<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; Economics</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/economics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ประชานิยม หรือ ไม่ประชานิยม ก็ติดหล่มพอกัน : ดร.ไสว บุญมา</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Jul 2010 04:57:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8717</guid>
		<description><![CDATA[พอรัฐบาลประกาศว่าจะต่ออายุโครงการที่ให้ประชาชนใช้ไฟฟ้า น้ำประปา รถประจำทาง และรถไฟ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน พร้อมกับเสนอแนวคิดว่า จะทำบางอย่างเป็นนโยบายถาวร ก็มีการถกเถียงกันว่ามันเป็นประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการกันแน่ ประสบการณ์ในหลายประเทศบ่งว่า จะเป็นอะไรคงไม่สำคัญเท่ากับรัฐมีเงินพอจ่ายหรือไม่ ถ้ามีไม่พอแล้วยังดันทุรังทำต่อไป ผลสุดท้าย เศรษฐกิจก็จะติดหล่มเช่นเดียวกัน พูดถึงประชานิยม ตัวอย่างที่มักอ้างถึงกันอย่างกว้างขวางได้แก่ อาร์เจนตินา ผมเองก็ศึกษาวิวัฒนาการในประเทศนั้น โดยเฉพาะในด้านการใช้นโยบายประชานิยมแบบเข้มข้น จนมีข้อมูลมากพอสำหรับเขียนหนังสือชื่อ ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย ซึ่งเนชั่นบุ๊คส์พิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 แรงจูงใจที่ทำให้ผมเขียนหนังสือเล่มนั้น ได้แก่ การเริ่มนำนโยบายประชานิยมแบบเข้มข้นมาใช้ในเมืองไทยในปี 2544 ผมมองว่า ถ้าชาวไทยไม่ศึกษาการใช้นโยบายประชานิยมแบบเข้มข้นจนแตกฉาน โอกาสที่เมืองไทยจะประสบภาวะล้มละลาย ยังผลให้เศรษฐกิจติดหล่มเช่นเดียวกับอาร์เจนตินามีสูงมาก เนื่องจากได้มีการพูดถึงการล้มละลายหลายครั้งของประเทศนั้นกันมากแล้ว จึงจะไม่ขอพูดซ้ำอีก ในบรรดาประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เวเนซุเอลา เป็นอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งควรจะพัฒนาไปได้ไกลไม่แพ้ประเทศในยุโรปตะวันตก แต่กลับต้องตกอยู่ในภาวะติดหล่มไม่ต่างกับ อาร์เจนตินา มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่มีน้ำมันมากถึงขนาดเคยเป็นผู้ส่งน้ำมันออกมากที่สุดในโลก มีผู้มองว่าต้นตอของปัญหาของ เวเนซุเอลา คือ คำสาปที่มากับทรัพยากร (Resource Curse) ซึ่งประเทศที่มีน้ำมันและแร่ธาตุมากๆมักประสบ แต่นั่นเป็นการมองแบบง่ายๆ ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป ทั้งนี้ เพราะสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไม่มีปัญหาเช่นนั้น ทั้งที่มีทรัพยากรมากมาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/populism6uc.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8718" title="populism6uc" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/populism6uc.jpg" alt="" width="300" height="266" /></a></p>
<p>พอรัฐบาลประกาศว่าจะต่ออายุโครงการที่ให้ประชาชนใช้ไฟฟ้า น้ำประปา รถประจำทาง และรถไฟ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน พร้อมกับเสนอแนวคิดว่า จะทำบางอย่างเป็นนโยบายถาวร ก็มีการถกเถียงกันว่ามันเป็นประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการกันแน่<strong> ประสบการณ์ในหลายประเทศบ่งว่า จะเป็นอะไรคงไม่สำคัญเท่ากับรัฐมีเงินพอจ่ายหรือไม่ ถ้ามีไม่พอแล้วยังดันทุรังทำต่อไป ผลสุดท้าย เศรษฐกิจก็จะติดหล่มเช่นเดียวกัน</strong></p>
<p><strong>พูดถึงประชานิยม ตัวอย่างที่มักอ้างถึงกันอย่างกว้างขวางได้แก่ อาร์เจนตินา</strong> ผมเองก็ศึกษาวิวัฒนาการในประเทศนั้น โดยเฉพาะในด้านการใช้นโยบายประชานิยมแบบเข้มข้น จนมีข้อมูลมากพอสำหรับเขียนหนังสือชื่อ <strong>ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย</strong> ซึ่งเนชั่นบุ๊คส์พิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 แรงจูงใจที่ทำให้ผมเขียนหนังสือเล่มนั้น ได้แก่ การเริ่มนำนโยบายประชานิยมแบบเข้มข้นมาใช้ในเมืองไทยในปี 2544 ผมมองว่า <strong>ถ้าชาวไทยไม่ศึกษาการใช้นโยบายประชานิยมแบบเข้มข้นจนแตกฉาน โอกาสที่เมืองไทยจะประสบภาวะล้มละลาย ยังผลให้เศรษฐกิจติดหล่มเช่นเดียวกับอาร์เจนตินามีสูงมาก</strong> เนื่องจากได้มีการพูดถึงการล้มละลายหลายครั้งของประเทศนั้นกันมากแล้ว จึงจะไม่ขอพูดซ้ำอีก</p>
<p>ในบรรดาประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เวเนซุเอลา เป็นอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งควรจะพัฒนาไปได้ไกลไม่แพ้ประเทศในยุโรปตะวันตก แต่กลับต้องตกอยู่ในภาวะติดหล่มไม่ต่างกับ อาร์เจนตินา มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่มีน้ำมันมากถึงขนาดเคยเป็นผู้ส่งน้ำมันออกมากที่สุดในโลก มีผู้มองว่าต้นตอของปัญหาของ เวเนซุเอลา คือ คำสาปที่มากับทรัพยากร (Resource Curse) ซึ่งประเทศที่มีน้ำมันและแร่ธาตุมากๆมักประสบ แต่นั่นเป็นการมองแบบง่ายๆ ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป ทั้งนี้ เพราะสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไม่มีปัญหาเช่นนั้น ทั้งที่มีทรัพยากรมากมาย ผมได้นำเรื่องราวของ เวเนซุเอลา มาเขียนไว้ในหนังสือชื่อ เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม 2545 <strong>ขอยกบางอย่างมาเล่า เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า</strong> <strong>ทั้งที่ไม่มีใครตรานโยบายของเวเนซุเอลาว่าเป็นประชานิยม เวเนซุเอลาก็พัฒนาติดหล่มเช่นกัน</strong></p>
<p>เมื่อมีรายได้จากการขายน้ำมันจำนวนมหาศาล รัฐบาลก็ริเริ่มโครงการและนโยบายจำพวกใช้จ่ายแบบแทบไม่อั้น รวมทั้งการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า การขึ้นเงินเดือนพนักงานของรัฐ และเอาใจทหารโดยให้สวัสดิการสูงเป็นพิเศษ ซื้ออาวุธได้ตามใจชอบ และมีอัตรานายพลชนิดล้นกองทัพ และการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมาตรการต่างๆ รวมทั้งการให้เงินสนับสนุน การยกหนี้และการใช้อัตราการแลกเปลี่ยนที่มีผลทำให้สินค้านำเข้าราคาถูกมาก <strong>โครงการและนโยบายเหล่านั้น มีผลทั้งในด้านการทำให้ประชาชนเพาะบ่มนิสัยไม่พึงปรารถนา และในด้านการสร้างภาระระยะยาวให้แก่รัฐ</strong> เมื่อน้ำมันราคาตก ประเทศก็ประสบภาวะล้มละลาย ต้องคลานไปหากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้ กรีซ มีปัญหาหนักหนาสาหัส จนสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟต้องเข้าช่วย นักวิเคราะห์และสื่อมักพูดถึง กรีซ ในด้านการเป็นผู้รับเคราะห์ของวิกฤติเศรษฐกิจโลก และการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินของสถาบันการเงินข้ามชาติ<strong> แม้ปัจจัยเหล่านั้นจะเป็นความจริง แต่มันเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ปัจจัยสำคัญๆบางครั้งก็ไม่ถูกพูดถึง โดยเฉพาะปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูงถึงเกือบ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เช่น รัฐบาลที่ผ่านๆมา ต่างเอาใจประชาชนด้วยการจ้างพนักงานของรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พนักงานเหล่านั้นได้เงินเดือนและสวัสดิการดีมาก ซึ่งเป็นภาระระยะยาวของภาครัฐ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เก็บภาษีได้ต่ำมาก เนื่องจากกระบวนการเก็บภาษีมีความฉ้อฉลสูง เมื่อรัฐบาลพยายามตัดการใช้จ่ายโดยการลดเงินเดือนพนักงาน การจลาจลถึงมีคนตายก็เกิดขึ้น</strong><strong> เนื่องจากภาครัฐมีบทบาทสูงมากในเศรษฐกิจ เพราะเป็นผู้ผลิตราว 40% ของจีดีพี เมื่อรัฐตัดการใช้จ่าย เศรษฐกิจย่อมติดหล่ม</strong></p>
<p>เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศก้าวหน้านัดประชุมกันที่ แคนาดา เพื่อหาวิธีป้องกันมิให้เศรษฐกิจที่กำลังมีทีท่าว่าจะฟื้นจากวิกฤติต้องถดถอยซ้ำอีก ประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และหาทางลงที่ทุกฝ่ายพอใจไม่ได้คือ จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปหรือไม่ เพราะถ้ากระตุ้นต่อไปปัญหาหนักหนาสาหัสจะตามมาในอนาคต ปัจจัยที่หลายประเทศไม่ต้องการให้กระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปโดยเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐ ได้แก่ <strong>รัฐบาลต่างขาดดุลงบประมาณและมีหนี้สูงมากกันอยู่แล้ว การขาดดุลงบประมาณอันเป็นบ่อเกิดของหนี้ จะเป็นตัวสร้างปัญหาถ้ามันยืดเยื้อต่อไปเป็นเวลานาน โดยการทำให้เศรษฐกิจติดหล่ม ญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาที่เรียกกันว่าทศวรรษแห่งความหลงป่ามาแล้ว เพราะภาระหนี้ทำให้เศรษฐกิจติดหล่มอยู่ราวสิบปีติดต่อกัน</strong></p>
<p><strong>ในระบอบประชาธิปไตย ปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ มักเป็นการเอาใจผู้ออกเสียงเลือกตั้งจากสองด้านพร้อมๆกัน</strong> นั่นคือ ด้านแรก รัฐบาลและฝ่ายค้านมักต้องการชูนโยบายว่าตนเป็นผู้เก็บภาษีน้อย ด้านที่สอง ได้แก่ การให้สวัสดิการด้านต่างๆแก่ประชาชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล การทดแทนการตกงาน หรือการให้บำนาญสูงๆ</p>
<p><strong>เมื่อเริ่มทำใหม่ๆ โครงการเหล่านี้ ดูจะไม่มีผลในการทำให้งบประมาณขาดดุลจนรัฐต้องแบกหนี้แบบล้นพ้นตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกมันจะค่อยๆกลายเป็นภาระเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังนี้ เมื่อประเทศต่างๆมีอัตราคนชราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการประชุมกันที่ แคนาดา ไม่มีใครเอ่ยถึงคำว่าประชานิยม แต่ประเทศเหล่านั้นต่างประสบปัญหาอันเกิดจากการใช้จ่ายที่ทำให้ภาระหนี้หนักมากจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ ภาวะเช่นนี้กำลังมีผลทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในสภาพติดหล่ม</strong></p>
<p>ฉะนั้น <strong>การขาดดุลงบประมาณติดต่อกันนานๆ จะมาจากโครงการชื่ออะไรไม่มีความสำคัญ ผลของมันคงเดิม</strong> เฉกเช่นอุตพิดจะเรียกมันว่ากระดังงา มันก็ยังเหม็นเช่นอุจจาระอยู่ดี</p>
<p><strong>&#8220;ประชานิยมหรือไม่ประชานิยมก็ติดหล่มพอกัน&#8221;</strong></p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา </strong></p>
<p><strong>คอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา </strong></p>
<p><strong>หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>
<p><strong>9 กรกฎาคม พ.ศ.2533</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>4G ฟินแลนด์ 40 ล้าน vs 3G ไทย 10,000 ล้าน : ณกฤช เศวตนันทน์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/4g-%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-40-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-vs-3g-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-10000-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/4g-%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-40-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-vs-3g-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-10000-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 06:33:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[3g]]></category>
		<category><![CDATA[4g]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8706</guid>
		<description><![CDATA[มาถึงโค้งสุดท้ายของการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เป็นข้อถกเถียงกันมากในเรื่องราคาคลื่นความถี่ที่เหมาะสม นักวิชาการกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยแต่อาจได้รับความสนใจจากสื่อยืนยันว่า เป็นโอกาสที่ต้องเก็บเงินเข้ารัฐมากที่สุด นักวิชาการส่วนมากทั้งในและนอกประเทศต่างไม่ได้เห็นอย่างนั้น แต่กลับมองว่าราคาควรถูก เพื่อเพิ่มความสามารถของผู้ประกอบการในการให้บริการ 3G ให้ทั่วถึงและมีราคาต่ำ เพื่อประโยชน์ของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สำหรับนักวิชาการที่เคยวิเคราะห์และให้ความเห็นว่า ราคาคลื่นความถี่ควรมีราคาต่ำ เพื่อนำเงินทุนไปใช้พัฒนาโครงข่ายและบริการมากกว่า ได้แก่ คุณอรุณ จิรชวาลา อดีตกรรมการผู้จัดการ ธ.นครหลวงไทย ผู้เคยสอบได้ที่หนึ่งของประเทศไทย และยังเป็นนักเรียนทุนของในหลวง, คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้, รศ.ดร.บวร ปภัสราทร คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี และ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และสำหรับสถาบัน NIDA ได้รับเงินทุนสนับสนุนให้ศึกษาวิจัยเรื่องการออกใบอนุญาต 3G รวมถึงราคา ได้แก่ รศ.ดร.เอกชัย นิตยากษตรวัฒน์ อดีตคณบดีคณะบริหารธุรกิจ, รศ.ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ ผศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ ก็ได้ผลวิจัยรายงานไปในแนวทางเดียวกันทั้งสิ้นว่าราคาใบอนุญาตควรมีราคาที่ต่ำ นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการต่างชาติ คือ Prof.Craig Warren Smith [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/4g-speed.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8708" title="4g-speed" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/4g-speed-300x236.jpg" alt="" width="300" height="236" /></a></p>
<p>มาถึงโค้งสุดท้ายของการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เป็นข้อถกเถียงกันมากในเรื่องราคาคลื่นความถี่ที่เหมาะสม<strong> นักวิชาการกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยแต่อาจได้รับความสนใจจากสื่อยืนยันว่า เป็นโอกาสที่ต้องเก็บเงินเข้ารัฐมากที่สุด นักวิชาการส่วนมากทั้งในและนอกประเทศต่างไม่ได้เห็นอย่างนั้น แต่กลับมองว่าราคาควรถูก เพื่อเพิ่มความสามารถของผู้ประกอบการในการให้บริการ 3G ให้ทั่วถึงและมีราคาต่ำ เพื่อประโยชน์ของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม</strong></p>
<p>สำหรับนักวิชาการที่เคยวิเคราะห์และให้ความเห็นว่า ราคาคลื่นความถี่ควรมีราคาต่ำ เพื่อนำเงินทุนไปใช้พัฒนาโครงข่ายและบริการมากกว่า ได้แก่ คุณอรุณ จิรชวาลา อดีตกรรมการผู้จัดการ ธ.นครหลวงไทย ผู้เคยสอบได้ที่หนึ่งของประเทศไทย และยังเป็นนักเรียนทุนของในหลวง, คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้, รศ.ดร.บวร ปภัสราทร คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี และ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์</p>
<p>และสำหรับสถาบัน NIDA ได้รับเงินทุนสนับสนุนให้ศึกษาวิจัยเรื่องการออกใบอนุญาต 3G รวมถึงราคา ได้แก่ รศ.ดร.เอกชัย นิตยากษตรวัฒน์ อดีตคณบดีคณะบริหารธุรกิจ, รศ.ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ ผศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ <strong>ก็ได้ผลวิจัยรายงานไปในแนวทางเดียวกันทั้งสิ้นว่าราคาใบอนุญาตควรมีราคาที่ต่ำ</strong></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการต่างชาติ คือ Prof.Craig Warren Smith อดีต Professor จาก Harvard University ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>ก็มีความเห็นทางวิชาการจากประสบการณ์ของท่านในต่างประเทศว่า ราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ต้องมีราคาที่ไม่สูงเกินไป โดยควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำเงินทุนไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมากกว่า</strong></p>
