื่อทางเยอรมนีขอตัดถนนข้ามจากเยอรมนีฝั่งตะวันตกเข้าไปยังปรัส เซีย (ซึ่งปัจจุบันคือดินแดนฝั่งตะวันออกของเยอรมนี) โดยผ่านฉนวนโปแลนด์ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและฝรั่งเศส แต่อังกฤษและฝรั่งเศสไม่อนุญาต เยอรมนีจึงยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงและบุกเข้าโปแลนด์ทันที ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสได้สัญญาไว้ว่าจะช่วยเหลือทางทหาร จึงสั่งให้เยอรมนีถอนกำลังออกภายใน 14 ชั่วโมง แต่เยอรมนีปฏิเสธไม่ถอนกำลัง จึงได้ประกาศสงคราม โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายอักษะ เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ฝ่ายสัมพันธมิตร อังกฤษ ฝรั่งเศส ต่อมาจึงมี จีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต</p>
<p><strong>ฝ่ายชนะคือฝ่าย สัมพันธมิตร ทำให้ประเทศมหาอำนาจในยุโรปหมดกำลังลง จึงเกิดมหาอำนาจใหม่คือสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต จนนำไปสู่สภาพสงครามเย็นในเกือบจะทันทีที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7119" title="WW2Montage" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/07/WW2Montage.png" alt="WW2Montage" width="363" height="342" /></p>
<p><strong>ภาพเรียงตามเข็มนาฬิกาจากบนสุด </strong>: กองทัพเครือจักรภพในยุทธการเอล อาลาเมน ; พลเรือนชาวจีนถูกฝังทั้งเป็นโดยทหารญี่ปุ่น ; กองทัพโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออก ; เครื่องบินรบญี่ปุ่นเตรียมบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ; กองทัพโซเวียตสู้รบในกรุงเบอร์ลิน ; เรือดำนำเยอรมันถูกระดมยิงอย่างหนัก</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>สมรภูมิรบ</strong></p>
<p>สมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่2นั้นเกิดขึ้นหลายแห่งในโลก โดยตามแผนเดิมของฝ่ายอักษะนั้น ต้องการที่จะบุกมาบรรจบกันที่อิหร่าน ซึ่งสามารถจำแนกสมรภูมิเป็นกลุ่มใหญ่ได้2กลุ่มคือ</p>
<p> </p>
<p><strong>สมรภูมิทางตะวันตก</strong></p>
<p><strong>สมรภูมิทางตะวันตก</strong> ซึ่งมีเยอรมนีเป็นฝ่ายรับผิดชอบ โดยยังสามารถแยกย่อยให้เป็นกลุ่มย่อยได้อีกคือ</p>
<p><strong>สมรภูมิในทวีปยุโรปตะวันตก</strong> ได้แก่ <strong>ในฝรั่งเศส ออสเตรีย-ฮังการี </strong>นาซีเข้าถล่มออสเตรียและผนวกเข้ากับเยอรมนี ล้มล้างระบอบกษัตริย์ในออสเตรียลงและนำกองทัพเข้าโจมตีฮ้งการี ฮังการีเกรงกลัวจึงประกาศยอมแพ้แก่นาซี การบุกโจมตีประเทศต่ำ(เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบอร์ก)ทำให้สมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมีนาแห่งเนเธอร์แลนด์เสด็จ ลี้ภัยไปยังอังกฤษและมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าหญิงจูเลียนาเมื่อครองเนเธอร์ แลนด์ได้ภายใน 4 วัน เบลเยี่ยมและลักเซมเบอร์ก จึงป้องกันประเทศอย่างแน่นหนาด้วยพรมแดนธรรมชาติแต่นาซีได้เข้าทำลายและทำ การผนวก จากนั้นนาซีสามารถเข้าผนวกฝรั่งเศสได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเข้าถล่มเมืองเกอเออนีคาแห่งสเปนที่เป็นกลางด้วยระเบิดรวมถึง โปรตุเกสด้วย และในสแกนดิเนเวียโดยการบุกโจมตีเดนมาร์กและนอร์เวย์ และบีบบังคับให้สวีเดนที่เป็นกลางมอบทรัพยากรทางธรรมชาติให้เยอรมนี ส่วนฟินแลนด์เข้าร่วมกับนาซีเพื่อเข้าโจมตีดินแดนที่เสียให้กับสหภาพโซเวียต ซึ่งเยอรมนีประสบความสำเร็จในการยึดครอง และการยุทธแห่งเกาะบริเตนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของฮิตเลอร์ที่หันไปให้ความสำคัญกับยุโรป ตะวันออกและรัสเซีย ซึ่งเป็นแนวรบที่เยอรมนีได้ทำการโจมตีหลังจากได้เข้ายึดครองประเทศโปแลนด์ แล้ว และได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของสงครามอีกครั้งหลังจากการยกพลขึ้นบกที่ นอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส และการยกพลขึ้นบกที่อิตาลีของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรตามปฏิบัติการแอนซิโอ<br />
