<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หุ้น &#187; Biography</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/category/biography/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 05:35:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>&#8220;เนลสัน แมนเดลา&#8221; บำเหน็จเลอค่า สำหรับผู้รู้จักอดทนและรอคอย : ว.วชิรเมธี</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 10:10:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Biography]]></category>
		<category><![CDATA[mandela]]></category>
		<category><![CDATA[เนลสัน แมนเดลา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8511</guid>
		<description><![CDATA[โลกในยุคโลกาภิวัตน์ มนุษยชาติผิวสี กำลังก้าวย่างเข้าสู่ยุคทองของพวกเขาหลังจากที่อดทนและรอคอยมาอย่างยาวนาน นับได้เป็นหลายศตวรรษ ชนชั้นนำผิวสีมากมายต้องสังเวยชีวิตให้กับอคติที่มาจากการประเมินค่าแห่งความเป็นมนุษย์กันอย่างผิวเผินเพียงเพราะมองกันแค่ “ผิวสี” ที่เกิดจาก “สีผิว” อันเป็นเพียง “เปลือกของความเป็นมนุษย์” ภายนอกอย่างตื้นเขิน แต่พลันที่บารัค ฮุสเซน  โอ บามา ผู้ชายผิวสี จากรัฐอิลลินอยส์  ชายหนุ่มผู้มีบิดาเป็นชาวเคนยา มารดาเป็นอเมริกันผิวขาว ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แห่งอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกได้สำเร็จ  ก็ดูเหมือนว่า นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติผิวสีจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ก่อนหน้าที่ บารัค  โอบามา จะได้เสวยโอชารสของอิสรภาพและความเสมอภาคอันหอมหวานเช่นวันนี้ เส้นทางของเขาล้วนปูด้วยรอยเลือดและหยาดน้ำตาของชนผิวสีชั้นนำอย่าง โรซาร์ พาร์คส, มาร์ติน  ลูเธอร์ คิงส์ จูเนียร์,มหาตมะ  คานธี,อับราฮัม ลินคอร์น (ปธน.ผู้ปลดปล่อยทาสผิวดำให้เป็นไท) จนเกิดเป็นกวีนิพนธ์ที่เกริกก้องทั่วไปในอเมริกาเวลานี้ว่า “เพราะ โรซาร์ พาร์ค นั่ง มาร์ติน จึงได้เดิน, โอบามา จึงได้วิ่ง, และลูกหลานของอเมริกันจึงได้บิน” อย่างไรก็ตาม เส้นทางการต่อสู้ของชนผิวดำผู้ปรารถนาจะลิ้มรสเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างเสมอหน้ากับชนผิวขาวนั้น ไม่ได้มีอยู่แต่ในอเมริกาเท่านั้น แต่เมื่อว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพและสมภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกระจายอยู่ และดำเนินไปในทุกภูมิภาคของโลก และที่เข้มข้นยิ่งกว่าอเมริกาก็คือ แอฟริกาทั้งทวีป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/mandela.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8512" title="mandela" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/mandela.jpg" alt="" width="300" height="329" /></a></p>
<p><strong>โลกในยุคโลกาภิวัตน์ มนุษยชาติผิวสี กำลังก้าวย่างเข้าสู่ยุคทองของพวกเขาหลังจากที่อดทนและรอคอยมาอย่างยาวนาน นับได้เป็นหลายศตวรรษ ชนชั้นนำผิวสีมากมายต้องสังเวยชีวิตให้กับอคติที่มาจากการประเมินค่าแห่งความเป็นมนุษย์กันอย่างผิวเผินเพียงเพราะมองกันแค่ “ผิวสี” ที่เกิดจาก “สีผิว” อันเป็นเพียง “เปลือกของความเป็นมนุษย์” ภายนอกอย่างตื้นเขิน แต่พลันที่บารัค ฮุสเซน  โอ บามา ผู้ชายผิวสี จากรัฐอิลลินอยส์  ชายหนุ่มผู้มีบิดาเป็นชาวเคนยา มารดาเป็นอเมริกันผิวขาว ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แห่งอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกได้สำเร็จ  ก็ดูเหมือนว่า นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติผิวสีจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว</strong></p>
<p>แต่ก่อนหน้าที่ บารัค  โอบามา จะได้เสวยโอชารสของอิสรภาพและความเสมอภาคอันหอมหวานเช่นวันนี้ เส้นทางของเขาล้วนปูด้วยรอยเลือดและหยาดน้ำตาของชนผิวสีชั้นนำอย่าง โรซาร์ พาร์คส, มาร์ติน  ลูเธอร์ คิงส์ จูเนียร์,มหาตมะ  คานธี,อับราฮัม ลินคอร์น (ปธน.ผู้ปลดปล่อยทาสผิวดำให้เป็นไท) จนเกิดเป็นกวีนิพนธ์ที่เกริกก้องทั่วไปในอเมริกาเวลานี้ว่า</p>
<p><strong>“เพราะ โรซาร์ พาร์ค นั่ง มาร์ติน จึงได้เดิน, โอบามา จึงได้วิ่ง, และลูกหลานของอเมริกันจึงได้บิน”</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม เส้นทางการต่อสู้ของชนผิวดำผู้ปรารถนาจะลิ้มรสเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างเสมอหน้ากับชนผิวขาวนั้น ไม่ได้มีอยู่แต่ในอเมริกาเท่านั้น แต่เมื่อว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพและสมภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกระจายอยู่ และดำเนินไปในทุกภูมิภาคของโลก และที่เข้มข้นยิ่งกว่าอเมริกาก็คือ <strong>แอฟริกาทั้งทวีป</strong> เพราะที่นั่นคือบ้านของคนผิวดำที่ถูกพวกยุโรปผิวขาวในยุคล่าอาณานิคมเข้าไปยึดครอง กดขี่ และเหยียดคนผิวดำลงเป็นมนุษย์ชั้นสอง ผู้ปราศจากสิทธิพลเมือง (Civil Right) หรือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง คนผิวสีในแอฟริกาช่วงก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกกระทำจากพวกนักล่าอาณานิคมผิวขาวดังหนึ่งพวกเขาเป็นสัตว์ดิรัจฉานที่บังเอิญมีสภาวะทางกายภาพเป็นมนุษย์เท่านั้น</p>
<p>และที่ทวีปแอฟริกาซึ่งมากด้วย คนผิวดำนี่เอง</p>
<p>ที่แอฟริกาซึ่งมากด้วย การเหยียดสีผิวนี่เอง</p>
<p>ที่แอฟริกาซึ่งมากด้วย การกดขี่นี่เอง</p>
<p>ที่ผู้ชายผิวสีคนหนึ่ง ถือกำเนิดขึ้นมา พร้อมกับที่ได้รับมรดกเป็นผิวสีที่มีการเหยียดหยาม กดขี่ ย่ำยี ดูหมิ่นถิ่นแคลนมาเป็นของแถม</p>
<p>และที่แอฟริกานี่เอง ที่ผู้ชายผิวสีคนนั้น ได้เปลี่ยนอุปสรรคทั้งมวลให้กลายเป็นนั่งร้านแห่งการประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างงดงาม เลอค่า จนตัวเขาได้กลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลกไปอย่างคาดไม่ถึง</p>
<p><strong>ผู้ชายคนนั้นชื่อ “เนลสัน  แมนเดลา”</strong></p>
<p><strong>อดีตประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้  ผู้ที่นิตยสารไทม์ยกย่องให้เป็น บุคคลแห่งปี ประจำ ค.ศ. ๑๙๙๓ และ  ผู้เป็นเจ้าของ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในปีเดียวกัน และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและเป็นทูตแห่งสันติภาพ ที่มีเกียรติมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ที่ไม่ว่าในเวลานี้เขาจะย่างกรายไปเยือนประเทศใดในโลกนี้ รัฐบาล และประชาชนแห่งประเทศนั้น ล้วนยินดีต้อนรับเขาอย่างสมเกียรติ เพราะเขาคือชายผู้มีเกียรติมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่โลกนี้เคยมี วันเกิดของเขาในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีประชาชนหลายประเทศจัดงานเฉลิมฉลองให้เขาเสมือนหนึ่งว่า เขาเป็นพลเมืองของประเทศนั้นเสียเอง</strong></p>
<p>แต่กว่าจะมีวันชื่นคืนสุขเช่นทุกวันนี้ ใครเลยจะรู้ว่า <strong>ชายผิวดำนาม เนลสัน  แมนเดลา เคยมีชีวิตที่ทุกข์ตรมขมไหม้และต้องถูกจองจำอย่างยาวนานโดยไร้ความผิดในเรือนจำมากว่า ๒๗ ปีเต็ม จนเขากลายเป็นนักโทษการเมืองที่ถูกจองจำนานที่สุดในโลก แต่เมื่อได้รับอิสรภาพแล้ว เขาก็เป็นนักโทษทางการเมืองที่มีชื่อเสียงหอมฟุ้งมากที่สุดในโลกเช่นกัน </strong></p>
<p><strong>๒๗ ปี ในเรือนจำของแมนเดลา จึงเป็น ๒๗ ปีแห่งการอดทนและรอคอยอย่างยาวนานที่สุด เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงอดทนและรอคอยได้ ทั้งยังเป็น ๒๗ ปี แห่งการบ่มบำเพ็ญบารมีทางความคิดและทางการเมืองที่เข้มข้น แหลมคมที่สุดเช่นเดียวกัน</strong></p>
<p>ไม่น่าเชื่อว่า ๒๗ ปีที่อยู่ในคุก ความหวังและความฝันอันรุ่งโรจน์ของเขา ไม่เคยผุกร่อนหรือมอดไหม้</p>
<p>บนเส้นทางของการรอคอยอันยาวนาน ที่มีความอดทนเป็นน้ำหล่อเลี้ยง มีความหวังเป็นจุดหมาย ในที่สุด เนลสัน แมนเดลา กลับได้รับบำเหน็จรางวัลเลอค่าที่ตัวเขาเองก็คงไม่เคยคาดฝัน</p>
<p><strong>เนลสัน  แมนเดลา ต่อสู้มาอย่างไร นี่ย่อมเป็นเรื่องควรพิจารณาอย่างยิ่ง</strong></p>
<p>เนลสัน แมนเดลา เป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่าเทมบู ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในแอฟริกาใต้ เมื่อบิดาเสียชีวิตลง เขาจึงทำหน้าที่หัวหน้าเผ่าแทนบิดา โดยมีลุงคอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ๆ และด้วยความที่เป็นลูกของชนชั้นนำประจำเผ่า เขาจึงได้เรียนหนังสืออย่างดีที่สุดกับครูที่เป็นมิชชันนารีชาวอังกฤษ การได้เรียนกับครูที่เป็นผู้ดีอังกฤษทำให้เขามีโลกทัศน์ที่แตกต่างไปจากคนในเผ่าอย่างยากที่จะกลับไปเหมือนเดิมได้อีก เมื่อโตขึ้นเนลสัน แมนเดลา ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำชื่อฟอร์ต แฮร์ คอลเลจ ต่อมา แมนเดลา ย้ายไปอาศัยอยู่ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เพื่อประกอบอาชีพทนายความและศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัย วิตวอร์เตอร์สแรนด์ หลังสำเร็จการศึกษาเขาก็เริ่มงานทางด้านสิทธิมนุษยชน โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสภาแห่งชาติแอฟริกัน (African National Congress : ANC) <strong>ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น เป้าหมายของการทำงานทางการเมืองครั้งแรกก็เพราะต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนผิวดำให้มีสิทธิเสมอภาคเท่ากับคนผิวขาวในการเข้าถึงโอกาส และสิทธิพลเมืองในระดับเดียวกันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์</strong></p>
<p>เนลสัน แมนเดลา เป็นทั้งทนาย เป็นทั้งโฆษกขององค์กรที่เขาสังกัด และที่สำคัญเขาเป็นผู้นำโดยธรรมชาติที่มี “วาทศิลป์” อย่างยอดเยี่ยม (ควรสังเกตด้วยว่า “วาทศิลป์” ล้วนเป็นองค์ประกอบของผู้นำแทบทุกคน) ต่อมาปี ค.ศ.๑๙๕๖   แมนเดลา ก็ได้ลิ้มรสของชีวิตหลังลูกกรง ด้วยข้อหากระทำการอันผิดกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์ พอถึงปี ๑๙๖๐ ประชาชนผิวดำถูกตำรวจกราดยิงเสียชีวิตถึง ๖๙ คน เหตุการณ์นี้สะเทือนขวัญคนไปทั้งโลก หลังถูกจับอยู่หลายปี แมนเดลา ก็ได้รับการปล่อยตัวเพราะไม่มีความผิด แต่ครั้นถึงปี ๑๙๖๒ ก็ถูกจับอีกเป็นครั้งที่สอง ด้วยข้อหายุยงให้มีการสไตรก์และเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่มีหนังสือเดินทาง</p>
<p>ค.ศ.๑๙๖๓ แมนเดลา ถูกหวยรางวัลใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐบาลแห่งชาติแอฟริกาใต้ค้นพบเอกสารบางชิ้นว่า สภาแอฟริกันแห่งชาติที่เขาสังกัดมีการวางแผนเป็นกบฏต่อต้านอำนาจรัฐด้วยอาวุธสงคราม คราวนี้เขาและผองเพื่อนจึงถูกตีตรวนยาวกลายเป็นนักโทษทางการเมือง “ตลอดชีวิต”</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะถูกจำขังอยู่ในคุก แต่สำหรับปัญญาชนอย่างเขานั้น <strong>คุกขังได้ก็แต่กาย ส่วนจิตวิญญาณและปัญญานั้นยังคงเรืองแสงเจิดจรัสตลอดเวลา</strong> ในเรือนจำของนักโทษการเมืองนั้น เนลสันและผองเพื่อน ยังคงแบ่งกลุ่มกันศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ว่ากันว่าการได้อ่านหนังสือพิมพ์จากโลกภายนอกสักฉบับหนึ่ง มีค่ายิ่งกว่าอาหารหลายมื้อ เพราะพวกเขาต้องลักลอบติดตามความเป็นไปของโลกภายนอกอย่างมิดชิดและเงียบเชียบที่สุด ผลของการ “ลาศึกษาต่อ” ในคุก ทำให้เนลสันได้ข้อค้นพบอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นดังหนึ่งปลายทางของงานวิจัยชั้นยอดว่า</p>
<p><strong>“&#8230;กล่าวกันว่า ไม่มีใครจะรู้จักประเทศหนึ่งได้อย่างแท้จริง จนกว่าเขาจะได้เข้าไปอยู่ในคุกของประเทศนั้น เราไม่ควรวัดประเทศจากวิธีการที่รัฐบาลปฏิบัติต่อพลเมืองชั้นสูง หากควรดูจากวิธีการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพลเมืองที่อยู่ในสถานะต่ำต้อยที่สุด และ(ในทัศะของข้าพเจ้า- &#8211; รัฐบาลของ) สหภาพแอฟริกาปฏิบัติต่อพลเมืองแอฟริกันเหมือนกับปฏิบัติต่อสัตว์”</strong></p>
<p>ประโยคสุดท้ายที่ว่า “- &#8211; รัฐบาลของสหภาพแอฟริกาปฏิบัติต่อพลเมืองแอฟริกันเหมือนกับปฏิบัติต่อสัตว์” คงชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไม เนลสัน แมนเดลา จึงต้องลุกขึ้นสู้ เป็นการลุกขึ้นสู้เหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง <strong>มหาตมะ คานธี</strong> ซึ่งเคยถูกไล่ลงจากรถไฟที่แอฟริกาใต้เคยลุกขึ้นสู้มาแล้วนั่นเอง</p>
<p>ตลอดเวลาที่ แมนเดลา ถูกจองจำนั้น สายธารแห่งการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสมอภาคระหว่างคนผิวดำยังคงไหลเอื่อยไม่ขาดสาย ระหว่างทศวรรษ ๑๙๘๐ มีประชาชนผิวดำบาดเจ็บล้มตายกว่า ๖๐๐ คน แม้ตัวเขาและพวกพ้องไม่สามารถสู้ต่ออย่างเปิดเผยในโลกภายนอกร่วมกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ แต่ทว่า ในโลกแห่งความคิดนั้น เขายังคงต่อ “ท่อน้ำเลี้ยง ทางความคิด” ถึงคนหนุ่มคนสาวอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่คนหนุ่มสาวถูกรัฐบาลล้อมปราบ จับกุมคุมขังอย่างทารุณ และตลอดเวลาดังกล่าวนั้น เนลสัน แมนเดลา และนานาชาติ รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นที่แอฟริกาใต้ รัฐบาลของสหภาพแอฟริกาใต้จึงถูกกดดันจากนานาชาติอยู่เนืองๆ ให้ยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิว และพยายามเจรจาต่อรองกับกลุ่มของแมนเดลา แต่เสียงตอบกลับออกมาจากปัญญาชนในคุกก็คือ</p>