<p>กรณีของนักวิชาการ เป็นเพียงตัวอย่างที่สนับสนุนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นรูปธรรมตามหลักวิชาการ <strong>นอกจากนี้</strong> <strong>เราคงต้องดูตัวอย่างจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศด้วย</strong></p>
<p><strong>คงไม่ต้องพูดถึงกรณีของประเทศที่แจกใบอนุญาต 3G ให้ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติฟรี เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการให้บริการ 3G ให้ทั่วถึงและมีราคาทั้งต้นทุนต่ำ รวมถึงค่าบริการที่ไม่สูง จนมีผู้ใช้บริการอย่างล้นหลามเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง</strong></p>
<p><strong>เมื่อเทียบกับบทเรียนราคาแพงของอังกฤษที่ตั้งราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ไว้สูงลิบให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันเข้าประมูลสู้ราคาให้สูงที่สุด จนท้ายที่สุดผู้ประกอบการต้องประสบกับปัญหาการเงิน จนกระทั่งไม่มีเงินในการขยายพัฒนาโครงข่าย และไม่สามารถให้บริการ 3G ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น</strong></p>
<p>ในส่วนของประเทศไทย เมื่อเราก้าวไปสู่ 3G ล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆมากแล้ว จนประเทศอื่นเขาเริ่มให้ใบอนุญาต 4G กันแล้ว<strong> แต่อาจมีส่วนที่ดีหากเราดูประสบการณ์ของต่างประเทศ และนำมาใช้ประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาต เพื่อให้การขยายโครงข่ายและพัฒนาประเทศมีประสิทธิภาพสูงที่สุด</strong></p>
<p><strong>หากพูดถึงประสบการณ์ในยุโรปอื่นๆที่แม้จะไม่ได้แจกใบอนุญาตให้ฟรี แต่ราคาใบอนุญาตก็มีราคาที่ต่ำมาก ทั้งๆที่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ตลอดจนค่าครองชีพของประชากรสูงกว่าประเทศไทยมาก</strong> เช่น ประเทศฟินแลนด์ หลายคนในวงการโทรคมนาคมคงร้องอ๋อ เพราะผู้บุกเบิกในด้านโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia ก็มาจากประเทศนี้</p>
<p>ในปัจจุบัน หลายคนอาจจะตื่นเต้นไปกับ Smart Phone รุ่นใหม่ๆอย่างเช่น iPhone หรือ Blackberry แต่เจ้าแห่งตลาดที่แท้จริงก็ยังคงเป็น Nokia อยู่ ซึ่งทำให้ ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก เพราะอุตสาหกรรมนี้เป็นส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p><strong>โดยเมื่อเร็วๆนี้ ประเทศฟินแลนด์ได้มีการประมูลคลื่นความถี่ 4G โดยรัฐมีรายได้ทั้งสิ้น 150 ล้านบาท ซึ่งใบอนุญาตมีระยะเวลา 20 ปี และมีผู้ชนะการประมูล 4 ราย โดยเฉลี่ยแล้วใบอนุญาตราคาใบละ 40 ล้านบาท ทำให้ประชาชนของฟินแลนด์มีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยี 4G ในราคาถูก ที่จะไม่มีการผลักดันภาระไปสู่ผู้บริโภค และเข้าทั่วถึงได้ทุกที่ มีผลในเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ</strong></p>
<p><strong>เมื่อเราย้อนดูประเทศไทย</strong> <strong>ที่ขณะนี้จากร่างหลักเกณฑ์ของ กทช. มีการตั้งราคาขั้นต่ำไว้ที่ใบละ 10,000 ล้านบาท กับระยะเวลา 15 ปี และด้วยสูตร PQ-1 ของการประมูล พอประมูลจริงอาจทำให้ราคาใบอนุญาตสูงถึงใบละ 20,000 ล้านต่อรายก็เป็นได้ ซึ่งประเทศไทยควรต้องนำเอาประสบการณ์และตัวอย่างที่ดีของประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็นตัวอย่าง</strong></p>
<p><strong>อย่าลืมว่า ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนสำคัญของประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลยังคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ใช้บริการเป็นหลัก ไม่ใช่กำหนดราคาใบอนุญาตให้สูงเพื่อนำเงินเข้ารัฐให้มากที่สุด</strong></p>
<p>ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการให้ราคาคลื่นความถี่ที่ราคาถูกยังมีอีกมากมาย นอกเหนือจากตัวอย่างที่คุ้นเคยกันในยุโรปและเอเชีย ยังมีตัวอย่างของประเทศที่กำลังพัฒนา ดังเช่น กัวเตมาลา ในละตินอเมริกา ซึ่งได้ตั้งราคาคลื่นความถี่ไว้ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อาร์เจนตินา บราซิล และเปรูราว 4 เท่า และต่ำกว่าเม็กซิโกราว 2 เท่า <strong>ผลที่ได้คือทำให้บริการ 3G สามารถเข้าถึงประชากรได้สูงกว่าเพื่อนบ้านถึง 2 เท่า โดยในระยะเวลา 5 ปีหลังการจัดสรรคลื่นความถี่ ประเทศกัวเตมาลามีการขยายตัวของผู้ใช้ 3G สูงถึง 500%</strong> <strong>ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆอยู่ราว 250% เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ยังมีผลทำให้ราคาค่าบริการต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆราว 2 เท่า เช่นกัน</strong></p>
<p>ดังนั้น เรื่องราวของราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3G จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิชาการทั้งในไทยและต่างประเทศได้ต่างสนับสนุนโดยหลักวิชาการให้ราคาใบอนุญาตต้องต่ำที่สุด แม้กระทั่งที่ปรึกษาของ กทช.เองก็ยังมีความเห็นในแนวทางเดียวกันนี้</p>
<p>ในขณะนี้เวลาของประเทศไทยมาถึงแล้ว ที่ประชาชนต้องมีโอกาสตัดสินใจร่วมกันว่า เราจะพัฒนาประเทศและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างไรต่อไป<strong> เราจะพิจารณาอย่างเป็นธรรมโดยฟังความเห็นของนักวิชาการส่วนมาก ที่มีหลักฐานทางวิชาการและประสบการณ์จริงของต่างประเทศสนับสนุน หรือจะฟังเพียงความเห็นของนักวิชาการส่วนน้อยที่มีมุมมองแคบ และคำนึงถึงเพียงแค่ให้ได้เงินที่เข้ารัฐในเบื้องต้นเท่านั้น โดยที่ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ตอนปลายที่หากราคาใบอนุญาตสูง ย่อมจะกระทบต่ออัตราค่าบริการของประชาชนที่สูงตามไปด้วย รวมถึงคุณภาพการให้บริการประชาชนโดยตรง</strong></p>
<p>โดยเฉพาะผลต่อการพัฒนาของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการทุกคนต้องรับรู้และเข้าใจ และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้การดำเนินการเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมกับประเทศ และเพื่อประโยชน์ของประเทศสูงที่สุดอย่างแท้จริง</p>
<p><strong>4G ฟินแลนด์ 40 ล้าน vs 3G ไทย 10,000 ล้าน</strong></p>
<p><strong>ณกฤช เศวตนันทน์ </strong></p>
<p><strong>นักกฎหมายโทรคมนาคม Thai.attorney@hotmail.com </strong></p>
<p><strong>ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/4g-%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-40-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-vs-3g-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-10000-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แก้จน ทำได้แค่ &#8220;สงเคราะห์&#8221; : บุญลาภ ภูสุวรรณ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 12:23:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[บุญลาภ ภูสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8682</guid>
		<description><![CDATA[รัฐบาลประกาศยืดมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ออกไปอีก 6 เดือน ทั้งรถไฟ รถเมล์ น้ำ ไฟ ฟรี รวมทั้งตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวี รวมเบ็ดเสร็จต้องใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งๆที่รัฐบาลให้ข่าวว่า เศรษฐกิจปีนี้โต 6% ก็ไม่รู้ว่ารัฐต้องเยียวยากันทุกเรื่องหรืออย่างไร บางเรื่องก็เหมาะสม แต่บางเรื่องไม่ต้องฟรีไปทุกเรื่องก็ได้ อย่าให้คนรับเขารู้สึกว่าชีวิตนี้เขาไม่ต้องทำอะไรเลย รอรัฐบาลหยิบยื่นให้เท่านั้น ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ก็ยืดอายุมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ต่อ โดยอ้างว่าเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี ต้อง &#8220;อุ้ม&#8221; ให้ประชาชนมีกำลังซื้อ แต่ลึกๆแล้วข่าววงในพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี &#8220;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&#8221; รู้ดีตั้งแต่เข้ามาบริหารว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องออกมาพูดว่าไม่ดี ลึกๆต้องการออก &#8220;แพ็กเกจประชานิยม&#8221; เพื่อซื้อใจประชาชน รัฐมัวแต่กังวลเรื่อง &#8220;ซื้อใจคนด้วยของฟรี&#8221; แต่ไม่ได้ดูว่า วันนี้การลงทุนของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลดลงไปเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ หาไม่แล้วระยะยาวไทยเดือดร้อนแน่ ดังนั้น งบประมาณแทนที่จะเอาไป &#8220;สงเคราะห์&#8221; เขา เอาไปสร้างเสริมขีดความสามารถและสุขภาวะให้ประชาชนที่เขาขาดแคลนจริงๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/populism_large.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8683" title="populism_large" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/populism_large.jpg" alt="" width="350" height="220" /></a></p>
<p><strong>รัฐบาลประกาศยืดมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ออกไปอีก 6 เดือน ทั้งรถไฟ รถเมล์ น้ำ ไฟ ฟรี รวมทั้งตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวี รวมเบ็ดเสร็จต้องใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งๆที่รัฐบาลให้ข่าวว่า เศรษฐกิจปีนี้โต 6%</strong></p>
<p><strong>ก็ไม่รู้ว่ารัฐต้องเยียวยากันทุกเรื่องหรืออย่างไร บางเรื่องก็เหมาะสม แต่บางเรื่องไม่ต้องฟรีไปทุกเรื่องก็ได้ อย่าให้คนรับเขารู้สึกว่าชีวิตนี้เขาไม่ต้องทำอะไรเลย รอรัฐบาลหยิบยื่นให้เท่านั้น</strong></p>
<p>ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ก็ยืดอายุมาตรการ &#8220;ฟรี&#8221; ต่อ โดยอ้างว่าเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี ต้อง &#8220;อุ้ม&#8221; ให้ประชาชนมีกำลังซื้อ แต่ลึกๆแล้วข่าววงในพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี &#8220;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&#8221; รู้ดีตั้งแต่เข้ามาบริหารว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องออกมาพูดว่าไม่ดี ลึกๆต้องการออก &#8220;แพ็กเกจประชานิยม&#8221; เพื่อซื้อใจประชาชน</p>
<p><strong>รัฐมัวแต่กังวลเรื่อง &#8220;ซื้อใจคนด้วยของฟรี&#8221; แต่ไม่ได้ดูว่า วันนี้การลงทุนของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลดลงไปเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ หาไม่แล้วระยะยาวไทยเดือดร้อนแน่</strong></p>
<p>ดังนั้น งบประมาณแทนที่จะเอาไป &#8220;สงเคราะห์&#8221; เขา เอาไปสร้างเสริมขีดความสามารถและสุขภาวะให้ประชาชนที่เขาขาดแคลนจริงๆ หรือให้เพื่อต่อยอดคนที่เขาคิดเป็น ทำเป็น อย่างคุณลุงคนหนึ่ง ที่โฆษณาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เขาบอกว่าเขาไม่รอให้ใครมาช่วยหรอก เขามีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกผัก ผลไม้กินเอง ทำปุ๋ยชีวภาพเอง ใช้ภูมิปัญญาตัวเอง ขอให้เขามีที่ดินทำกิน พวกเขาก็อยู่อย่างมีความสุขแล้ว</p>
<p>ลองนึกดูว่า ถ้าหากทุกคนมีแต่ร้องขอให้รัฐบาลช่วย ตั้งแต่ผู้มั่งคั่งระดับบนจนถึงรากหญ้า อย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้มั่งคั่ง 10% ของประเทศที่รวยที่สุด พอค่าเงินแข็งก็โวยวาย ขอให้รัฐตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตรึงค่าแรงขั้นต่ำ <strong>เมื่อไหร่ที่จะขึ้นค่าแรงก็โวยวายทุกครั้ง ถามว่าถ้าประชาชนไม่พอกิน พอใช้ แล้วสังคมจะอยู่ดี กินดี มีสุขได้อย่างไร </strong></p>
<p>เช่นเดียวกับรากหญ้า เขาก็ขอให้ช่วยปลดหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะอาชีพทำนา ทำสวน มีต้นทุนสูงมาก มีปัญหาการตลาด รัฐจะมีเครื่องมือหรือกลไกอะไรช่วยเหลือให้เขายืนได้ด้วยตัวเองไหม เพราะเรามีตัวอย่างชาวนา ชาวสวนที่ร่ำรวย ผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศ ก็มีให้เห็นมากมายแล้ว</p>
<p><strong>นี่คือประเด็นว่า รัฐบาลมีเงิน มีอำนาจ รู้ปัญหา แต่แก้ความจนไม่ได้เสียที ซึ่งไม่ต้องแก้ให้หมด แต่ทำอย่างไรให้น้อยลงเรื่อยๆ</strong></p>
<p><strong>เราพูดเรื่องความยากจนในหัวข้อซ้ำๆ และให้การ &#8220;สงเคราะห์&#8221; มายาวนาน &#8230; นั่นใช่ทางออกของไทยหรือเปล่า !</strong></p>
<p>ถ้าหากกลไกส่วนไหนเป็นง่อย ขอให้ทำแค่เบื้องต้น บอกตัวเองว่าจะไม่โกง รับผิดชอบต่อสังคมตามอำนาจหน้าที่ที่ตนเองมี ก็ช่วยยกระดับการกินดี อยู่ดี ให้คนรอบข้างได้แล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรที่ใหญ่โตเกินกำลังตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่มีเครือข่ายพันธมิตรมากมายเพียงพอที่จะขับเคลื่อนได้ ก็เป็นพลังที่ใหญ่ขึ้น</p>
<p><strong>แค่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังและจริงใจก็ช่วยได้แล้ว</strong></p>
<p><strong>ในห้วงวิกฤตความแตกแยก เราเรียกร้องให้คนไทยรักสามัคคี ช่วยเหลือ มีน้ำใจให้กัน แต่ทุกครั้งที่อยู่บนถนนในกรุงเทพฯ จะรู้สึกบ่อยครั้งว่า หาสิ่งเหล่านี้ยากมาก แค่เปิดไฟเลี้ยวขอทางยังไม่ให้ทาง จะปรี่เข้ามาทันที คนจะข้ามถนน มีน้อยคันที่ใจดีหยุดรถให้คนข้ามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ที่หยุดเพราะคนข้ามมาครึ่งถนน ถ้าไม่หยุดก็ชน เช่นเดียวกับการหยุดรถเพื่อให้รถยูเทิร์นกลับได้ ต้องใช้ความสามารถพิเศษเขยิบออกไปเรื่อยๆ จนกว่ารถทางตรงจะไปไม่ได้ นั่นแหละถึงจะหยุดรถให้เขากลับรถได้ นี่คือคนไทยที่รักกัน!</strong></p>
<p>หากเราไม่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม สำนึกในหน้าที่พลเมืองที่ต้องเคารพกฎกติกาแล้ว เราจะพูดจากันด้วยเหตุด้วยผลได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันทุกวันก็ว่าได้</p>
<p>ดังนั้น ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง แต่คนจนยังต้อง &#8220;สงเคราะห์&#8221; กันอยู่ เราจะปล่อยให้นายทุนและเจ้าของที่ดินได้ประโยชน์กันไปอีกนานแค่ไหน</p>
<p>ทั้งๆที่เรามีจุดแข็งมากมาย ทั้งเรื่องท่องเที่ยว และบริการทางการแพทย์ รวมทั้งงานเอาต์ซอร์ซต่างๆ อาทิ การตัดต่อภาพยนตร์ การเป็นโรงพยาบาลสัตว์พิเศษเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น</p>
<p>แต่การทำให้คนไทยกินดีอยู่ดี มีสุข ทำไมจึงเป็นเรื่องที่ยากเข็นขนาดนี้!</p>
<p><strong>แก้จน ทำได้แค่ &#8220;สงเคราะห์&#8221;</strong></p>
<p><strong>บุญลาภ ภูสุวรรณ</strong></p>
<p><strong>วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 </strong></p>
