<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; Health</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/health/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ออกกำลังกาย &#8220;ดื่มน้ำ&#8221; อะไรดี?</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Apr 2010 11:25:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8359</guid>
		<description><![CDATA[รู้ไหมว่า ′น้ำดื่ม′ ที่เหมาะกับการออกกำลังกายมากที่สุด คือน้ำอะไร ? คำตอบที่ได้อาจจะมีทั้งเกลือแร่ น้ำหวาน ไปจนถึงน้ำเปล่า ขอเฉลย น้ำที่ดีที่สุดสำหรับการออกกำลังกายนั่นคือ ′น้ำเปล่า′ เรื่องนี้ น.พ.วิชัย เดชะทัตตานนท์  ผู้อำนวยการแผนกสร้างเสริมสุขภาพ แผนกประกันสังคม ร.พ.กล้วยน้ำไท 1 ยืนยันอย่างเต็มที่ เพราะเครื่องดื่มทั่วไปประเภทน้ำหวาน เกลือแร่ หรือน้ำเพิ่มพลังชนิดต่างๆ มักจะมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า 2.5% จึงทำให้เคลื่อนที่สู่กระเพาะอาหารและถูกดูดซึมได้ช้ากว่าน้ำเปล่า และการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายเป็นการเสียน้ำมากกว่าเสียเกลือแร่ในร่างกาย และไม่ได้สูญเสียโพแทสเซียม จึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเกลือแร่เข้าไปทดแทน แต่ถ้าดื่มเข้าไป บางคนอาจทำให้รู้สึกจุกเสียด ท้องอืด น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และจะมีอาการมากขึ้น  หากเป็นน้ำอัดลม เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวขึ้นทำให้จุก แน่น ไปเบียดกล้ามเนื้อกระบังลม ปอดจะขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้หายใจไม่อิ่ม และหมดแรงเร็วขึ้น ขณะที่น้ำเปล่านั้น ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วไปช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายปรับระดับ ความดันโลหิต ช่วยลำเลียงอาหาร และออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ช่วยทำให้เซลล์กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะเล่นกีฬาได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีดื่มน้ำอย่างถูกวิธีนั้น ควรดื่มน้ำเปล่าไม่เกิน 1 แก้ว ก่อนออกกำลังกายประมาณ 10 นาที ในขณะออกกำลังกายจิบเล็กน้อยทุก 10-15 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/04/12702007741270200838l.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8360" title="12702007741270200838l" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/04/12702007741270200838l-300x215.jpg" alt="" width="300" height="215" /></a></p>
<p>รู้ไหมว่า ′น้ำดื่ม′ ที่เหมาะกับการออกกำลังกายมากที่สุด คือน้ำอะไร ?</p>
<p>คำตอบที่ได้อาจจะมีทั้งเกลือแร่ น้ำหวาน ไปจนถึงน้ำเปล่า</p>
<p><strong>ขอเฉลย น้ำที่ดีที่สุดสำหรับการออกกำลังกายนั่นคือ ′น้ำเปล่า′</strong></p>
<p>เรื่องนี้ น.พ.วิชัย เดชะทัตตานนท์  ผู้อำนวยการแผนกสร้างเสริมสุขภาพ แผนกประกันสังคม ร.พ.กล้วยน้ำไท 1 ยืนยันอย่างเต็มที่</p>
<p><strong>เพราะเครื่องดื่มทั่วไปประเภทน้ำหวาน เกลือแร่ หรือน้ำเพิ่มพลังชนิดต่างๆ มักจะมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า 2.5% จึงทำให้เคลื่อนที่สู่กระเพาะอาหารและถูกดูดซึมได้ช้ากว่าน้ำเปล่า และการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายเป็นการเสียน้ำมากกว่าเสียเกลือแร่ในร่างกาย และไม่ได้สูญเสียโพแทสเซียม จึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเกลือแร่เข้าไปทดแทน </strong></p>
<p>แต่ถ้าดื่มเข้าไป บางคนอาจทำให้รู้สึกจุกเสียด ท้องอืด น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และจะมีอาการมากขึ้น  หากเป็นน้ำอัดลม เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวขึ้นทำให้จุก แน่น ไปเบียดกล้ามเนื้อกระบังลม ปอดจะขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้หายใจไม่อิ่ม และหมดแรงเร็วขึ้น</p>
<p>ขณะที่น้ำเปล่านั้น ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วไปช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายปรับระดับ ความดันโลหิต ช่วยลำเลียงอาหาร และออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ช่วยทำให้เซลล์กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะเล่นกีฬาได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>ส่วนวิธีดื่มน้ำอย่างถูกวิธีนั้น ควรดื่มน้ำเปล่าไม่เกิน 1 แก้ว ก่อนออกกำลังกายประมาณ 10 นาที ในขณะออกกำลังกายจิบเล็กน้อยทุก 10-15 นาที แต่ถ้ารู้สึกกระหายน้ำแต่ไม่ควรดื่มเกิน 1 แก้วภายใน 1 ชั่วโมง และหลังจากการออกกำลังกายราวครึ่งชั่วโมง ควรดื่ม น้ำสัก 2 แก้ว</strong></p>
<p>หากในเวลาที่เหนื่อยจัดๆแล้วอยากดื่มน้ำ ก็ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้ว เพราะอาจเกิดภาวะน้ำเกิน ทำให้เวียนหัว หรือสมองปวดร้าวได้</p>
<p>รู้อย่างนี้แล้ว ดื่มน้ำเปล่ากันเถอะ</p>
<p><strong>วันที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 23:31:24 น. </strong></p>
<p><strong>ประชาชาติธุรกิจออ นไลน์</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคต้อหิน ที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 10:45:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[glaucoma]]></category>
		<category><![CDATA[ต้อหิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8243</guid>
		<description><![CDATA[โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการใช้สายตา และปริมาณเลือดแดงที่เข้ามาเลี้ยงเซลล์ประสาทตาภายในลูกตา เมื่อเซลล์ประสาทตาได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จะค่อยๆทยอยเฉาตายลงไปเรื่อยๆ ความดันลูกตาที่สูงกว่าปกติ เป็นเพียงสาเหตุรองที่ต้านระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ภาวะขาดเลือดดังกล่าวเลวลงไปอีก ในอนาคต ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว ผู้คนจะทำงานหนักมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สายตา บวกกับความเจริญทางด้านไอที ทำให้มีการใช้คอมพิวเตอร์กันทั่วไป  และจะพบผู้ป่วยโรคต้อหินอายุน้อยลงเรื่อยๆ ( จากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การเล่นเกมส์ และการใช้อินเตอร์เน็ต ) เป็นต้อหินรูปแบบใหม่ที่เกิดจาก เซลล์ประสาทตามีความต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงมากกว่าปกติ  ซึ่งแตกต่างจากโรคต้อหินทั่วไปที่เกิดจากเลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงน้อยกว่า ปกติ และเป็นกลุ่มของโรคต้อหินที่ไม่จำเป็นต้องมีค่าความดันลูกตาสูง ทำให้วินิจฉัยได้ยาก เหมือนในประเทศญี่ปุ่น ที่ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดความดันลูกตาปกติมากที่สุดในโลก สอดคล้องกับงานวิจัยของ Dr.Masayuki Tatemichi, from Toho University, School of Medicine ที่รายงานการค้นพบความสัมพันธ์ของโรคต้อหินกับการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อปี ค.