<p><strong>“ผมไม่อาจ และจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆก็ตาม ในยามที่ผม, พวกคุณ และประชาชนทั้งหลายยังไม่เป็นอิสระ เสรีภาพของพวกคุณและเสรีภาพของพวกผม ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้”</strong></p>
<p>การต่อสู้ของประชาชน คนหนุ่มสาว การบาดเจ็บล้มตายของผู้บริสุทธิ์หลายครั้ง ผนวกกับการกดดันจากนานาชาติ ทำให้รัฐบาลแห่งสหภาพแอฟริกาใต้ไม่อาจต้านทานกระแสธารของความเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ในที่สุด ค.ศ.๑๙๙๐ เนลสัน  แมนเดลา ก็ได้รับเทียบเชิญให้ไปเจรจากับ เฟรเดอริ ดับเบิลยู เดอ คลาร์ก  ประธานาธิบดีแห่งสหภาพแอฟริกาใต้ เพื่อแสวงหาทางออกในการที่จะทำให้แอฟริกาใต้มีประชาธิปไตยเต็มใบ นโยบายแบ่งแยกสีผิวถูกยกเลิก ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงเหมือนนานาอารยประเทศทั้งหลาย ผลของการเจรจาทำให้พรรคแอฟริกันแห่งชาติ (ANC) ซึ่งเคยถูกรัฐตราหน้าว่าเป็นพรรคผิดกฎหมายได้รับการรับรอง และ เนลสัน  แมนเดลา ได้รับอิสรภาพ หลังจากรอคอยอย่างยาวนานมาถึง ๒๗ ปีเศษ</p>
<p>ปีที่ได้รับอิสรภาพ เนลสัน แมนเดลา อายุสังขารล่วงมากว่า ๗๑ ปีแล้ว แต่เป็น ๗๑ ปี ที่ไฟในหัวใจยังคงคุโชน กระชุ่มกระชวย และเปี่ยมไปด้วยความหวังถึงรุ่นอรุณแห่งเสรีภาพ  พลังแห่งความหวังในตัวเขา และความหอมหวานแห่งเสรีภาพและเสมอภาพ ทำให้เขายังคงแข็งแกร่ง สุขภาพดี ดวงตาทอประกาย สติปัญญาแหลมคมเพราะถูกบ่มมาอย่างยาวนานจนสุกปลั่ง เขา- -ผู้ชายสูงอายุที่ถูกพันธนาการมากว่าครึ่งชีวิต พลันที่ได้รับอิสรภาพก็ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำของประชาชนอย่างชนิดที่ไม่มีใครสงสัยในภาวะผู้นำแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม หลังได้รับอิสรภาพ สงครามระหว่างผิวยังคงมีอยู่อย่างเข้มข้น การบาดเจ็บล้มตายระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาวยังมีอยู่ทั่วไป แต่ เนลสัน แมนเดลา ในฐานะผู้นำของพรรคแอฟริกันแห่งชาติ (African National Congress : ANC)  และ เฟรเดอริค ดับเบิลยู เดอ คลาร์ก ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาชาติ (NATIONAL PARTY) ได้จับมือกันเจรจาสันติภาพ เพื่อหาวิธีสร้างประชาธิปไตยของคนผิวสีร่วมกันและยุติความรุนแรงทั้งปวงด้วย สันติวิธี</p>
<p>แล้วบำเหน็จสำหรับนักสู้ผู้เรียนรู้ที่จะอดทนและรอคอยก็เดินทางมาถึง นั่นคือ ในปลายปี ๑๙๙๓ เนลสัน แมนเดลา และ เดอ คลาร์ก ได้รับการประกาศให้เป็นผู้คู่ควรแก่รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อันเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับมนุษยชาติทั้งโลก ลุถึงปี ๑๙๙๔ ฟ้าหลังฝนเริ่มสดใส การเมืองใหม่ที่คนผิวดำ คนผิวขาว มีสิทธิเสมอภาคทัดเทียมกันก็เกิดขึ้น เมื่อ เนลสัน แมนเดลา ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ เขาอยู่ในตำแหน่งนี้อย่างยาวนาน และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจนถึงจุดอิ่มตัว</p>
<p><strong>ปี ๑๙๙๙ เนลสัน แมนเดลา ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และอุทิศตนให้กับงานการกุศลระดับโลก ทุกวันนี้ แม้เขาไม่ได้นั่งอยู่ในเก้าอี้แห่งอำนาจ ในทำเนียบประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้อีกต่อไปแล้ว แต่เขาได้ยกตัวเองให้สูงขึ้นไปยิ่งกว่านั้น นั่นคือ การเป็นคนของโลกผู้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของใครต่อใครมากมายทั่วโลก  ในฐานะทูตสันติภาพโลก และผู้บริหารกองทุน เนลสัน แมนเดลา เพื่อเด็กและเยาวชน</strong></p>
<p><strong>เนลสัน แมนเดลา : บำเหน็จเลอค่า สำหรับผู้รู้จักอดทนและรอคอย</strong></p>
<p><strong>ว.วชิรเมธี</strong></p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.vimuttayalaya.net/DharmaDaily.aspx?id=76&amp;page=5" target="_blank">http://www.vimuttayalaya.net/DharmaDaily.aspx?id=76&amp;page=5</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เฉลียว อยู่วิทยา : &#8220;บุรุษผู้ซ่อนกาย&#8221; เริ่มต้นจากศูนย์ สู่เศรษฐีอันดับ 1 ของเมืองไทยด้วย Red Bull [กระทิงแดง]</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2009 17:36:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Biography]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[red bull]]></category>
		<category><![CDATA[กระทิงแดง]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลียว อยู่วิทยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7662</guid>
		<description><![CDATA[เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของบริษัทเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง ซึ่งถือหุ้น 49% ของบริษัท ปัจจุบันมีบุตร 5 คน โดยในปี พ.ศ. 2551 ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นเศรษฐีอันดับ 260 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย (รองลงมาคือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง) ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์ของนายเฉลียวมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ โดยรวมมูลค่าของหุ้นส่วน อุตสาหกรรมยา (T.C. Pharmaceuticals) และหุ้นส่วนโรงพยาบาล “เฉลียว อยู่วิทยา” มีชื่อจีนว่า &#8220;โกเหลียว&#8221; มีเชื้อสายจีนไหหลำ ปู่มาจากเมืองจีน ย่าเป็นคนไทย เป็นคนจังหวัดพิจิตรโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวยากจน มีอาชีพเลี้ยงเป็ด และค้าขายผลไม้ จากนั้นเข้ามาในกรุงเทพฯ ช่วยพี่ชายทำงานร้านขายยา เป็นเซลส์แมนขายยา &#8220;ออริโอมัยซิน&#8221; ของบริษัทเอฟ.อี.ซิลลิคฯ จากนั้นได้ลาออกมาเป็นตัวแทนนำเข้ายามาจำหน่ายเอง และต่อมาตั้งโรงงานผสมยาอยู่หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน จากนั้นตั้งบริษัท ทีซีมัยซิน ในช่วงแรก ผลิตแป้ง&#8221;แทตทู&#8221; ยาเด็ก &#8220;เบบี้ดอล&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong><img class="alignnone size-full wp-image-7664" title="180px-Chaleaw" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/180px-Chaleaw.jpg" alt="180px-Chaleaw" width="180" height="174" /></strong></p>
<p><strong>เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของบริษัทเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง ซึ่งถือหุ้น 49% ของบริษัท ปัจจุบันมีบุตร 5 คน โดยในปี พ.ศ. 2551 ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นเศรษฐีอันดับ 260 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย (รองลงมาคือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง) ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์ของนายเฉลียวมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ โดยรวมมูลค่าของหุ้นส่วน อุตสาหกรรมยา (T.C. Pharmaceuticals) และหุ้นส่วนโรงพยาบาล</strong></p>
<p>“เฉลียว อยู่วิทยา” มีชื่อจีนว่า &#8220;โกเหลียว&#8221; มีเชื้อสายจีนไหหลำ ปู่มาจากเมืองจีน ย่าเป็นคนไทย เป็นคนจังหวัดพิจิตรโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวยากจน มีอาชีพเลี้ยงเป็ด และค้าขายผลไม้ จากนั้นเข้ามาในกรุงเทพฯ ช่วยพี่ชายทำงานร้านขายยา เป็นเซลส์แมนขายยา &#8220;ออริโอมัยซิน&#8221; ของบริษัทเอฟ.อี.ซิลลิคฯ จากนั้นได้ลาออกมาเป็นตัวแทนนำเข้ายามาจำหน่ายเอง และต่อมาตั้งโรงงานผสมยาอยู่หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน จากนั้นตั้งบริษัท ทีซีมัยซิน ในช่วงแรก ผลิตแป้ง&#8221;แทตทู&#8221; ยาเด็ก &#8220;เบบี้ดอล&#8221; ก่อนจะมาถึงเครื่องดื่ม&#8221;กระทิงแดง&#8221; ด้วยการทำตลาดแบบถึงลูกถึงคน ทำให้กระทิงแดงตีตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของตลาด</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2527 นายเฉลียวได้ขยายธุรกิจกระทิงแดงไปต่างประเทศ โดยลงทุนร่วมกับนาย ดีทริช เมเทสซิทซ์ (Dietrich Mateschitz) นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย ผลิตและวางจำหน่ายกระทิงแดงในยุโรป ภายใต้ยี่ห้อ เรดบูล และส่งไปขายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก</p>
<p><strong>ลำดับเศรษฐีของนายเฉลียว</strong></p>
<p><strong>เศรษฐีของโลกอันดับ 260 ในปี พ.ศ. 2551<br />
เศรษฐีของประเทศไทยอันดับ 1 ในปี พ.ศ. 2551</strong><br />
เศรษฐีของโลกอันดับ 279 ในปี พ.ศ. 2550<br />
เศรษฐีของประเทศไทยอันดับ 2 ในปี พ.ศ. 2550<br />
เศรษฐีของโลกอันดับ 292 ในปี พ.ศ. 2548<br />
เศรษฐีของประเทศไทยอันดับ 2 ในปี พ.ศ. 2548<br />
เศรษฐีของโลกอันดับ 356 ในปี พ.ศ. 2547<br />
เศรษฐีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับ 12 ในปี พ.ศ. 2547<br />
เศรษฐีของโลกอันดับ 386 ในปี พ.ศ. 2546</p>
<p>####</p>
<p><strong>“เฉลียว อยู่วิทยา”<br />
มองบุคคลโลก โดย วิกรม กรมดิษฐ์</strong></p>
<p>ผมพบกับคุณเฉลียวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2536 ตอนนั้นเราร่วมเดินทางไปประเทศจีนกับคณะของอดีตนายกชวน หลีกภัย ถ้าจำไม่ผิดผมคิดว่าเป็นครั้งแรกที่คุณเฉลียวกำลังเริ่มต้นบุกตลาดในจีนอย่างจริงจัง ครั้งนั้นผมมีโอกาสพูดคุยและแลกเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ กับคุณเฉลียวในขณะที่อยู่คุนหมิงและครั้งสุดท้ายเมื่อปีที่แล้ว เรื่องจะมาสร้างโรงงานในนิคมอมตะ สิ่งที่ผมจำได้เกี่ยวดีคือ เขาเป็นคนสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจดี และมีท่าทางสมถะ ทุกครั้งที่ผมได้พูดคุยกับเขา ผมคิดอยู่เสมอว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนที่พูดจามีสาระ มีวิสัยทัศน์ยาวไกลและแม่นยำ ให้เกียรติคู่สนทนา ถึงแม้ว่าแต่ละครั้งที่เราคุยกันนั้นเป็นเวลาไม่นานนัก แต่ก็ถือว่าได้เนื้อหาและสาระมากมาย ทำให้เห็นว่าคุณเฉลียวเป็นคนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูง และถึงแม้ตอนที่ผมคุยกับเขานั้นเขาจะมีอายุมากแล้ว แต่ผมกลับมีความรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ยังกระปรี้กระเปร่าและมีไฟของคนทำงานเหมือนกับหนุ่มๆ ไม่มีผิดเพี้ยน ผมไม่แปลกใจว่าทำไมธุรกิจของเขาจึงโด่งดังและประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ผมมองว่าในอนาคตของธุรกิจที่คุณเฉลียวได้ก่อตั้งมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และก้าวที่เดินไปข้างหน้าผมเชื่อว่ามุมองศาของการเติบโตของธุรกิจจะเป็นกราฟที่พุ่งขึ้นไปค่อนข้างสูง เพราะธุรกิจกระทิงแดงในตอนนี้เติบโตและขยายตัวอย่างก้าวกระโดดแตกต่างจากในอดีตเป็นอย่างมาก อีกไม่นานคุณเฉลียวคงก้าวขึ้นมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคนี้ได้ในอนาคตได้อย่างแน่นอน</p>
<p><strong>หากมองย้อนไปถึงภูมิหลังของคุณเฉลียว เราจะยิ่งแปลกใจว่าจุดเริ่มต้นของชีวิตและครอบครัวของเขานั้น เริ่มต้นจากศูนย์จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนก่อเกิดมาจากลำแข้งและหยดเหงื่อแรงกายของเขาทั้งสิ้น</strong> ความวิริยะอุตส่าห์เป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยสร้างโอกาสให้เขาสามารถยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเองได้ แต่ถ้าหากมามองถึงธุรกิจที่คุณเฉลียวกำลังทำอยู่นั้น จะถือได้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะทางธุรกิจที่หาได้ยากในหมู่คนไทย จากการที่จะต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ และเริ่มมาจากการที่ไม่รู้จักใครเลยโดยเฉพาะในกรุงเทพ เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างมันว่างเปล่าไปเสียหมด แต่ด้วยสติปัญญา ความมุ่งมั่น และความอดทนของเขานั่นเองที่เป็นเหมือนแสงสว่างนำทางให้ชีวิตของเขาประสบกับความสำเร็จ เพราะรูปแบบของการบริหารงาน บุคลากร การเงิน การตลาด ล้วนแล้วแต่แตกต่างไปจากคู่แข่ง บวกกับผลประกอบการที่ผ่านมาซึ่งสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลนั้น ทำให้ผมเชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นานนัก เครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง น่าจะเป็นอันดับ 1 ของโลกประเภทเครื่องดื่มชูกำลังได้ไม่ยากนัก</p>
<p>เมื่อสงกรานต์ปีที่แล้วผมเดินทางไปทิเบต เมืองลาซา โดยนั่งเครื่องบินลงที่เสฉวนแล้วค่อยเดินทางต่อด้วยรถยนต์ 4 WD ไปตามระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร ระหว่างทางที่ผมแวะทานอาหารข้างทาง แม่ค้าจะเอาถาดเครื่องดื่มมาให้ผมเลือก ทุกครั้งผมพบเครื่องดื่มบำรุงกำลังกระป๋องสีทอง “กระทิงแดง” อยู่เสมอไม่ว่าเส้นทางที่ไปจะทุรกันดารแค่ไหน  จนผมอดสงสัยไม่ได้จึงถามไกด์ว่ารู้จักเครื่องดื่มยี่ห้อนี้มานานหรือยัง  คำตอบที่ผมได้รับนั้นสร้างความประหลาดใจให้ผมมาก เพราะเขาบอกกับผมว่า กระทิงแดงนี่แหละ ที่เป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เป็นเสมือนของติดกายที่ขาดไม่ได้ของพนักงานขับรถและผู้ใช้แรงงานทั้งหลายในจีน นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังแล้ว กระทิงแดงยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นว่ากระทิงแดงเป็นเหมือนโซดา เพราะสามารถนำไปผสมกับวิสกี้หรือผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ทำให้การหาซื้อกระทิงแดงนั้นสะดวกขึ้น จนร้านอาหารเกือบทุกแห่งในประเทศจีนที่มีประชากรกว่าพันล้านคน มีกระทิงแดงขาย ด้วยระยะเวลาเพียง 10 ปีเศษเท่านั้นที่คุณเฉลียวเริ่มบุกตลาดจีนอย่างจริงจัง แค่นี้ก็คงพอมองเห็นถึงแสงสว่างอันสดใสของไฟแห่งความสำเร็จของกระทิงแดง</p>