<p><strong>ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทักษะ ความรู้ และวิธีจัดการ ของกลุ่มการเงินชุมชน ; ข้อคิดจากการลงพื้นที่ : สฤณี อาชวานันทกุล</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Jun 2010 12:34:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไฟแนนซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8652</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศหายใจไม่ทั่วท้องนานกว่าสองเดือน ในที่สุดการชุมนุมปี 2553 ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้จบลงอย่างเศร้าสลดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยความตายของผู้ชุมนุมรวมแปดสิบกว่าชีวิตตลอดระยะเวลาการชุมนุม รวม 6 ชีวิตที่ตายในเขตอภัยทานของวัดปทุมวนารามในวันสุดท้าย ตลอดจนอาคารร้านค้าที่วอดวายในเปลวเพลิงอันเกิดจากส่วนผสมระหว่าง ความแค้นของผู้ชุมนุม ความเยือกเย็นของนักก่อวินาศกรรมมืออาชีพ ประกอบกับอาการ &#8220;เกียร์ว่าง&#8221; อย่างน่าเกลียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากที่ยืนมองความวินาศเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา การชุมนุมจบลงไปแล้ว แต่ความขัดแย้งในสังคมไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง และสาเหตุใหญ่ที่มันจะยังไม่สิ้นสุดไปอีกนาน นอกเหนือจากประเด็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยนั้นมีจริงและมีมานานแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม ก็เหมือนกับปัญหาใหญ่ปัญหาอื่นในปัจจุบันตรงที่ &#8220;วิธีแก้&#8221; เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ความรู้ ความสามารถ และการมีส่วนร่วม แต่ตราบใดที่เรายังไม่ถกกันเรื่องวิธีแก้อย่างจริงจัง เราก็ไม่มีวันแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะวิธีแก้เดิมๆหลายวิธีใช้การไม่ได้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ หรือรู้แต่ยังใช้ต่อไปเพราะนึกว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า &#8220;วิธีแก้เดิมๆ&#8221; วิธีหนึ่งที่ใช้การไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คือความพยายามที่จะแก้ปัญหาระดับชุมชนแบบ &#8220;จากบนลงล่าง&#8221; คือเอารัฐบาลกลางเป็นศูนย์กลาง แต่งตั้งคณะกรรมการอะไรสักอย่างขึ้นมาเขียนแผนกลยุทธ์ที่ฟังดูสวยหรู แต่มีประสิทธิผลต่ำมากในทางปฏิบัติ เพราะมักจะเขียนจากหอคอยงาช้างโดยปราศจากความเข้าใจในบริบทของท้องถิ่น เต็มไปด้วยเป้าหมายลอยๆที่ไร้กลไกการตรวจสอบติดตามผล และตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และมีความเสี่ยงที่จะถูกนักการเมืองและข้าราชการแต่ละระดับ &#8220;ชักหัวคิว&#8221; ระหว่างทางจนแทบไม่มีอะไรตกถึงมือชาวบ้าน หรือไม่เช่นนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพานักการเมืองหรือข้าราชการไปเรื่อยๆ เพราะนโยบายรัฐให้ความสำคัญกับเม็ดเงินที่ตอกลิ่มการพึ่งพา มากกว่าศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของชาวบ้าน วิกฤตทางการเมืองรอบนี้ จึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/microfinance.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8653" title="microfinance" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/microfinance-296x300.jpg" alt="" width="296" height="300" /></a></p>
<p>หลังจากที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศหายใจไม่ทั่วท้องนานกว่าสองเดือน ในที่สุดการชุมนุมปี 2553 ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้จบลงอย่างเศร้าสลดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยความตายของผู้ชุมนุมรวมแปดสิบกว่าชีวิตตลอดระยะเวลาการชุมนุม รวม 6 ชีวิตที่ตายในเขตอภัยทานของวัดปทุมวนารามในวันสุดท้าย ตลอดจนอาคารร้านค้าที่วอดวายในเปลวเพลิงอันเกิดจากส่วนผสมระหว่าง ความแค้นของผู้ชุมนุม ความเยือกเย็นของนักก่อวินาศกรรมมืออาชีพ ประกอบกับอาการ &#8220;เกียร์ว่าง&#8221; อย่างน่าเกลียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากที่ยืนมองความวินาศเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา</p>
<p><strong>การชุมนุมจบลงไปแล้ว แต่ความขัดแย้งในสังคมไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง และสาเหตุใหญ่ที่มันจะยังไม่สิ้นสุดไปอีกนาน นอกเหนือจากประเด็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยนั้นมีจริงและมีมานานแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน</strong></p>
<p><strong>ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม ก็เหมือนกับปัญหาใหญ่ปัญหาอื่นในปัจจุบันตรงที่ &#8220;วิธีแก้&#8221; เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ความรู้ ความสามารถ และการมีส่วนร่วม</strong> แต่ตราบใดที่เรายังไม่ถกกันเรื่องวิธีแก้อย่างจริงจัง เราก็ไม่มีวันแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะวิธีแก้เดิมๆหลายวิธีใช้การไม่ได้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ หรือรู้แต่ยังใช้ต่อไปเพราะนึกว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า</p>
<p>&#8220;วิธีแก้เดิมๆ&#8221; วิธีหนึ่งที่ใช้การไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คือความพยายามที่จะแก้ปัญหาระดับชุมชนแบบ &#8220;จากบนลงล่าง&#8221; <strong>คือเอารัฐบาลกลางเป็นศูนย์กลาง แต่งตั้งคณะกรรมการอะไรสักอย่างขึ้นมาเขียนแผนกลยุทธ์ที่ฟังดูสวยหรู แต่มีประสิทธิผลต่ำมากในทางปฏิบัติ</strong> เพราะมักจะเขียนจากหอคอยงาช้างโดยปราศจากความเข้าใจในบริบทของท้องถิ่น เต็มไปด้วยเป้าหมายลอยๆที่ไร้กลไกการตรวจสอบติดตามผล และตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และมีความเสี่ยงที่จะถูกนักการเมืองและข้าราชการแต่ละระดับ &#8220;ชักหัวคิว&#8221; ระหว่างทางจนแทบไม่มีอะไรตกถึงมือชาวบ้าน หรือไม่เช่นนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพานักการเมืองหรือข้าราชการไปเรื่อยๆ เพราะนโยบายรัฐให้ความสำคัญกับเม็ดเงินที่ตอกลิ่มการพึ่งพา มากกว่าศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของชาวบ้าน</p>
<p>วิกฤตทางการเมืองรอบนี้ จึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการ &#8220;ปลดแอก&#8221; ชาวบ้านออกจากอำนาจของนักการเมืองระดับชาติและระบบราชการส่วนกลาง และเผยความสำคัญของ <strong>&#8220;การพัฒนาอย่างยั่งยืน&#8221; </strong>ซึ่งมีแนวคิดการพัฒนาจากฐานรากเป็นหัวใจสำคัญ</p>
<p>ผู้เขียนหวังว่า วิกฤตครั้งนี้ จะช่วยให้ปราชญ์ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่อุทิศตนให้กับการพัฒนาจากฐานรากมายาวนาน ได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้างเสียที ผู้เขียนมีความรู้เรื่องนี้เพียงแค่หางอึ่ง แต่อยากแลกเปลี่ยนข้อสังเกตและข้อคิดบางประการจากภาคสนาม หลังจากที่ได้ทำวิจัยในโครงการชื่อ <strong>&#8220;โครงการศึกษาและจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินฐานราก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการการเงินและสวัสดิการชุมชน&#8221;</strong> ร่วมกับอาจารย์หลายท่านมานานกว่า 1 ปีแล้ว (ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ในระยะที่สอง)</p>
<p><strong>1. ชาวบ้านสมัยนี้ไม่ได้ &#8220;โง่&#8221; เพียงแต่ไม่พูดภาษาที่ &#8220;ผู้มีการศึกษา&#8221; คุ้นเคย และขาดทักษะการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ</strong></p>
<p>ผู้เขียนคิดว่า นักวิชาการและคนทั่วไปจำนวนมากที่ภูมิใจว่าตน &#8220;มีการศึกษา&#8221; (ในความหมายที่ตื้นเขินคือจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ) ยังไปไม่พ้นมายาคติที่ว่า ชาวบ้านจนเพราะโง่ และดังนั้น จึงเจ็บตัวซ้ำซาก (เรียกสั้นๆว่า วงจรอุบาทว์ &#8220;โง่-จน-เจ็บ&#8221;)</p>
<p>ผู้เขียนเคยเชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้ค่อยๆเรียนรู้ว่า ความเชื่อนี้เป็นมายาคติที่ไม่สอดคล้องกับความจริง <strong>นอกจากจะผิดแล้วยังเป็นอันตรายด้วย</strong> <strong>เพราะอาจทำให้นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือใครก็ตามที่ถือตัวว่า &#8220;ฉลาด&#8221; กว่าชาวบ้าน แนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ใช้ไม่ได้ เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นและไม่ ต่อยอดจากฐานความรู้ของชุมชน</strong></p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ลงพื้นที่ไปศึกษากลุ่มการเงินชุมชนแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราช ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดปนรำคาญที่เห็นชาวบ้านลงบัญชีไม่ถูกต้องตามหลักบัญชีสากล และหลายรายการก็ดูจะยุ่งยากหรือเยิ่นเย้อเกินความจำเป็น เช่น แยกบัญชีกองทุนสวัสดิการออกมาต่างหากจากบัญชีกลุ่มออมทรัพย์ ต่อเมื่อผู้เขียนตั้งใจฟังเขาอธิบายหลายรอบถึงได้เข้าใจว่า <strong>ที่เขาลงบัญชีแบบนั้นมีเหตุผล</strong> คือตั้งใจจะ &#8220;กัน&#8221; ผลกำไรส่วนใหญ่ไปเข้ากองทุนสวัสดิการ เพราะกลุ่มนี้เน้นการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกมากกว่าปล่อยสินเชื่อ ถ้าเขาไม่ลงบัญชีแยกกันแบบนี้ ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกอาจเรียกร้องให้จ่ายเงินปันผลมากกว่าที่เขาจ่ายจริง เพราะจะมองเห็นกำไรก้อนโตทุกปี</p>
<p>ถ้าผู้เขียนยึดติดกับความเชื่อผิดๆ ที่ว่าชาวบ้านโง่ และดังนั้น จึงไม่พยายามเข้าใจเหตุผลของเขาก่อน ผู้เขียนในฐานะ &#8220;ผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน&#8221; (ในสายตาของชาวบ้าน) ก็คงแนะนำให้กลุ่มนี้เปลี่ยนวิธีลงบัญชีเสียใหม่ให้ถูกต้องตามหลักสากล และถ้าคณะกรรมการกลุ่มทำตาม กลุ่มนี้ก็จะมีบัญชีที่นักบัญชีอ่านรู้เรื่องและสบายใจ แต่อาจประสบปัญหาจ่ายเงินปันผลมากเกินไปเพราะสมาชิกมองเห็นกำไรที่ชัดเจน กลายเป็นว่าได้อย่างเสียอย่าง</p>
<p>การอดทนทำความเข้าใจกับกลุ่ม และไม่ทึกทักเอาเองว่าชาวบ้านโง่ ทำให้เรามองเห็นประโยชน์ของ &#8220;เทคนิค&#8221; การทำบัญชีแบบชาวบ้านในแง่ของการบริหารจัดการความต้องการของสมาชิก เมื่อมองเห็นแล้วก็สามารถช่วยชาวบ้านคิดหาวิธีปรับปรุงรูปแบบของการลงบัญชี ให้อ่านง่ายและตรวจสอบง่ายกว่าเดิม แทนที่จะแนะให้เขาเปลี่ยนวิธีการลงบัญชีใหม่หมด</p>
<p><strong>ตัวอย่างนี้สอนให้รู้ว่า ทั้งชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญต่างมีสิ่งที่รู้และไม่รู้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย</strong> ผู้เชี่ยวชาญมักจะรู้หลักการ แต่ไม่รู้บริบทของท้องถิ่น เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ในชุมชน ส่วนชาวบ้านมักจะไม่รู้หลักการใดๆ แต่รู้และเข้าใจบริบทของท้องถิ่นตัวเองเป็นอย่างดี <strong>ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีสิ่งที่ตัวเอง &#8220;โง่&#8221; ก็จะต้องปรับความเข้าใจกัน</strong> ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำอะไรก็ควรจะเข้าใจภาษาของชาวบ้านก่อน จะได้ช่วยต่อยอดจากฐานความรู้ของชาวบ้านที่ใช้การได้ดีแล้วระดับหนึ่ง <strong>ไม่ใช่บอกให้โยนทิ้งไปทั้งหมดเพราะไม่ตรงกับองค์ความรู้ในหอคอยงาช้าง</strong></p>
<p><strong>2. &#8220;เงิน&#8221; ไม่ใช่ทรัพยากรที่กลุ่มต้องการที่สุด</strong></p>
<p>ตัวอย่างข้างต้น นอกจากจะชี้ให้เห็นลักษณะความ &#8220;ฉลาด&#8221; ของภูมิปัญญาชาวบ้านแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า เงินมักจะไม่ใช่ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการจัดการกลุ่มการเงินชุมชน โดยเฉพาะในการยกระดับการจัดการให้เป็นระบบ และมีความเป็น &#8220;สถาบัน&#8221; มากกว่าเดิม แทนที่การพึ่งพาตัวบุคคล เช่น ผู้ใหญ่บ้านที่ริเริ่มแนวคิด ทั้งนี้ เนื่องจาก &#8220;นักการเงินชาวบ้าน&#8221; หลายท่านเข้าใจหลักการบริหารจัดการเงินกู้ เงินฝาก และสวัสดิการได้โดยสัญชาตญาณและสามัญสำนึก อาศัยการลองผิดลองถูกเพียงเล็กน้อย คือมี &#8220;แวว&#8221; ด้านนี้อยู่แล้ว</p>
<p>ที่ ชัยนาท เหรัญญิกกลุ่มการเงินชุมชนท่านหนึ่งที่จบ ป.4 สาธิตวิธีคำนวณเงินปันผลตามเดือนที่รับฝากเงินให้ผู้เขียนดู อธิบายว่าคิดว่าต้องใช้สัดส่วนทำนองนี้เพราะรู้สึกว่า คนที่นำเงินมาฝากในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ไม่ควรจะได้รับเงินปันผลเท่ากับอีกคนที่นำเงินจำนวนเดียวกันมาฝากตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว (กลุ่มเพิ่งจ่ายเงินปันผลในเดือนมกราคมปีนี้) <strong>แน่นอนว่าสิ่งที่เหรัญญิกท่านนี้พยายามอธิบายคือ หลักการคำนวณตามส่วน (pro rata) สิ่งที่น่าทึ่งคือ ท่านสามารถค้นพบหลักการนี้ได้เองจากความรู้สึกตะหงิดใจที่ว่า สมาชิกที่ฝากเงินไม่พร้อมกันไม่ควรได้รับเงินปันผลเท่ากัน</strong></p>
<p>ตัวอย่างเล็กๆนี้ สะท้อนให้เห็นว่า <strong>กลุ่มการเงินชุมชนไทยที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างดีในแง่ของการบริหารจัดการ เงินกู้ เงินฝาก และสวัสดิการ เป็นเวลาเกิน 1 ทศวรรษมาแล้วนั้น ส่วนใหญ่มี &#8220;นักการเงินชาวบ้าน&#8221; ที่มีสัญชาตญาณของนักการเงิน บริหารจัดการเงินของกลุ่มได้ดีแล้วระดับหนึ่ง และมีกฎเกณฑ์กติกาที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้ สิ่งที่พวกเขาต้องการเพื่อยกระดับตัวเองจึงไม่ใช่เงิน หากเป็นทรัพยากรอื่นๆที่หายากในระดับท้องถิ่น เช่น ระบบบัญชีที่รัดกุมและตรวจสอบได้ ความรู้และเครื่องมือที่จะช่วยวางแผนทางการเงิน (หมายถึงการวางแผนเพื่ออนาคตของกลุ่ม) ตลอดจนวิธีคิดเกี่ยวกับการวัดผลตอบแทนทางสังคม เช่น คุณภาพชีวิตของสมาชิก ความมั่นคงของชุมชน สุขภาพแข็งแรง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญขององค์กรการเงินฐานรากจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังขาดแนวทางในการวัดและติดตามผล</strong></p>
<p><strong>3. การมีส่วนร่วมของสมาชิก เป็นหัวใจสำคัญขององค์กรการเงินชุมชน</strong></p>
<p>ข้อค้นพบเบื้องต้นของทีมวิจัยเรา สอดคล้องกับงานวิจัยสถาบันไมโครไฟแนนซ์ทั่วโลกหลายชิ้นที่ระบุว่า <strong>การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญของกลุ่มการเงินชุมชน</strong> กลุ่มที่ไปได้ดีมักจะเป็นกลุ่มที่สมาชิก (ชาวบ้านในหมู่บ้าน) มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของกลุ่มอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการนำกำไรจากกลุ่มการเงินชุมชนไปลงทุนในสินทรัพย์ของชุมชนเอง หรือนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในหมู่บ้าน <strong>เพราะถ้าชาวบ้านไม่รู้สึกว่าพวกเขาเป็น &#8220;เจ้าของ&#8221; กลุ่มการเงินร่วมกัน พวกเขาก็จะไม่มีแรงจูงใจที่จะเลือกตั้งและคอยติดตามการทำงานของคณะกรรมการกลุ่ม และติดตามดูแลลูกหนี้ ทำให้คณะกรรมการอาจเชิดเงินของชาวบ้านหายไปดื้อๆ หรือปล่อยกู้ให้กับพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น (นี่เป็นปัญหาใหญ่ของกองทุนหมู่บ้านในระยะแรก)</strong></p>
<p><strong>4. &#8220;ขนาด&#8221; ของสถาบันไม่สำคัญเท่ากับการ &#8220;ทำซ้ำ&#8221;</strong></p>
<p>องค์กรการเงินชุมชนของไทยที่บริหารจัดการเงินได้ค่อนข้างดีส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก คือระดับหมู่บ้าน มีสมาชิกไม่ถึงหนึ่งพันคน อย่างมากก็เชื่อมกันหลายกลุ่มเป็นเครือข่ายระดับตำบล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และตรวจสอบบัญชีให้กันและกัน นักการเงินชาวบ้านหลายท่านบอกพวกเราว่า ไม่ต้องการขยายกิจการ เพราะอยากช่วยคนในหมู่บ้านของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าเราอยากพัฒนาวงการนี้ &#8220;ขนาด&#8221; อาจไม่สำคัญเท่ากับการสังเคราะห์และ &#8220;ถอด&#8221; องค์ความรู้ กติกา และกลไกของกลุ่มที่ประสบความสำเร็จออกมาเป็น &#8220;โมเดล&#8221; ที่กลุ่มอื่นสามารถนำไป &#8220;ทำซ้ำ&#8221; โดยประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทในท้องถิ่นของตัวเอง</p>
<p><strong>ถ้านักพัฒนา นักวิชาการ หรือผู้มีอำนาจภาครัฐส่วนใหญ่ยังมัวแต่คิดแบบ &#8220;บนลงล่าง&#8221; เชื่อว่าตัวเอง &#8220;รู้ดี&#8221; กว่าชาวบ้าน และเชื่อว่าทุกโครงการจะต้อง &#8220;ใหญ่โต&#8221; ชนิดอลังการงานสร้าง ผู้เขียนก็ค่อนข้างมั่นใจว่า การส่งเสริมการพัฒนาจากฐานรากที่เป็นระบบและยั่งยืนจะยังอยู่อีกไกลสำหรับสังคมไทย</strong></p>
<p><strong>ทักษะ ความรู้ และวิธีจัดการ ของกลุ่มการเงินชุมชน : ข้อคิดจากการลงพื้นที่</strong></p>
<p><strong>คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ</strong></p>