ศ. 2004  แต่เนื่องจากไม่สามารถอธิบายกลไกการค้นพบดังกล่าวได้ จึงยังไม่มีใครเชื่อถือในขณะนั้น โรคต้อหิน กำลังจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย และของประชากรโลกในอนาคตอันใกล้นี้ อาการของโรคต้อหิน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยรู้ตัวว่าเป็นต้อหิน และนำผู้ป่วยให้ไปพบจักษุแพทย์ ทำให้ได้รับการวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น อาการของโรคต้อหิน มีอะไรบ้าง ? 1. ตาพร่าตามัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/9349.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8244" title="9349" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/9349-300x240.jpg" alt="" width="300" height="240" /></a></p>
<p>โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการใช้สายตา และปริมาณเลือดแดงที่เข้ามาเลี้ยงเซลล์ประสาทตาภายในลูกตา เมื่อเซลล์ประสาทตาได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จะค่อยๆทยอยเฉาตายลงไปเรื่อยๆ ความดันลูกตาที่สูงกว่าปกติ เป็นเพียงสาเหตุรองที่ต้านระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ภาวะขาดเลือดดังกล่าวเลวลงไปอีก</p>
<p><strong>ในอนาคต ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว ผู้คนจะทำงานหนักมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สายตา บวกกับความเจริญทางด้านไอที ทำให้มีการใช้คอมพิวเตอร์กันทั่วไป  และจะพบผู้ป่วยโรคต้อหินอายุน้อยลงเรื่อยๆ ( จากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การเล่นเกมส์ และการใช้อินเตอร์เน็ต ) เป็นต้อหินรูปแบบใหม่ที่เกิดจาก เซลล์ประสาทตามีความต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงมากกว่าปกติ  ซึ่งแตกต่างจากโรคต้อหินทั่วไปที่เกิดจากเลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงน้อยกว่า ปกติ และเป็นกลุ่มของโรคต้อหินที่ไม่จำเป็นต้องมีค่าความดันลูกตาสูง ทำให้วินิจฉัยได้ยาก เหมือนในประเทศญี่ปุ่น ที่ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดความดันลูกตาปกติมากที่สุดในโลก สอดคล้องกับงานวิจัยของ Dr.Masayuki Tatemichi, from Toho University, School of Medicine ที่รายงานการค้นพบความสัมพันธ์ของโรคต้อหินกับการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อปี ค.ศ. 2004  แต่เนื่องจากไม่สามารถอธิบายกลไกการค้นพบดังกล่าวได้ จึงยังไม่มีใครเชื่อถือในขณะนั้น</strong></p>
<p>โรคต้อหิน กำลังจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย และของประชากรโลกในอนาคตอันใกล้นี้</p>
<p>อาการของโรคต้อหิน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยรู้ตัวว่าเป็นต้อหิน และนำผู้ป่วยให้ไปพบจักษุแพทย์ ทำให้ได้รับการวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น</p>
<p><strong>อาการของโรคต้อหิน มีอะไรบ้าง ?</strong></p>
<p>1. ตาพร่าตามัว เวียนหัวคลื่นไส้อาเจียน เห็นภาพเบลอซ้อน หรือตามืดบอดชั่วขณะหนึ่ง</p>
<p>2. เห็นจุดแสงดำขาวเต็มไปหมด หรือเห็นเป็นแสงระยิบระยับเมื่อมองไปกลางแดด</p>
<p>3. ปวดในเบ้าตาลึกๆและปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน หรือปวดจี๊ดขึ้นสมอง</p>
<p>4. ตรวจพบว่ามีสายตาสั้นขึ้นมาทันที และค่าสายตาขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอน</p>
<p>5. ตาจะพร่า เมื่อมองวัตถุบนพื้นที่มีแสงจัดหรือบนพื้นที่มันวาว</p>
<p>6. อ่านหนังสือไม่ทน ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์ ได้ไม่นาน</p>
<p>7. เห็นดวงไฟมีแสงเจิดจ้า เป็นรัศมีกระจาย เห็นเป็นฝ้าหมอกหรือวงสีรุ้ง รอบดวงไฟ</p>
<p>8. เห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ หรือเห็นลำแสงวิ่งผ่านตา หรือเห็นเป็นเส้นหยักๆที่หางตา</p>
<p>9. มีความลำบากในการสังเกตุพื้นต่างระดับเวลาก้าวเดิน หรือเวลาขึ้นลงบันได</p>
<p>10. เห็นสีจืดจางลงหรือผิดเพี้ยนไป เห็นตัวหนังสือเลือนรางหรือแตกพร่า</p>
<p>11. การมองในที่มืดแย่ลง เห็นหน้าคนไม่ชัด และไม่กล้าขับรถในเวลากลางคืน</p>
<p>12. เวลาขับรถลงอุโมงค์ลอดทางแยกหรือเดินเข้าที่ร่มในเวลาแดดจัด ตาจะมืดบอดชั่วขณะ</p>
<p>13. เวลามองผ่านกระจกหน้ารถในทิศทางย้อนแสงอาทิตย์ ตาจะพร่าและสู้แสงไม่ค่อยได้</p>
<p>14. เวลากลางคืนมักจะเดินชนข้าวของเป็นประจำ ชอบที่จะเปิดไฟทุกดวงเท่าที่มี</p>
<p>15. มองสิ่งที่เคลื่อนที่เร็วๆไม่ทัน ทำให้ไม่มั่นใจเวลาขับรถหรือเดินข้ามถนนคนเดียว</p>
<p>16. ตาสู้แสงไม่ได้ ต้องใส่แว่นดำเป็นประจำ</p>
<p>17. เห็นแสงมืดลงไปเรื่อยๆ หรือเห็นเป็นหมอกควันอยู่ทั่วๆไป</p>
<p>18. ลานสายตาแคบเข้ามาเรื่อยๆ จนระยะท้ายเหมือนมองผ่านท่อกลม</p>
<p><strong>ถ้ามีอาการอะไรสักสองสามข้อก็ควรไปพบแพทย์ได้แล้วนะครับ อย่ารอให้สายเกินแก้นะครับ </strong></p>
<p>ที่มา : http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=7551.0</p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สับปะรด อัศวินแห่งผลไม้</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Nov 2009 08:32:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[สับปะรด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8088</guid>
		<description><![CDATA[สับปะรด มีวิตามินที่จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ช่วยในการย่อยอาหาร ฯลฯ สับปะรด เป็นผลไม้ที่หารับประทานได้ในบ้านเราตลอดทั้งปี มีประโยชน์ต่อสุขภาพจนไม่ควรมองข้าม เรามาทำความรู็จักความดีของสับปะรดกันดีกว่า 1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง รับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ที่สำคัญคือวิตามินช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นจึงเป็นการเพิ่มแรงต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย แต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากนัก 2. ช่วยในการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารอาหารมากซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็ง 3. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ สารแอนตี้ออกซิแดนต์ ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย 4. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม เพราะสับปะรด มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งรังไข่ 5. ช่วยป้องกันโรคต่างๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็งได้ถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-8089" title="pineapple" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/pineapple-200x300.jpg" alt="pineapple" width="200" height="300" /></p>