<p>กระทิงแดงเกิดขึ้นและออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 2522 แต่การเติบโตของกระทิงแดงนั้นเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปี ไปทุกแห่งทั่วทุกมุมโลก กระทรวงอาหารและยาของทุกประเทศในโลกในยอมรับและยินยอมให้เครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อนี้เข้าไปจำหน่ายในประเทศได้ ซึ่งถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยให้กระทิงแดงสามารถขยายและเติบโตได้อย่างไร้ขอบเขตและไร้ซึ่งเวลา เพราะกระทิงสามารถดื่มได้ตลอดเวลาโดยไม่จำกัดเพศและวัย(แม้ว่าจะมีคำเตือนอยู่ข้างขวดก็ตาม) ตามปกติแล้ว ผมเชื่อว่าทุกองค์กรหากจะต้องการที่จะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีการทำการวิจัยและพัฒนาอย่างทุ่มเทและต่อเนื่องจึงจะประสบความสำเร็จได้ เหมือนกับที่บริษัทไฮเทคต่างๆ ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับการลงทุนอย่างมากในส่วนของการวิจัยและพัฒนา แต่หากเราจะมองย้อนกลับมาที่กระทิงแดงจะพบว่า เป็นธุรกิจที่มีการทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้อยมาก เพราะส่วนผสมของกระทิงแดงนั้นยังคงสูตรเดิม ทำให้ไม่ต้องเสียเงินอย่างน้อย 5-10% ของผลกำไรที่จะต้องนำไปใช้จ่ายในส่วนของการทำวิจัยและพัฒนาเช่นบริษัทไฮเทคทั่วไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มีอยู่เรื่องเดียวที่กระทิงแดงต้องปรับเปลี่ยนอยู่เสมอคือในเรื่องของรสชาติ ที่จะต้องมีการปรับปรุงให้ถูกปากกับคนแต่ละประเทศตามความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค แต่ถ้ามีการปรับปรุงรสชาติจนเป็นที่พอใจแล้วดูเหมือนว่าการทำวิจัย ก็น่าจะไม่มีความจำเป็นอีกเลย  สินค้าของคุณเฉลียวกลายเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกไปแล้ว หากผมจะกล่าวว่าคงมีไม่กี่คนนักที่จะไม่เคยดื่มโคคา โคล่า และผมว่าอีกไม่นานก็คงจะเกิดขึ้นกับกระทิงแดงเช่นกัน จุดสำคัญคือ มูลค่าผลประโยชน์ต่อขวดของกระทิงแดงมีมากกว่า โคคา โคล่ามาก หากเทียบปริมาณ และการเติบโตของกระทิงแดงก็เป็นไปอย่างก้าวกระโดด จนไล่จี้โคคา โคลา เข้ามาติดๆ เพราะคุณเฉลียวมองว่าสินค้าของเขาเป็นสินค้าที่ผลิตออกมาเพื่อตอบสนองคนที่ต้องการใช้พลังงานทั้งโลก</p>
<p>ผมอยากให้คนไทยมองไปถึงอนาคตว่าตลาดเป็นของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหนก็ตาม คนไทยก็เช่นกัน หากเรามีการคิดและมองสินค้าของคนไทยเราให้เป็นเหมือนกับที่คุณเฉลียวทำ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุณภาพสินค้าหรือการบริการ ที่สามารถทำให้ชาวโลกยอมรับและชื่นชอบได้ผมเชื่อเหลือเกินว่าจะมีคนไทยอีกหลายคนที่จะสามารถก้าวขึ้นมาสู่ระดับนานาชาติได้อย่างคุณเฉลียว ผมขอให้กำลังใจท่านผู้อ่านทุกท่านเพราะผมเชื่อว่า หากคนเรามีกำลังใจที่ดีแล้ว การก้าวเดินไปข้างหน้าก็จะเป็นไปอย่างมั่นคง และทุกย่างก้าวไปย่อมมีโอกาสสู่เป้าหมายได้ โดยที่ถนนสายนี้อาจจะเต็มไปด้วยความลำบากแต่เราจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคในเบื้องต้นไปได้ เพราหากใจเราสู้แล้ว หนทางสู่ความสำเร็จก็ผ่านไปแล้วกว่าครึ่ง เพียงแต่เราต้องไม่ตั้งตัวดำเนินชีวิตอยู่บนความประมาท</p>
<p><strong>ประวัติ</strong></p>
<p>คุณเฉลียว อยู่วิทยา หรือ “โกเหลียว” เจ้าของกิจการเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง มีพื้นเพมาจากครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน คุณเฉลียวเกิดที่บ้านเขารูปช้าง ตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2465 ปัจจุบันมีอายุได้ 84 ปี เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนบุตรทั้งสิ้น 5 คน บิดาของคุณเฉลียวคือนายเช่ง แซ่สี่ หรือสี่เซ่ง (อยู่วิทยา) และมารดาคือนางทองอยู่ ซึ่งบิดาของคุณเฉลียวว่ากันว่าเป็นชาวจีนไหหลำ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าอพยพจากจีนมายังเมืองไทยเมื่อใด หรือเกิดในเมืองไทยกันแน่ ทราบแต่เพียงว่ามารดาของคุณเฉลียวคือนางทองอยู่มีพื้นเพดั้งเดิมเป็นคนไทยอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี</p>
<p>ครอบครัวของคุณเฉลียวเป็นครอบครัวที่ต้องหาเลี้ยงชีพอย่างปากกัดตีนถีบอยู่ ด้วยเหตุนี้ทำให้คุณเฉลียวและพี่ๆ น้องๆ ต้องอยู่อย่างปากกัดตีนถีบ และช่วยบิดามารดาทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวเท่าที่จะทำได้ตั้งแต่เด็กๆ ในตอนหลังได้เดินทางไปทำงานกับพี่ชายที่พิจิตรทำหน้าที่เป็นพนักงานเดินตลาด แต่หลังจากทำงานที่บริษัทแห่งนี้ได้เพียง 1 ปี บริษัทนี้ก็เลิกกิจการไป ทำให้คุณเฉลียวต้องหันเหอาชีพการงานจากลูกจ้างกินเงินเดือนมาเป็นพ่อค้าขายของกินเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ขายขนุน ทุเรียน เนื้อเค็ม และยังรับจ้างโยงเรือให้กับญี่ปุ่น</p>
<p>จากการทำอาชีพค้าขายทำให้คุณเฉลียวได้รับบทเรียนสอนใจจากการทำธุรกิจครั้งแรกว่า &#8230;ไม่ว่าจะดำเนินธุรกิจใดก็แล้วแต่ จำเป็นจะต้องมีความรู้อย่างถ่องแท้ในธุรกิจนั้นๆ เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะนำมาซึ่งความสูญเสียในการลงทุน และการทุ่มเทเวลาที่สูญเปล่า</p>
<p>จากนั้นคุณเฉลียวได้มาช่วยพี่ชายทำงานที่ร้านขายยาที่จังหวัดพิจิตรอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เข้าสู่วงการยา พอพี่ชายเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อเปิดร้านขายยา คุณเฉลียวก็ย้ายตามพี่ชายเข้ามากรุงเทพฯ แล้วไปทำงานเป็นเซลล์แมนขายยาให้กับบริษัทแลดเดอร์เล่ย์จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายยาออริโอมัยซินจากต่างประเทศ และก็ย้ายไปเป็นเซลล์แมนขายยาชนิดเดียวกันนี้ให้กับบริษัท เอฟ.อี. ซีริก จำกัด หลังจากเป็นเซลล์แมนอยู่ถึง 7 ปี คุณเฉลียวได้ลาออกจากงานและนำประสบการณ์นี้มาเปิดร้านขายยาและโรงงานผลิตยาเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาที่ถนนสิบสามห้าง ย่านบางลำพู เมื่อเกิดสงครามโลกเข้ามาถึงเมืองไทย ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนยารักษาโรคขึ้น เขาจึงเกิดความคิดที่จะเป็นนายหน้าสั่งยาจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย</p>
<p>พ.ศ. 2505 หลังจากกิจการผลิตและจำหน่ายยาดำเนินไปได้ด้วยดีและไปได้สวย คุณเฉลียวซึ่งในตอนนั้นกลายเป็นเถ้าแก่เฉลียวแล้วก็คิดที่จะขยับขยายกิจการย้ายโรงงานผลิตยาไปตั้งอยู่ในที่กว้างขวางกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ เถ้าแก่เฉลียวจึงย้ายที่ทำการโรงงานมาอยู่บริเวณตรอกเสถียร ใกล้กับโรงแรมรอยัล หรือโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา โดยเถ้าแก่เฉลียวได้ซื้อที่ดินแปลงนี้แบบผ่อนชำระ นอกจากนี้เถ้าแก่เฉลียวยังได้เริ่มต้นทำธุรกิจรถแท็กซี่ให้เช่าจำนวนร้อยกว่าคันอีกด้วยนอกเหนือไปจากการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาปฏิชีวนะ ซึ่งรายได้จากค่าเช่ารถนั้นเขาก็ได้นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาอีกทางหนึ่ง</p>
<p>เมื่อช่องทางนี้ไปได้ดี, เถ้าแก่เฉลียวพบว่ายาทีซีมัยซินเป็นยาที่ขายดีที่สุดและทำกำไรมากที่สุด ดังนั้นใน พ.ศ. 2508 เถ้าแก่เฉลียวจึงได้ตั้งบริษัททีซีมัยซินจำกัดขึ้นเพื่อเป็นบริษัทผลิตยา ทำการผลิตและจำหน่ายยาปฏิชีวนะประเภทมัยซินซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีสรรพคุณแก้ไข้แก้ปวด มีโรงงานอยู่แถวคลองหลอด ผลิตยาทีซีมัยซิน ยาน้ำเบบี้ดอล ยาเม็ดลาย ฯลฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และยังมีการวางแผนการตลาดด้วยการทุ่มโฆษณาทุกรูปแบบทั้งลดแลกแจกแถมเพื่อจูงใจคนซื้อ ปรากฏว่ามีคนนิยมมาใช้ยายี่ห้อนี้กันอย่างมากมายทีเดียว</p>
<p>พ.ศ.2513 ที่ดินบริเวณนั้นถูกทางราชการเวนคืน เขาจึงย้ายโรงงานมาสร้างใหม่ที่ย่านบางบอน เขตบางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และคุณเฉลียวยังเพิ่มการผลิตยาชนิดอื่นๆ อีกด้วย อย่างเช่นยาสีฟันแบลนเด็กซ์ แป้งแทดทู เป็นต้น และนอกจากนี้ยังผลิตแชมพูสระผมเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งสินค้าตัวใหม่ที่ผลิตคือยาสีฟันแบลนเด็กซ์นั้นเถ้าแก่เฉลียวได้รับช่วงต่อมาจากบริษัทเวชกิจจำกัด ซึ่งเป็นกิจการครอบครัวของเพื่อนคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจึงต้องชะลอการลงทุน และต่อมาก็ถอนตัวออกจากตลาด</p>
<p>พ.ศ. 2515 คุณเฉลียวได้ร่วมทุนกับเจ้าของบริษัทขายยาแอตแลนติก ซึ่งเป็นเพื่อนที่ชื่อสมยศ วนาสวัสดิ์ เพื่อก่อตั้งบริษัทบางกอกรัษฎาและทรัสต์จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ โดยคุณเฉลียวถือหุ้นประมาณ 25% เมื่อธุรกิจยาเริ่มชะลอตัวลง คุณเฉลียวจึงหันมาจับตลาดเครื่องดื่มประเภทชูกำลังเมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยในพ.ศ. 2519 คุณเฉลียวเริ่มต้นคิดค้นผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อ “กระทิงแดง” ในเวลานั้นมีเครื่องดื่มชูกำลังที่มีชื่อเสียงและตีตลาดอยู่แล้วคือลิโพวิตันดีของบริษัทโอสถสภา (เต็กเฮงหยู) ของตระกูลโอสถานุเคราะห์ และใน พ.ศ. 2521 ได้จัดตั้งบริษัทที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด ขึ้นมา และ &#8220;กระทิงแดง&#8221; ก็แจ้งเกิดในปี พ.ศ. 2522 การที่กระทิงแดงของคุณเฉลียวกลายเป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่ได้รับความนิยมนั้นวิเคราะห์กันว่าเพราะอาศัยพื้นฐานการตลาดจากตลาดยาทีซีมัยซินเป็นตัวนำร่องกระทิงแดง และยังใช้กลยุทธ์การตลาดอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้กระทิงแดงเหนือกว่าเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้ออื่นๆ ทั้งเป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่ถูกปากคนไทย โดยเฉพาะผู้บริโภคตลาดล่างคือผู้ใช้แรงงาน</p>
<p><strong>หลังจากนั้นคุณเฉลียวได้เริ่มสร้างตำนานกระทิงแดงโดยการตั้งโรงงานแถวถนนเอกชัย เริ่มจากโรงงานเล็กๆ บนเนื้อที่ไม่กี่ไร่ และใช้พนักงานไม่ถึง 10 คน เฉลียวก็เป็นคนออกแบบโลโก้ยี่ห้อกระทิงแดงเอง เบื้องหลังการใช้ยี่ห้อกระทิงแดงนั้นก็เพราะเขาเห็นว่ามันแปลกดี ประกอบกับความหมายของกระทิงแดงก็ให้ความหมายที่ดีในแง่ของพลัง ต่อมาคุณเฉลียวได้ผลิต ”สุรากระทิงแดง” &#8220;สปอนเซอร์&#8221; และผลิตเหล้าผลไม้ยี่ห้อ &#8220;สปาย ไวน์คูลเลอร์&#8221; แต่ที่สำคัญคือใน พ.ศ. 2527 เป็นปีที่กระทิงแดงเริ่มบุกตลาดโลก เริ่มต้นที่เมืองซัลส์บัวร์กในประเทศออสเตรเลีย และตีตลาดจนกลายเป็นเครื่องดื่มยี่ห้อดังของออสเตรเลีย</strong></p>
<p>ปัจจุบันไดย์ทริช มาเตชิทซ์ (Dietrich Mateschitz) เป็นเจ้าของและผู้จัดจำหน่ายกระทิงแดงภายใต้ชื่อ เรดบูล ในตลาดยุโรป โดยบริษัทกระทิงแดงของไทยยังคงเป็นเจ้าของสัญลักษณ์ และถือหุ้นใหญ่จำนวน 51 เปอร์เซนต์ (เฉลียว อยู่วิทยา 49% เฉลิม อยู่วิทยา 2%) ในขณะที่มหาเศรษฐีชาวออสเตรียถือหุ้น 49% เป็นผู้ทำตลาดในยุโรป และอเมริกา ปัจจุบันกระทิงแดงมียอดจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง และมีพนักงานอยู่ประมาณ 1,850 คน กระทิงแดงที่ขายในยุโรปและอเมริกาจะมีรูปร่างและรูปแบบต่างจากที่ขายในเมืองไทย เพราะในเมืองไทยจะคุ้นเคยกับเครื่องดื่มที่บรรจุในขวดทรงเหลี่ยมสีน้ำตาล แต่ในตลาดยุโรปและอเมริกา บรรจุภัณฑ์จะเป็นกระป๋องสีฟ้า ส่วนแถบเอเชียจะเป็นกระป๋องสีทองกับสีแดง แต่ใช้ยี่ห้อเดียวกันคือ Red Bull ทั้งหมด</p>
<p>เครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดงในเมืองไทยอาจจะเป็นเครื่องดื่มสำหรับตลาดล่าง แต่ในต่างประเทศแล้วเครื่องดื่มกระทิงแดงหรือเรดบูลและเรดบูลเอ็กตรา กลับเป็นเครื่องดื่มที่ตีตลาดกลุ่มวัยรุ่นในยุโรป อเมริกา และประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มนักเที่ยว ที่จะผสมเรดบูลกับเหล้า และเรดบูลก็กำลังขยายการตลาดเข้าสู่กลุ่มคนโดยทั่วๆ ไปอีกด้วย<br />
 <br />
ในต่างประเทศมักไม่ทราบว่ากระทิงแดงนั้นมีต้นกำเนิดจากเมืองไทย อย่างไรก็ตาม คงต้องยกเครดิตทั้งหมดนี้ให้แก่ ดีทริช มาเทสชิทส์ ชาวออสเตรีย ได้ค้นพบและติดใจในรสชาติของกระทิงแดงตอนทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัทเบล็นแด็กซ์ (Blendax) ผู้ผลิตยาสีฟันของเยอรมนี  ความสำเร็จของกระทิงแดงมาจากการที่ดีทริช เป็นผู้วางที่ทางของสินค้าโดยสร้างภาพให้กระทิงแดงเป็นเครื่องดื่มของคนรุ่นใหม่ที่ชอบความ &#8220;แรง&#8221; โดยมุ่งเป้าไปสู่กลุ่มเด็กนักเรียนมหาวิทยาลัย และหนุ่มๆ วัยทำงาน ใช้การเป็นสปอนเซอร์ กีฬาโลดโผน และกีฬาที่อาศัยความเร็วเช่นการแข่งรถฟอร์มูล่าวันเป็นการโปรโมตสินค้า Red Bull สามารถทำยอดขายสูงถึง 2 หมื่นล้านกระป๋อง ใน 120 ประเทศ ขณะที่ตลาดแคนาดา Red Bull ราคากระป๋องละ 3 ดอลลาร์ (90 บาท) ส่วนในสหรัฐอเมริกาตกที่ 1.99 ต่อกระป๋อง กระทิงแดงขายดีจนหนังสือพิมพ์ ดิ อินดีเพนเดนท์ ของอังกฤษ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 กล่าวว่า ยอดขายเฉพาะในอังกฤษเมื่อปีก่อนสูงถึง 213 ล้านกระป๋อง ส่วนยอดขายทั่วโลกนี่ผ่านระดับ 1.6 พันล้านกระป๋องไปเรียบร้อยแล้ว ดังขนาดได้รับฉายาให้เป็นรถปอร์เช่ ในบรรดาเครื่องดื่ม Soft Drinks เลยทีเดียว นิตยสารฟอร์บส์ประเมินมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2546</p>