<p><strong>สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org</strong></p>
<p><strong>วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4215  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้ : ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2010 16:32:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ทีดีอาร์ไอ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8644</guid>
		<description><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ ได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องทางการเมือง แม้หลายฝ่ายจะยังมีความเห็นต่างกันว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนั้น มีเหตุผลมาจากความไม่ลงตัวทางการเมือง หรือเหตุอื่นกันแน่ แต่เราต้องยอมรับว่า ความเหลื่อมล้ำนั้นมีจริงในสังคมไทย และมีมานานแล้ว ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจน เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม การสำรวจโดยหน่วยงานของรัฐในปี 2552 พบว่า ร้อยละ 40 ของคนกรุงเทพ และร้อยละ 36 ของคนอีสาน มีความเห็นว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ ในภาพรวม ร้อยละ 32 ของคนทั้งประเทศเห็นว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้น สูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ และร้อยละ 47 ของคนทั้งประเทศเห็นว่า ช่องว่างสูงมากแต่ยังพอรับได้ เรียกได้ว่า เกือบร้อยละ 80 ของคนไทยยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำของรายได้ ความเหลื่อมล้ำ อาจเกิดจากการขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดทรัพยากร หรือธรรมชาติไม่เข้าข้าง โดยคนไทยร้อยละ 42 บอกว่า คนจนนั้นจนเพราะเกิดมาจน ร้อยละ 57 บอกว่าคนรวยนั้นรวยเพราะเกิดมารวย นั่นคือเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เข้าข้าง หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงเรื่องบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน ถ้าคนไทยเชื่อว่า ความเหลื่อมล้ำเกิดเพราะเหตุธรรมชาติไม่เข้าข้างหรือกรรมเก่า ถ้าเช่นนั้นจะมาใช้ความเหลื่อมล้ำเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐไปใยเล่า ต้องตอบว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/images.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8645" title="images" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/images.jpg" alt="" width="240" height="200" /></a></p>
<p><strong>ความเหลื่อมล้ำ ได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องทางการเมือง แม้หลายฝ่ายจะยังมีความเห็นต่างกันว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนั้น มีเหตุผลมาจากความไม่ลงตัวทางการเมือง หรือเหตุอื่นกันแน่ แต่เราต้องยอมรับว่า ความเหลื่อมล้ำนั้นมีจริงในสังคมไทย และมีมานานแล้ว</strong></p>
<p><strong>ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจน</strong> เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม การสำรวจโดยหน่วยงานของรัฐในปี 2552 พบว่า ร้อยละ 40 ของคนกรุงเทพ และร้อยละ 36 ของคนอีสาน มีความเห็นว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ ในภาพรวม ร้อยละ 32 ของคนทั้งประเทศเห็นว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้น สูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ และร้อยละ 47 ของคนทั้งประเทศเห็นว่า ช่องว่างสูงมากแต่ยังพอรับได้ <strong>เรียกได้ว่า เกือบร้อยละ 80 ของคนไทยยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำของรายได้</strong></p>
<p>ความเหลื่อมล้ำ อาจเกิดจากการขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดทรัพยากร หรือธรรมชาติไม่เข้าข้าง โดยคนไทยร้อยละ 42 บอกว่า คนจนนั้นจนเพราะเกิดมาจน ร้อยละ 57 บอกว่าคนรวยนั้นรวยเพราะเกิดมารวย นั่นคือเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เข้าข้าง หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงเรื่องบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน</p>
<p>ถ้าคนไทยเชื่อว่า ความเหลื่อมล้ำเกิดเพราะเหตุธรรมชาติไม่เข้าข้างหรือกรรมเก่า ถ้าเช่นนั้นจะมาใช้ความเหลื่อมล้ำเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐไปใยเล่า ต้องตอบว่า เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมนั่นเอง</p>
<p>เราลองมาดูตัวอย่างของกลุ่มคนที่เล็กที่สุดในสังคมซึ่งคือ ครอบครัว ถ้าพ่อแม่ครอบครัวหนึ่งมีลูก 10 คน สมมติว่าด้วยเหตุทางธรรมชาติ ทำให้ลูก 5 คนแรกที่เป็นหญิงมีความเก่งกาจน้อยกว่าลูก 5 คนหลังที่เป็นชายหมด ที่แย่กว่านั้นคือ ลูกคนแรกก็พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถ้าพ่อแม่ไม่มีความเป็นธรรม รักลูกที่เป็นชายและเก่งกว่าเพราะว่าช่วยเชิดชูหน้าตาให้แก่ตน ความสุขสงบ ความกลมเกลียวในครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้น <strong>พ่อแม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนในครอบครัวเพื่อลบล้างผลของธรรมชาติได้ ด้วยการให้โอกาสทางการศึกษา และดูแลลูกอย่างเท่าเทียมกัน โดยให้ความใส่ใจกับลูกที่พิการมากกว่าคนอื่นๆ เป็นต้น ที่สำคัญพ่อแม่ต้องไม่ทำในสิ่งที่ไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น</strong></p>
<p>รัฐ ก็เหมือนกับพ่อแม่ที่ดูแลครอบครัวขนาดยักษ์ใหญ่ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อป้องกันปัญหาสังคม การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทำได้ด้วยการเก็บภาษีจากคนที่ “มี” คนมีมากก็ควรเสียภาษีมาก คนมีน้อยก็ควรเสียภาษีน้อย และรัฐควรจัดสวัสดิการสังคมเพื่อให้คนทุกคนไม่ว่าจะ “มี” หรือ “ไม่มี” ได้รับความมั่นใจในการอยู่ในสังคม <strong>โดยปราศจากความกลัวว่าจะอดตาย จะไม่ได้เรียนหนังสือ จะตกงาน จะเจ็บตายโดยไม่มีโอกาสรับการรักษาพยาบาล จะแก่อย่างอดๆอยากๆ จะตายอย่างโดดเดี่ยว หรือจะถูกคนดูถูกรังเกียจเหยียดหยาม</strong></p>
<p><strong>รัฐไทยไม่ว่าจะยุคไหน ได้ทำหน้าที่ในการเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม หรือจัดสวัสดิการสังคมให้คนไทยอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง</strong></p>
<p><strong>ลองดูที่การจัดเก็บภาษี</strong> ทุกวันนี้คนไทยทุกคนที่ใช้จ่ายเงินซื้อสินค้า 100 บาท เงินจำนวน 22 บาทนั้น เข้ากระเป๋ารัฐเป็นภาษีทางอ้อม เราอาจจะคิดว่าภาษีมูลค่าเพิ่มแค่ 7 บาทเท่านั้น ส่วนที่เกินมาเป็นอะไร เรามีภาษีทางอ้อมหลายประเภทรวมๆกันในราคาสินค้า ซึ่งมันสูงกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยซ้ำ ภาษีทางอ้อมนี้คนรวยหรือคนจนต้องจ่ายเหมือนๆกัน ซื้อมากจ่ายมาก ซื้อน้อยจ่ายน้อย การจ่ายภาษีไม่ได้ขึ้นกับว่ามีมากจ่ายมาก หรือมีน้อยจ่ายน้อย</p>
<p><strong>มาดูที่ภาษีทางตรง</strong> ซึ่งก็คือภาษีรายได้ที่เก็บจากประชาชนและจากผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ข้อมูลภาษีรายได้จากการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรในปี 2551 พบว่า จากคนไทยที่มีงานทำทั้งหมด 37 ล้านคน มีเพียง 9 ล้านคนที่ยื่นแบบเสียภาษีรายได้ โดยที่ 1.9 ล้านคน เป็นแบบ ภ.ง.ด. 90 (คนที่มีรายได้หลายแหล่ง) และ 7.1 ล้านคนเป็นแบบ ภ.ง.ด. 91 (คนที่มีรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง หรือบำนาญเท่านั้น) <strong>คนที่หายไป 28 ล้านคน มีจำนวนหนึ่งที่เข้าข่ายร่ำรวย แต่รัฐไม่มีความสามารถไม่พยายามเอื้อมมือไปเก็บภาษีได้</strong></p>
<p><strong>ความเป็นธรรมของภาษีรายได้มีหรือไม่</strong> ถ้าภาษีเป็นธรรมแล้ว ตำแหน่งของคนมีรายได้น้อยที่ยืนอยู่ในสังคมไม่ควรแย่ลงไปกว่าเดิม หลังจากถูกหักภาษี เช่น ถ้าคนจนที่สุดครึ่งหนึ่งของประเทศมีส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ หลังจากหักภาษีทั้งคนรวยคนจนเสร็จแล้ว ส่วนแบ่งรายได้ของคนเหล่านั้น ต้องไม่แย่ไปกว่าเดิม คือต้องมีส่วนแบ่งที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมด</p>
<p>ในปี 2551 ครึ่งหนึ่งของผู้ที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 มีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 11 เปรียบได้กับลูกที่จนที่สุด 5 คนแรกมีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 11 ลูกคนที่รวยที่สุด (หรือคนรวยที่สุดร้อยละ 10) มีส่วนแบ่งรายได้ถึงร้อยละ 51 และหลังจากรัฐได้หักภาษีเรียบร้อยแล้ว กลับทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของลูกคนที่จนที่สุด 5 คนแรกลดลงเหลือร้อยละ 6 แต่ส่วนแบ่งของลูกคนที่ 6-9 กลับเพิ่มขึ้น <strong>ภาษีทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นทั้งกรณี ภ.ง.ด. 90 และ 91 โดยเฉพาะกรณี ภ.ง.ด. 91 กลุ่มคนที่รวยที่สุดกลับได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงสร้างภาษีแบบบิดเบือน</strong></p>
<p>ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่อัตราภาษีของไทยเป็นแบบก้าวหน้า คือยิ่งรายได้สูงก็เสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ทั้งนี้ <strong>เพราะรัฐอัดนโยบายอื่นๆมากเกินไปใส่ลงไปในโครงสร้างภาษีรายได้ จนมันหมดความสามารถในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม</strong> ดังตัวอย่างเหล่านี้</p>
<p><strong>ตัวอย่างที่หนึ่ง</strong> รัฐต้องการกระตุ้นตลาดทุนโดยให้คนที่มีรายได้สูงสามารถหักค่าลดหย่อนภาษี จากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ได้มากถึง 700,000 บาท ในปี 2551 มีรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนทั้งหมดถึง 16,000 ล้านบาท คนที่มีรายได้สูงมักจะลงทุนใน LTF ประมาณ 12,000 ล้านบาทเป็นยอดรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนของกลุ่มคนรวยที่สุด (10% รวยสุด) ที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และ 91</p>
<p><strong>ตัวอย่างที่สอง</strong> รัฐต้องการให้คนบริจาคเงินเพื่อการกุศล ถ้าบริจาคเงินก็สามารถนำหลักฐานมาขอลดหย่อนภาษีได้ ในปี 2551 มีการขอลดหย่อนภาษีจากการบริจาคทั้งหมด 6,000 ล้านบาท รัฐอาจจะไม่รู้เลยว่า <strong>หลักฐานการบริจาคเพื่อการลดหย่อนภาษีนั้นหาซื้อกันได้ในที่ต่างๆ</strong> มีวัดแห่งหนึ่งขายใบอนุโมทนาบัตรราคา 5,000 บาท อยากให้เขียนว่าบริจาคเงินเท่าไรก็บอกไป เช่น ถ้าเขียนว่าบริจาคเงิน 100,000 บาท ผู้ที่มีรายได้สูงที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ก็จะสามารถประหยัดเงินภาษีไปได้ 25,000 บาท <strong>เงินเข้ากระเป๋าวัดและคนรวยแทนที่จะเป็นรัฐ</strong></p>
<p><strong>ตัวอย่างที่สาม</strong> รัฐยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ต่ำกว่า 150,000 บาท การยกเว้นอย่างถ้วนหน้าแทนที่จะเป็นเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ทั้งหมด 70,000 ล้านบาทในปี 2551</p>
<p>นอกจากนี้ คนรวยจำนวนมากมีรายได้หลัจากดอกเบี้ยและเงินปันผลซึ่งส่วนใหญ่ก็เสียภาษีในอัตราเดียวร้อยละ 15 และยังมีการลดหย่อนอีกหลายประเภท ที่มีผลให้ภาษีรายได้ของไทยไม่เป็นธรรม</p>
<p><strong>รัฐให้ความเป็นธรรมในการให้สวัสดิการสังคมหรือไม่</strong></p>
<p>ดูตัวอย่าง <strong>สวัสดิการรักษาพยาบาล</strong> ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2549 แสดงให้เห็นว่า คนมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศต้องใช้สิทธิจากสวัสดิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนรายได้สูงที่สุดของประเทศมีครึ่งหนึ่งที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเป็นสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม คงไม่ต้องบอกว่าคนไทยอยากได้สวัสดิการรักษาพยาบาลแบบไหนมากกว่ากัน กลุ่มคนรายได้สูงที่มีสิทธิในสวัสดิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่วนใหญ่ไม่ใช้สวัสดิการที่ตนมี แต่กลับยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเองหรือไม่ก็ให้บริษัทประกันเอกชนจ่าย (โดยตนจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเบี้ยประกันก่อน) มีเพียงร้อยละ 40 ของผู้ป่วยกลุ่มรวยที่สุดที่ใช้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน</p>
<p><strong>พฤติกรรมการใช้สวัสดิการของรัฐแบบนี้ น่าจะบ่งชี้ได้ว่าสวัสดิการที่รัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าป่วยด้วยโรคเดียวกันแต่ข้าราชการได้รับการรักษาแบบหนึ่ง คนรายได้น้อยได้รับการรักษาอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่าความเหลื่อมล้ำหรือไม่</strong></p>
<p><strong>เรามักจะได้ยินข้ออ้างว่า ข้าราชการรับเงินเดือนน้อยควรได้รับสวัสดิการอย่างดีเป็นการทดแทน แต่ข้ออ้างที่มีเหตุผลมากกว่าน่าจะเป็นว่า เกิดเป็นคนไทยเหมือนๆกัน ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ควรได้รับการดูแลจากรัฐด้วยมาตรฐานเดียวกัน เหตุผลของความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกันน่าจะเหมาะกว่าเรื่องเงินเดือน</strong></p>
<p>ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ข้ออ้างเพื่อการเรียกร้องทางการเมืองเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผล <strong>ไม่ว่าการเรียกร้องจะมีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้เหล่านี้ควรที่จะได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้องต่อไป</strong></p>
<p><strong>ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้</strong></p>
<p><strong>ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์</strong></p>
<p><strong>สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภารกิจที่ยังไม่เสร็จ ของ &#8220;สมคิด จาตุศรีพิทักษ์&#8221; : ประชาชาติธุรกิจ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88-%e0%b8%82%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88-%e0%b8%82%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2010 16:29:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[สมคิด จาตุศรีพิทักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8603</guid>
		<description><![CDATA[แม้จะห่างหายไปจากแวดวงการเมือง เพราะติดไซเรนพีเรียด 5 ปี จากกรณีการยุบพรรคไทยรักไทย แต่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังทำงานติดตามความเคลื่อนไหวทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งยังคงความเป็นนักวิชาการ นักยุทธศาสตร์ ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทย ผ่านช่องทางอื่นๆอย่างสม่ำเสมอ ในห้วงเวลา 6 ปี ที่อยู่ในการเมือง หลายภารกิจในการฟื้นฟูให้ประชาชนมีวิถีชีวิต &#8220;กินดีอยู่ดี&#8221; ถูกแปลงโครงการประชานิยม อาทิ โครงการพักหนี้เกษตรกร โครงการฟู้ดเซฟตี้ โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก กองทุนเอสเอ็มแอล เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อความอยู่ดีกินดี และเพื่อจะสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในอนาคตข้างหน้า นี่คือภารกิจที่ยังทำไม่จบ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน แม้จะไม่มีโอกาสในการลงมือทำ แต่ใช้โอกาสที่ได้รับเชิญไปพูดบอกเล่าสิ่งที่อยากเห็นประเทศไทยต้องปฏิรูป อาทิ ในโอกาสที่กรมส่งเสริมสหกรณ์เชิญมาปาฐกถาพิเศษ &#8230; สหกรณ์ไทยเข้มแข็ง ประเทศไทยมั่นคง ทั้งนี้ได้เล็งเห็นว่า ยิ่งประเทศไทยพัฒนามากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าความเหลื่อมล้ำและช่องว่างในสังคมยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพัฒนาเท่าไหร่เกษตรกรยังยากจนอยู่ แม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมา 10 แผน กำลังขึ้นแผนฉบับที่ 11 ก็ตาม 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอาศัยสูตรสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/spe01070653p1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8604" title="spe01070653p1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/spe01070653p1.jpg" alt="" width="150" height="247" /></a></p>
<p><strong>แม้จะห่างหายไปจากแวดวงการเมือง เพราะติดไซเรนพีเรียด 5 ปี จากกรณีการยุบพรรคไทยรักไทย แต่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังทำงานติดตามความเคลื่อนไหวทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งยังคงความเป็นนักวิชาการ นักยุทธศาสตร์ ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทย ผ่านช่องทางอื่นๆอย่างสม่ำเสมอ</strong></p>
<p>ในห้วงเวลา 6 ปี ที่อยู่ในการเมือง หลายภารกิจในการฟื้นฟูให้ประชาชนมีวิถีชีวิต &#8220;กินดีอยู่ดี&#8221; ถูกแปลงโครงการประชานิยม อาทิ โครงการพักหนี้เกษตรกร โครงการฟู้ดเซฟตี้ โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก กองทุนเอสเอ็มแอล เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อความอยู่ดีกินดี และเพื่อจะสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในอนาคตข้างหน้า</p>
<p>นี่คือภารกิจที่ยังทำไม่จบ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน</p>
<p>แม้จะไม่มีโอกาสในการลงมือทำ แต่ใช้โอกาสที่ได้รับเชิญไปพูดบอกเล่าสิ่งที่อยากเห็นประเทศไทยต้องปฏิรูป อาทิ ในโอกาสที่กรมส่งเสริมสหกรณ์เชิญมาปาฐกถาพิเศษ &#8230; <strong>สหกรณ์ไทยเข้มแข็ง ประเทศไทยมั่นคง</strong></p>
<p><strong>ทั้งนี้ได้เล็งเห็นว่า ยิ่งประเทศไทยพัฒนามากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าความเหลื่อมล้ำและช่องว่างในสังคมยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพัฒนาเท่าไหร่เกษตรกรยังยากจนอยู่ แม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมา 10 แผน กำลังขึ้นแผนฉบับที่ 11 ก็ตาม</strong></p>
<p>30 ปีที่ผ่านมา <strong>ประเทศไทยอาศัยสูตรสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ คือการพึ่งพิงการส่งออกเป็นพลังขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ</strong> นโยบายที่ออกมาจึงเน้นมาตรการใหม่ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เน้นการผลิตเพื่อส่งออก</p>
<p>จากสูตรสำเร็จนี้ ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงและเร็วในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา <strong>ทำให้เกิดการละเลยการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ระหว่าง ในเมืองกับภูมิภาค ระหว่าง ภาคอุตสาหกรรมกับภาคการเกษตร</strong> เร่งการเติบโตเศรษฐกิจจนกลายเป็น high growth economy</p>
<p>การพัฒนาในสูตรนี้ มีผลทำให้ภาคประชาชนในชนบทขาดความเข้มแข็ง ยิ่งต้องพึ่งพาการส่งออก เป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งนานวันความมั่งคั่งกระจุกตัวในบางกลุ่ม บางอุตสาหกรรม <strong>ร้อยละ 30 ของกลุ่มที่อยู่ระดับบนสุดของสังคมไทย ครอบคลุมรายได้ประชาชาติกว่า 80% ของประเทศ</strong></p>
<p>อันนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ในขณะนี้แม้เศรษฐกิจเติบโตค่อนข้างเข้มแข็ง แต่ในแง่การกระจายรายได้ การสร้างความเท่าเทียม ยังไม่บรรลุสู่เป้าหมายได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องสำนึกว่า <strong>ถึงเวลาที่ต้องสร้าง &#8220;เศรษฐกิจในประเทศ&#8221; ให้เข้มแข็ง</strong></p>
<p>ดร.สมคิด ได้ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่พัฒนาความเข้มแข็งเศรษฐกิจในประเทศ อย่างทุ่มเงินงบประมาณ 4 ล้านล้านหยวน <strong>เพื่อพัฒนาภาคเกษตร ทุ่มเทด้านการชลประทาน การพัฒนาสวัสดิการคนในท้องถิ่น จีนเป็นประเทศแรกที่สามารถก้าวพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ได้</strong></p>
<p>ฉะนั้น ถึงเวลาที่ไทยควรมองจีนเป็นตัวอย่าง ถึงเวลาที่ไทยจะเอาจริงเอาจังการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ สร้างความเข้มแข็งในชนบท สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตร เพื่อให้เป็นฐานพลังเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องคิดใหม่ ว่า<strong>การเน้นการเติบโตเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้จบแค่นั้น มันต้องกระจายความมั่งคั่งออกไปสู่ชนบทให้เกิดความเท่าเทียม ประเทศจึงจะมีความยั่งยืนถึงจะอยู่ได้</strong></p>
<p><strong>ดร.สมคิด</strong> บอกว่า เขาเชื่อมั่นใน 2 ประการว่า</p>
<p><strong>1. ความยากจนของเกษตรกร ความด้อยพัฒนาของชนบท ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสของประเทศ หากคน 40-50 ล้านคน เป็นเกษตรกร ถ้าเราสามารถหากพลิกฟื้นให้เขา &#8220;กินดีอยู่ดี&#8221; ได้ หากเขามีอำนาจซื้อในประเทศ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะมหาศาล โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงการส่งออกอย่างเดียว </strong></p>
<p><strong>2. เชื่อมั่นว่าการแก้ไขความยากจนกับการพัฒนาชนบทเป็นสิ่งที่ทำได้ หากทำอย่างจริงจังและทำอย่างถูกต้อง</strong></p>
<p>ดร.สมคิด ได้เสนอแนวทางการแก้ไขความยากจน การพัฒนาชนบทให้เข้มแข็งต้องทำ 2 แนวทางควบคู่กันไป กล่าวคือ</p>
<p><strong>แนวทางที่ 1. กระจายอำนาจบริหารไปสู่ระดับภูมิภาค ไม่ใช่กระจุกที่ส่วนกลาง</strong> ประเทศจีนมีประชากร 1,000 ล้านคน <strong>แต่การขับเคลื่อนประเทศจีนอยู่ที่ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ 1. กลุ่มทางภาคใต้ 2. กลุ่มทางภาคตะวันออกหรือเซี่ยงไฮ้ 3. กลุ่มทางภาคเหนือ มีปักกิ่ง เทียนสิน เป็นต้น</strong> แต่ละกลุ่มได้รับการกระจายอำนาจ ให้มียุทธศาสตร์ มีงบประมาณของตัวเอง มีรัฐบาลท้องถิ่นในการบริหารจัดการ เขาสามารถคิดยุทธศาสตร์ว่าจะพัฒนาภาคเกษตรของเขาอย่างไร เขาจะพัฒนาอุตสาหกรรมอะไรเป็นหลัก เขาจะเชื่อมโยงกับภาคเอกชนอย่างไร จะเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยอย่างไร จะบริหารการท่องเที่ยวของเขาอย่างไรโดยตัวเขาเอง และมีรัฐบาลส่วนกลางมีหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต 10 ปีข้างหน้า 3 กลุ่มนี้จะมีรายได้ประชาชาติ 2 ใน 3 ของประเทศจีน</p>
<p><strong>หรืออย่างประเทศ เกาหลีใต้ พุ่งทะยานได้ใน 30 ปีที่ผ่านมา</strong> มีจังหวัดสำคัญ 16 จังหวัด แยกเป็น 7 โซน มีการแบ่งการบริหาร การจัดการ ที่คล่องตัว มีการท่องเที่ยวในภูมิภาค มีบีโอไอในภูมิภาค โดยไม่ต้องพึ่งพิงแค่ส่วนกลาง ในปัจจุบัน 7 โซนเศรษฐกิจเป็นแหล่งการพัฒนาอุตสาหกรรมและภาคเกษตรที่สำคัญอย่างยิ่ง</p>
<p>ทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าประเทศที่จะพัฒนาได้นั้นไม่ใช่แค่การระดม คน, เงิน, เทคโนโลยี สู่ส่วนกลาง ไม่ใช่&#8230; แต่คนดีคนเก่ง เงิน วิทยาการต้องกระจายออกไป เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้ว่าปัญหาของเขาคืออะไร</p>
<p>ดร.สมคิด บอกว่า เมื่อหันมามองไทยในสมัยที่เคยทำงานการเมืองเคยพยายามแบ่งเป็นคลัสเตอร์ เช่น 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน อันดามัน กลุ่มอีสานตอนบน ตอนล่าง ให้มีการรวมกันเป็นคลัสเตอร์ เพราะอะไร&#8230;หากให้ทุกคนต่างคนต่างไป เช่น 8 จว.ภาคเหนือมีการคิดยุทธศาสตร์ออกมาว่าจะพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างไร ภาคเกษตรอย่างไร ควรจะมีอุตสาหกรรมอะไรบ้าง จะเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยอย่างไร จะไปดึงต่างประเทศมาลงทุนอย่างไร นี่คือสิ่งที่เคยผลักดันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ออกมาในทิศทางเดียวกัน เพื่อทำให้ภูมิภาคเข้มแข็ง</p>
<p>ประเทศไทยจะเข้มแข็งได้ ต้องเริ่มที่ระดับภูมิภาคในเชิงยุทธศาสตร์คลัสเตอร์ รวมกลุ่มจังหวัด แต่ละจังหวัดต้องมีงบประมาณของตัวเอง และมีงบประมาณกลางของคลัสเตอร์ หากทำได้ ยิ่งนานวันจะยิ่งพัฒนามากขึ้นในการบริหารจัดการร่วมกัน ก็จะเข้มแข็ง</p>
<p><strong>แต่วันนี้ กลับมาที่จุดเริ่มต้น ผู้ว่าราชการจังหวัด มีหน้าที่เดินตามรัฐมนตรี แทนที่จะมุ่งเน้นพัฒนา กลับมาเริ่มต้นใหม่</strong></p>
<p><strong>แนวทางที่ 2. หัวใจในการแก้ปัญหาความยากจนต้องมาจากล่างสู่บน</strong> จากการสำรวจของธนาคารโลก<strong> สุ่ม 6 หมื่นตัวอย่าง จาก 15 ประเทศ พบว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนต้องแก้จากข้างล่างไปข้างบน</strong> <strong>เพราะมีหัวใจ 2 เรื่อง 1. ความคิดริเริ่มที่มาจากประชาชนในท้องถิ่น 2. พลังผลักดันจากภายในว่าเขาต้องการก้าวพ้นจากความยากจน คนที่ไม่มีความประสงค์จะออกจากความยากจนจะไม่มีทางหายยากจนได้เลย</strong></p>
<p>ปัจจัย 2 อย่างนี้ สะท้อนว่า หากจะทำให้เขาหายจากยากจน <strong>ต้องลงไปใกล้ชิดกับพวกเขา พยายามดึงพลังเขาออกมา ให้เขาคิดริเริ่มออกมาว่าเขาคิดจะทำอย่างไรที่จะหลุดจากความยากจน</strong> <strong>และหัวใจสำคัญในนั้นคือ การรวมกลุ่มของเกษตรกร</strong> พบว่าหากแก้ไขในตัวเกษตรกรเดี่ยวๆ&#8230;ไม่มีทางสำเร็จ เพราะเกษตรกรอ่อนแอ ยากจน แต่ถ้าหากการช่วยเหลือไปที่กลุ่มเกษตรกร</p>
<p><strong>ดร.สมคิด มองว่า กลุ่มเกษตรกรที่สำคัญมากๆคือ กลุ่มสหกรณ์ นี่คือหัวใจที่จะยกระดับการกินดีอยู่ดีของเกษตรกร</strong></p>
<p>พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยลงไปลึกถึงชนบท มีโอกาสไปพักบ้านเกษตรกรญี่ปุ่น พบว่า <strong>เกษตรกรเขามีบ้าน มีรถ ลูกได้เรียนดีๆ สินค้าถูกคัดสรรอย่างดี มีการแปรรูปหลากหลายวางจำหน่ายในชุมชน สรรพสินค้า ระบุว่ามาจากไหน</strong> ได้เห็นการทำหมู่บ้านเกษตรกร เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวไปค้างตามบ้านเกษตรกร มีการจัดสถานที่ขายสินค้าท้องถิ่นอยู่ในหมู่บ้าน มีคนต่างชาติเดินช็อปปิ้งอย่างมีความสุข </p>
<p><strong>ถามเขาว่า ทำไมเกษตรกรที่นี่ถึงเป็นแบบนี้ได้ คำตอบที่ได้คือ สหกรณ์ สหกรณ์ของญี่ปุ่นเข้มแข็งมาก</strong></p>
<p><strong>คำว่าสหกรณ์คือ ความร่วมมือกัน สัญลักษณ์ของสหกรณ์คือเกลียวเชือก นั่นคือจิตวิญญาณของสหกรณ์ สหกรณ์เกษตรของญี่ปุ่นทำอะไรบ้าง ระดับการผลิต เขารวมพลังในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตที่มีวิทยาการสูง ราคาถูกเพราะมีอำนาจต่อรอง ใช้เครื่องมือการผลิตที่ทันสมัย รวมกลุ่มแล้วไปกู้แบงก์ ไม่ขาดเงินทุนหมุนเวียน สร้างไซโล โรงเก็บ โรงงานแปรรูป การขนส่งเชื่อมโยงกับสหกรณ์ขนส่งได้ในราคาถูกที่สุด มีอำนาจต่อรองในการจำหน่าย มีมุมของเขาโดยเฉพาะในการวางจำหน่าย ทุกอย่างเหล่านี้เกษตรกรคนเดียวทำไม่ได้ เกษตรกรทุกคนภูมิใจในสหกรณ์ของเขามาก เห็นเขาแล้วกลับมาคิดถึงสหกรณ์ที่ประเทศไทย</strong></p>
<p>ดร.สมคิด มองว่า ถึงเวลาที่ต้องพยายามร่วมมือกันสร้างสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งให้ได้ &#8230; โดยเล่าว่า เคยไปเปิดตลาดผลไม้จีนที่กว่างโจวกับฮ่องกง เขาต้องการผลไม้ไทย ทุเรียน เงาะ ลำไย และพ่อค้าเขารู้ช่องทางตลาดของไทยดีมาก มาซื้อผลไม้จากชาวสวน แต่ไม่ให้รู้เด็ดขาดว่าจะขายอย่างไรที่เมืองจีน</p>
<p>&#8220;ผมไปโรงแรมที่มาเก๊า เขาต้องการผลไม้จากไทยเพื่อสร้างความแตกต่างจากโรงแรมในฮ่องกง เขาบอกว่ารับไม่อั้น ผมกลับมา คิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้สหกรณ์ไทยขายผลไม้ได้ หากเราเชื่อมโยงสหกรณ์ตั้งแต่ต้นทาง คือชาวสวนจันทบุรี ระยอง ชุมพร เชื่อมโยงไปถึงการขนส่ง แพ็กเกจ เพื่อไปต่อรองกับพ่อค้าชาวจีน ทั้งๆที่เขาต้องการสินค้าไม่อั้น แต่วันนี้เราทำไม่ได้ เพราะข้อมูลถูกปิดกั้น ชาวสวนไม่รู้จะขายเมื่อไหร่ ขายอย่างไร ถูกพ่อค้ากดราคาตามสวน คนจีนบินมาที่หลังสวนมาช็อปผลไม้ รู้ไหมว่า กำไรเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ ถามว่าหากสหกรณ์ทำได้เข้มแข็ง ธ.ก.ส. กระทรวงเกษตรฯทำให้เต็มที่ มาช่วยสนับสนุนมีหรือจะทำไม่ได้ ใครเป็นเจ้าพ่ออยู่ที่ตลาดกว่างโจว ผมยังรู้จัก นี่คือตัวอย่างของชาวสวนไม่ต้องเอาเงาะมาเทกระจาดบนถนน&#8221;</p>
<p>ดร.สมคิด บอกว่า&#8230;เห็นแล้วมันเซ็งในหัวใจ เหมือนเห็นโจทย์เลขว่าเราทำได้แน่นอน แต่ทำไมแหล่งพลังการขับเคลื่อนไม่มี</p>
<p><strong>พร้อมย้ำว่าเกษตรกรคนเดียวทำไม่ได้ แต่เครือข่ายสหกรณ์ทำได้แน่นอน วันนี้สมาชิกสหกรณ์มีเป็น 10 ล้านคน โจทย์คือ ทำอย่างไรให้สหกรณ์เข้มแข็ง โดยเสนอว่า</strong></p>
<p>1. ขั้นตอนการปรับฐานคือ ต้องยุบรวมกลุ่มสหกรณ์ที่ไม่เข้มแข็ง กลุ่มที่ไปได้แต่การเงินไม่เข้มแข็งจะปรับโครงสร้างหนี้อย่างไร ทำควบคู่การพัฒนา</p>
<p>2. ยกระดับสหกรณ์ในการสร้างความสามารถ อาจจะต้องมีหลายระดับ ระดับเบื้องต้นเขาต้องรู้ว่าเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร โลกเป็นอย่างไร เขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกอย่างไร ระดับขั้นตอนการผลิตต้องพัฒนาการผลิตอย่างไร ระดับขั้นการดีไซน์ต้องทำอย่างไร ทั้งนี้จำเป็นต้องมีโครงการนำร่องคัดเลือกสหกรณ์ดีเด่น พาไปดูงาน ต่อมาไปเป็นครูแนะนำสหกรณ์อื่นๆ พร้อมยกระดับสร้างความกลมเกลียวในหมู่สหกรณ์ สร้างความภูมิใจ รวมทั้งยกระดับโดยการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน</p>
<p>3. ระดับก้าวสู่โลก สร้างเครือข่ายห่วงโซ่ต้นทางจบปลายทาง เชื่อมโยงสหกรณ์ เชื่อมโยง อบต-อบจ. เชื่อมกับระดับภูมิภาคเพื่อสร้างความเข้มแข็ง <strong>เมื่อชนบทเข้มแข็งขึ้น ภาคประชาชนเข้มแข็ง การเมืองจะเข้มแข็ง เมื่อนั้นประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประชาชนท้องอิ่ม รักใคร่สามัคคี มีความเข้มแข็ง เงินซื้อไม่ได้ เขารวมกลุ่มเข้มแข็ง จะมาหลอกหลวง ปั่นกระแส ไม่ได้&#8221;</strong></p>
<p><strong>&#8220;ฉะนั้นผมอยากให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ภูมิใจ จริงๆกรมนี้ถูกมองข้ามมานาน มันเป็นหัวใจที่สร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ถ้าภาคประชาชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจในประเทศจะเข้มแข็ง อำนาจซื้อเข้มแข็ง ไทยจะสมดุลทั้งเศรษฐกิจในและนอกประเทศ การขับเคลื่อนจะเกิด ชีวิตที่ดีจะเกิด ความเท่าเทียมกันก็จะกระจาย หากไม่ทำแบบนี้ โดยรวมศูนย์อยู่ส่วนกลาง ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง รัฐมนตรีว่าแล้วแต่จะชงเรื่องอะไร หากเป็นอย่างนั้น อีกนานกว่าเกษตรกรไทยจะมีบ้านดีๆอยู่ ลูกจะมีการศึกษาดีๆเรียน ช่วยกันสร้างผู้นำรุ่นใหม่ๆจากฐานชาวบ้านขึ้นมา สร้างความเข้มแข็งขึ้นมา นั่นแหละประเทศไทยจะอยู่รอดได้&#8221;</strong></p>
<p>นี่คืองานที่ทำไม่เสร็จ โจทย์ที่สร้างความกินดีอยู่ดีให้เกษตรกร!</p>
<p><strong>ภารกิจที่ยังไม่เสร็จ ของ &#8220;สมคิด จาตุศรีพิทักษ์&#8221;<br />
วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4216  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88-%e0%b8%82%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กำไร…จากความเท่าเทียมกัน : จุมพฏ สายหยุด</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e2%80%a6%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e2%80%a6%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jun 2010 13:32:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[จุมพฏ สายหยุด]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8599</guid>