<p>สับปะรด มีวิตามินที่จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ช่วยในการย่อยอาหาร ฯลฯ</p>
<p>สับปะรด เป็นผลไม้ที่หารับประทานได้ในบ้านเราตลอดทั้งปี มีประโยชน์ต่อสุขภาพจนไม่ควรมองข้าม</p>
<p>เรามาทำความรู็จักความดีของสับปะรดกันดีกว่า</p>
<p><strong>1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง</strong> รับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ที่สำคัญคือวิตามินช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นจึงเป็นการเพิ่มแรงต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย แต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากนัก</p>
<p><strong>2. ช่วยในการย่อยอาหาร</strong> สับปะรดมีกากใยอาหารอาหารมากซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็ง</p>
<p><strong>3. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี </strong>สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ สารแอนตี้ออกซิแดนต์ ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย</p>
<p><strong>4. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง </strong>การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม เพราะสับปะรด มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งรังไข่</p>
<p><strong>5. ช่วยป้องกันโรคต่างๆ</strong> การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็งได้ถึง 20%</p>
<p><strong>6. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง</strong> สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินสูงที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้</p>
<p><strong>7. ช่วยยับยั้งการอักเสบ</strong> โดยเอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยยับยั้งการอักเสบ ทั้งนี้ ชาวอเมริกาใต้โบราณ ใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผล</p>
<p>หมายเหตุ แม้ว่าสับปะรดจะมีประโยชน์มาก แต่ก็ควรกินพอประมาณ เช่น วันละหนึ่งชิ้น และกินผลไม้อื่นๆให้หลากหลายด้วย เพราะการกินอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมให้ผลเสียทั้งนั้น</p>
<p>ขอบคุณที่มา Lisa ฉบับเดือน มีนาคม 2553</p>
<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="http://www.thai-healthcare.com/" target="_blank">http://www.thai-healthcare.com/</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8216;โกโก้&#8217; มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด : thai-healthcare.com</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Nov 2009 17:26:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์ของโกโก้]]></category>
		<category><![CDATA[สารต่อต้านอนุมูลอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[แอนตี้ออกซิแดนท์]]></category>
		<category><![CDATA[โกโก้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7994</guid>
		<description><![CDATA[คุณรู้หรือไม่ โกโก้ร้อน 1 ถ้วยมีประโยชน์มากแค่ไหนกัน โกโก้มีประโยชน์กว่าที่คิด บีบีซีนิวส์ รายงานว่านักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่า โกโก้ร้อน 1 ถ้วยนั้นอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเครื่องดื่มประเภทชาหรือไวน์แดง ในปี 1998 ได้มีการศึกษากับคนอเมริกันกว่า 8,000 คน พบว่า ช็อคโกแลตซึ่งผลิตมากจากโกโก้นั้น อาจช่วยให้มีอายุยืนขึ้น เนื่องจากอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยกวาดล้างของเสียที่ผลิตจากร่างกาย โดยของเสียเหล่านั้นมีส่วนทำลายเซลล์และก่อให้เกิดมะเร็งได้ ในการศึกษาล่าสุดนี้ ดร. ชาง ยง ลี และคณะ จากมหาวิทยาลัย คอร์แนล ในนิวยอร์ก ได้ทำการทดสอบโดยวัดระดับสารต่อต้านอนุมูลอิสระใน ชา ไวน์แดง และโกโก้ พบว่าโกโก้ถ้วยหนึ่งนั้น มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากที่สุด โดยมีมากกว่าไวน์แดง 1 แก้ว ถึง 2 เท่า มากกว่าชาเขียว 1 ถ้วย ถึง 3 เท่า และมากกว่าชาดำถึง 5 เท่าเลยทีเดียว นักวิจัยแนะนำว่าทางที่ดีที่สุดที่จะได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างเต็มที่ก็คือ การดื่มโกโก้โดยตรงเพราะว่าในช็อคโกแลต 1 แท่งจะอุดมไปด้วยไขมัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7995" title="42-18270256" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/cocoa-300x200.jpg" alt="42-18270256" width="300" height="200" /></p>
<p><strong>คุณรู้หรือไม่ โกโก้ร้อน 1 ถ้วยมีประโยชน์มากแค่ไหนกัน</strong></p>
<p>โกโก้มีประโยชน์กว่าที่คิด</p>
<p>บีบีซีนิวส์ รายงานว่านักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่า <strong>โกโก้ร้อน 1 ถ้วยนั้นอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเครื่องดื่มประเภทชาหรือไวน์แดง </strong></p>
<p>ในปี 1998 ได้มีการศึกษากับคนอเมริกันกว่า 8,000 คน พบว่า <strong>ช็อคโกแลตซึ่งผลิตมากจากโกโก้นั้น อาจช่วยให้มีอายุยืนขึ้น เนื่องจากอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยกวาดล้างของเสียที่ผลิตจากร่างกาย </strong></p>
<p>โดยของเสียเหล่านั้นมีส่วนทำลายเซลล์และก่อให้เกิดมะเร็งได้ ในการศึกษาล่าสุดนี้ ดร. ชาง ยง ลี และคณะ จากมหาวิทยาลัย คอร์แนล ในนิวยอร์ก ได้ทำการทดสอบโดยวัดระดับสารต่อต้านอนุมูลอิสระใน ชา ไวน์แดง และโกโก้</p>
<p><strong>พบว่าโกโก้ถ้วยหนึ่งนั้น มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากที่สุด โดยมีมากกว่าไวน์แดง 1 แก้ว ถึง 2 เท่า มากกว่าชาเขียว 1 ถ้วย ถึง 3 เท่า และมากกว่าชาดำถึง 5 เท่าเลยทีเดียว </strong></p>