<p><strong>แม้ว่าคุณเฉลียวจะมีชื่อติดอันดับเศรษฐีโลก แต่ความเป็นอยู่ของเขายังคงความสมถะ เรียบง่ายเช่นที่ผ่านมา ยังขยันทำงานทุกวันอยู่ในบริเวณโรงงาน ไม่นิยมครื่องประดับหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่ไปไหนมาไหนด้วยรถโก้หรูราคาแพง ๆ และไม่นิยมสูทราคาแพง แต่นิยมการต่างกายธรรมดามากกว่า  และใส่นาฬิกาเรือนเก่ายี่ห้อมิโด ปัจจุบันอาณาจักรกระทิงแดงของคุณเฉลียวมีกิจการในเครือมากกว่า 50 บริษัทและมีที่ดินสะสมไว้มากมายการดำเนินชีวิตทั้งการทำธุรกิจและด้านส่วนตัวของมหาเศรษฐีอย่างคุณเฉลียว อยู่วิทยาเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรศึกษาและนำเป็นแบบอย่าง</strong></p>
<p>####</p>
<p><strong>&#8220;เฉลียว อยู่วิทยา บุรุษผู้ซ่อนกาย&#8221;<br />
คอลัมน์ ถนนสายนี้ไม่มีทางลัด โดย สาโรจน์ มณีรัตน์ นสพ. มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 ธ.ค. 2549</strong></p>
<p>เชื่อว่าหลายคนคงได้ยิน และรู้จักเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดงเป็นอย่างดี เพราะกระทิงแดง ไม่เพียงเป็นแบรนด์ดังแค่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น</p>
<p>หากในต่างประเทศ แบรนด์ &#8220;เรดบูล&#8221; หรือ &#8220;Red Bull&#8221; ในชื่อภาษาอังกฤษ ก็เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะแถบประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย</p>
<p>ทั้งนั้นเพราะ &#8220;Red Bull&#8221; เป็นผู้สนับสนุนกีฬาหลักๆ อย่างการแข่งขันรถยนต์ฟอร์มูล่า-1 การแข่งขันเอ็กซ์-ตรีม และการเข้าไปร่วมจัดกิจกรรมคนกล้า ท้ามฤตยูในหลายๆ ประเทศทั่วโลก</p>
<p>แต่ขณะเดียวกัน ชื่อของ &#8220;เฉลียว อยู่วิทยา&#8221; ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด อาจถูกรับรู้อยู่ในวงแคบ เพราะตลอดชีวิตผ่านมา น้อยครั้งมากที่เขาจะปรากฏตัวต่อสาธารณะ</p>
<p>น้อยครั้งมากที่จะให้สัมภาษณ์</p>
<p>และน้อยครั้งมาก ที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีต่างๆ ทั้งนั้นเพราะเขาเลือกที่จะทำงาน มากกว่าพูด เลือกที่จะปฏิบัติ มากกว่าคิด</p>
<p>เพราะการคิด หากไม่ลงมือปฏิบัติ ก็เท่ากับเป็นความฝันแบบลมๆ แล้ง เหตุนี้เอง ตลอดชีวิตผ่านมากว่า 80 ปี &#8220;เฉลียว&#8221; จึงเลือกที่จะทำงาน มากกว่านั่งฝัน</p>
<p>แม้กระทั่งปัจจุบันก็ตาม !</p>
<p>ซึ่งเรื่องนี้ &#8220;สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา&#8221; ลูกสาวคนโต ปัจจุบันนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด เคยให้สัมภาษณ์คอลัมน์เปิดอก ในนิตยสารดิฉันว่า…</p>
<p>&#8220;ทุกวันนี้ ป๋าจะขี่จักรยานตอนเช้า ใส่เสื้อตัวเดียว นุ่งกางเกงแพร ใส่หมวกงอบ แล้วขี่จักรยานวนไปรอบๆ โรงงาน เจออะไรไม่เรียบร้อย ก็จะแวะเข้าไปดู&#8221;</p>
<p>&#8220;จนมีเรื่องตลกเล่าว่า ครั้งหนึ่งมียามหน้าใหม่ไม่รู้จักเฉลียว อยู่วิทยา เมื่อเขาเห็นลุงแก่ๆ ขี่จักรยานเข้ามาในโรงงาน ซึ่งเป็นเขตที่คนนอกห้ามเข้า เขาจึงตะโกนห้ามว่า…ลุง…ลุง…ห้ามเข้า เผอิญยามอีก 2 คน ซึ่งเป็นยามเก่าเห็นพอดี จึงเดินมาสะกิด และบอกยามหนุ่มว่านี่คือผู้จัดการโรงงาน งานนั้นก็เลยเล่นเอายามหนุ่มถึงกับหน้าถอดสี&#8221;</p>
<p>นอกจากเรื่องดังกล่าว &#8220;สุทธิรัตน์&#8221; ยังเล่าถึง &#8220;ป๋า&#8221; หรือ &#8220;เฉลียว&#8221; ตอนที่บุกเบิกธุรกิจในนิตยสารเล่มเดียวกันว่า…</p>
<p>&#8220;ป๋าคือผู้บุกเบิก และก่อตั้งบริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง และจากบริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน จนกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเป็นพันคน และจากเครื่องดื่มที่ป๋าต้องเอาไปเทสต์ตลาด โดยการเปิดให้คนขับรถสิบล้อชิมฟรี&#8221;</p>
<p>&#8220;จนกลายเป็นเครื่องดื่มเรดบูล ที่จำหน่ายในประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา แอฟริกา และเอเชีย มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย แต่ที่เป็นเช่นนั้น เพราะป๋าทำงานหนักมาตลอด&#8221;</p>
<p>เป็นการทำงานหนักตั้งแต่เด็กๆ เพราะหลังจากที่ &#8220;เฉลียว&#8221; จบชั้นประถม 4 เขาทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นขึ้นล่องส่งผลไม้จากเหนือลงใต้</p>
<p>หรือขาไปนำทุเรียนลงเรือแจวเต็มลำ แต่ขากลับนำส้มโอลงมาขาย</p>
<p>เขาก็ทำมาแล้ว !</p>
<p>กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และขณะนั้นเมืองไทยกำลังขาดแคลนเครื่องยาเวชภัณฑ์ เขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าสั่งยาจากต่างประเทศเข้ามาขายในเมืองไทย เห็นทีต้องขายได้แน่ๆ</p>
<p>โดยเฉพาะยาประเภทแก้ปวดหัว ตัวร้อน และยาแก้ไข้เด็ก</p>
<p>ซึ่งก็เป็นจริง แล้วหลังจากนั้น เขาก็เกิดความคิดที่อยากจะตั้งโรงงานผลิตยาเสียเอง ซึ่งมียาแก้ไข ที.ซี.มัยซิน,ยาน้ำเบบี้ดอล,ยาเม็ดลาย และอื่นๆ อีกมาก</p>
<p>กล่าวกันว่า ธุรกิจยาทำให้ &#8220;เฉลียว&#8221; มีเงินเข้ากระเป๋าอยู่พอสมควร จนทำให้เขาเริ่มมองไปที่ธุรกิจอื่นๆ บ้าง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มชูกำลัง</p>
<p>เพราะขณะนั้นเครื่องดื่มชูกำลังอย่างลิโพวิตันดี ของประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างจะเป็นผู้นำตลาด จนทิ้ง &#8220;ป๊อปปิ้นดี&#8221; ซึ่งเป็นแบรนด์ของไทย</p>
<p>&#8220;เฉลียว&#8221;เกิดความคิดว่า เมื่อช่องว่างทางการตลาดห่างชั้นกันอย่างไม่เห็นฝุ่น เขาก็น่าที่จะสร้างแบรนด์ใหม่เข้ามาแทรกตลาดได้</p>
<p><strong>ที่สุดจึงลอนซ์โปรดัคต์ &#8220;กระทิงแดง&#8221; ออกสู่ตลาดเมื่อหลายสิบปีผ่านมา บนเนื้อที่ไม่กี่ไร่ บริเวณถนนเอกชัย และเริ่มต้นจากพนักงานไม่ถึง 10 คน</strong></p>
<p>ที่สำคัญ โลโก้กระทิงแดง &#8220;เฉลียว&#8221; เป็นคนออกแบบเองด้วย เพราะเห็นว่ากระทิงเป็นสัญลักษณ์ของพลัง ดังนั้น ถ้าใครดื่มเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อ &#8220;กระทิงแดง&#8221; คนคนนั้นก็จะมีพลังทำงานอย่างมหาศาล</p>
<p>ซึ่งเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี แต่แล้วจู่ๆ &#8220;พล.ต.สุตสาย หัสดิน ณ อยุธยา&#8221; ผู้นำกลุ่มการเมืองกระทิงแดงสมัย 14 ตุลาคม 2516-6 ตุลาคม 2519 ก็ออกมาประกาศว่า &#8220;เฉลียว&#8221; มีนัยยะอะไรซ่อนเร้นหรือเปล่า</p>
<p>เพราะชื่อเครื่องดื่มชูกำลังไปพ้องกับชื่อกลุ่มการเมือง</p>
<p>ผลเช่นนี้เอง จึงทำให้ &#8220;เฉลียว&#8221; ต้องนำเอกสารจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จากกระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่าเครื่องหมายการค้ายี่ห้อกระทิงแดง จดทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2516</p>
<p>ที่สุดทุกอย่างจึงจบลงด้วยดี !</p>
<p>แล้วจากนั้น &#8220;กระทิงแดง&#8221; ก็โลดแล่นไปตามเกมธุรกิจ ที่ไม่เพียงจะทำให้ยอดขายทวีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หากในปี 2531 &#8220;เฉลียว&#8221; ยังได้ร่วมทุนกับ &#8220;มร.ดีทริช มาเดอชิทช์&#8221; ด้วยการนำ &#8220;Red Bull&#8221; ออกสู่ตลาดโลก</p>
<p>ซึ่งเรื่องนี้ &#8220;สุทธิรัตน์&#8221; ให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับเดียวกันว่า…</p>
<p>&#8220;ตอนแรกที่เรดบูลเข้าไปในตลาดยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่หินที่สุด เพราะคนยุโรปไม่คุ้นเคยกับคำว่า energy drink ดังนั้น เมื่อกระทิงแดงคือสินค้าตัวแรกที่คนยุโรปรู้จัก เขาจึงรู้สึกงงๆ อยู่บ้าง ยิ่งเมื่อเขาเห็นคำว่า Produce of Thailand เขาก็ยิ่งงงเข้าไปอีก&#8221;</p>
<p>&#8220;อีกอย่างกระทิงแดงที่ขายในยุโรป และอเมริกามีรูปร่าง และรูปแบบแตกต่างไปจากที่ขายในเมืองไทย เพราะเมืองไทยจะคุ้นเคยกับเครื่องดื่มที่บรรจุในขวดทรงเหลี่ยมสีน้ำตาล แต่ในตลาดยุโรป และอเมริกา บรรจุภัณฑ์จะเป็นกระป๋องสีฟ้า ส่วนแถบเอเชียจะเป็นกระป๋องสีทอง กับสีแดง แต่ใช้ยี่ห้อเดียวกันคือเรดบูลทั้งหมด&#8221;</p>
<p>นอกจากมุมมองในเรื่องธุรกิจ &#8220;สุทธิรัตน์&#8221; ยังให้สัมภาษณ์พูดถึง &#8220;ป๋า&#8221; ของเธออีกว่า…</p>
<p><strong>&#8220;ทั้งเนื้อทั้งตัวของป๋า ไม่มีเครื่องประดับอื่นเลย นอกจากนาฬิกาเรือนเดียวยี่ห้อราโด้ เสื้อผ้าก็ไม่ยอมซื้อ ไม่พกเงิน ป๋าชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายๆ สมถะ แต่สิ่งที่ป๋าสอนลูกๆแบบไม่สอนเลยคือป๋าจะทำงานตลอดเวลา คือทำให้ลูกๆ เห็น&#8221;</strong></p>
<p>&#8220;ซึ่งดิฉัน ก็เชื่อว่าลูกๆ ก็ได้รับอิทธิพลจากป๋ามาบ้าง และครั้งหนึ่ง มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเสนอชื่อที่จะมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่ป๋า แต่ป๋ากลับปฏิเสธ และบอกเขาไปว่า ผมว่าไม่เป็นการยุติธรรมเลย เพราะผมไม่ได้เรียนมา จะไปเอาเปรียบกับคนที่เรียนมาได้อย่างไร&#8221;</p>
<p>นั่นเป็นตัวตนของ &#8220;เฉลียว&#8221; อย่างหนึ่ง ที่คนใกล้ชิดรู้จักเป็นอย่างดี ดังนั้น ไม่ว่าวันนี้ และวันหน้า ที่ชายปัจฉิมวัยจะมีอายุ 80 กว่าปีแล้วก็ตาม</p>
<p>แต่ก็เชื่อได้ว่า &#8220;เฉลียว&#8221; คือบุคคลหนึ่ง ที่เขียนประวัติศาสตร์ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก ทั้งๆ ที่เขาจบเพียงชั้นประถม 4 เท่านั้นเอง</p>
<p>แต่สามารถสร้างตัว จนกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 292 ของโลก และมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของประเทศไทย ด้วยการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ในปี 2548</p>
<p>เป็น 2548 ที่เชื่อมโยงไปถึงปี 2549 ก็เชื่อได้ว่า &#8220;เฉลียว&#8221; คงมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกมากมาย มากมายจนใครก็คาดไม่ถึงว่า ทำไมเขาถึงเป็นบุรุษผู้ซ่อนกายมาจนวันนี้</p>
<p><strong>จนวันที่แทบไม่มีใครเคยเห็นร่างเงาของเขาเลย ?</strong></p>
<p><strong>Credit :</strong></p>
<p><a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7_%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7_%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2</a></p>
<p><a href="http://74.125.153.132/search?q=cache:M0etAlxo5UUJ:www.tsu.ac.th/coop/files/yuuvit.doc+%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7+%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;cd=10&amp;hl=th&amp;ct=clnk&amp;gl=th" target="_blank">http://74.125.153.132/search?q=cache:M0etAlxo5UUJ:www.tsu.ac.th/coop/files/yuuvit.doc+%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7+%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;cd=10&amp;hl=th&amp;ct=clnk&amp;gl=th</a></p>
<p><a href="http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=thosaponk&amp;month=12-2006&amp;date=07&amp;group=8&amp;gblog=34" target="_blank">http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=thosaponk&amp;month=12-2006&amp;date=07&amp;group=8&amp;gblog=34</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) เจ้าของแนวคิดธนาคารเพื่อคนจน และรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2006</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa-muhammad-yunus-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa-muhammad-yunus-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Sep 2009 06:13:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Biography]]></category>
		<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Grameen Bank]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[Muhammad Yunus]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรามีน]]></category>
		<category><![CDATA[มูฮัมหมัด ยูนุส]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครเครดิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7528</guid>