		<description><![CDATA[สังคมประชาธิปไตย เอื้อต่อความเท่าเทียม เอื้อต่อการปลดปล่อยศักยภาพของพลเมืองทุกคน เมื่อรวมกันก็กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก “ความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นราคาที่สูงมาก” คือข้อความของ ปีเตอร์ ครัคเกอร์ ที่ผมอ้างในบทความเมื่อ 2 เดือนก่อน “ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ” ที่เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า “ครัคเกอร์บอกว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” และการที่ท่านไม่ยอมบอกว่ามันสูงแค่ไหน ก็อาจจะหมายถึงว่า มันสูงจนในที่สุดสังคมไม่มีพอจะจ่ายนั่นเอง” ผ่านมาสองเดือน คิดว่าเข้าใจกับไอเดียนี้เพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้สัมพันธ์กับอีกหลักการ หรือความรู้สึกหนึ่งคือ เรื่องความเท่าเทียมกัน ซีอีโอ ต่อรอง ผลตอบแทนของตนให้สูงขึ้นกับบอร์ด โดยเสนอจะควบคุมต้นทุนพนักงาน ไม่มีการปรับค่าจ้าง ย่อมแสดงถึงการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน และทำให้พนักงานน้อยใจ คุ้นๆไหมครับ ที่เวลามีการหยิบยกเรื่องการเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันขึ้นมา จะต้องมีข้อโต้แย้งทำนองที่ว่า ความเท่าเทียมกันไม่ได้มีอยู่จริง เพราะแม้แต่ นิ้วทั้งห้ายังยาวไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตลกดี เพราะไปเอาเรื่อง &#8220;ความแตกต่าง&#8221; มาสับสนปนเป กับความ “เท่าเทียม” มีใครเคยล้างมือ แล้วล้างนิ้วชี้ สะอาดกว่านิ้วอื่นๆ เพราะต่อให้นิ้วยาวไม่เท่ากัน ก็ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หาไม่เช่นนั้นแล้วเราก็ควรจะเชื่อว่า การที่คนเราตัวสูงไม่เท่ากัน ก็แสดงว่าต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างนั้นหรือ จริงอยู่ &#8220;ความเท่าเทียมกัน&#8221; ดูจะเป็นเรื่องอุดมคติมากๆ ในขณะที่ความเป็นจริงในโลกนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/mondo_mani.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8600" title="mondo_mani" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/mondo_mani-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p><strong>สังคมประชาธิปไตย เอื้อต่อความเท่าเทียม เอื้อต่อการปลดปล่อยศักยภาพของพลเมืองทุกคน เมื่อรวมกันก็กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก</strong></p>
<p><strong>“ความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นราคาที่สูงมาก”</strong></p>
<p>คือข้อความของ ปีเตอร์ ครัคเกอร์ ที่ผมอ้างในบทความเมื่อ 2 เดือนก่อน <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%95/" target="_blank">“ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ”</a> ที่เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า</p>
<p><strong>“ครัคเกอร์บอกว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” และการที่ท่านไม่ยอมบอกว่ามันสูงแค่ไหน ก็อาจจะหมายถึงว่า มันสูงจนในที่สุดสังคมไม่มีพอจะจ่ายนั่นเอง”</strong></p>
<p>ผ่านมาสองเดือน คิดว่าเข้าใจกับไอเดียนี้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เรื่องนี้สัมพันธ์กับอีกหลักการ หรือความรู้สึกหนึ่งคือ เรื่องความเท่าเทียมกัน</p>
<p>ซีอีโอ ต่อรอง ผลตอบแทนของตนให้สูงขึ้นกับบอร์ด โดยเสนอจะควบคุมต้นทุนพนักงาน ไม่มีการปรับค่าจ้าง ย่อมแสดงถึงการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน และทำให้พนักงานน้อยใจ</p>
<p>คุ้นๆไหมครับ ที่เวลามีการหยิบยกเรื่องการเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันขึ้นมา จะต้องมีข้อโต้แย้งทำนองที่ว่า ความเท่าเทียมกันไม่ได้มีอยู่จริง เพราะแม้แต่ นิ้วทั้งห้ายังยาวไม่เท่ากัน</p>
<p>ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตลกดี เพราะ<strong>ไปเอาเรื่อง &#8220;ความแตกต่าง&#8221; มาสับสนปนเป กับความ “เท่าเทียม”<br />
</strong><br />
มีใครเคยล้างมือ แล้วล้างนิ้วชี้ สะอาดกว่านิ้วอื่นๆ เพราะต่อให้นิ้วยาวไม่เท่ากัน ก็ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หาไม่เช่นนั้นแล้วเราก็ควรจะเชื่อว่า การที่คนเราตัวสูงไม่เท่ากัน ก็แสดงว่าต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างนั้นหรือ</p>
<p><strong>จริงอยู่ &#8220;ความเท่าเทียมกัน&#8221; ดูจะเป็นเรื่องอุดมคติมากๆ</strong> ในขณะที่ความเป็นจริงในโลกนี้ รวมทั้งประเทศของเรา ยังมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม อันเนื่องมาจากความแตกต่างอยู่มาก เพราะมีคนจำนวนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากความไม่เท่าเทียมกัน อาทิ ผู้ปกครอง นักผูกขาดการค้า</p>
<p>เชื้อชาติ ชาติตระกูล การศึกษา ฐานะ ระบบเส้นสาย  เหล่านี้เป็นตัวอย่างของ &#8220;ข้อแตกต่าง&#8221; ที่นำไปสู่ การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่นั่นเป็นเรื่องของสังคมก่อนยุคประชาธิปไตย</p>
<p>สังคมประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่ เอื้อต่อความเท่าเทียมกัน แต่ต้องการความเท่าเทียมกันอย่างยิ่งยวด เพราะนั่นเป็นหนทางที่จะปลดปล่อยศักยภาพของพลเมืองแต่ละคนออกมาอย่างเต็มกำลัง เมื่อนำมารวมกันก็กลายเป็นพลังการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่มาก</p>
<p><strong>ยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่เด็กทุกคน สามารถใฝ่ฝันที่จะกลายเป็นประธานาธิบดีในวันข้างหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็น เด็กบ้านแตกอย่าง บิลล์ คลินตัน, ลูกไฮโซ อย่าง จอร์จ บุช, เด็กที่มีพ่อเป็นนิโกรแอฟริกัน อย่าง บารัก โอบามา</strong></p>
<p><strong>ประเทศแบบนี้  ใครที่เกิดมาแม้ยากจน แต่ก็ตั้งใจเล่าเรียนเต็มที่ เวลาทำงานก็ทุ่มเท เพราะเชื่อมั่นว่า เขาจะสามารถไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ ไม่ใช่แป๊กอยู่แค่ตำแหน่งเล็กๆ เพราะมีแต้มต่อที่น้อยกว่าในด้านที่ชีวิตเขาเลือกไม่ได้</strong></p>
<p>ในแวดวงธุรกิจ เราไม่พูดถึงประชาธิปไตยแบบตรงไปตรงมามากนัก หรือแม้กระทั่งเรื่อง ความเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติธุรกิจยุคใหม่มีการเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม การเสริมสร้างความร่วมมือมากกว่าการสั่งการ ซึ่งก็เป็นนัยของระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นหลักประกันสำคัญว่า ความคิดสร้างสรรค์ดีๆ การทุ่มเทความรู้ความสามารถกันอย่างเต็มที่</p>
<p><strong>ความเท่าเทียมกัน หรือ การได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นธรรม จึงหาใช่เป็นเพียงอุดมคติในระบอบประชาธิปไตย แต่มีฐานะเป็นพลังเพื่อการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของสังคม และเศรษฐกิจที่สำคัญด้วย</strong></p>
<p>น่าเสียดายเรื่องนี้มีการศึกษากันน้อย เพราะนักรัฐศาสตร์ไทย ย่อมไม่สนใจกรณีศึกษาทางธุรกิจ ส่วนภาคธุรกิจไทย ก็ไม่สนใจองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์</p>
<p>ตรงกันข้ามกับประเทศ หรือองค์กร ที่ไม่พยายามให้คนเท่าเทียมกัน หรือเลือกปฏิบัติ <strong>ผลที่ตามมาก็คือ ผู้คนจะไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่</strong> ทำให้ระบบโดยรวมอ่อนแอกว่า และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น หรือองค์กรอื่นได้</p>
<p><strong>ประเทศและองค์กรแบบนี้ก็มีไม่น้อย ซึ่งชนชั้นนำอาจจะเห็นว่าไม่เป็นไร เพราะยังรู้สึกมั่นคงกับสถานภาพแบบนี้มากกว่า</strong> กล่าวคือ แม้กระทั่งในองค์กรที่ล้าหลัง และแข่งขันไม่ได้ แต่มันก็มีผลผลิตระดับหนึ่งให้พออยู่กันได้ คือรักษาเสถียรภาพไปวันๆ และถดถอยไปเรื่อยๆ เพราะส่วนแบ่งการตลาดถูกแย่งไปอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>ความคิดรักษาเสถียรภาพแบบนี้พอไปกันได้ในอดีต แต่ในยุคนี้เริ่มใช้ไม่ได้ เพราะคนที่เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากพลังของพวกเขาจะถูกกีดกันไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์พัฒนา คนเหล่านี้เริ่มใช้พลังที่มีอยู่มาใช้ในการต่อต้าน หรือสร้างความขัดแย้งภายในทำให้ระบบที่เดิมอ่อนแออยู่แล้ว อ่อนแอลงไปอีก แถมยังไปกระทบต่อเสถียรภาพการดำรงอยู่ของชนชั้นนำ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน</strong></p>
<p>อยู่กันไปแบบลำบากๆครับ</p>
<p><strong>กำไร…จากความเท่าเทียมกัน </strong></p>
<p><strong>ทุนมนุษย์ 2020</strong></p>
<p><strong>จุมพฏ สายหยุด</strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e2%80%a6%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาตรการระยะสั้น : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 May 2010 11:13:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8549</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้ ศก. มีความผันผวนสูง เมื่อใดก็ตามที่ ศก.ชะลอตัวเพราะมีปัจจัยบางอย่างมากระทบ เรามักคิดถึงการนำมาตรการกระตุ้น ศก. ในระยะสั้นต่างๆมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบ ตัวอย่างเช่น การลดดอกเบี้ย ลดภาษี การจัดทำงบประมาณขาดดุล ตรึงราคาสินค้า เป็นต้น มีข้อถกเถียงกันว่า ที่จริงแล้ว มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;กระตุ้น&#8221; เศรษฐกิจได้มากหรือน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนของมัน ตัวทวีคูณมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีใครเถียงว่า มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;พยุง&#8221; ตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหนึ่งบาท ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ย่อมทำให้ตัวเลขจีดีพีในช่วงเวลานั้น เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหนึ่งบาทเสมอ ดังนั้น การนำมาตรการเหล่านี้มาใช้เพื่อช่วยพยุงตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นบ้างในบางเวลาที่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เมื่อมีการนำมาตรการระยะสั้นเหล่านี้มาใช้ครั้งหนึ่ง โดยบอกว่าจะเป็นการใช้ชั่วคราวเท่านั้น สังคมมักเกิดอาการเสพติด ทำให้มีการเรียกร้องให้นำมาตรการเหล่านี้กลับมาใช้อยู่เรื่อยๆ เมื่อใดที่เศรษฐกิจชะลอตัว ในที่สุด ก็ถึงขั้นที่สังคมคาดหวังว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องคอยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่ทรัพยากรส่วนใหญ่จะได้ใช้ไปกับการพัฒนาประเทศในระยะยาวจริงๆ กลับกลายเป็นว่า เราต้องนำทรัพยากรส่วนใหญ่มาใช้อุดหนุนมาตรการระยะสั้นเหล่านี้อย่างไม่มีวันจบสิ้น กลายเป็นตัวการสำคัญที่คอยถ่วงการพัฒนาประเทศในระยะยาวให้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น การตรึงราคาน้ำมัน หรือการให้ใช้น้ำไฟฟรี แม้จะกำหนดว่า จะนำมาใช้โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่เมื่อถึงเส้นตาย เหตุผลทางการเมืองก็มักบังคับให้จำเป็นต้องมีการยืดอายุมาตรการออกไปเรื่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/fiscal-flash-001.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8551" title="fiscal-flash-001" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/fiscal-flash-001-229x300.jpg" alt="" width="229" height="300" /></a></p>
<p><strong>ทุกวันนี้ ศก. มีความผันผวนสูง เมื่อใดก็ตามที่ ศก.ชะลอตัวเพราะมีปัจจัยบางอย่างมากระทบ เรามักคิดถึงการนำมาตรการกระตุ้น ศก. ในระยะสั้นต่างๆมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบ ตัวอย่างเช่น การลดดอกเบี้ย ลดภาษี การจัดทำงบประมาณขาดดุล ตรึงราคาสินค้า เป็นต้น</strong></p>
<p>มีข้อถกเถียงกันว่า <strong>ที่จริงแล้ว มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;กระตุ้น&#8221; เศรษฐกิจได้มากหรือน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนของมัน</strong> ตัวทวีคูณมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีใครเถียงว่า มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;พยุง&#8221; ตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหนึ่งบาท ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ย่อมทำให้ตัวเลขจีดีพีในช่วงเวลานั้น เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหนึ่งบาทเสมอ ดังนั้น การนำมาตรการเหล่านี้มาใช้เพื่อช่วยพยุงตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นบ้างในบางเวลาที่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เมื่อมีการนำมาตรการระยะสั้นเหล่านี้มาใช้ครั้งหนึ่ง โดยบอกว่าจะเป็นการใช้ชั่วคราวเท่านั้น <strong>สังคมมักเกิดอาการเสพติด ทำให้มีการเรียกร้องให้นำมาตรการเหล่านี้กลับมาใช้อยู่เรื่อยๆ</strong> เมื่อใดที่เศรษฐกิจชะลอตัว ในที่สุด ก็ถึงขั้นที่สังคมคาดหวังว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องคอยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่ทรัพยากรส่วนใหญ่จะได้ใช้ไปกับการพัฒนาประเทศในระยะยาวจริงๆ กลับกลายเป็นว่า เราต้องนำทรัพยากรส่วนใหญ่มาใช้อุดหนุนมาตรการระยะสั้นเหล่านี้อย่างไม่มีวันจบสิ้น กลายเป็นตัวการสำคัญที่คอยถ่วงการพัฒนาประเทศในระยะยาวให้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p><strong>ตัวอย่างเช่น การตรึงราคาน้ำมัน หรือการให้ใช้น้ำไฟฟรี</strong> แม้จะกำหนดว่า จะนำมาใช้โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่เมื่อถึงเส้นตาย <strong>เหตุผลทางการเมืองก็มักบังคับให้จำเป็นต้องมีการยืดอายุมาตรการออกไปเรื่อยๆ</strong> ไม่มีรัฐบาลไหนอยากได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ยกเลิกมาตรการเหล่านี้หากไม่จำเป็น กลายเป็นการเพิ่มภาระทางการคลังให้กับประเทศมากเกินความจำเป็น</p>
<p><strong>มาตรการลดดอกเบี้ย</strong> หากนำมาใช้ชั่วคราว ก็สามารถช่วยลดภาระทางการเงินให้ภาคธุรกิจที่เป็นหนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีได้ แต่เมื่อนโยบายดอกเบี้ยต่ำถูกนำมาใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มัก<strong>เป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ</strong> เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ <strong>ในเวลาต่อมา กลายเป็นปัญหาฟองสบู่แตก</strong> ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
<p><strong>การใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เช่นเดียวกัน</strong> ในระยะสั้นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอาจจะยังไม่ส่งผลเสียอะไร เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี สภาพคล่องในตลาดเงินมักจะเหลือล้น แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นตามวัฏจักรปกติของมันแล้ว หนี้สาธารณะที่สูงขึ้นเหล่านี้ จะกลับกลายเป็นตัวที่มาแย่งชิงสภาพคล่องในตลาดเงินไปจากภาคธุรกิจ ทำให้ภาคธุรกิจลงทุนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้</p>