<p>นักวิจัยแนะนำว่าทางที่ดีที่สุดที่จะได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างเต็มที่ก็คือ การดื่มโกโก้โดยตรงเพราะว่าในช็อคโกแลต 1 แท่งจะอุดมไปด้วยไขมัน โดยช็อกโกแลตแท่งขนาด 40 กรัมนั้นมีไขมันมากถึง 8 กรัม ขณะที่โกโก้ร้อน 1 ถ้วยมีไขมันเพียงแค่ประมาณ 0.3 กรัมเท่านั้น</p>
<p><strong>ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร แม่บ้าน เดือนตุลาคม 2551</p>
<p>ที่มา :</strong> <a href="http://www.thai-healthcare.com/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94" target="_blank">http://www.thai-healthcare.com/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 กิจกรรมที่ช่วยทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Oct 2009 15:51:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7792</guid>
		<description><![CDATA[1. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน : - เพราะอาหารเช้าช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่ม ให้เผาผลาญแคลอรี่ตลอดทั้งวัน ใครที่งดอาหารเช้าเพื่อลดความอ้วน คิดผิดนะ เพราะอาหารเช้านี่จะทำให้ไม่อ้วนจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วย 2. นอนหลับให้สนิท : - อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น เซลร่างกายสร้างตัวได้ดีขึ้น สมองสดใส และน้ำหนักลดลงได้ 3. ออกกำลังกายเป็นประจำ : - สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที จะทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มความยืดหนุ่นข้อต่อร่างกาย และลดอาการกระดูกพรุนเมื่อวัยทองได้อีกด้วย 4. ทานน้ำมันตับปลา : - กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอลได้ด้วย หรืออาจจะทานเนื้อปลาที่มีไขมันสัก 3 มื้อ ต่อ สัปดาห์ อย่างเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ทำให้เราอิ่มแบบไม่อ้วน 5. ทำสมาธิ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong><img class="alignnone size-medium wp-image-7793" title="healthy20living20logo20a" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/10/healthy20living20logo20a-300x212.gif" alt="healthy20living20logo20a" width="300" height="212" /></strong></p>
<p><strong>1. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน :</strong></p>
<p>- เพราะอาหารเช้าช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่ม ให้เผาผลาญแคลอรี่ตลอดทั้งวัน ใครที่งดอาหารเช้าเพื่อลดความอ้วน คิดผิดนะ เพราะอาหารเช้านี่จะทำให้ไม่อ้วนจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วย</p>
<p><strong>2. นอนหลับให้สนิท :</strong></p>
<p>- อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น เซลร่างกายสร้างตัวได้ดีขึ้น สมองสดใส และน้ำหนักลดลงได้</p>
<p><strong>3. ออกกำลังกายเป็นประจำ :</strong></p>
<p>- สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที จะทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มความยืดหนุ่นข้อต่อร่างกาย และลดอาการกระดูกพรุนเมื่อวัยทองได้อีกด้วย</p>
<p><strong>4. ทานน้ำมันตับปลา :</strong></p>
<p>- กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอลได้ด้วย หรืออาจจะทานเนื้อปลาที่มีไขมันสัก 3 มื้อ ต่อ สัปดาห์ อย่างเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ทำให้เราอิ่มแบบไม่อ้วน</p>
<p><strong>5. ทำสมาธิ :</strong></p>
<p>- ช่วยลดความเครียด ลดความดันเลือด เวลากำหนดลมหายใจเข้าลึกๆ ยังช่วยให้อ๊อกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่</p>
<p><strong>6. หัวเราะ :</strong></p>
<p>- ความรู้สึกดีๆ จะมีมา และร่างกายของเรายังหลั่งสารเอนดอรืฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาด้วย ความเครียด ความกังวลจะลดลงได้</p>
<p><strong>7. แปรงฟันและขัดฟันทุกวัน :</strong></p>
<p>- ลดแบคทีเรียในช่องปาก สุขภาพจะดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว</p>
<p><strong>8. ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ :</strong></p>
<p>- อย่างเช่นผัก ผลไม้ ทั้งยังลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งด้วย</p>
<p><strong>9. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ :</strong></p>
<p>- วันละ 1 แก้ว แค่พอกระตุ้นหัวใจให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ถ้าจะให้ดีควรเป็นไวน์แดง</p>
<p><strong>10. ดื่มชา :</strong></p>
<p>- ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย</p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.aromdee.net/view/view_forward.php?id=3236&amp;tb=story" target="_blank">http://www.aromdee.net/view/view_forward.php?id=3236&amp;tb=story</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/10-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทานไข่วันละฟองมากเกินไปหรือไม่ + กินไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Sep 2009 17:59:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[กินไข่]]></category>
		<category><![CDATA[ไข่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7638</guid>
		<description><![CDATA[ไข่เป็นอาหารที่หาทานได้ง่าย สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง แต่เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ทางการแพทย์พบว่า ไข่ประกอบด้วยคลอเรสเตอรอล ที่ทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูง และทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด จึงมีคำแนะนำว่าในผู้ใหญ่ไม่ควรทานไข่เกินสัปดาห์ละ 3 ฟอง แต่จากการวิจัยในระยะหลัง ๆ พบว่า คลอเรสเตอรอลที่มีในไข่มีผลต่อคลอเรสเตอรอลในเลือดน้อยมาก ดังนั้นจึงเริ่มมีการรณรงค์ให้ทานไข่กันมากขึ้น และเพิ่มคำแนะนำให้ทานไข่วันละหนึ่งฟอง คำแนะนำใหม่นี้ใช้ได้จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย หรือเป็นเพียงคำโฆษณา คุณค่าทางโภชนาการ ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารหลายชนิดอยู่ภายในไข่ ในไข่ขาวจะมีโปรตีนสูงและเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงคือ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential aminoacid) ส่วนในไข่แดงจะมีสารอาหารหลายชนิดได้แก่ โปรตีน ไขมัน วิตามันและแร่ธาตุ ไขมันในไข่แดงส่วนใหญ่จะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว รวมถึง omega-3 ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีคุณค่าเหมือนไขมันในปลาแซลมอนและปลาทะเล ส่วนคลอเรสเตอรอลจะมีเฉพาะในไข่แดง ไม่มีในไข่ขาว สารอาหารอื่นได้แก่ ธาตุเหล็ก โฟลิก (Folic acid) ไรโบเฟลวิน (Riboflavin) โคลีน (choline) วิตามินเอ บี ดี และอี วิตามินที่ไม่พบในไข่คือ วิตามินซี - ธาตุเหล็กในไข่ มีคุณค่าเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7639" title="45_20070709223708_" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/45_20070709223708_.gif" alt="45_20070709223708_" width="130" height="130" /></p>