		<description><![CDATA[ยูนุส ในพิธีมอบรางวัลโนเบล เมื่อเดือนธันวาคม ๒๐๐๖ ณ กรุงออสโล  “คณะกรรมการโนเบลขอมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี ค.ศ. 2006 ให้แก่ มูฮัมหมัด ยูนุส และธนาคารกรามีน เพื่อตอบแทนความพยายามของพวกเขาที่จะรังสรรค์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมจากรากหญ้า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่สามารถบังเกิดได้ในโลก จนกว่าประชากรจำนวนมากจะพบวิธีหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร สินเชื่อเพื่อผู้ยากไร้ (ไมโครเครดิต) เป็นวิธีหนึ่ง นอกจากนี้การพัฒนาจากรากหญ้ายังช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอีกด้วย มูฮัมหมัด ยูนุส ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือผู้นำที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อช่วยเหลือคนหลายล้านคน ทั้งในบังกลาเทศและอีกหลายประเทศทั่วโลก ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า การให้สินเชื่อแก่คนจนที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ไม่มีทางทำได้ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ กว่า ๓๐ ปีที่แล้ว ยูนุสได้พัฒนาแนวคิดเรื่องไมโครเครดิตผ่านธนาคารกรามีน ให้เป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการต่อสู้กับความยากจน ธนาคารกรามีนได้กลายเป็นแหล่งผลิตไอเดียและโมเดลสำหรับสถาบันไมโครเครดิตที่เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก  ทุกคนในโลกล้วนมีทั้งศักยภาพและสิทธิที่จะใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะพอควร ยูนุสและธนาคารกรามีนได้พิสูจน์ว่า แม้กระทั่งผู้ยากไร้ที่ยากจนข้นแค้นที่สุด ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในวัฒนธรรมหรืออารยธรรมใด ๆ ในสังคมคนจน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องต่อสู้กับสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่กดขี่พวกเธอ ไมโครเครดิตได้แสดงให้โลกเห็นพลังแห่งการปลดปล่อยที่สำคัญ เราไม่อาจบรรลุความเจริญทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ได้ จนกว่าผู้หญิงทั้งมวลซึ่งเป็นประชากรกว่าครึ่งของโลก จะมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันกับผู้ชาย วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของยูนุส คือการกำจัดความยากจนให้หมดไปจากโลก วิสัยทัศน์นี้ไม่สามารถเป็นจริงได้ด้วยไมโครเครดิตเพียงอย่างเดียว แต่ มูฮัมหมัด ยูนุส และธนาคารกรามีน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7529" title="yunus1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/yunus1.jpg" alt="yunus1" width="193" height="290" /></p>
<p>ยูนุส ในพิธีมอบรางวัลโนเบล เมื่อเดือนธันวาคม ๒๐๐๖ ณ กรุงออสโล<span style="color: #000000;"> </span></p>
<div><span style="color: #000000;"><strong>“คณะกรรมการโนเบลขอมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี ค.ศ. 2006 ให้แก่ มูฮัมหมัด ยูนุส และธนาคารกรามีน เพื่อตอบแทนความพยายามของพวกเขาที่จะรังสรรค์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมจากรากหญ้า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่สามารถบังเกิดได้ในโลก จนกว่าประชากรจำนวนมากจะพบวิธีหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร สินเชื่อเพื่อผู้ยากไร้ (ไมโครเครดิต) เป็นวิธีหนึ่ง นอกจากนี้การพัฒนาจากรากหญ้ายังช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอีกด้วย</strong></span></div>
<p><span style="color: #000000;"><strong>มูฮัมหมัด ยูนุส ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือผู้นำที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อช่วยเหลือคนหลายล้านคน ทั้งในบังกลาเทศและอีกหลายประเทศทั่วโลก ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า การให้สินเชื่อแก่คนจนที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ไม่มีทางทำได้ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ กว่า ๓๐ ปีที่แล้ว ยูนุสได้พัฒนาแนวคิดเรื่องไมโครเครดิตผ่านธนาคารกรามีน ให้เป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการต่อสู้กับความยากจน ธนาคารกรามีนได้กลายเป็นแหล่งผลิตไอเดียและโมเดลสำหรับสถาบันไมโครเครดิตที่เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก</strong></span> </p>
<p><strong>ทุกคนในโลกล้วนมีทั้งศักยภาพและสิทธิที่จะใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะพอควร ยูนุสและธนาคารกรามีนได้พิสูจน์ว่า แม้กระทั่งผู้ยากไร้ที่ยากจนข้นแค้นที่สุด ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในวัฒนธรรมหรืออารยธรรมใด ๆ</strong></p>
<p><strong>ในสังคมคนจน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องต่อสู้กับสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่กดขี่พวกเธอ ไมโครเครดิตได้แสดงให้โลกเห็นพลังแห่งการปลดปล่อยที่สำคัญ เราไม่อาจบรรลุความเจริญทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ได้ จนกว่าผู้หญิงทั้งมวลซึ่งเป็นประชากรกว่าครึ่งของโลก จะมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันกับผู้ชาย</strong></p>
<p><strong>วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของยูนุส คือการกำจัดความยากจนให้หมดไปจากโลก วิสัยทัศน์นี้ไม่สามารถเป็นจริงได้ด้วยไมโครเครดิตเพียงอย่างเดียว แต่ มูฮัมหมัด ยูนุส และธนาคารกรามีน ได้แสดงให้โลกเห็นว่า ไมโครเครดิตจะต้องเป็นส่วนสำคัญของความพยายามดังกล่าว”</strong></p>
<p> </p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><span style="color: #000000;">- คำประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี ค.ศ. ๒๐๐๖ -</span></div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;"> </span> </div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;"><strong>ประกายแห่งจิตสาธารณะ</strong></span></div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;"> </span> </div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><strong>มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus)</strong> เกิดเมื่อปี ๑๙๔๐ ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ บาธัว อำเภอฮาตาซารี เมืองจิตตะกอง ศูนย์กลางธุรกิจของประเทศในยุคก่อนที่บังกลาเทศจะเป็นเอกราชจากปากีสถาน (สมัยนั้นชื่อของบังกลาเทศคือ “ปากีสถานตะวันออก”) เขาเป็นบุตรคนที่ ๓ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ๑๔ คน ซึ่ง ๕ คนในจำนวนนั้นตายตอนเป็นเด็กทารก หลังจากใช้ชีวิตวัยเด็กในหมู่บ้านได้ ๗ ปี ครอบครัวของเขาก็ย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง เมื่อพ่อของเขาเปิดร้านขายเพชรพลอย ฐานะของครอบครัวยูนุสก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น พ่อแม่สามารถส่งยูนุสเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนและมหาวิทยาลัยท้องถิ่น จนจบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ คะแนนกว่าร้อยละ ๙๘ ตอนจบปริญญาโททำให้ยูนุสได้รับทุนฟุลไบรต์ (Fulbright Scholarship) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt University) ในสหรัฐอเมริกา</div>
<p>ระหว่างที่ทำปริญญาเอกอยู่นั้น ยูนุสเริ่มทำงานเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิดเดิลเทนเนสซีสเตต (Middle Tennessee State University) ในปี ๑๙๗๐ ปีถัดมา สงครามเพื่ออิสรภาพของบังกลาเทศปะทุขึ้นอย่างดุเดือด นับเป็นเชื้อไฟชิ้นแรกที่โหมจิตสาธารณะของยูนุสให้เปล่งประกาย เมื่อเขาร่วมมือกับชาวบังกลาเทศโพ้นทะเลอีกหลายคน ก่อตั้ง “คณะกรรมการพลเรือนบังกลาเทศ” (Bangladesh Citizen’s Committee) และ “ศูนย์ข้อมูลบังกลาเทศ” (Bangladesh Information Centre) เพื่อเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับกองกำลังกู้ชาติ และล็อบบีผู้มีอำนาจในกรุงวอชิงตันให้สนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราช</p>
<p>ยูนุสเรียนจบปริญญาเอกในปีเดียวกับที่บังกลาเทศได้รับเอกราช เขาตัดสินใจบินกลับบ้านเกิดในปี ๑๙๗๑ ยูนุสบรรยายความรู้สึกของเขาในช่วงนั้นไว้ในหนังสือ นายธนาคารเพื่อคนจน (Banker to the Poor) ว่า</p>
<p><strong>“สงคราม (เพื่ออิสรภาพ) ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ชาวบังกลาเทศกว่า ๓ ล้านคนจบชีวิตในสงคราม และอีก ๑๐ ล้านคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศอินเดีย ประชาชนอีกหลายล้านคนตกเป็นเหยื่อข่มขืนและทารุณกรรมอื่น ๆ ของทหารปากีสถาน กว่าสงครามจะจบลง เศรษฐกิจของบังกลาเทศก็พังพินาศอย่างย่อยยับ คนเป็นล้านๆ คนต้องหาที่อยู่ใหม่ ผมตระหนักว่า ผมต้องกลับบ้านและพยายามมีส่วนร่วมในการสร้างชาติใหม่ ผมคิดว่านั่นคือหน้าที่”</strong></p>
<p>ยูนุสเริ่มสอนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจิตตะกองในปี ๑๙๗๓ เขาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ พ่อให้เขายืมรถขับไปสอนหนังสือ ระหว่างทางจากบ้านไปมหาวิทยาลัย ยูนุสต้องขับรถผ่านหมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่งชื่อ โจบร้า (Jobra) <strong>หลังจากที่ได้เห็นความยากไร้ด้วยตาตัวเองแทบทุกวัน ยูนุสก็เริ่มรู้สึกว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เขาได้ร่ำเรียนจนจบดอกเตอร์มานั้น ช่างห่างไกลกันเหลือเกินกับชีวิตของผู้ยากไร้</strong> เขาเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ใน นายธนาคารเพื่อคนจน ว่า</p>
<p><strong>“การวิเคราะห์ (ของนักเศรษฐศาสตร์) เกี่ยวกับสาเหตุของความยากจนนั้น เน้นหนักที่การหาคำตอบว่าเหตุใดบางประเทศจึงยากจน แทนที่จะหาคำตอบว่าเหตุใดประชากรบางกลุ่มจึงมีชีวิตอยู่ใต้เส้นความยากจน นักเศรษฐศาสตร์ที่มีจิตสำนึกทางสังคมมักพูดถึง ‘สิทธิ’ ต่าง ๆ ของคนจน แต่สิ่งที่ผมยังไม่รู้เกี่ยวกับความหิวโหย แต่ได้เรียนรู้ตลอด ๒๒ ปีให้หลัง คือข้อเท็จจริงที่ว่า นักเศรษฐศาสตร์ผู้ฉลาดปราดเปรื่องด้านทฤษฎีทั้งหลาย มองไม่เห็นความสำคัญของการอภิปรายเรื่องความยากจนและความหิวโหย เพราะพวกเขาเชื่อว่าปัญหานี้จะหมดไปเองเมื่อเศรษฐกิจทั้งระบบเจริญขึ้น นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้หมดพลังสมองไปกับการแจกแจงกระบวนการพัฒนาและความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่ไม่สนใจศึกษาสาเหตุและการดำรงอยู่ของความยากไร้และความหิวโหย ผลที่เกิดขึ้นจากความละเลยนี้คือ ความยากจนก็ดำรงอยู่ต่อไป”</strong></p>
<p>ในปี ๑๙๗๔ บังกลาเทศประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงอย่างรุนแรง รวมถึงหมู่บ้านโจบร้าด้วย ความท้อแท้และหมดหวังของยูนุสที่มีต่อตำราเศรษฐศาสตร์พุ่งถึงขีดสุด เขาตัดสินใจทิ้งห้องเรียนไว้เบื้องหลังเพื่อหาวิธีช่วยเหลือคนจนอย่างจริงจัง เริ่มด้วยโครงการวิจัยภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของหมู่บ้านโจบร้า โดยให้นักเรียนของเขาเก็บข้อมูลด้วยการเดินสายสัมภาษณ์ชาวบ้าน หลังจากนั้นไม่นาน <strong>วิชาเศรษฐศาสตร์ของยูนุสก็กลายเป็น “เศรษฐศาสตร์ภาคสนาม”</strong> อย่างแท้จริง</p>
<p>การลงพื้นที่หลายครั้งทำให้ยูนุสพบว่า หนึ่งในรากของปัญหาภัยแล้งที่โจบร้าและในหมู่บ้านกว่าค่อนประเทศในช่วงนั้นคือ ปั๊มน้ำและบ่อน้ำบาดาลหลายบ่อที่รัฐบาลให้เงินขุด ถูกปล่อยให้เหือดแห้งอย่างไม่ไยดี ทั้งๆ ที่น้ำจากบ่อน้ำเหล่านี้จะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการเกี่ยวข้าวในหน้าแล้ง ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะชาวบ้านเกี่ยงกันว่าใครควรเป็นคนจ่ายเงินค่าดูแลรักษาบ่อ ยูนุสเรียกประชุมลูกบ้านในโจบร้า เสนอให้จัดตั้งสหกรณ์เพื่อการเกษตรแบบใหม่ที่เขาเรียกว่า <strong>“ฟาร์มสามหุ้น” (Tebhaga Khamar)</strong> โดยให้เจ้าของที่ดินยอมให้ชาวนาใช้ที่ในหน้าแล้ง ชาวนาลงแรงปลูกข้าว ส่วนยูนุสเป็นคนออกค่าเชื้อเพลิงที่ต้องใช้สำหรับปั๊มน้ำ ค่าเมล็ดพืช ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และความรู้ทางเทคนิค เมื่อชาวนาเกี่ยวข้าวไปขายแล้ว ก็เอารายได้มาแบ่งกันฝ่ายละ ๑ ใน ๓ ยูนุสแต่งตั้งให้นักเรียน ๔ คนที่เรียนในวิชาของเขา ทำหน้าที่เป็นผู้นำชาวบ้าน และใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะหว่านล้อมให้ชาวบ้านทุกครัวเรือน ตั้งแต่เจ้าของบ่อน้ำ ชาวนาผู้มีฐานะ และแรงงานเกษตรไร้ที่ดิน ยอมหันหน้ามาร่วมมือกัน</p>
<p><strong>โครงการฟาร์มสามหุ้นประสบผลสำเร็จเกินคาด โจบร้ากลายเป็นหมู่บ้านแรก ๆ ในบังกลาเทศที่เก็บเกี่ยวข้าวในฤดูแล้งได้ แม้ว่ายูนุสเองจะขาดทุนกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะชาวนาบางคนมุบมิบรายได้เอาไว้ ไม่แบ่งให้ยูนุส ๑ ใน ๓ ตามสัญญา ต่อมารัฐบาลบังกลาเทศนำแนวคิดนี้ของยูนุสไปใช้ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการปัจจัยการผลิตเหมาจ่าย” (Packaged Input Programme) &#8211; แน่นอน โดยไม่ให้เครดิตกับคนต้นคิด ไม่ต่างจากรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งที่ชอบอุปโลกน์ความคิดของคนอื่นมาเป็นของตัว</strong></p>
<p>แต่สิ่งหนึ่งที่ยูนุสไม่คาดคิดมาก่อนคือ ความสำเร็จของฟาร์มสามหุ้นกลับช่วยขับเน้นปัญหาของคนจนที่แร้นแค้นที่สุดให้เด่นชัด ความพยายามของยูนุสที่จะแก้ปัญหานี้ได้นำไปสู่การก่อตั้งธนาคารเพื่อคนจนแห่งแรกของโลกในอีกไม่กี่ปีต่อมา</p>
<p><strong>กำเนิดธนาคารกรามีน</strong></p>
<p>ระหว่างช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตของฟาร์มสามหุ้น ยูนุสสังเกตว่ากลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์น้อยที่สุดจากโครงการนี้คือแรงงานรับจ้างฝัดข้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ถูกสามีทิ้งหรือหย่า และมีลูกติด หญิงเหล่านี้ต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ แลกกับค่าจ้างเพียงวันละไม่ถึง ๒๐ บาท ความลำบากของพวกเธอทำให้ยูนุสมองเห็นว่า ยิ่งชาวนามีฐานะดีเท่าไร เขาก็จะยิ่งได้ประโยชน์จากโครงการฟาร์มสามหุ้นเท่านั้น แต่โครงการนี้ไม่ได้ช่วยผู้ยากไร้อย่างยั่งยืน เพราะหลังจากทำงานหนักเพียงไม่กี่สัปดาห์ ผู้หญิงยากไร้เหล่านี้ก็จะกลับไปเป็นคนตกงานเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่ถ้าพวกเธอมีทุนรอนพอที่จะซื้อที่นามาทำเอง รายได้ของพวกเธอน่าจะดีกว่านี้ ๔-๕ เท่า ประสบการณ์นี้ทำให้ยูนุสตระหนักว่า “คนจน” นั้นมีหลายระดับ และประโยชน์จากโครงการช่วยเหลือคนจนต่าง ๆ อาจตกไม่ถึงมือคนจนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หากผู้คุมโครงการไม่พยายามแยกแยะคนจนแต่ละระดับ และวางหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือที่รัดกุมพอที่จะไม่ให้คนที่ “จนน้อยกว่า” เอาเปรียบคนที่จนที่สุดของสังคมได้</p>