<p>หรือแม้แต่ <strong>การทำค่าเงินให้อ่อน เพื่อกระตุ้นภาคส่งออก</strong> ในระยะสั้น ค่าเงินอ่อน อาจช่วยทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง เมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ ทำให้ภาคส่งออกขายสินค้าได้มากขึ้นได้ <strong>แต่ในระยะยาวแล้ว การพึ่งพาค่าเงินในการกระตุ้นการส่งออกอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ภาคส่งออกมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะดิ้นรนหาวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</strong> เพราะการเรียกร้องให้รัฐช่วยทำค่าเงินให้อ่อนเป็นหนทางที่ทำได้ง่าย และรวดเร็วกว่ามาก คนเราเมื่อที่มีทางเลือกที่เร็วกว่า และง่ายกว่า คนเราก็ย่อมเลือกต้องเลือกทางเลือกนั้นก่อนเป็นธรรมดา การทำค่าเงินให้อ่อนจึงเป็นการกระตุ้นการส่งออกในระยะสั้น แต่ส่งผลร้ายต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของภาคส่งออก</p>
<p><strong>หากถามว่า ที่จริงแล้ว ทุกวันนี้ ปัญหาสำคัญที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยคืออะไรบ้าง</strong> จะพบว่า มันไม่ใช่เรื่องปัญหาดอกเบี้ยแพง หรือค่าเงินแข็ง แต่<strong>เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่</strong> เช่น ต้นทุนค่าขนส่งที่ยังสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกมาก เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเรายังไม่ดีพอ หรือการที่ธุรกิจไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย เพราะไม่ค่อยมีใครคิดทำสิ่งใหม่ๆมากเท่าที่ควร หรือการที่สถาบันการศึกษา ผลิตบุคลากรออกมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจมากเท่าที่ควร ตลอดจน การที่ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสทางธุรกิจน้อยลง เป็นต้น การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้จำเป็นต้องมีการหาสาเหตุของปัญหา แล้วแก้ไขเป็นเรื่องๆไป เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน การใช้มาตรการระยะสั้นต่างๆ จะไม่มีทางแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้ได้เลย<br />
<strong><br />
ทุกวันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจริงๆ จึงได้แก่ โครงการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ประเทศสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่มาตรการระยะสั้นแบบธรรมดาๆ เราต้องลดการเสพติดมาตรการระยะสั้นลงก่อนที่ประเทศจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร</strong></p>
<p><strong>มาตรการระยะสั้น<br />
กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0<br />
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์<br />
วันที่ 18 พฤษภาคม 2553 16:04</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[บทความแนะนำ] May Day&#8230; &#8220;กรรมกร&#8221; ต้อง Cancel ความฝัน เพราะประเทศไทยไม่ยอมปันผลเสียที! : ประชาชาติธุรกิจ</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-may-day-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-may-day-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 May 2010 05:11:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[May Day]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมกร]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8528</guid>
		<description><![CDATA[มีคำพูดเสียงดังๆจากนักธุรกิจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่บอกให้รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหา &#8220;ความยากจน&#8221; ของชาติ เพราะผู้ที่มาชุมนุมในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความยากจน แม้หลายส่วนจะไม่ใช่ แต่นัยของผู้มาชุมนุมทั้งเสื้อแดงและเสื้อหลากสีสะท้อนถึงวิถีแห่งสังคม และการขับเคลื่อนประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดีว่า เรา &#8220;ได้ทำ-ไม่ได้ทำ&#8221; อะไรกันบ้าง ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน &#8220;ความยากจน&#8221; แทบจะไม่ได้รับการพูดถึงและมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ได้แต่เยียวยาเฉพาะหน้าด้วย &#8220;เงินด่วน&#8221; ที่มาเร็วไปเร็วไม่ยั่งยืน &#8220;ความยากจน&#8221; ของคนไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเขาได้รับโอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี ก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่ &#8220;ผู้ยากจน&#8221; อย่างที่ใครๆเรียกพวกเขา เพราะบางคนเขาเป็นผู้มั่งมีแรงงานที่เขาสามารถแปลงเป็น &#8220;ทุน&#8221; ได้ คนจนจึงมักเป็นผู้ใช้ &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆที่ &#8220;แรงงาน&#8221; คือพลังการผลิตที่สำคัญ ถ้าพลังการผลิตไม่ดี การสืบทอดความเป็นมนุษยชาติก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วย ศาสตราภิชาน &#8220;แล ดิลกวิทยรัตน์&#8221; อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งรู้เรื่อง &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นอย่างดี กล่าวว่า หากเราเข้าใจปรัชญาของนักแรงงานอย่างลึกซึ้งแล้ว คำขวัญนักแรงงานทั่วโลก คือ แรงงานไม่ใช่สินค้า labour is not commodity ด้วยเหตุนั้นกรรมกรทั่วโลก จงสามัคคีกัน ปรัชญาที่ว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/maydaycartoon-lg.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8529" title="maydaycartoon-lg" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/maydaycartoon-lg-269x300.jpg" alt="" width="269" height="300" /></a></p>
<p><strong>มีคำพูดเสียงดังๆจากนักธุรกิจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่บอกให้รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหา &#8220;ความยากจน&#8221; ของชาติ เพราะผู้ที่มาชุมนุมในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความยากจน แม้หลายส่วนจะไม่ใช่ แต่นัยของผู้มาชุมนุมทั้งเสื้อแดงและเสื้อหลากสีสะท้อนถึงวิถีแห่งสังคม และการขับเคลื่อนประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดีว่า เรา &#8220;ได้ทำ-ไม่ได้ทำ&#8221; อะไรกันบ้าง </strong></p>
<p>ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน &#8220;ความยากจน&#8221; แทบจะไม่ได้รับการพูดถึงและมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ได้แต่เยียวยาเฉพาะหน้าด้วย &#8220;เงินด่วน&#8221; ที่มาเร็วไปเร็วไม่ยั่งยืน</p>
<p>&#8220;ความยากจน&#8221; ของคนไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเขาได้รับโอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี ก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่ &#8220;ผู้ยากจน&#8221; อย่างที่ใครๆเรียกพวกเขา เพราะบางคนเขาเป็นผู้มั่งมีแรงงานที่เขาสามารถแปลงเป็น &#8220;ทุน&#8221; ได้</p>
<p>คนจนจึงมักเป็นผู้ใช้ &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆที่ &#8220;แรงงาน&#8221; คือพลังการผลิตที่สำคัญ ถ้าพลังการผลิตไม่ดี การสืบทอดความเป็นมนุษยชาติก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วย</p>
<p><strong>ศาสตราภิชาน &#8220;แล ดิลกวิทยรัตน์&#8221; อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ผู้ซึ่งรู้เรื่อง &#8220;แรงงาน&#8221; เป็นอย่างดี กล่าวว่า หากเราเข้าใจปรัชญาของนักแรงงานอย่างลึกซึ้งแล้ว <strong>คำขวัญนักแรงงานทั่วโลก คือ แรงงานไม่ใช่สินค้า labour is not commodity ด้วยเหตุนั้นกรรมกรทั่วโลก จงสามัคคีกัน</p>
<p>ปรัชญาที่ว่า &#8220;แรงงานไม่ใช่สินค้า&#8221; แปลว่า การตอบแทนแรงงานต้องคำนึง &#8220;ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&#8221; แต่เรามักจะทำให้ &#8220;ความเป็นมนุษย์&#8221; ด้อยลงไปคือ การใช้คำว่า &#8220;ทรัพยากรมนุษย์&#8221; &#8220;ทุนมนุษย์&#8221; โดยไม่รู้สึกว่าคำเหล่านี้ &#8220;ลดค่าความเป็นมนุษย์&#8221;</strong></p>
<p>คำว่า no work no pay ถ้าไม่มีผลงานไม่มีค่าจ้าง แปลว่า คนคนหนึ่งถ้าผลงานคุณเป็นที่ต้องการของคนอื่น ค่าตอบแทนคุณจะมากกว่าคนอื่นมากมาย แต่หากคำนึงถึง &#8220;ค่าความเป็นมนุษย์&#8221; คุณไม่ต้องได้เงินเยอะขนาดนั้น การตอบแทนแบบนี้ เป็นการตอบแทนแบบที่ไม่ได้คำนึงให้ค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เอาความเป็นมนุษย์เป็นตัวตั้ง แต่เอาผลงาน ซึ่งแปลว่า <strong>เอากำไรให้ผู้ลงทุนเป็นตัวตั้ง คุณทำกำไรให้นายจ้างมากก็ได้ ผลตอบแทนมาก</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนงาน แรงงานเรียกร้องวันนี้ คือ <strong>รักษาพยาบาลฟรีได้ไหม เมื่อเจ็บป่วย เกษียณแล้วมีบำนาญกันหน่อยได้ไหม ถามว่าให้ทำไม คำตอบคือว่าช่วยค้ำจุนความเป็นมนุษย์ ในยามที่เขาไม่สามารถสร้างผลงานได้ คุณช่วยให้ความเป็นมนุษย์ประคับประคองกันหน่อยได้ไหม ด้วยเหตุนี้จึงควรมีค่าตอบแทนการทำงานที่ไม่ใช่ค่าตอบแทนผลงาน</strong></p>
<p>ก่อน ปี 2516 ไม่มีการคุ้มครองไล่ออกจากงาน มีแต่ให้ซองขาว แต่หลังปี 2516 มีการเรียกร้อง <strong>&#8220;กรรมกรเรียกร้อง ค่าตอบแทนความเป็นมนุษย์&#8221; แต่นายจ้างบอกว่า คุณทำงานดีเขาจ่ายเพิ่มเอง นั่นแปลว่าค่าตอบแทนยังขึ้นอยู่กับผลงาน เราตอบแทนความเป็น &#8220;ทรัพยากรของคน&#8221; ไม่ได้ตอบแทนความเป็น &#8220;มนุษย์ของคน&#8221; ซึ่ง &#8220;กรรมกร&#8221; สู้มาตลอด ทำอย่างไรจึงชนะ ก็บอกว่า &#8220;กรรมกรทั่วโลกจงสามัคคีกัน&#8221; จึงเป็นที่มาของ May Day ซึ่งเป็นการร่วมต่อสู้ จึงสร้างวันที่เป็นสากลของกรรมกร</strong></p>
<p>กรรมกรทั่วโลกเหมือนกัน และมีจิตสำนึกเดียวกัน ถ้าชีวิตที่ดีขึ้นต้องขึ้นกับค่าจ้าง เพราะชีวิตอยู่กับการทำงาน&#8230; แต่เรา(ไทย) คิดได้อย่างไรว่า วันที่ 1 พ.ค.เป็นวันแรงงาน แห่งชาติ เขามาฉลองทั่วโลก คุณมาบอกว่า วันแรงงานแห่งชาติ&#8230;ชาติไหน(วะ)!!!</p>
<p>การทำงาน การใช้แรงงาน มันมีมาก่อนการมีชาติ เพราะการใช้แรงงานเป็นเครื่องประกันการดำรงอยู่ของชีวิต การใช้แรงงานเป็นการปรับเปลี่ยนธรรมชาติให้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราก็เลยบอกว่า &#8220;ความเป็นผู้ใช้แรงงาน&#8221; เป็นอะไรที่สากล หากไม่มีแรงงานเราไม่สามารถกำหนดเวลาและสถานที่ได้</p>
<p><strong>อันนี้เรากำลังพูดถึงความยุติธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ เราพูดเสมอว่าเราอยู่ในชาติเดียวกัน แต่โอกาสการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้มีมากน้อยแค่ไหน นั่นประการที่หนึ่ง และประการที่สอง หากคุณมาเน้นกำลังซื้อของคนในประเทศ เพื่อเป็นเครื่องดูดซับแรงกระทบวิกฤตเศรษฐกิจ จากปัจจัยภายนอก สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ นโยบายรายได้ของแรงงานต้องปรับเพิ่มให้เขา มันมีความสำคัญมาก หากเราจะพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ รายได้ของคนจะต้องสูงขึ้น</strong></p>
<p><strong>ที่ผ่านมา คุณเอาจมูกคนอื่นหายใจ ผลิตเพื่อส่งออก แต่ทำไมไม่ผลิตให้พวกคุณได้กินได้ใช้ คำตอบคือ ในประเทศไม่มีกำลังซื้อพอ เพราะค่าจ้าง &#8220;โดนบีบ-โดนกด&#8221; ไว้ เงินไม่มากพอที่จะไปช่วยพยุงมูลค่าผลผลิตที่คนพวกนี้ทำทั้งหมดได้</strong></p>
<p>ดังนั้น นโยบายคือ ทำให้คนเหล่านี้มีเงินเพียงพอที่จะสานฝันของคนคนหนึ่งในแง่ของ &#8220;ตัวคนงาน&#8221; เอง ขณะเดียวกันเป็นแหล่งฝากผีฝากไข้ให้กับผลผลิตของตัวเองได้ ขายข้างนอกไม่ได้แต่ขายข้างในได้</p>
<p>อาจารย์แล ย้ำว่า..หากเป็นแบบนี้ <strong>นโยบายค่าจ้างจะต้องปล่อยให้สูงขึ้น เพราะค่าจ้างเป็นต้นทุนน้อยนิดเดียวถ้าเทียบกับต้นทุนส่วนอื่นๆ แต่คุณไปบีบส่วนน้อย ประหยัดส่วนน้อย และไม่ได้ไปแตะต้องการลดต้นทุนส่วนอื่นๆ อาทิ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ความอุ้ยอ้าย ความล่าช้าของระบบราชการ ถามว่า แค่ประหยัดค่าแรงจะ ประหยัดต้นทุนรวมสักแค่ไหน ตอบได้ว่าน้อยมาก</strong></p>
<p>ดังนั้น ในแง่นโยบาย หากคุณยอมรับว่า ค่าแรงต้องให้เขามากขึ้น ให้เขา &#8220;อยู่-กิน&#8221; ได้ ผมคิดว่าอันแรกที่สำคัญต้องพูดถึงมนุษยธรรม ความยุติธรรมของสังคมที่เราพูดกันเยอะๆวันนี้</p>
<p><strong>&#8220;หากคนคนหนึ่งที่เป็นกรรมกรในโรงงาน ทำงานไป 30-40 ปี เมื่อเกษียณแล้วในชีวิตเขาจะเหลืออะไรไหม เหลือลูกสักคนไหมที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือจบมหาวิทยาลัย จะมีบ้านสักหลังไหม ถามว่า ต้องให้เกิดใหม่หรือย่างไรที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ได้ ผมเคยถามคนงานว่า&#8230;ตอนนี้มหาวิทยาลัยกำลังสอบเอนทรานซ์ ใครมีลูกจะสอบเข้าจุฬาฯไหม จะได้ฝากเนื้อฝากตัวกันมา เขามองแบบว่าอาจารย์มาผิดที่หรือเปล่า เรากรรมกรนะ จะมีใครฝันว่าจะมีลูกเข้าจุฬาฯ&#8230; ถามว่า แปลกไหม จุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ใครก็เข้ามาได้ นี่คือข้อเท็จจริง&#8230;&#8221;</strong></p>
<p>คำถามว่า&#8230;ทำไมคนเหล่านี้ไม่ฝันเลยว่าลูกเขาจะเข้าจุฬาฯ คำตอบคือว่าเขา &#8220;cancel&#8221; ความฝันเขาไปแล้วล่ะ ทีนี้ถามว่า อะไรที่มีอิทธิพลที่ทำให้คนสามารถ cancel ความฝันของเขา ขนาดรางวัลที่ 1 เขายังซื้อทุกงวด หวังว่าชีวิตน่าจะดีขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นไปได้ยาก เขายังไม่ cancel เลย ทำไมเขาไม่คิดว่าลูกเขาจะเข้าได้ เขาคิดว่าโอกาสการเข้าจุฬาฯของลูกกรรมกรมันยิ่งกว่าศูนย์อีก</p>
<p><strong>อาจารย์แล ยืนยันว่า..สิ่งที่ใช้ค้ำจุนความเป็น &#8220;คน&#8221; คือกำลังซื้อ อาทิ ความสามารถในการส่งลูกเรียนสูงๆ ความสามารถในการมีบ้านคุ้มหัว สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น ฉะนั้น ระยะยาวสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ย้ำเตือนแต่ว่าต้องมีการกระทำดำเนินการใดๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญในเรื่องที่ว่านี้อย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญ</strong></p>
<p><strong>บริษัทประเทศไทยโตมานาน ทำกำไรติดต่อมาหลายปี ถึงเวลาที่ต้องปันผลแล้ว มันควรปันผลกันเสียที และต้องปันผลกันอย่างยุติธรรม</strong></p>
<p>&#8220;ผมถือว่าเรื่องนี้สำคัญ ถ้าตราบใดคนที่เป็นกรรมกรยังต้อง cancel ความฝันบางเรื่องของตัวเอง เป็นอะไรที่แย่&#8221;</p>
<p>อาจารย์แลเล่าต่อว่า.. ผมไปดูเสื้อแดงที่สยามพารากอน มีรถคันหนึ่งขนคนมาจากพังโคน ดูหน้าตาไทยแท้เลยครับ เขามาลงตรงนี้ บางคนเขายืนมองโปสเตอร์ที่พารากอน คนจำนวนหนึ่งมองบันไดเลื่อนของรถไฟฟ้า ผมเข้าใจว่าคนทั้ง 2 กลุ่มที่มอง เขาคงคิดว่าชาตินี้ไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้า หรือไม่เคยเดินสยามพารากอน ไม่มีอะไรในวิสัยที่เขาจะจับต้องได้เลย <strong>การที่จะให้เขาเห็นคุณค่ารถไฟฟ้า เห็นคุณค่าห้างสรรพสินค้าราคาแพงระยับ เป็นไปไม่ได้ เมื่อเขาเข้าไม่ถึง การที่เขาจะเห็นคุณค่า หรือการทำลาย เขาจะไม่รู้สึกเสียดาย เพราะเขาไม่รู้สึกความเป็นเจ้าของ</strong></p>
<p>ถามว่า ชีวิตคนเหล่านี้ที่เป็นคนไทยแท้ๆ กับสถานที่แบบนี้มันมีเชื่อมโยงกันตรงไหน&#8230;ไม่มีเลย ว่ามันจะเสียหายอย่างไร เพราะเขาไม่ได้ประโยชน์จากมันเลย</p>
<p>หลวงวิจิตร วาทการ เคยพูดถึงชาตินิยมว่า คนจะรักชาติ รักแผ่นดินไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีแผ่นดินแม้แต่กระแบะมือเดียว เขาจะรักได้อย่างไร ทำไมต้องรักด้วย การที่จะให้เขามีส่วนร่วม เขาต้องมีความเป็นเจ้าของไม่มากก็น้อย นั่นแหละคือปัญหา</p>
<p>เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปันผลแล้ว</p>