<p>ไข่เป็นอาหารที่หาทานได้ง่าย สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง แต่เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ทางการแพทย์พบว่า ไข่ประกอบด้วยคลอเรสเตอรอล ที่ทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูง และทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด จึงมีคำแนะนำว่าในผู้ใหญ่ไม่ควรทานไข่เกินสัปดาห์ละ 3 ฟอง แต่จากการวิจัยในระยะหลัง ๆ พบว่า คลอเรสเตอรอลที่มีในไข่มีผลต่อคลอเรสเตอรอลในเลือดน้อยมาก ดังนั้นจึงเริ่มมีการรณรงค์ให้ทานไข่กันมากขึ้น และเพิ่มคำแนะนำให้ทานไข่วันละหนึ่งฟอง คำแนะนำใหม่นี้ใช้ได้จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย หรือเป็นเพียงคำโฆษณา</p>
<p><strong>คุณค่าทางโภชนาการ</strong></p>
<p>ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารหลายชนิดอยู่ภายในไข่ ในไข่ขาวจะมีโปรตีนสูงและเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงคือ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential aminoacid) ส่วนในไข่แดงจะมีสารอาหารหลายชนิดได้แก่ โปรตีน ไขมัน วิตามันและแร่ธาตุ</p>
<p>ไขมันในไข่แดงส่วนใหญ่จะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว รวมถึง omega-3 ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีคุณค่าเหมือนไขมันในปลาแซลมอนและปลาทะเล ส่วนคลอเรสเตอรอลจะมีเฉพาะในไข่แดง ไม่มีในไข่ขาว</p>
<p>สารอาหารอื่นได้แก่ ธาตุเหล็ก โฟลิก (Folic acid) ไรโบเฟลวิน (Riboflavin) โคลีน (choline) วิตามินเอ บี ดี และอี วิตามินที่ไม่พบในไข่คือ วิตามินซี</p>
<p>- ธาตุเหล็กในไข่ มีคุณค่าเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ แต่เคี้ยวง่ายไม่เหนียวเหมือนเนื้อสัตว์ จึงเหมาะสมกับเด็กทารก และคนสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องฟัน<br />
- โฟลิก เป็นสารที่ป้องกันเลือดจาง และป้องกันความพิการแต่กำเนิด มีความจำเป็นในหญิงที่ตั้งครรภ์<br />
- โคลีน (choline) เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้างความจำ (Cognitive function) ช่วยพัฒนาการในเด็กที่กำลังเติบโต</p>
<p>จะเห็นได้ว่าไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก ให้สารอาหารที่เกือบครบถ้วน ในขณะที่ราคาถูกกว่าอาหารอื่น ๆ ที่มีคุณค่าทางอาหารเท่ากัน สามารถทำเป็นอาหารได้หลายชนิด</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7640" title="26_200808061041302_" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/26_200808061041302_-300x120.jpg" alt="26_200808061041302_" width="300" height="120" /><br />
<strong>ไข่กับคลอเรสเตอรอลและโรคหัวใจขาดเลือด</strong></p>
<p>ในวงการแพทย์มีความกังวลในคลอเรสเตอรอลที่มีอยู่ในไข่ที่อาจจะเป็นต้นเหตุของไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะก่อปัญหาให้กับอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด แต่ในงานวิจัยที่พบภายหลัง พบว่าคลอเรสเตอรอลในไข่มีผลทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นความกลัวคลอเรสเตอรอลในไข่เริ่มลดลง โดยสมาคมหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association หรือ AHA) ได้เปลี่ยนคำแนะนำในการทานไข่ ซึ่งจากเดิมไม่ควรเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ เป็นวันละไม่เกินหนึ่งฟอง<br />
<strong>ไข่วันละฟองทานได้หรือไม่ ?</strong></p>
<p>ในคนทั่วไป การทานไข่วันละฟองถือว่าไม่มากเกินไป โดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องฟันที่ไม่สามารถทานอาหารโปรตีนอื่นได้ แนะนำให้ทานไข่เป็นแหล่งของโปรตีนแทนเนื้อสัตว์ ในคนสูงอายุถ้ามีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง ในบางมื้ออาจหลีกเลี่ยงการทานไข่แดง ทานเฉพาะไข่ขาวเท่านั้น คนที่ไม่ควรทานไข่มากเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์คือ คนที่มีไขมันในเลือดสูง และจำเป็นต้องควบคุมไขมันในเลือด ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ ก็คงต้องดทานเพื่อไม่ให้เกิดอาการแพ้</p>
<p>ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดี มีการผลิตไข่ที่สามารถทานได้ตลอดปี และมีแหล่งผลิตที่ดีและสะอาดราคาไม่แพง ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารโปรตีนที่มาจากไข่มากกว่าการเลือกทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งคุณค่าทางอาหารสู้ไข่ไม่ได้</p>
<p>####</p>
<p> <img class="alignnone size-medium wp-image-7641" title="egg" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/egg-300x172.jpg" alt="egg" width="300" height="172" /></p>
<p><strong>กินไข่อย่างไร..ได้ประโยชน์สูงสุด</strong></p>
<p>อาหาร ที่ทำจากไข่ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ลวก ไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ ไข่ยัดไส้ และอีกสารพัดเมนูไข่ คงจะคุ้นปากคนไทยเป็นอย่างดี แต่รู้หรือไม่ว่า หากเราปรุงไข่แบบ สุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะ ไข่ดาว ไข่ลวก แทนที่จะได้ประโยชน์อาจเป็นโทษต่อร่างกายและอาจจะไม่ปลอดภัยจากเชื้อไข้หวัดนก</p>
<p>การรับประทานไข่ดิบหรือไข่ที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ หากไข่แดงเป็นยางมะตูมอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่ากับรับประทานไข่ขาวที่เป็นยางใส ๆ เนื่องจากไข่ขาวดิบทั้งหมดเป็น “อัลบูลมิน” ถ้าไม่สุกจะทำให้มีปัญหาลำไส้ ย่อยได้ยาก นอกจากนี้การรับประทานแต่ไข่ขาวเพียงอย่างเดียว เพียงเพราะกลัวไขมันคอเลสเตอรอลสูงจากไข่แดง จะทำให้โปรตีนในไข่ขาวตัวหนึ่ง ชื่อ “อะวิดิน” ไปจับกับ “ไบโอติน” ในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาด “ไบโอติน” (ซึ่ง“ไบโอติน” เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นผม และสุขภาพผิวที่ทำให้แก่ก่อนวัย)</p>