<p><strong>ในปีต่อมา ยูนุสใช้ความพยายามมากขึ้นในการหาทางช่วยเหลือคนที่จนจริงๆ เขาออกตระเวนเก็บข้อมูลของคนที่จนที่สุดในหมู่บ้านโจบร้า พบว่าคนกลุ่มนั้นเป็นผู้หญิง ๔๒ คนที่ล้วนมีอาชีพทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ พวกเธอต้องกู้เงินจากเจ้าหนี้นอกระบบในอัตราแพงลิบลิ่ว คือดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน เพื่อซื้อไม้ไผ่มาสาน หลังจากนั้นก็ต้องขายเฟอร์นิเจอร์คืนให้แก่เจ้าหนี้นอกระบบ ได้กำไรเพียงครั้งละ ๕ ตากา หรือประมาณ ๒ บาท ๕๐ สตางค์เท่านั้น รายได้อันน้อยนิดนี้ทำให้พวกเธอแทบไม่มีทางหาเลี้ยงครอบครัวได้ พวกเธอรวม ๔๒ คนเป็นหนี้นอกระบบจำนวน ๘๕๖ ตากา หรือประมาณ ๔๒๘ บาท คิดเป็นหนี้เฉลี่ยคนละ ๑๐ บาทเท่านั้น ยูนุสตัดสินใจควักกระเป๋าให้พวกเธอยืมเงินเขาไปใช้คืนเจ้าหนี้โดยไม่คิดดอกเบี้ย</strong></p>
<p>คืนนั้นยูนุสนอนไม่หลับ จนกระทั่งเขาคิดได้ว่า วิธีเดียวที่จะทำให้คนยากไร้หลุดพ้นจากวังวนอุบาทว์ของหนี้นอกระบบอันแพงมหาโหด คือ<strong>จะต้องมีธนาคารที่ยอมปล่อยเงินกู้ให้แก่คนจนโดยคิดดอกเบี้ยอัตราตลาด และไม่เรียกหลักประกัน เพราะคนจนย่อมไม่มีทรัพย์สินใดๆ ที่จะใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้</strong></p>
<p>วันรุ่งขึ้น ยูนุสไปเจรจากับธนาคารรัฐแห่งหนึ่งในเมือง เพื่อขอเงินกู้ให้แก่คนจน แน่นอน เจ้าหน้าที่ธนาคารปฏิเสธข้อเสนอของยูนุส เขายืนกรานว่า ไม่มีธนาคารไหนในโลกที่จะให้คนจนกู้เงินโดยไม่มีหลักประกัน แถมคิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด เพราะคนจนมีความเสี่ยงสูงที่จะชำระหนี้ไม่ได้</p>
<p><strong>ยูนุสวิงวอนว่า ธนาคารน่าจะยอมเชื่อมั่นในศักยภาพของคนจนหน่อย เพราะถ้าคนเหล่านี้ไม่มีความสามารถจริงๆ ก็คงอดตายไปนานแล้ว ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขายังมีลมหายใจพอที่จะเอาตัวรอดได้ ก็น่าจะเป็น “หลักประกัน” ที่เพียงพอสำหรับธนาคารแล้วว่า ลูกหนี้เหล่านี้จะต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระหนี้ให้ได้ เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า เงินกู้ก้อนนี้นับเป็น “โอกาสสุดท้าย” ของชีวิต ไม่อย่างนั้นก็ต้องซมซานกลับไปหาเจ้าหนี้นอกระบบอีก</strong></p>
<p>ความเชื่อมั่นของยูนุสข้อนี้ ตรงกับความคิดของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ วัฒนธรรมความจน ว่า</p>
<p><strong>“&#8230;การกู้หนี้ยืมสินเป็นความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวัฒนธรรมความจน (จะยืมเป็นข้าวหรือยืมเป็นเงินก็ตาม) เพราะฉะนั้นคนจนจะต้องรักษาแหล่งกู้ของเขาให้ดำรงอยู่กับเขาตลอดไป เพราะชีวิตของคนจนเข้าถึงแหล่งกู้ได้จำกัด จะรักษาได้ก็โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแหล่งกู้นั้นๆ สิ่งแรกก็คือ ต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่คดโกง การที่ไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ได้ตามกำหนดเวลา กับการตั้งใจเบี้ยวหนี้นั้น ไม่เหมือนกันนะครับ คนจนจะพยายามไม่เบี้ยวหนี้ แต่อาจไม่สามารถหาเงินมาชดใช้เจ้าหนี้ได้ตามเวลา&#8230;<br />
&#8230;ฉะนั้นจึงมีกลไกทางวัฒนธรรมความจนอยู่ ที่จะทำให้คนจนมีความซื่อสัตย์ในเรื่องหนี้สิน”</strong></p>
<p>ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ธนาคารก็ไม่ยอมปล่อยเงินกู้ จนท้ายที่สุดยูนุสต้องยอมเซ็นสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ทั้งก้อนให้แก่คนจน ธนาคารถึงจะยอมปล่อยกู้ให้ กว่าธนาคารจะตกลงกับยูนุส ก็กินเวลากว่า ๖ เดือน จนล่วงเข้าสู่ปี ๑๙๗๗ แต่วิธีนี้ก็ทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายประการ เช่นทุกครั้งที่คนจนอยากเบิกเงินกู้ ยูนุสต้องเป็นคนเซ็นใบขอเบิกเงินกู้ในฐานะผู้ค้ำประกัน ไม่ว่าเขาจะไปไหน ธนาคารก็จะตามส่งแบบฟอร์มต่าง ๆ ให้ยูนุสเซ็นตลอดเวลา โดยไม่ยอมติดต่อกับคนจนผู้กู้โดยตรง</p>
<p><strong>หลังจากที่ทำแบบนี้ตลอดปี ๑๙๗๗ ยูนุสก็ตัดสินใจก่อตั้งธนาคารเพื่อคนจนขึ้นมาเอง</strong> จะได้ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ยากไร้ได้โดยสะดวก <strong>ไม่ต้องคบค้าสมาคมกับธนาคารพาณิชย์ในระบบ ซึ่งเขามองว่าไม่เคยสร้างกลไกใดๆ เพื่อประโยชน์ของผู้ยากไร้อยู่ดี</strong></p>
<p><strong>ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ก่อตั้งขึ้นด้วยกฎหมายพิเศษ ด้วยทุนจดทะเบียน ๑๐๐ ล้านตากา (ประมาณ ๕๐ ล้านบาท)</strong> ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน ๕๐๐ ล้านตากา รัฐบาลบังกลาเทศเป็นผู้ถือหุ้นเริ่มแรกกว่าร้อยละ ๖๐ แต่ค่อยๆ ยอมลดสัดส่วนของตัวเองลงมาให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารกรามีน จนเหลือเพียงร้อยละ ๕.๗ ในปัจจุบัน เพราะยูนุสเชื่อมั่นว่า ลูกหนี้ที่ชำระคืนเงินกู้ตรงเวลา ควรได้รับสิทธิให้เป็นผู้ถือหุ้น กรามีนจะได้เป็น “ธนาคารของคนจน” อย่างแท้จริง ปัจจุบันลูกหนี้ของกรามีนถือหุ้นรวมกันร้อยละ ๙๔.๓ มีสิทธิเลือกกรรมการ ๙ คนในคณะกรรมการธนาคาร กรรมการที่เหลืออีก ๓ คนเป็นตัวแทนรัฐบาล</p>
<p><strong>ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปลายปี ๒๐๐๕ กรามีนปล่อยเงินกู้ไปแล้วกว่า ๑๔๐,๐๐๐ ล้านตากา ให้แก่ผู้ยากไร้จำนวน ๕.๑ ล้านครัวเรือนในบังกลาเทศ ปัจจุบันมีสาขากว่า ๑,๔๐๐ แห่งทั่วประเทศ ให้บริการครอบคลุมหมู่บ้านกว่า ๕๑,๐๐๐ แห่ง หรือกว่า ๓ ใน ๔ ของหมู่บ้านทั่วประเทศ มีหนี้เสียต่ำกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ของสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับที่มาตรฐานสากลถือว่า “ดีมาก”</strong></p>
<p>ในปี ๑๙๙๕ กรามีนประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้จำนวนกว่า ๕,๔๐๐ ล้านตากา เพื่อระดมทุนจากธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ในบังกลาเทศมาชำระคืนเงินกู้จากธนาคารกลาง และเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนของกรามีน ความสำเร็จครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า โมเดลของกรามีนสามารถอยู่ได้ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ และสามารถระดมทุนจากตลาดเงินได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากผู้มีอุปการคุณภาครัฐอีกต่อไป</p>
<p><strong>ความสำเร็จของธนาคารกรามีนเป็นแรงบันดาลใจให้ธนาคารเพื่อผู้ยากไร้อีก ๒๕๐ แห่งในกว่า ๑๐๐ ประเทศทั่วโลก จนทำให้ยูนุสเป็นผู้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ไม่ได้มีผลงานด้านการเคลื่อนไหวต่อต้านสงคราม</strong></p>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;"><strong><img title="yunus2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/yunus2-300x205.jpg" alt="yunus2" width="300" height="205" /></strong></span></div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;">ลูกหนี้ส่วนใหญ่ของธนาคารกรามีนเป็นผู้หญิง</span></div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;"> </span> </div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;"><strong>โมเดลกรามีน</strong> &#8211; โมเดลใหม่ของธุรกิจเพื่อสังคม</span> </div>
<div style="TEXT-ALIGN: left">
<p>เนื่องจากยูนุสตั้งใจให้กรามีนเป็น “ธนาคารเพื่อคนจน” ตั้งแต่แรก (“กรามีน” แปลว่า “ชนบท” หรือ “หมู่บ้าน”) เขาจึงต้องคิดค้นโมเดลใหม่ในการดำเนินธุรกิจ เพราะโมเดลของธนาคารพาณิชย์กระแสหลักตั้งอยู่บนการเรียกทรัพย์สินเป็นหลักประกัน สัญญาเงินกู้ที่เป็นลายลักษณ์อักษร และรายได้ประจำอันสม่ำเสมอของลูกหนี้ ซึ่งคนจนผู้ไม่รู้หนังสือไม่อาจหาให้ได้ทั้งสามอย่าง</p></div>
<p>ปัจจัยและกระบวนการที่นำไปสู่ความสำเร็จของธนาคารกรามีน ซึ่งผ่านการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่องแทบทุกปี อาจแบ่งได้เป็น ๓ ประการหลัก ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>๑. การยึดมั่นในเป้าหมายที่จะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่แสวงหากำไร ไม่ใช่องค์กรการกุศล</strong></span></p>
<div><strong>ยูนุสตั้งใจให้ธนาคารกรามีนเป็นธนาคารจริงๆ กล่าวคือ เป็นธนาคารพาณิชย์ที่คิดดอกเบี้ย และต้องการเงินกู้คืนจากลูกหนี้ ไม่ใช่องค์กรการกุศลเอาเงินบริจาคมา “แจก” ให้คนจนเฉย ๆ ความแตกต่างในระดับวิสัยทัศน์ระหว่างธนาคารกรามีนกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปอยู่ที่ “เป้าหมายสูงสุด” ของการให้บริการ ดังคำอธิบายบนเว็บไซต์ของกรามีนว่า</strong></div>
<p><strong>“เป้าหมายหลักของธนาคารพาณิชย์กระแสหลักคือ การสร้างผลกำไรสูงสุด เป้าหมายของธนาคารกรามีนคือ การนำบริการของสถาบันการเงินไปสู่คนจน โดยเฉพาะผู้หญิง ๓ ใน ๔ ของประชากร เพื่อช่วยให้เขาต่อสู้กับความยากจน มีกำไรเลี้ยงตัว และมีฐานะมั่นคง เหล่านี้เป็นเป้าหมายรวมที่เกิดจากวิสัยทัศน์ทางสังคมและเศรษฐกิจ”</strong>  </p>
<p>การที่เป้าหมายสูงสุดของกรามีนคือประโยชน์ทางสังคม ไม่ใช่ตัวเลขกำไร คือคำอธิบายที่สำคัญที่สุดว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” แตกต่างจากธุรกิจธรรมดาอย่างไร และเป้าหมายนี้ก็สอดคล้องกันกับโมเดลธุรกิจของกรามีนด้วย เพราะธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้คนจนผู้ไม่รู้หนังสือที่อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการกรองและติดตามหนี้ ตลอดจนความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ปกติ การทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นมีผลตอบแทนสูงกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่น้อย</p>
<p><strong>นอกจากนี้ การที่กรามีนดำเนินธุรกิจจริง ๆ หมายความว่ามีกระบวนการติดตามให้คนจนชำระหนี้ตรงเวลา ยังช่วยป้องกันปัญหาบิดเบือนแรงจูงใจของลูกหนี้ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า moral hazard ที่มักเกิดขึ้นในกรณีที่คนจนคิดว่าเงินกู้เป็น “เงินให้เปล่า” ที่ไม่จำเป็นต้องใช้คืน ความคิดแบบนี้ทำให้คนจนนำเงินกู้ไปใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคเสมือนเป็นเงินของตัวเอง แทนที่จะนำไป “ลงทุน” ในกิจกรรมที่จะสามารถออกดอกออกผล นำเงินมาชำระดอกเบี้ยและเงินต้นได้</strong></p>
<p>ความเสี่ยงด้าน moral hazard เป็นเหตุผลหลักที่ยูนุสพยายามกีดกันภาครัฐอย่างต่อเนื่อง จำกัดบทบาทของรัฐในกรามีนให้เหลือน้อยที่สุด แม้ว่ารัฐบาลบังกลาเทศแทบทุกยุคจะพยายามหว่านล้อมยูนุสให้ยอมให้รัฐถือหุ้นและมีส่วนร่วมในการบริหารกรามีนมากขึ้น</p>
<div><strong>ทั้งนี้เพราะยูนุสกังวลว่า หากธนาคารอย่างกรามีนกลายเป็นองค์กรรัฐ ภาวะ “สายตาสั้น” ของนักการเมืองที่มักมองว่า คะแนนนิยมของพรรคตัวเองสำคัญกว่าความเจริญอย่างยั่งยืนของประเทศ ก็อาจทำให้นักการเมืองอดไม่ได้ที่จะบิดเบือนแนวคิดของกรามีน เอาไปใช้ในการ “หาเสียง” กับคนจน ด้วยการ “แจก” เงินกู้ที่ไม่หวังเอาคืน หรือโฆษณาว่าจะ “ยกหนี้” ให้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะกดให้คนจนต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐไปเรื่อย ๆ แทนที่จะหาวิธีช่วยตัวเอง</strong></div>
<p><strong>อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ของภาคชนบทไทยที่พุ่งสูงขึ้นมากภายใต้รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อาจเป็นตัวอย่างใกล้ตัวที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความกังวลของยูนุสนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย และรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกอาจมีวิธี “หากิน” กับคนจนอย่างฉาบฉวย หวังผลระยะสั้น และไม่มีทางช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความจนอย่างถาวรได้</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>๒. การสร้างกระบวนการและกลไกต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้คนจนชำระหนี้ได้</strong> </span> </p>
<p>ในเมื่อธนาคารกรามีนต้องการทำธุรกิจกับคนจนที่ไม่มีหลักประกัน ยูนุสจึงต้องคิดค้นกระบวนการและกลไกใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ลูกหนี้ของเขาสามารถชำระหนี้ได้ เพราะถึงแม้ว่าคงไม่มีใครอยาก “เบี้ยวหนี้” กรามีน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนจนทุกคนจะสามารถชำระหนี้ได้ตรงเวลา โดยเฉพาะถ้าธนาคารปล่อยสินเชื่อเกินศักยภาพของลูกหนี้ เช่นถ้าธนาคารปล่อยกู้ให้แก่คนที่มีรายได้เพียง ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ด้วยวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๕ ปี ดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ต่อปี ให้ชำระเงินต้นบางส่วนและดอกเบี้ยทุกเดือน ก็แปลว่าลูกหนี้อาจต้องจ่ายถึงเดือนละ ๔,๒๐๐ บาท ซึ่งแปลว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะชำระหนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะคงไม่มีใครอยู่ได้ด้วยรายได้สุทธิเพียง ๘๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้น</p>