<p>ด้วยการทำให้ &#8220;ค่าจ้างเพิ่มขึ้น&#8221; อย่างมีนัยสำคัญ <strong>เวลาคุณพูดถึงการพัฒนาประเทศ ประเทศของใคร คนเหล่านี้กำลังกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คุณพูดถึงประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของใคร ในเมื่อถ้าคนเหล่านี้ไม่มีส่วน</strong></p>
<p>ถ้าประเทศก็ไม่ใช่ ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ เพราะคุณละเลยคนเหล่านี้ไปหมด ที่สำคัญเวลาผ่านไปคนเหล่านี้จะเดินจากท้องนาชนบทเข้าสู่เมือง เขาเปลี่ยนจากการหาเช้ากินค่ำ มาขายแรงงาน ไปทำกำไรให้คนอื่น เราไม่ดูแลเขาได้อย่างไร</p>
<p><strong>&#8220;ค่าจ้างเป็นหัวใจ&#8221; ที่ค้ำจุนความดำรงอยู่ของสังคมไทย ฉะนั้น คุณต้องจัดการค่าจ้างให้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่มองเขาแล้วบอกว่า มาเมืองไทยเถอะ ค่าแรงถูก วันนี้เราจะลดฐานะลงไปแข่งกับประเทศที่เพิ่งเปิดมาไม่นานอย่างนี้หรือ!!</p>
<p>นโยบายของรัฐบาลทำอย่างไรที่จะดึงนักลงทุนได้มากที่สุด เมื่อจะดึงนักลงทุนก็ทำอย่างไรให้นักลงทุนได้กำไรมากที่สุด ทางหนึ่งคือ บีบต้นทุนต่ำสุด คือบีบให้ค่าแรงต่ำ แทนที่จะปรับปรุงระบบราชการให้คล่องตัวขึ้น</strong></p>
<p><strong>เรากดค่าแรงมาครึ่งศตวรรษแล้ว และเรายังยึดมั่นถือมั่นนโยบายนี้อยู่ อย่างน้อยยังอยู่ในใจของผู้บริหารประเทศ เวลาที่ลูกจ้างขอค่าจ้างเพิ่ม ในใจจะออกมาเลยว่า ..เราจะไปสู้กับต่างประเทศได้อย่างไร มันจะกระทบการส่งออกนะ แต่คุณไม่พูดเลยว่าระหว่างที่คุณไม่ปรับ มันกระทบปากท้องคนส่วนมาก อย่างที่เราเป็นดีทรอยต์เอเชีย ราคารถที่ส่งไปขายตลาดโลกในราคาเท่ากัน แต่ค่าแรงของดีทรอยต์ที่อเมริกา กับดีทรอยต์ของเรา เท่ากันไหม ของเรา 8 ช.ม. 200 กว่าบาท ของอเมริกา 8 ช.ม. 800 บาท</strong></p>
<p>ถามว่า &#8220;คน&#8221; เหมือนกันหรือเปล่า ทำงานมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า ใช้เครื่องจักรเครื่องมือเดียวกันไหม ทำไมต่างกันขนาดนี้ ทำไมเราไม่ทำให้ &#8220;คน&#8221; ของเราเงยหน้าอ้าปากได้ หากคุณไม่ทำให้คนส่วนใหญ่อ้าปากได้ <strong>คำว่าพัฒนาประเทศไม่มีความหมาย เพราะประเทศของคุณคือ ประเทศของคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น</strong></p>
<p>นี่เป็นทางเดียวที่จะพัฒนาประเทศ เราพูดถึงการกระจายรายได้ เพราะนโยบายค่าจ้างทำได้โดยตรง ไม่ต้องอ้อมไปเรื่องการเก็บภาษี -ไม่เก็บภาษี การเก็บภาษีมันรั่วไหลมากมาย เป็นช่องทางให้คนรวยหลบภาษีอย่างถูกกฎหมายได้อย่างไร</p>
<p>ปกติค่าแรงโดยทั่วๆไปไม่เกิน 10% ของต้นทุนรวมทั้งหมด แต่นายจ้างชอบอ้างว่าที่อื่นให้แค่นี้ ถ้าเราให้มันจะทำให้สูงเกินมาตรฐานอุตสาหกรรมเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องที่คุณเซตมันขึ้นมา <strong>แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ หากให้ลูกจ้างคุณกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีกว่า มันผิดตรงไหน</strong> หากคุณเลี้ยงคนได้ดี ยกเว้นพวกคุณกันเองที่ว่าเป็นตัวอย่างไม่ดีที่ทำให้ค่าใช้จ่ายต้นทุนแพงกว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p>ดังนั้น ปัญหาความเป็นมนุษย์ หากคุณต่ำกว่าคนอื่นมาก คุณมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนอื่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันหายไป มันทำให้ฐานะความเป็นมนุษย์ต่างกัน คุณต้องไปง้อเขา ยอมให้เขาโขกเขาสับ ไม่ต่างกับยุคทาส</p>
<p>ภาษิตจีนที่ว่า ไม่เห็นโลงศพคุณไม่หลั่งน้ำตา วันนี้สมาคมนักธุรกิจทั้งหลายเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะเสื้อแดงเขามาชุมนุม คุณเห็นแล้วว่าเขายากจน คุณเริ่มเห็นโลงศพแล้ว แต่เราบอกมา 40 ปีแล้วเรื่องการกระจายรายได้ แต่คุณ(นักธุรกิจ) ไม่ทำอะไร ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน</p>
<p><strong>&#8220;ผมคิดว่าถ้านายจ้าง รัฐบาลก็ดี เห็นปัญหานี้อย่างชัดเจน ว่าไม่ทำไม่ได้แล้ว มันอาการหนักแล้ว คนชอบพูดว่า คนเหล่านี้ขี้เกียจ ถ้าขยัน หาโอกาสไปพัฒนาฝีมือตัวเอง ไม่ต้องร้องขอค่าจ้าง นายจ้างเห็นเขาฝีมือดีจะขึ้นค่าจ้างให้เอง ปกติทำงาน 8 ชั่วโมง ยังไม่พอกิน ต้องไปทำงาน 12 ชั่วโมง แล้วจะให้เขาไปพัฒนาฝีมือแรงงานอีก จะเอาเวลาที่ไหนฝึก คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ที่ประหลาดใจมากคือ คนที่อยู่ในแผ่นดินเดียวกันที่ผู้คนแตกต่างกันขนาดนี้ คุณบอกว่าเป็นคนพุทธ เห็นอกเห็นใจ ให้เงินขอทาน แต่กลับไม่มองเห็นเรื่องเหล่านี้&#8221;</strong></p>
<p>ถ้าถามว่า นโยบายต้องทำอะไรบ้าง เอาข้อเรียกร้องที่แรงงานขอมา 4-5 ปี มาวางเรียงกัน คุณทำตามได้ไหม ไม่ต้องไปคิดใหม่ ก็ทำให้เขา บางเรื่องเรียกร้องซ้ำทุกปี แต่ไม่เห็นแก้ไขให้เขาเลย</p>
<p>วันนี้เรามีกฎหมายแรงงาน กฎหมายคุ้มครองคนงานที่รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ในระดับหนึ่ง นั่นคือ มีค่าจ้างขั้นต่ำ สวัสดิการขั้นต่ำ เรายืนยันจุดนี้ไหม รัฐต้องยืนยันให้ชัดเจน</p>
<p>ซึ่งไม่มี&#8230;เวลามีความขัดแย้ง สไตรก์ ทุกวันนี้นายจ้างยืมมือกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ไล่คนงานออก ถ้าคุณไม่พอใจไปฟ้องศาล ยิ่งคนงานอยู่ต่างจังหวัดกว่าจะชนะคดีก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบร้อยละ 20 ต่อเดือน</p>
<p><strong>อาจารย์ย้ำว่า..ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน ปกติกระบวนการยุติธรรมต้องคุ้มครองคนที่เสียเปรียบ แต่วันนี้คนที่ได้เปรียบเอากระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ แม้กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดด้วย เอาไปถ่วงเวลา และ &#8220;เวลา&#8221; มันแพงสำหรับคนจน ลูกจ้าง ทำให้เขาต้องยอมรับ &#8220;ความอยุติธรรม&#8221; ตั้งแต่ต้น ดีกว่าไปเสีย &#8220;ต้นทุนหาความยุติธรรม&#8221; เพราะมันแพงสำหรับคนจน</strong></p>
<p>ดังนั้น ปัญหาสังคมเกิดขึ้นเพราะปัญหาเศรษฐกิจไปเบียดเบียนสภาพสังคม ทำให้สังคมขาดๆวิ่นๆ ถูกกัดกินจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจนั่นเอง</p>
<p><strong>May Day&#8230;&#8221;กรรมกร&#8221; ต้อง Cancel ความฝัน เพราะประเทศไทยไม่ยอมปันผลเสียที!</strong></p>
<p><strong>วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4207  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-may-day-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ : จุมพฏ สายหยุด</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 03:48:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[จุมพฏ สายหยุด]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/</guid>
		<description><![CDATA[ผมชอบเล่าเรื่องต่อไปนี้ให้หลายคนฟัง เพราะเห็นว่าเป็นกรณีบริหารจัดการที่คลาสสิกดี เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง มาร์โคโปโล ถาม กุปไลข่าน จักรพรรดิเมืองจีนว่า ท่านข่านคาดหวังอะไรจากนายทหาร “ข้าพเจ้า คาดหวังให้นายทหารของข้าพเจ้าดูแลทหารชั้นผู้น้อยให้ดีก่อนดูแลตัวเอง ส่วนนายพล จะต้องให้ดูแลม้าของตนให้ดีกว่าทหารทั่วไปที่ดูแลม้าของตนเอง” แน่นอนว่า พ่อค้าชาวเวนิส ต้องขอให้ขยายความสิ่งที่พูด “นายทหารมีความชอบด้วยการปฏิบัติ นายพลมีความชอบด้วยการเป็นแบบอย่าง” คือคำเฉลย จากท่านข่าน ผู้นำเรื่องนี้มาเล่าคือ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่คราวหนึ่ง ท่านเล่าเพราะถูกถามว่า “ท่านมองว่าสิ่งที่บริษัทใน Fortune 500 ได้ทำความน่าอับอายในเชิงบริหารมีอะไรบ้าง” “สิ่งที่น่าอัปยศในขณะนี้คือ เมื่อฝ่ายบริหารได้รายรับเป็นเงินล้านๆเหรียญ แต่ปลดคนงานเป็นจำนวนนับหมื่นออกไป….พวกเขาไม่คิดน้อยใจหรอกที่ผู้บริหารระดับสูงได้เงินเป็นล้านๆ ตราบใดที่ไม่ไปเปลี่ยนอะไรต่ออะไรอย่างถอนรากถอนโคน…ประธานบริษัทต่างๆควรจะอยู่ชอบด้วยการเป็นตัวอย่าง แต่เขาเหล่านั้นได้ทำลายหลักการนั้น โดยตั้งเงินเดือนตัวเองสูงเสียจนคนข้างล่างอยู่กันไม่ได้” ปีเตอร์ ดรักเกอร์ กล่าวก่อนจะสรุปว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” เสียดายที่คนสัมภาษณ์ไม่ได้ถามดรักเกอร์ต่อว่า ราคาที่สูงมากนักนั้นสำแดงออกมาในรูปใด แต่เท่านี้ก็คงเพียงพอจะบอกอะไรบางอย่างกับบริษัทไทย คนไทย และสังคมได้บ้าง นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่บนยอดพีระมิดขององค์กร หรือสังคมกับคนที่อยู่ตรงฐานพีระมิด ดรักเกอร์ อาจจะเป็นนักคิดในวงการบริหารคนเดียวที่พูดถึง “ความน้อยเนื้อต่ำใจ” ในขณะที่คนอื่นไม่สนใจที่จะกล่าวถึง เพราะเป็นการยากที่คนที่มีการศึกษา มีฐานะทางสังคมสูง มีเงินทองจะเข้าใจความรู้สึกนี้ หากเราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ด้อยโอกาส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/New-Capitalist-Pyramid.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8441" title="New Capitalist Pyramid" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/New-Capitalist-Pyramid.jpg" alt="" width="400" height="709" /></a></p>
<p>ผมชอบเล่าเรื่องต่อไปนี้ให้หลายคนฟัง เพราะเห็นว่าเป็นกรณีบริหารจัดการที่คลาสสิกดี เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง มาร์โคโปโล ถาม กุปไลข่าน จักรพรรดิเมืองจีนว่า ท่านข่านคาดหวังอะไรจากนายทหาร</p>
<p><strong>“ข้าพเจ้า คาดหวังให้นายทหารของข้าพเจ้าดูแลทหารชั้นผู้น้อยให้ดีก่อนดูแลตัวเอง ส่วนนายพล จะต้องให้ดูแลม้าของตนให้ดีกว่าทหารทั่วไปที่ดูแลม้าของตนเอง”</strong></p>
<p>แน่นอนว่า พ่อค้าชาวเวนิส ต้องขอให้ขยายความสิ่งที่พูด</p>
<p><strong>“นายทหารมีความชอบด้วยการปฏิบัติ นายพลมีความชอบด้วยการเป็นแบบอย่าง” คือคำเฉลย จากท่านข่าน</strong></p>
<p>ผู้นำเรื่องนี้มาเล่าคือ <strong>ปีเตอร์ ดรักเกอร์</strong> ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่คราวหนึ่ง <strong>ท่านเล่าเพราะถูกถามว่า “ท่านมองว่าสิ่งที่บริษัทใน Fortune 500 ได้ทำความน่าอับอายในเชิงบริหารมีอะไรบ้าง”</strong></p>
<p><strong>“สิ่งที่น่าอัปยศในขณะนี้คือ เมื่อฝ่ายบริหารได้รายรับเป็นเงินล้านๆเหรียญ แต่ปลดคนงานเป็นจำนวนนับหมื่นออกไป….พวกเขาไม่คิดน้อยใจหรอกที่ผู้บริหารระดับสูงได้เงินเป็นล้านๆ ตราบใดที่ไม่ไปเปลี่ยนอะไรต่ออะไรอย่างถอนรากถอนโคน…ประธานบริษัทต่างๆควรจะอยู่ชอบด้วยการเป็นตัวอย่าง แต่เขาเหล่านั้นได้ทำลายหลักการนั้น โดยตั้งเงินเดือนตัวเองสูงเสียจนคนข้างล่างอยู่กันไม่ได้”</strong> ปีเตอร์ ดรักเกอร์ กล่าวก่อนจะสรุปว่า</p>
<p><strong>“ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก”</strong></p>
<p>เสียดายที่คนสัมภาษณ์ไม่ได้ถามดรักเกอร์ต่อว่า ราคาที่สูงมากนักนั้นสำแดงออกมาในรูปใด <strong>แต่เท่านี้ก็คงเพียงพอจะบอกอะไรบางอย่างกับบริษัทไทย คนไทย และสังคมได้บ้าง นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่บนยอดพีระมิดขององค์กร หรือสังคมกับคนที่อยู่ตรงฐานพีระมิด</strong></p>
<p>ดรักเกอร์ อาจจะเป็นนักคิดในวงการบริหารคนเดียวที่พูดถึง “ความน้อยเนื้อต่ำใจ” ในขณะที่คนอื่นไม่สนใจที่จะกล่าวถึง <strong>เพราะเป็นการยากที่คนที่มีการศึกษา มีฐานะทางสังคมสูง มีเงินทองจะเข้าใจความรู้สึกนี้</strong></p>
<p><strong>หากเราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ด้อยโอกาส ยากจน ความรู้น้อย อยู่ในต่างจังหวัด หรือเป็นพนักงานระดับล่าง ก็เป็นการยากที่เราจะสัมผัสถึงความรู้สึกเหล่านี้</strong></p>
<p>คนที่อยู่ตรงฐานของพีระมิดสังคม ไม่ว่าจะในระดับใดมักจะถูกเอารัดเอาเปรียบตามธรรมชาติอยู่แล้ว นับตั้งแต่เกิดมา ก็พบกับคุณภาพที่ต่ำกว่าของบริการด้านสาธารณสุข คุณภาพการศึกษา โภชนาการ หรือแม้จะถึงขั้นฝ่าฟันพิสูจน์ตนเองด้วยความรู้ความสามารถขึ้นมาได้ <strong>แต่หากไปอยู่ในสังคมที่ให้ค่าของ “ชาติวุฒิ” มากกว่า “คุณวุฒิ” (ชาติวุฒิ เช่น ความเด่นดัง เลอเลิศของนามสกุล) โอกาสที่ได้รับก็ย่อมไม่มีวันเท่าเทียม ซึ่งก็คือรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบที่เห็นอยู่ตำตา</strong></p>
<p>แต่ส่วนใหญ่พวกเขาคงไม่มีแรงไต่ขั้นบันไดพีระมิด เพียงเพื่อจะไปพบกับความเจ็บปวดในขั้นที่ว่านั้น แทบทั้งหมดจะมีโอกาสเพียงน้อยนิด จึงต้องจมดักดานอยู่ตามท้องไร่ ท้องนา โรงงานอุตสาหกรรมสวัสดิการต่ำ และสลัม</p>
<p>ดังนั้น เวลาที่เราพูดถึงผู้ที่ “เสียเปรียบ” และ “ผู้ได้เปรียบ” เราไม่จำเป็นต้องหมายถึง คนที่เป็นซีอีโอกับลูกจ้าง แต่ย่อมกินความที่กว้างกว่านั้นในระดับสังคม เช่น คนในชนบท คนในกรุงเทพฯ ชนชั้นกลาง-สูง และคนระดับล่างในเมืองหลวง</p>
<p>ดูเหมือนสิ่งที่ ดรักเกอร์ จะบอกก็คือ ความได้เปรียบเสียเปรียบนี้ สามารถยอมรับให้ดำรงอยู่ต่อไป ตราบใดที่ความรู้สึกของคนระดับล่าง ไม่ถูกเหยียบย่ำจนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ กล่าวอีกอย่างคือ คนที่จะมีคุณสมบัติที่เหยียบย่ำคนระดับล่างได้ ก็คือคนที่อยู่ข้างบน</p>
<p>รูปแบบของการเหยียบย่ำ ไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของการขึ้นเงินเดือนแบบโอเวอร์ของซีอีโอก็ได้ แต่สามารถมาได้หลายรูปแบบ</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น หากซีอีโอคนหนึ่ง หรือทีมบริหารต้องการผลตอบแทนและสวัสดิการที่สูงขึ้น พวกเขาย่อมมีสารพัดยุทธวิธีในการต่อรองกับบอร์ด นับตั้งแต่ขู่ลาออก (เพราะชีวิตย่อมมีโอกาสและทางเลือกที่ดีอยู่แล้ว) หรือยื่นข้อเสนอเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มยอดขาย ซึ่งคือการไปไล่เบี้ยกับคนระดับล่างลงไป</p>
<p>แต่ในกรณีของคนงาน หรือพนักงานระดับล่างที่ต้องการจะเรียกร้องค่าตอบแทนและสวัสดิการ <strong>ซึ่งในสายตาของพวกเขาคือการเรียกร้องสิทธิ์และความเท่าเทียมกัน (ซีอีโอทำได้ ฉันก็ทำได้)</strong> แต่โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะน้อยกว่ามาก เพราะอย่างน้อยที่สุดคือการสร้างภาระต้นทุนให้กับกิจการ ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดที่การขึ้นเงินเดือนให้ประธานบริษัท จะไม่ถูกข้อกล่าวหาเดียวกันนี้</p>
<p><strong>เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล (ซึ่งมักจะเป็นเช่นนั้น) คนงานจึงเหลือทางเลือกในการต่อรองไม่กี่วิธี</strong> เช่น การหยุดงานชุมนุมเรียกร้อง แต่ในจุดนั้น รูปแบบของการเหยียบย่ำครั้งใหม่ก็จะเกิดขึ้น นั่นคือ ข้อกล่าวหาการสร้างความเสียหายให้กับกิจการ การสร้างความแตกแยกขึ้นในองค์กร ถูกจูงจมูก หรือการเตรียมการใช้ความรุนแรงของคนระดับล่าง</p>
<p><strong>ยุคนี้คนที่อยู่ข้างบน มีโอกาสมากขึ้น ที่จะใช้ข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างได้ผล ตราบใดที่เขาสามารถควบคุมระบบการสื่อสารภายในองค์กร หรือภายในสังคมได้ ที่สุดประเด็นแห่งการเรียกร้องความเท่าเทียม ซึ่งเป็นศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ก็จะถูกปฏิเสธที่จะรายงาน เพราะพวกเขาถูกตีตราเป็นพวกสร้างความแตกแยก และใช้ความรุนแรงไปเรียบร้อยแล้ว</strong></p>
<p>ในที่สุดชัยชนะก็จะตกเป็นของคนที่อยู่บนยอดพีระมิด แต่ก็อย่างที่ ดรักเกอร์ บอกว่า “ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นราคาที่สูงมาก” และการที่ท่านไม่ยอมบอกว่ามันสูงแค่ไหน ก็อาจจะหมายถึงว่า</p>
<p><strong>มันสูงเสียจนในที่สุด สังคมไม่มีพอจะจ่ายนั่นเอง</strong></p>
<p><strong>ราคาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ</strong></p>
<p><strong>ทุนมนุษย์ 2020 </strong></p>
<p><strong>จุมพฏ สายหยุด </strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553</strong></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