<p>สำหรับผู้ใหญ่ที่สุขภาพร่างกายปกติ สามารถรับประทานไข่ได้สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ในกรณีที่มีไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง หรือมีภาวะโรคอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ โดยสามารถรับประทานได้สัปดาห์ละ 1 ฟอง หรือรับประทานเฉพาะไข่ขาวได้ทุกวัน เพราะไข่ขาวจะไม่มีคอเลสเตอรอล</p>
<p>สำหรับ เด็กอายุตั้งแต่ 1 ขวบ วัยเรียนไปจนถึงวัยอุดมศึกษา สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง สัปดาห์ละ 7 ฟอง เพราะต้องใช้พลังงานสูง โดยไข่จะมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทั้ง ด้านร่างกายและ สติปัญญา<br />
<strong>กินไข่อย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยหลักง่ายๆ คือ</strong></p>
<p>1. รับประทานไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น<br />
2. รับประทานไข่ไปพร้อม ๆ กับอาหารหลัก 5 หมู่ โดยเฉพาะการทานไข่ร่วมกับผักจะมีเส้นใยอาหาร ที่ช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในไข่ได้ส่วนหนึ่ง<br />
3. ควรรับประทานไข่ในหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายเมนู คนที่มีภาวะไขมันในร่างกายสูง ควรหันมาทานไข่ต้ม ไข่ตุ๋น แทนไข่เจียวหรือไข่ดาว<br />
4. เมื่อรับประทานไข่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ไขมันสูงในวันเดียวกัน เช่น ทานไข่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงข้าวขาหมู เครื่องในสัตว์ และเนื้อติดมัน<br />
5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะลดภาวะ เสี่ยงต่อคอเลสเตอรอลสูงได้</p>
<p> <br />
<strong>Credit :</strong></p>
<p><a href="http://women.thaiza.com/ทานไข่วันละฟองมากเกินไปหรือไม่_1212_112810_1212_.html" target="_blank">http://women.thaiza.com/ทานไข่วันละฟองมากเกินไปหรือไม่_1212_112810_1212_.html</a></p>
<p><a href="http://women.thaiza.com/กินไข่อย่างไรได้ประโยชน์สูงสุด_1212_138116_1212_.html" target="_blank">http://women.thaiza.com/กินไข่อย่างไรได้ประโยชน์สูงสุด_1212_138116_1212_.html</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาการของคนนอนไม่หลับ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Sep 2009 03:26:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7511</guid>
		<description><![CDATA[ลักษณะของการนอนไม่หลับ แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ  1. นอนไม่หลับชั่วคราว (Transient Insomnia)           สาเหตุ อาจจะมาจากมีสถานการณ์ บางอย่างที่ทำให้ต้องคิดกังวลหรือปรับตัว เช่น มีเหตุการณ์ตึงเครียดเสียใจเกิดขึ้นฉับพลัน หรือการเดินทางเปลี่ยนสถานที่นอน, การเจ็บป่วยฉับพลัน เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นก็จะสามารถนอนหลับได้ปกติ กรณีนี้อาจใช้ยาคลายกังวล ยานอนหลับช่วยให้หลับสั้นๆ ได้ มักจะหลับได้ตามปกติใน 2-3 วัน 2. นอนไม่หลับเป็นระยะๆ (Intermittent Insomnia)            มักจะเป็นในกลุ่มที่มีอาการต่อเนื่องจากกลุ่มที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์ต้นเหตุยังคอยกระตุ้นเป็นระยะๆ ทำให้มีอาการ ไม่หลับที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ เป็นระยะๆ  3. นอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia)            มีอาการนอนไม่หลับเป็นประจำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7512" title="insomnia2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/insomnia2-287x300.jpg" alt="insomnia2" width="287" height="300" /></p>
<p>ลักษณะของการนอนไม่หลับ แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ</p>
<p> 1. นอนไม่หลับชั่วคราว (Transient Insomnia)<br />
          สาเหตุ อาจจะมาจากมีสถานการณ์ บางอย่างที่ทำให้ต้องคิดกังวลหรือปรับตัว เช่น มีเหตุการณ์ตึงเครียดเสียใจเกิดขึ้นฉับพลัน หรือการเดินทางเปลี่ยนสถานที่นอน, การเจ็บป่วยฉับพลัน เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นก็จะสามารถนอนหลับได้ปกติ กรณีนี้อาจใช้ยาคลายกังวล ยานอนหลับช่วยให้หลับสั้นๆ ได้ มักจะหลับได้ตามปกติใน 2-3 วัน</p>
<p>2. นอนไม่หลับเป็นระยะๆ (Intermittent Insomnia) <br />
          มักจะเป็นในกลุ่มที่มีอาการต่อเนื่องจากกลุ่มที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์ต้นเหตุยังคอยกระตุ้นเป็นระยะๆ ทำให้มีอาการ ไม่หลับที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ เป็นระยะๆ</p>
<p> 3. นอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia) <br />
          มีอาการนอนไม่หลับเป็นประจำ ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 3 สัปดาห์ มีสาเหตุมาจากหลายๆ อย่าง ได้แก่ การเจ็บป่วยทางกายต่างๆ โรคทางกาย บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการนอน เช่น การนอนกรน โรคทางจิตเวชต่างๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคจิต </p>
<p>          ผู้ป่วยบางกลุ่มอาจมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง โดยไม่มีสาเหตุ กระตุ้นที่ชัดเจน (Psychophysiologic Insomnia) ในกลุ่มนี้มักเกิดจากความเคยชิน ในการปฏิบัติตัว หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่รบกวนต่อการนอนหลับ การรักษาอาการนอนไม่หลับ เรื้อรัง จึงต้องรักษา ทั้งต้นเหตุและการฝึกให้มีสุขอนามัยการนอน (Sleep Hygiene) ร่วมกับ มีพฤติกรรมที่ดีในการนอน (Behavioral intervention)</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>         การนอนไม่หลับอาจทำให้เสียสุขภาพได้ ยังไงก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ  : )</p>
<p><strong>ที่มา : eduzone.com<br />
</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Aug 2009 04:58:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7290</guid>
		<description><![CDATA[วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ อาการของการเกิดโรคมะเร็งในอวัยวะต่างๆของร่างกาย 1. มะเร็งปากมดลูก - อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้ 2. มะเร็งในมดลูก - อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง 3. มะเร็งรังไข่ - อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์  มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง 4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) - อาการ เหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการ ปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง 5. มะเร็งปอด - อาการ มักมีอาการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 6. มะเร็งตับ - อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด 7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p>วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ</p>