<p>ตัวอย่างกระบวนการและกลไกต่าง ๆ ที่ยูนุสคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้คนจนชำระหนี้ได้เช่น ระบบอนุมัติเงินกู้แบบกลุ่ม (solidarity group) หมายความว่า คนจนที่อยากกู้กรามีน แทนที่จะขอกู้เป็นรายบุคคล ก็ต้องขอกู้เงินเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน ต่างคนต่างเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ซึ่งกันและกัน วิธีนี้เป็นการใช้แรงกดดันทางสังคมสร้างแรงจูงใจให้ชำระหนี้ตรงเวลา เพราะคนที่ชำระหนี้ไม่ได้ แต่เพื่อนร่วมกลุ่มทำได้ คงอับอายขายหน้า และก็จะถูกกดดันหรือได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมกลุ่มให้ชำระหนี้ให้ได้ด้วย เพราะเงินกู้ที่กรามีนให้ครั้งแรกนั้นมีจำนวนน้อย ลูกหนี้ทุกคนในกลุ่มต้องชำระหนี้ให้ครบจำนวน ก่อนที่กรามีนจะอนุมัติเงินกู้ก้อนต่อไป</p>
<p>เนื่องจากกรามีนทำธุรกิจกับคนจน ซึ่งเผชิญกับความเสี่ยงในการดำรงชีวิตสูงกว่าคนอื่นๆ และส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ ทำให้ยูนุสต้องออกแบบเงื่อนไขเงินกู้ที่ค่อนข้างยืดหยุ่น เช่น ให้กู้ในจำนวนน้อย เพียงพอที่จะช่วยในการยังชีพ แต่ไม่มากพอที่จะเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัวได้ คิดแต่ดอกเบี้ยปรกติ ไม่มีดอกเบี้ยทบต้น และส่งพนักงานธนาคารไปเก็บเงินตามบ้าน แทนที่จะให้ลูกหนี้เดินทางไปหาธนาคาร</p>
<p>สมัยที่กรามีนเริ่มต้นใหม่ๆ ยูนุสมักปล่อยเงินกู้จำนวน ๓๖๕ ตากา หรือประมาณ ๑๘๓ บาทต่อปี ให้คนจนชำระคืนเป็นรายวัน วันละ ๑ ตากา วิธีนี้ทำให้จำง่าย และทำให้คนจนไม่รู้สึกว่าเงินกู้ของกรามีนเป็นภาระมากเกินไป ปัจจุบันเงินกู้ของกรามีนมีระยะเวลา ๑ ปี ชำระคืนเงินต้นร้อยละ ๒ ทุกสัปดาห์ ดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ ต่อปี<br />
นอกจากนี้กรามีนยังไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัด คืออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราปรกติ ที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปใช้คิดดอกเบี้ยหลังจากลูกหนี้เริ่มผิดนัดชำระหนี้ วิธีจัดการลูกหนี้ผิดนัดของกรามีนคือ ยอมให้ลูกหนี้ยืดอายุการชำระหนี้ออกไป และจะหยุดคิดดอกเบี้ยทันทีที่ยอดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจนสูงเท่ากับยอดเงินต้น เท่ากับเป็นการจำกัดยอดหนี้ที่คนจนต้องจ่าย ไม่ว่าเขาจะผิดนัดไปนานขนาดไหนก็ตาม</p>
<p>ท้ายที่สุด ลูกหนี้ที่ชำระคืนเงินกู้ตรงเวลาและมีเงินออมระดับหนึ่ง จะมีสิทธิ์ซื้อหุ้น ๑ หุ้นในธนาคาร ในราคาประมาณ ๑๐๐ ตากาหรือ ๕๐ บาท ยูนุสกำหนดให้ลูกหนี้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ซื้อหุ้นธนาคารกรามีน วิธีนี้นอกจากเป็นการทำให้กรามีนเป็น “ธนาคารของคนจน” จริงๆ แล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้คนจนมีความกระตือรือร้นที่จะติดตามผลการดำเนินงานของธนาคารในฐานะ “เจ้าของ” คนหนึ่ง</p>
<p>มาตรการเหล่านี้ทำให้คนจนรู้สึกอบอุ่นใจว่า กรามีนต้องการช่วยเหลือพวกเขาจริงๆ ไม่ใช่เป็นนายทุนขูดรีดที่อยากรีดเลือดกับปู และยิ่งทำให้ลูกหนี้ของกรามีนไว้เนื้อเชื่อใจธนาคาร และตั้งใจมากขึ้นที่จะไม่ผิดสัญญาเงินกู้</p>
<p>กล่าวโดยสรุป หลักการที่นำไปสู่การกำหนดกระบวนการต่างๆ ของกรามีน ไม่ได้ตั้งอยู่บนการตีค่าสินทรัพย์ของลูกหนี้เหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป หากตั้งอยู่บนศักยภาพของลูกหนี้ ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปประเมินค่าของทรัพย์สินที่คนหามาได้แล้ว ในขณะที่กรามีนประเมินศักยภาพซ่อนเร้นของปัจเจกชนที่เพียงแต่รอวันแสดงออก ด้วยแรงกระตุ้นที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานภาพของเขา</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>๓. การให้การศึกษาและมอบอำนาจแก่คนจน (empowerment)</strong> </span></p>
<p><strong>ยูนุสเรียกโมเดลธุรกิจของเขาว่า “trust-based banking” คือธนาคารที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนจนในฐานะลูกหนี้</strong> แต่ลำพังความเชื่อมั่นข้อนี้ไม่พอที่จะช่วยรับประกันได้ว่า คนจนทุกคนจะสามารถชำระหนี้คืนได้ เพราะพวกเขาอาจไม่เคยรู้จักวินัยในการใช้เงิน วิธีบริหารเงิน หรือลู่ทางในการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เนื่องจากต้องหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาเลี้ยงปากท้องวันต่อวัน</p>
<p><strong>ดังนั้นกรามีนจึงทุ่มเททั้งเงินและเวลามากมายในการหาวิธีช่วย “ขับดัน” ให้ศักยภาพที่แฝงเร้นอยู่ในตัวลูกหนี้ทุกคน สามารถทำประโยชน์ให้พวกเขาในชีวิตจริงได้ ตลอดจนช่วยบรรเทาความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตของพวกเขา เช่นกรามีนให้สินเชื่อการศึกษาดอกเบี้ยต่ำสำหรับบุตรหลานของลูกหนี้ สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อการประมง สินเชื่อระบบชลประทาน บังคับให้ลูกหนี้ออมเงินร้อยละ ๕ ของเงินกู้ ในบัญชีออมทรัพย์ กองทุนบำนาญ กองทุนประกันชีวิต และกองทุนฉุกเฉิน</strong></p>
<p>มิติด้านการศึกษาของกรามีนอาจเป็นมิติที่ช่วยเหลือลูกหนี้ให้พ้นปลักแห่งความจนได้อย่างยั่งยืนที่สุด นอกเหนือจากให้การศึกษาลูกหนี้เกี่ยวกับทักษะในการบริหารเงินและวินัยในการใช้จ่าย กรามีนยังสนับสนุนให้ลูกหนี้รับเป้าหมายพื้นฐานต่างๆ ด้านสังคม การศึกษา และสุขภาพ มาเป็นเป้าหมายในชีวิตของตน เช่น ให้ลูกหลานทุกคนได้รับการศึกษา บ้านมีส้วมถูกสุขลักษณะ ไม่มีใครในครอบครัวต้องนอนบนพื้น มีเงินฝากธนาคารไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ตากา (๒,๕๐๐ บาท) และมีแหล่งน้ำดื่มที่สะอาด เป้าหมายเหล่านี้ยังเป็น “ดัชนีความจน” ที่ยูนุสใช้ในการประเมินผลว่า ในแต่ละปีมีลูกหนี้ของกรามีนกี่ครัวเรือนที่หลุดพ้นจากความยากจนได้ (ภายใต้นิยามดังกล่าว ปัจจุบันลูกหนี้กว่าร้อยละ ๕๘ ของกรามีนได้หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว)</p>
<p>การเป็นลูกหนี้ของกรามีนจึงมีความหมายมากกว่าการกู้เงินธรรมดา หากเป็นการ “เข้าถึง” ช่องทางและกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ให้เขาหลุดออกจากวัฏจักร “โง่-จน-เจ็บ” ได้อย่างถาวร</p>
<p>เพราะ “วินัยในการใช้เงิน” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนเกิดมาก็มีโดยอัตโนมัติ ขนาดลูกหนี้บัตรเครดิตที่เป็นสมาชิกชนชั้นกลางหลายต่อหลายคนยังมีปัญหากับการจ่ายเงินตรงเวลา ถ้าไม่วางแผนดี ๆ ล่วงหน้าและตั้งสติทุกครั้งที่รูดบัตร</p>
<p><strong>ไมโครเครดิตในประเทศไทย</strong></p>
<p>ถ้ามองจากนิยามของ “ไมโครเครดิต” ที่ตรงตัวที่สุด นั่นคือ “สินเชื่อสำหรับคนจน” คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า แนวคิดในประเทศไทยที่เหมือนจะ “ตรง” กับโมเดลของยูนุสที่สุดคือ “กองทุนหมู่บ้าน” ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่อมาก็ได้มีการพัฒนาแนวคิดไปใช้กับ “กองทุนเอสเอ็มแอล” ด้วย</p>
<p>แต่เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด โดยเฉพาะเงื่อนไขเงินกู้และขั้นตอนการติดตามผล (ที่แทบไม่มี) กองทุนหมู่บ้านไม่ใช่โมเดลของกรามีนแน่ ๆ เพราะเน้นแต่การให้เงินกู้ในปริมาณมาก ๆ เป็นหลัก โดยไม่สนใจที่จะพัฒนาศักยภาพของลูกหนี้ในระยะยาว</p>
<p>ผลการวิจัยของ ดร. สมชัย จิตสุชน ค้นพบว่า ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๗ กองทุนหมู่บ้านไม่ได้ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และยังพบด้วยว่า กว่าร้อยละ ๕๐ ของชาวบ้านที่ตอบว่าตนเอง “พอใจ” กับนโยบายนี้ ต้องขายทรัพย์สินหรือกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นมาชำระคืนเงินกู้ให้กองทุน นอกจากนี้ ดร. สมชัยยังเปิดเผยต่อหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๙ ว่า จากการลงไปเก็บข้อมูลระหว่างปลายปี ๒๕๔๗ ถึงต้นปี ๒๕๔๘ พบว่า มีลูกหนี้กองทุนหมู่บ้านไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ที่นำเงินกู้ไปขยายกิจการเดิมหรือสร้างกิจการใหม่ ซึ่งนั่นเป็นวิธีเดียวในการใช้เงินกู้อย่าง “เป็นประโยชน์” กับตัวลูกหนี้เองในระยะยาว และช่วยให้เขาชำระหนี้ได้จากคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมจริง ๆ ไม่ใช่ไปขายทรัพย์สินหรือกู้เงินจากที่อื่นมาคืน</p>
<p>เมื่อผนวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า กองทุนหมู่บ้านหลายแห่งป่าวประกาศให้ลูกบ้านมารับเงินกู้ไปง่ายๆ คนละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท โดยแทบไม่ต้องทำอะไร หรือไม่ก็เขียนโครงการจอมปลอมส่งเข้ามา ยิ่งทำให้เห็นชัดว่ากองทุนหมู่บ้านไม่น่าจะช่วยคนจนอย่างยั่งยืนได้เลย นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังมีสิทธิ์แทงหนี้สูญอีกด้วย เพราะลูกหนี้หลายรายคิดว่านี่เป็น “เงินให้เปล่า” จากรัฐบาลหรืออดีตนายกฯ ไม่จำเป็นต้องใช้คืน</p>
<p>นอกจากจะใช้กระบวนการอนุมัติและติดตามหนี้ที่ฉาบฉวยกว่าหลายเท่า กองทุนหมู่บ้านยังแตกต่างจากกรามีนตรงที่ “กลุ่มเป้าหมาย” ไม่ใช่ “คนจน” ที่มีจำนวนประมาณ ๖ ล้านคนทั้งประเทศ หากแต่เป็นลูกบ้านทุกคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ งานวิจัยของ ดร. สมชัยพบว่ามีคนจนเพียงร้อยละ ๗ เท่านั้นที่ได้รับเงินกู้จากกองทุนหมู่บ้าน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐไทยจะไม่เคยนำโมเดลของกรามีนมาใช้อย่างถูกต้องจนเกิดผล <strong>(ซึ่งคงไม่ทำให้ยูนุสแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยคิดว่าพฤติกรรม “หาเสียง” ของนักการเมือง จะไปกันได้กับไมโครเครดิตอยู่แล้ว)</strong> นักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้านของไทยก็ได้ผลิตโมเดล “สถาบันการเงินชุมชน” หลายรูปแบบที่ประสบความสำเร็จใกล้เคียงกับกรามีนในแง่ของการบรรลุเป้าหมายทางสังคม แม้ว่าสถาบันการเงินบางรูปแบบอาจเป็นการแก้ปัญหาจากมุมมองที่แตกต่างกัน</p>
<p>ในภาควิชาการ คณาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดย ผศ. จำนง สมประสงค์ เป็นผู้ริเริ่มนำโมเดลกรามีนมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๔ โดยได้ทดลองจัดตั้ง “ธนาคารหมู่บ้าน” ในหมู่บ้าน ๑๐ แห่งใน ๗ จังหวัดภาคอีสานที่อยู่ภายใต้โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง (หรือที่รู้จักกันดีในชื่อโครงการ “อีสานเขียว”) โดยอาศัยหลักและวิธีการของสหกรณ์ ผสมผสานเข้ากับหลักการของธนาคารพาณิชย์ สอนชาวบ้านให้บริหารจัดการธนาคารด้วยตัวเอง โครงการนี้ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยสรุปได้ว่า ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้ สามารถประหยัด และมีเงินออมเป็นรายเดือน ระบบการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนของธนาคารมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และธนาคารหมู่บ้านมีคณะกรรมการบริหารที่น่าเชื่อถือ</p>
<p>คณะทำงานโครงการพัฒนาธนาคารหมู่บ้านได้ร่วมกันยกระดับฐานะธนาคารหมู่บ้าน จากกลุ่มบุคคลให้เป็นองค์กรนิติบุคคล โดยใช้ชื่อว่า “สมาคมนักพัฒนาหมู่บ้านแห่งประเทศไทย” ได้รับอนุญาตจดทะเบียนสมาคมในเดือนมีนาคม ๒๕๓๗ โดยมี ผศ. จำนง สมประสงค์ เป็นนายกสมาคมคนแรก แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่มีการสานต่อการดำเนินงานของสมาคมดังกล่าวแล้ว</p>
<p>ในภาคประชาชน ปราชญ์ชาวบ้านไทยหลายราย อาทิ ครูชบ ยอดแก้ว และพระสุบิน ปณีโต ประสบความสำเร็จในการจัดตั้ง “สัจจะออมทรัพย์” ขึ้นในชุมชน โดยหว่านล้อมให้ชาวบ้านออมเงินวันละบาท พระสุบินนำแนวคิดนี้ไปผูกเข้ากับคติพุทธเรื่องการทำบุญ ทำให้ชาวบ้านมีเงินออม และกองทุนมีเงินพอที่จะนำไปปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สมาชิกกองทุนได้ ปัจจุบันกองทุนสัจจะออมทรัพย์ที่ใช้แนวคิดของครูชบและพระสุบิน ได้ขยายไปยังตำบลต่าง ๆ แล้ว ๖๒ กองทุน มีสมาชิกกว่า ๔๐,๐๐๐ คน เงินกองทุนกว่า ๑๒.๖ ล้านบาท</p>
<p>ผศ. ดร. ปัทมาวดี ซูซูกิ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชนบทไทย อธิบายให้ผู้เขียนฟังว่า แทบทุกภาคของประเทศไทยมีการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน ไม่ว่าจะในรูปของสัจจะออมทรัพย์ หรือรูปแบบอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน แต่ที่ผ่านมาสถาบันการเงินชุมชนในภาคใต้ประสบความสำเร็จมากกว่าภาคอื่น สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านภาคใต้มีรายได้ค่อนข้างแน่นอนทุกเดือนจากการทำสวนยางพารา จึงสามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอ ต่างจากเกษตรกรในภาคเหนือและภาคอีสานที่มีรายได้เป็นช่วง ๆ ตามฤดูเพาะปลูก ปีไหนฝนฟ้าไม่เป็นใจก็อาจขาดเงินอย่างกะทันหัน</p>
<div><strong>แม้ว่าผลลัพธ์ของแนวคิดในการจัดตั้งสัจจะออมทรัพย์อาจคล้ายกับไมโครเครดิต กล่าวคือ ช่วยให้คนจนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถใช้เงินออม เงินกู้ หรือเงินกองทุน มาช่วยลดความผันผวนต่าง ๆ ในชีวิตได้ แต่โดยหลักการ สัจจะออมทรัพย์ไม่เหมือนกับไมโครเครดิต เพราะเน้นเรื่องการออมในฐานะสวัสดิการพื้นฐาน (social safety net) ของชาวบ้าน ไม่ใช่การกู้เงินไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตอย่างในกรณีของกรามีน</strong></div>