<strong>สมรภูมิในทวีปยุโรปตะวันออก</strong> ได้แก่ ใน<strong>โปแลนด์ กรีซ (บางส่วน) ยูโกสลาเวีย โรมาเนีย และสหภาพโซเวียต </strong>โรมาเนียนั้นเข้าร่วมกับนาซีและเข้าผนวกบัลแกเรียโดยนายพลเซาเซสคูแห่งโรมา เนีย ซึ่งถ้าไม่นับรวมโปแลนด์แล้ว ประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญการรุกรานจากเยอรมนีหลังจากสมรภูมิในทวีปยุโรปตะวัน ตก ซึ่งเยอรมนีได้บุกเข้าไปจนกินเนื้อที่จำนวนมาก แต่ทว่าก็ไม่อาจเอาชนะฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมินี้อย่างถาวร เนื่องจากแนวรบที่กว้างขวางตั้งแต่ทะเลบอลติก (เลนินกราด หรือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) จนถึงลุ่มแม่น้ำโวลก้า (สตาลินกราด) และแหลมไครเมีย สภาพอากาศที่โหดร้าย และการตอบโต้อย่างหนักจากสหภาพโซเวียต จนทำให้โดนฝ่ายสหภาพโซเวียตตีโต้กลับไปจนถึงกรุงเบอร์ลินในที่สุด ส่วนอิตาลีได้ทำการผนวกแอลเบเนียแต่ไม่สามารถผนวกกรีซได้<br />
<strong>สมรภูมิริมขอบของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน</strong> ได้แก่ <strong>ในไซปรัส กรีซ (บางส่วน) ลิเบีย และอียิปต์ </strong>ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เคยอยู่ในอิทธิพลของอังกฤษมาก่อน แต่ว่าอิตาลีและเยอรมนีต้องการ จึงได้เกิดสมรภูมิทะเลทรายอันลือลั่นขึ้น ในตอนแรกนั้น ฝ่ายอิตาลีไม่สามารถเอาชนะอังกฤษได้ แต่ว่าต่อมาฮิตเลอร์ได้ส่งจอมทัพเออร์วิน รอมเมลอันโด่งดังและกองกำลัง Afrika Korp เข้ามาทำให้สถานการณ์ของฝ่ายอักษะกลายเป็นฝ่ายรุก แต่ในที่สุด เนื่องด้วยฝ่ายอักษะไม่สามารถส่งกำลังบำรุงและทหารมาประจำการในสมรภูมิทะเล เมดิเตอร์เรเนียนได้มาก เนื่องจากติดพันอยู่กับสมรภูมิในทวีปยุโรปตะวันออก และฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการฐานสนับสนุนการยกพลขึ้นบกที่อิตาลีตามข้อเสนอของ นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ ด้วยความสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา จึงได้เกิดปฏิบัติการทอร์ชขึ้น และสามารถขับไล่ฝ่ายอักษะออกจากแอฟริกาเหนือได้</p>
<p><strong>สมรภูมิทางตะวันออก</strong><br />
<strong>สมรภูมิทางตะวันออก</strong> ซึ่งรับผิดชอบโดยญี่ปุ่นเป็นด้านหลัก โดยมีชื่อเรียกยังสามารถแยกเป็นกลุ่มย่อยได้อีกคือ</p>
<p><strong>สมรภูมิในจีน </strong>ซึ่งกองทัพบกญี่ปุ่นได้ดำเนินการมานานก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่2อย่าง เป็นทางการ โดยได้ทำการยึดครองเมืองและบริเวณชายฝั่งของจีนเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการจัดตั้งประเทศแมนจูกัวซึ่งมีจักรพรรดิปูยีเป็นประมุข และได้ทำการยึดครองกรุงหนานจิง(นานกิง)ที่เป็นเมืองหลวงของจีน(ของรัฐบาลก๊ก มินตั่งในยุคนั้น) และได้ทำการสังหารหมู่ชาวจีนทีโด่งดังขึ้น ซึ่งรุนแรงมากจนกระทั่งทำให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสในเมืองนานกิงยังรับไม่ได้ ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับแนวร่วมต่อต้านญี่ปุ่นซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างพรรค คอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีเหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำและพรรคก๊กมินตั๋น(ประชาธิปไตย)ที่ มีเจียงไคเช็กเป็นผู้นำ หลังจากเกิดกรณีซีอันขึ้น ทั้งที่ 2 พรรคนี้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทำการสู้รบและดำเนินการ &#8220;สงครามกองโจร&#8221; ที่กลายเป็นแบบอย่างของสงครามกองโจรยุคใหม่ขึ้นโดยมีฐานที่มั่นหลักอยู่ที่ เยนอาน ตามเขตตอนเหนือและแมนจูเรียส่วนพรรคก๊กมินตั๋นได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ฉ่ง ชิ่ง(จุงกิง)และได้รับการสนับสนุนจากสัมพันธมิตรที่อยู่ในอินเดีย แต่ว่ามีการถกเถียงกันระหว่างบทบาทของพรรคก๊กมินตั๋นและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในเรื่องบทบาทความสำเร็จและความเอาการเอางานในการต่อต้านญี่ปุ่นของอีกฝ่าย หนึ่ง แต่ที่แน่ชัดคือ นายพลสติเวลล์ ผู้บัญชาการทหารของสหรัฐอเมริกาที่เข้าไปดูแลกองทัพของพรรคก๊กมินตั๋นรู้สึก โกรธมากที่ภายในพรคก๊กมินตั๋นไม่มีประสิทธิภาพ และมุ่งการปราบคอมมิวนิสต์มากกว่าการรบกับญี่ปุ่น ในขณะที่เอดการ์ สโนว์ได้แสดงความชื่นชมบทบาทของเหมาเจ๋อตงอย่างมากในการต่อต้านญี่ปุ่น และทางกองทัพสหรัฐอเมริกาได้ส่งคณะปฏิบัติการดิกซีเข้าไปร่วมทำงานกับเหมา เจ๋อตุง แต่นักหนังสือพิมพ์จากสหภาพโซเวียตที่ได้เข้าไปทำข่าวในห้วงเวลาเดียวกัน กลับวิจารณ์ เหมาเจ๋อตงว่าไม่เคร่งครัดในลัทธิคอมมิวนิสต์และหย่อนยานในการสู้รบ ทำให้ไม่สามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้ การรบชนะจีนซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียนั้น ยิ่งทำให้ชาติญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในการทหารของตนเอง ทำการรุกรานประเทศอื่นๆอย่างไม่เกรงกลัว และยังประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาโดยการส่งเครื่องบินไประเบิดเรืออริโซน่า ที่อ่าวเพิร์ล เป็นชนวนจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่สองในภูมิภาคเอเชีย<br />
<strong> </strong></p>
<p><strong>สมรภูมิในแปซิฟิคและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ </strong>ซึ่งถ้าไม่นับรวมการเข้ายึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศส ที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะภายใต้รัฐบาลวิชีแล้ว สมรภูมิด้านนี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือหลักของกองทัพ เรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ และการบุกยึดประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้บุกไปถึงพม่า นิวกินี และเกาะกัวดาคาแนล ซึ่งปรากฏว่าหลังจากสมรภูมิที่มิดเวย์ การรบทางทะเลแถวหมู่เกาะโซโลมอนและทะเลปะการัง และการรบที่กัวดาคาแนลแล้ว ปรากฏว่ากองทัพเรือญี่ปุ่นต้องสูญเสียอย่างหนัก ส่วนกองทัพบกก็ไม่สามารถหากำลังพลและยุทโธปกรณ์ได้เพียงพอเพื่อปกป้องดินแดน ที่ยึดได้ใหม่ ในที่สุดจึงถูกกองกำลังพันธมิตรที่มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลียตีโต้กลับไปจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด</p>
<p><strong>ดูเพิ่ม</strong><br />
<strong>การสังหารหมู่นานกิง :</strong> <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%87" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%87</a></p>
<p><strong>สงครามโลกครั้งที่สองในประเทศไทย </strong>: <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2</a></p>
<p> </p>
<div><img class="alignnone size-full wp-image-7118" title="B2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/07/B2.jpg" alt="B2" width="610" height="424" /></div>
<div>โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 เผยแพร่โดยกรมโฆษณาการ</div>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