<div><img class="alignnone size-full wp-image-7291" title="2cartoon" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/2cartoon.gif" alt="2cartoon" width="337" height="297" /></div>
<p><strong>อาการของการเกิดโรคมะเร็งในอวัยวะต่างๆของร่างกาย</strong></p>
<p><strong>1. มะเร็งปากมดลูก</strong><br />
- อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้</p>
<p><strong>2. มะเร็งในมดลูก</strong><br />
- อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง</p>
<p><strong>3. มะเร็งรังไข่</strong><br />
- อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์  มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง</p>
<p><strong>4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)</strong><br />
- อาการ เหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการ ปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง</p>
<p><strong>5. มะเร็งปอด</strong><br />
- อาการ มักมีอาการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</p>
<p><strong>6. มะเร็งตับ</strong><br />
- อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด</p>
<p><strong>7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ</strong><br />
- อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ</p>
<p><strong>8. มะเร็งสมอง</strong><br />
- อาการ ปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มี อาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย</p>
<p><strong>9. มะเร็งในช่องปาก</strong><br />
- อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน</p>
<p><strong>10. มะเร็งในลำคอ</strong><br />
- อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้</p>
<p><strong>11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร</strong><br />
- อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ</p>
<p><strong>12. มะเร็งทรวงอก</strong><br />
- อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียก ว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่</p>
<p><strong>13. มะเร็งลำไส้</strong><br />
- อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้ กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมี สีดำคล้ำนั่น คืออาการของโรคมะเร็งในลำไส้</p>
<p><strong>14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง</strong><br />
- อาการ มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma) คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ</p>
<p><strong>Credit : FW Mail</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง‏</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2-10-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2-10-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Aug 2009 04:53:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7273</guid>
		<description><![CDATA[ต้นเหตุของสมองเสื่อม ความจำสั้น อัลไซเมอร์ สมอง คืออวัยวะสำคัญ มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ แต่คนเรามักไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมบางอย่างที่กระทำลงไป นอกจากจะเป็นการทำร้ายร่างกายไม่พอยังทำร้ายสมองด้วยเช่น 1.ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม 2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น 3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ 4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง 5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง 6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ 7. นอนคลุมโปง การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว 9. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong>ต้นเหตุของสมองเสื่อม ความจำสั้น อัลไซเมอร์</strong></p>
<p><strong><img class="alignnone size-medium wp-image-7274" title="05525_002" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/05525_002-300x275.jpg" alt="05525_002" width="300" height="275" /></strong></p>
<p><strong>สมอง คืออวัยวะสำคัญ มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น</strong></p>
<p>หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ แต่คนเรามักไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมบางอย่างที่กระทำลงไป นอกจากจะเป็นการทำร้ายร่างกายไม่พอยังทำร้ายสมองด้วยเช่น</p>
<p><strong>1.ไม่ทานอาหารเช้า</strong> หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม</p>
<p><strong>2. กินอาหารมากเกินไป</strong> การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น</p>
<p><strong>3. การสูบบุหรี่</strong> เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์</p>
<p><strong>4. ทานของหวานมากเกินไป</strong> การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง</p>
<p><strong>5. มลภาวะ </strong>สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง</p>
<p><strong>6. การอดนอน</strong> การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้</p>
<p><strong>7. นอนคลุมโปง</strong> การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง</p>
<p><strong>8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย</strong> การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว</p>
<p><strong>9. ขาดการใช้ความคิด</strong> การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ</p>
<p><strong>10. เป็นคนไม่ค่อยพูด </strong>ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง</p>
<p><strong>รู้หรือยัง ว่าสมองมีความสำคัญมากแค่ไหน ดังนั่นเราควรที่จะหันมาบำรุงสมองแทนการทำร้ายสมองกันดีกว่า</strong></p>
<p><strong>Credit : FW Mail</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2-10-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นอนอย่างไรให้ตื่นอย่างสดชื่น &#8211; สร้างทัศนคติการนอนที่ดี</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Aug 2009 09:38:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7252</guid>
		<description><![CDATA[ลองมานอนอย่างได้กำไร ตามวิธีของ นายแพทย์เดวิด ไซมอน ผู้อำนวยการศูนย์สาธารณสุขโชปรา ในลาโฮยา แคลิฟอร์เนีย และคณะ สร้างทัศนคติเรื่องการนอนเสียใหม่ บางคนมีความคิดว่า การนอนเป็นการเสียเวลา และเป็นการปล่อยให้ตัวเองสบายจนเกินไป ทำให้ไม่ให้ความสำคัญกับการนอน ลองคิดเสียใหม่ว่า การนอนคืนละ 7- 8 ชั่วโมง เป็นการชาร์จพลังงานร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าในวันถัดไป - เข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะการนอนแต่หัวค่ำและตื่นเช้า กับการนอนดึกแล้วตื่นสาย ใช้เวลาในการนอนเท่ากัน  แต่การนอนแต่หัวค่ำและตื่นเช้าจะทำให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานได้ดีกว่า - เปลี่ยนบางกิจกรรมที่ทำให้คุณเข้านอนดึก เช่น อัดเทปรายการทีวีภาคดึกไว้ดูในวันอื่นแทน หรือยกหูโทรศัพท์ออกทันทีในตอนสี่ทุ่ม - เข้านอนในเวลาเดียวกันให้เป็นกิจวัตร ช่วงเวลานอนที่เหมาะสำหรับคนส่วนใหญ่คือ ๒๒.๐๐ น. ถึง ๐๖.๐๐ น. หรือ ๐๘.๐๐ น. ลองเลือกเวลาเข้านอนที่เหมาะกับตัวคุณเอง และปฏิบัติตามนั้น ไม่เว้นว่าจะเป็นวันหยุด เพื่อให้นาฬิการ่างกายไม่สับสน - หรี่ไฟให้สลัว ก่อนจะเข้านอนสัก ๑ ชั่วโมง ให้คุณเตรียมร่างกายเสียก่อนด้วยการหรี่ไฟหัวเตียงให้ลดความสว่างลง เพื่อเตรียมสมองว่าจะได้เวลาพักผ่อนแล้วนะ จากนั้นหยุดกิจกรรมทั้งหลาย หากจะอ่านหนังสือ หรือดูทีวีก็เลือกเรื่องที่ไม่ตื่นเต้นผาดโผนนัก - ทำให้ง่วง หากคุณยังไม่คุ้นกับการเข้านอนที่เร็วขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong>ลองมานอนอย่างได้กำไร ตามวิธีของ นายแพทย์เดวิด ไซมอน ผู้อำนวยการศูนย์สาธารณสุขโชปรา ในลาโฮยา แคลิฟอร์เนีย และคณะ</strong></p>
<p>สร้างทัศนคติเรื่องการนอนเสียใหม่ บางคนมีความคิดว่า การนอนเป็นการเสียเวลา และเป็นการปล่อยให้ตัวเองสบายจนเกินไป ทำให้ไม่ให้ความสำคัญกับการนอน</p>
<p>ลองคิดเสียใหม่ว่า การนอนคืนละ 7- 8 ชั่วโมง เป็นการชาร์จพลังงานร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าในวันถัดไป</p>
<p>- เข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะการนอนแต่หัวค่ำและตื่นเช้า กับการนอนดึกแล้วตื่นสาย ใช้เวลาในการนอนเท่ากัน  <strong>แต่การนอนแต่หัวค่ำและตื่นเช้าจะทำให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานได้ดีกว่า</strong></p>
<p>- เปลี่ยนบางกิจกรรมที่ทำให้คุณเข้านอนดึก เช่น อัดเทปรายการทีวีภาคดึกไว้ดูในวันอื่นแทน หรือยกหูโทรศัพท์ออกทันทีในตอนสี่ทุ่ม</p>
<p>- เข้านอนในเวลาเดียวกันให้เป็นกิจวัตร ช่วงเวลานอนที่เหมาะสำหรับคนส่วนใหญ่คือ ๒๒.๐๐ น. ถึง ๐๖.๐๐ น. หรือ ๐๘.๐๐ น. ลองเลือกเวลาเข้านอนที่เหมาะกับตัวคุณเอง และปฏิบัติตามนั้น ไม่เว้นว่าจะเป็นวันหยุด เพื่อให้นาฬิการ่างกายไม่สับสน</p>
<p>- หรี่ไฟให้สลัว ก่อนจะเข้านอนสัก ๑ ชั่วโมง ให้คุณเตรียมร่างกายเสียก่อนด้วยการหรี่ไฟหัวเตียงให้ลดความสว่างลง เพื่อเตรียมสมองว่าจะได้เวลาพักผ่อนแล้วนะ จากนั้นหยุดกิจกรรมทั้งหลาย หากจะอ่านหนังสือ หรือดูทีวีก็เลือกเรื่องที่ไม่ตื่นเต้นผาดโผนนัก</p>
<p>- ทำให้ง่วง หากคุณยังไม่คุ้นกับการเข้านอนที่เร็วขึ้น ลองใช้วิธีเหล่านี้ช่วยให้ง่วงได้ง่ายขึ้น เช่น ดื่มชาคาโมมายล์อุ่น ๆ สักถ้วย <strong>เครื่องดื่มอุ่นจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น</strong></p>
<p>- ป้องกันการรบกวน ปรับอุณหภูมิห้องนอนให้พอดี และปิดโทรทัศน์ที่อยู่ในห้องนอนให้เรียบร้อยก่อนนอน เพื่อไม่ให้แสงและเสียงจากทีวีรบกวนสมองของคุณแม้ในเวลาหลับ</p>
<p>- ติดตั้งไฟกลางคืนไว้ในห้องน้ำ เพราะหากตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกแล้วต้องมาเจอกับแสงสว่างจ้าแยงตาจะทำให้คุณตาค้างและนอนหลับต่อได้ยาก</p>
<p>- ทำจิตใจให้สงบ หากตื่นขึ้นมากลางดึก ลองนอนสงบใจด้วยการสูดลมหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ พร้อมกับคิดถึงที่ซึ่งคุณรู้สึกผ่อนคลาย  แต่ถ้าคุณรู้สึกกังวล หรือกระสับกระส่ายจนนอนไม่หลับ ให้ลุกขึ้นไปเปิดเพลงเบาๆ ฟังภายใต้แสงไฟสลัวๆ วางกระเป๋าน้ำร้อนที่ท้อง ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย และกลับไปนอนอีกครั้งเมื่อรู้สึกง่วง</p>
<p>- ตื่นขึ้นรับแสงสว่างยามเช้า มีการศึกษาพบว่าถ้าร่างกายได้สัมผัสกับแสงสว่างเป็นเวลา ๓๐ นาทีเมื่อตื่น จะเป็นการปลุกนาฬิกาในร่างกายให้เริ่มวงจรการทำงานได้อย่างสดชื่น</p>
<p>- ปลุกด้วยเสียงที่แตกต่าง ลองเปลี่ยนไปใช้นาฬิกาปลุกที่เสียงต่างๆ กันบ้าง จะชวนให้ตื่นมากกว่านาฬิกาปลุกที่เสียงคุ้นหูมาแรมปี</p>
<p>- เคลื่อนไหวร่างกาย กิจกรรมยามเช้าจะสงสัญญาณไปที่สมอง ว่าถึงเวลาเข้าเกียร์แล้วนะ และเป็นการตั้งนาฬิการ่างกายว่า <strong>ถึงเวลาเริ่มเช้าวันใหม่แล้ว ตื่นขึ้นมาแล้วอย่ารีบเปิดข่าว</strong> ลองฟังเพลงป๊อปสักเพลงที่ช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง จนอยากขยับแข้งขยับขาตาม หรือจะออกกำลังกาย ด้วยการรำกระบอง หรือโยคะเสียหน่อยก็ไม่เลว</p>
<p>- หล่อเลี้ยงร่างกายให้ถูกทาง หลังจากตื่นสักครู่ให้ดื่มน้ำอุ่น หรือชาสมุนไพรที่ให้กลิ่นสดชื่น เพื่อปลุกระบบย่อยของร่างกาย ว่าได้เริ่มวันใหม่แล้ว <strong>แต่อย่าเพิ่งกินอาหารเช้าเร็วเกินไป ให้รอจนรู้สึกหิว เสียก่อน เพราะการกินอาหารเร็วเกินไปทั้งที่ร่างกายยังไม่ต้องการ จะเป็นการทำให้ร่างกายทำงานหนักกับการย่อย จนไม่กระฉับกระเฉงเท่าที่ควร</strong></p>
<p>- รับการนัดหมายในเวลาเช้า ลองระลึกถึงเมื่อตอนเป็นเด็ก คุณจะรีบเด้งตัวขึ้นจากที่นอนทันทีที่ลืมตา เพราะคุณรู้สึกว่ามีเรื่องสนุกๆรอให้ทำอยู่มากมาย ลองนัดเพื่อนที่รู้ใจรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน หรือดูวิดีโอเทปที่โปรดปรานในระหว่างอาหารเช้า</p>
<p>  <strong>ขอให้มีความสุขกับการนอนและตื่นเช้าขึ้นมาอย่างสดชื่นทุกคน</strong></p>
<p>ถ้าความจำเป็นหรือด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่เราไม่อาจปฏิบัติได้ทุกวัน ทดลองทำเฉพาะบางคืนที่เราต้องการตื่นอย่างสดชื่นในเช้าของวันที่สำคัญๆ ก็ไม่เลวนัก&#8230;</p>
<p><strong>Credit : FW MAIL</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