<p><strong>เนื่องจากสัจจะออมทรัพย์รู้ดีว่า สมาชิกคนไหนมี “สัจจะ” คือออมเงินอย่างสม่ำเสมอ จึงสามารถปล่อยเงินกู้ให้แก่สมาชิกที่ประพฤติดีเหล่านี้ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องคิดค้นกระบวนการกรองลูกหนี้แบบกรามีน ซึ่งไม่รู้ว่าลูกหนี้ใหม่แต่ละรายมีนิสัยดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของสัจจะออมทรัพย์เมื่อเทียบกับกรามีนคือ มีเงินทุนไม่มากพอที่จะปล่อยกู้ให้แก่คนจำนวนมากได้ เพราะเงินทุนแทบทั้งหมดมาจากเงินออมที่สมาชิกสมทบเข้ามาเพียงวันละ ๑ บาท จึงต้องใช้เวลานานพอควรกว่าจะเก็บเงินพอให้ชาวบ้านกู้</strong> <strong> </strong></p>
<p>ความสำเร็จของธนาคารกรามีนในบังกลาเทศ ความสำเร็จของธนาคารหมู่บ้านในประเทศไทย และความรู้ความเชี่ยวชาญของปราชญ์ชาวบ้านอย่างครูชบและพระสุบิน ทำให้ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ไมโครเครดิตน่าจะประสบความสำเร็จในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ขอเพียงมีนักวิชาการหรือองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจจะสืบสานเจตนารมณ์ของธนาคารหมู่บ้าน และเรียนรู้จากประสบการณ์ของ “นักเศรษฐศาสตร์ชุมชน” อย่างครูชบและพระสุบินเท่านั้น </p>
<p> <img title="yunus3" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/yunus3.jpg" alt="yunus3" width="193" height="123" /></p>
<p>ลูกหนี้ผู้ยากไร้ของธนาคารกรามีนได้รับการส่งเสริมให้ประกอบอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้มีรายได้มาเลี้ยงตัวเอง</p>
<div style="TEXT-ALIGN: left"> </div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><strong>อนาคตของไมโครเครดิต</strong></div>
<p><strong>หลังจากได้รับรางวัลโนเบล ยูนุสประกาศว่าเขาจะใช้เงินรางวัลส่วนหนึ่งในการก่อตั้งบริษัทผลิตอาหารทารกราคาถูกสำหรับคนจน ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกรามีนและดาโนน (Danone) บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส หลังจากนั้น ยูนุสจะนำเงินที่เหลือไปก่อตั้งโรงพยาบาลจักษุสำหรับคนจน ที่จะใช้เทคโนโลยีสื่อสารแบบ video conference ที่ทันสมัยที่สุด ระหว่างแพทย์ในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ กับโรงพยาบาลในชนบทห่างไกล</strong></p>
<p>แนวคิดเหล่านี้ของยูนุสที่ก้าวล้ำเกินขอบเขตของไมโครเครดิต อาจทำให้หลาย ๆ คนแปลกใจ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อคำนึงถึงความสำเร็จที่ผ่านมาของยูนุสในการระดมทุนจากภาคธุรกิจมาใช้ในโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น กรามีนร่วมมือกับเทเลนอร์ (Telenor) บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของนอร์เวย์ ก่อตั้ง GrameenPhone บริษัทที่ทำธุรกิจขายบริการและเครื่องโทรศัพท์มือถือราคาถูกที่ใช้พลังไฟฟ้า ให้แก่ชาวบ้านหัวใสนำไปขายบริการเป็นโทรศัพท์สาธารณะในหมู่บ้าน นอกจากนี้ บริษัทลูกของกรามีนอีกแห่งคือ Grameen Shakti ขายระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar panel) ให้ชาวบ้านกว่า ๑,๕๐๐ รายต่อเดือน และยอดขายของบริษัทนี้เติบโตในอัตราสูงถึงร้อยละ ๑๕ ต่อปี</p>
<p>รางวัลโนเบลอาจทำให้ยูนุสมีชื่อเสียงมากขึ้นในวงสนทนาทั่วไป แต่ในแวดวงการเงิน ความสำเร็จของธนาคารกรามีนเป็นแรงบันดาลใจให้หลายฝ่ายพยายามเดินตามมานานนับสิบปีแล้ว ปัจจุบันมีสถาบันไมโครเครดิตทั่วโลก รวมทั้งในดินแดนที่ยังร้อนระอุด้วยสงคราม เช่นพม่าและกรุงโคโซโว จัดประชุมสัมมนาไมโครเครดิตระดับโลกเป็นประจำทุกปี สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง ซิตี้กรุ๊ป สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และดอยช์แบงก์ ต่างก็ได้เริ่มขายบริการไมโครเครดิตให้คนจนทั่วโลกแล้ว</p>
<p><strong>การที่ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่หลายรายกระโดดเข้ามาร่วมวงไมโครเครดิต ทำให้หลาย ๆ ฝ่ายรวมทั้งยูนุส เริ่มเกิดความไม่แน่ใจว่า ผู้เล่นรายใหม่เหล่านี้จะ “หลอก” เอาเงินจากคนจน ไม่ต่างจากเจ้าหนี้นอกระบบ ด้วยการคิดดอกเบี้ยแพงๆ และตั้งเงื่อนไขโหดๆ หรือเปล่า เพราะพวกเขาไม่ได้เข้าสู่วงการนี้เพื่อช่วยคนจนเป็นหลัก หากเข้ามาเพื่อแสวงหากำไรสูงสุดเป็นหลัก ต่างจาก “ธุรกิจเพื่อสังคม” อย่างกรามีน ซึ่งถึงแม้จะทำธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้ตั้งกำไรสูงสุดเป็นเป้าหมายหลัก</strong></p>
<p><strong>ตอนนี้ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่าง “นักธุรกิจเพื่อสังคม” อย่างยูนุส กับ “นักธุรกิจเพื่อธุรกิจ” อย่างธนาคารพาณิชย์หลายราย เป็นวิวาทะล่าสุดในวงการไมโครเครดิตปัจจุบัน</strong></p>
<p>ในขณะที่ฝ่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมกำลังเกรงว่านักธุรกิจเพื่อธุรกิจจะบิดเบือนเจตนารมณ์ของไมโครเครดิต นักธุรกิจเพื่อธุรกิจก็ตอบโต้นักธุรกิจเพื่อสังคมว่า ไม่มีทางที่ไมโครเครดิตจะใช้ประโยชน์จากขนาด (economies of scale) มากพอที่จะช่วยคนจนจำนวนมหาศาลบนโลก (ประมาณ ๑.๒ พันล้านคน) ให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ ถ้าไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการระดมทุน ซึ่งมีแต่โมเดล “ธุรกิจเพื่อธุรกิจ” เท่านั้นที่จะทำได้</p>
<p>ผลของวิวาทะเรื่องนี้จะออกมาอย่างไร เวลาเท่านั้นที่จะตอบเราได้ แต่ที่แน่นอนก็คือ กรามีนและยูนุสได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงศักยภาพของคนจน และเพิ่มน้ำหนักให้แก่ความเชื่อมั่นของยูนุสว่า <strong>เงินกู้ควรได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน”</strong> เนื่องจากเงินกู้เป็นความหวังสุดท้ายของผู้ยากไร้ที่สุดของสังคมที่ไม่มีทางเลือกอื่น</p>
<p><strong>บางส่วนจากบทสัมภาษณ์ยูนุสในหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ คืนก่อนพิธีมอบรางวัลโนเบล เดือนธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๖ ช่วยตอกย้ำความเชื่อและวิสัยทัศน์ของยูนุสดังต่อไปนี้</strong></p>
<p><span style="color: #9900ff;"><strong>นิวยอร์กไทมส์ :</strong></span> ไมโครเครดิตมีมานานหลายปีแล้วในบังกลาเทศ อินเดีย และอีกหลายประเทศทั่วโลก แต่ความยากไร้ยังฝังรากลึกอยู่ในประเทศเหล่านั้น ในความคิดของคุณ อะไรคือปัจจัยพื้นฐานที่กีดขวางไม่ให้คนหลุดพ้นจากความยากจน</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ยูนุส :</strong></span> จุดยืนที่ผมมีตลอดมาคือ คนจนไม่ได้เป็นผู้สร้างความจน ระบบต่างหากที่เป็นต้นเหตุ ระบบที่ผมพูดถึงนั้นรวมทั้งสถาบันต่าง ๆ แนวคิด และกรอบเกี่ยวกับการดำรงชีวิต นั่นคือรากฐานของความจน วิธีแก้คือคุณต้องถอนรากถอนโคนระบบนี้ทั้งหมด หรือไม่ถ้ามันฝังรากลึกเกินกว่าที่จะถอนมันออกมาได้แล้ว คุณก็ต้องสร้างสถาบันใหม่ที่ปลอดจากเชื้อไวรัสตัวนี้ขึ้นมา ดังนั้นเราจึงทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทีละแนวคิด ทีละสถาบัน ที่ผ่านมาเราเลือกสถาบันหนึ่งขึ้นมาวิเคราะห์ คือธนาคารพาณิชย์ มันอาจมีอะไรไม่ถูกต้องที่เราสามารถแก้ได้ เราก็เลยสร้างธนาคารแบบใหม่ขึ้นมา ธนาคารแบบที่ไม่ต้องใช้หลักประกัน นั่นคือความสนใจของผม ผมจะไม่หยุดอยู่แค่สิ่งที่ผมเรียกว่าไมโครเครดิต ผมจะบอกว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากนั้นก็มีประเด็นอื่น ๆ อีก</p>
<p><span style="color: #9900ff;"><strong>นิวยอร์กไทมส์ :</strong></span> ช่วยอธิบายได้ไหมครับว่า โมเดลของไมโครเครดิตที่ไม่แสวงหากำไร กับแบบที่เป็นธุรกิจนั้น มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ไมโครเครดิตที่เป็นธุรกิจอาจยั่งยืนกว่าหรือไม่</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ยูนุส :</strong></span> ก่อนอื่นนะครับ ผมไม่สนับสนุนกิจกรรมที่ไม่แสวงหากำไร นั่นคือพวกองค์กรการกุศล ผมไม่ได้ทำเรื่องนั้น ผมไม่ค่อยตื่นเต้นกับเรื่องการกุศลเท่าไร ผมพูดถึงส่วนที่เป็นธุรกิจ คือกิจกรรมที่ทำเพื่อถอนทุน ความแตกต่างระหว่างไมโครเครดิต ๒ แบบ คือ แบบแรกเป็นธุรกิจที่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แบบที่ ๒ ซึ่งเป็นแบบที่เราทำ คือธุรกิจที่เราอยากเห็นผลลัพธ์ในตัวคน หรือทุนมนุษย์ ดังนั้นแบบแรกจึงเป็นธุรกิจที่แสวงหากำไรสูงสุด แบบที่ ๒ คือธุรกิจเพื่อสังคม ผมทำธุรกิจแบบที่ ๒ ถ้าใครอยากทำไมโครเครดิตแบบแรก ก็เชิญเลยครับ นั่นเป็นเรื่องของการแข่งขัน เป้าหมายของผมคือ ทำอย่างไรให้คนจนหายจน ไม่ใช่ทำอย่างไรให้ตัวเองได้เงินเยอะ ๆ</p>
<p><span style="color: #9900ff;"><strong>นิวยอร์กไทมส์ :</strong></span> คุณมีวิธีค้นคว้าหรือคาดเดาได้ไหมครับ ว่าบริษัทของคุณสร้างความแตกต่างขนาดไหน ประเทศของคุณจะเป็นอย่างไรถ้าวันนี้ไม่มีกรามีน</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ยูนุส :</strong></span> วิธีประเมินผลวิธีหนึ่งคือ ดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา ครอบครัว ๗ ล้านครอบครัวที่เราทำงานด้วย เราติดตามดูแลพวกเขาทุกวัน ทุกปี เพื่อดูว่ามีกี่ครอบครัวที่หลุดพ้นจากความยากจนได้ และกี่ครอบครัวที่กำลังจะทำสำเร็จ เรามีดัชนีวัดผล ๑๐ ตัว ถ้าครอบครัวหนึ่งทำได้ทั้ง ๑๐ ตัว เราก็จะประกาศว่าเขาพ้นจากความยากจนแล้ว ในบรรดาคนจนที่เป็นลูกหนี้ของกรามีน ๕ ปีขึ้นไป กว่าร้อยละ ๕๘ หลุดพ้นจากความยากจนตามดัชนีที่ผมบอก ตัวอย่างของดัชนี ๑๐ ตัว เช่น หลังคาบ้านนี้เป็นอย่างไร แข็งแรงหรือไม่ กันฝนได้หรือไม่ บ้านนี้มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะใช้หรือไม่ มีมุ้งกันยุงหรือไม่ มีผ้าห่มและเสื้อกันหนาวหรือไม่ มีเงินเก็บในธนาคารเพียงพอหรือไม่ มีน้ำดื่มที่สะอาดใช้หรือไม่ เด็กวัยเรียนทุกคนในบ้านนี้ไปโรงเรียนหรือไม่ มีงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์ว่า เมื่อระดับรายได้สูงขึ้น ผู้ยากไร้ก็หลุดพ้นจากความยากจนได้มากขึ้น รายงานของธนาคารโลกฉบับหนึ่งที่ทำเมื่อปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ สรุปว่า ในแต่ละปี ลูกหนี้ของกรามีนร้อยละ ๕ หลุดพ้นจากความยากจน นอกจากนี้เด็กวัยเรียนทุกคนในครอบครัวกรามีนไปโรงเรียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ และเด็กพวกนี้หลายคนเรียนสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ คือเรียนถึงระดับมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย ได้เรียนในโรงเรียนแพทย์ โปลีเทคนิค ฯลฯ</p>
<p><span style="color: #9900ff;"><strong>นิวยอร์กไทมส์ : </strong></span>บางประเทศมีปัญหาว่า การศึกษาได้สร้างบัณฑิตจบปริญญาในปริมาณมากกว่าที่เศรษฐกิจต้องการ</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ยูนุส :</strong></span> นั่นเป็นปัญหาครับ บางครั้งผมกับเพื่อนร่วมงานไปคุยกับเด็กพวกนี้ พวกเขาเป็นเด็กฉลาด มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในบังกลาเทศและอินเดีย การสอบเข้าต้องแข่งขันรุนแรงมาก และที่นั่งก็มีจำกัด ฉะนั้นถ้าคุณเรียนไม่เก่งจริง ๆ คุณก็เข้าไม่ได้ พอคุยได้สักพัก เด็กพวกนี้ก็จะถามว่า คุณช่วยพวกเรามามาก เราถือว่าธนาคารกรามีนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่เราสงสัยตลอดเวลาว่า เมื่อเราเรียนจบ เราจะหางานทำที่ไหน คุณจะช่วยเราหางานหรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่ผมเลี่ยงไม่ได้ ส่วนใหญ่ผมจะตอบเด็กด้วยสิ่งที่ผมกำลังพยายามสร้าง ผมจะตอบว่า “ผมเข้าใจสถานการณ์ของพวกคุณ แต่ผมมีมุมมองใหม่ ในฐานะลูกหลานของกรามีน พวกคุณควรจะมีจุดยืนของตัวเอง ควรตั้งปณิธานและย้ำปณิธานนี้ทุกเช้าว่า ‘ข้าจะไม่มีวันของานจากใคร ข้าจะสร้างงานให้ตัวเอง’” พวกเขาตกใจเมื่อได้ยินคำตอบ เขาบอกว่า พวกเราอยากหางาน ยูนุสบอกว่าให้พวกเราสร้างงาน เราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร บางคนบอกว่าพวกเขาสร้างงานไม่เป็น ผมตอบพวกเขาว่า ถ้าคุณไม่รู้คำตอบ ลองหันกลับไปดูแม่ของพวกคุณ ว่าพวกเธอใช้ชีวิตอย่างไร แม่ของพวกคุณไม่เคยสมัครงาน ถึงเธอจะสมัครก็ไม่มีวันได้งาน เพราะเธอไม่รู้หนังสือ แม่ ๆ ของพวกคุณกู้เงินจากธนาคารกรามีน พวกคุณถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ สมัยเป็นเด็ก พวกเธอช่วยให้พวกคุณได้เรียนหนังสือ เลี้ยงดูให้พวกคุณโตขึ้นมาเรียนหมอ เรียนวิศวะ เห็นไหมว่าแม่ของพวกคุณทำอย่างไร คุณรู้ดียิ่งกว่าผม ถ้าผู้หญิงไม่รู้หนังสือสามารถสร้างงานให้ตัวเองได้ การศึกษาของพวกคุณจะมีประโยชน์อะไรถ้ามันไม่ช่วยให้พวกคุณทำได้ดีกว่าแม่ เงินไม่ใช่ปัญหาของพวกคุณ และในฐานะผู้บริหารธนาคารกรามีน ผมรับประกันได้ว่า ไม่ว่าคุณจะต้องใช้เงินเท่าไร เรามีเงินให้เสมอ</p>
<p><img title="muhammad-yunus" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/muhammad-yunus.jpg" alt="muhammad-yunus" width="194" height="240" /></p>
<p> </p>
<p> </p>
<div style="TEXT-ALIGN: left"> </div>
<div style="TEXT-ALIGN: left"><strong>Credit :</strong> <a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&amp;op=viewarticle&amp;artid=675" target="_blank">http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&amp;op=viewarticle&amp;artid=675</a></div>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa-muhammad-yunus-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;อีสป&#8221; เจ้าแห่งปรัชญาชีวิต&#8230;บุรุษที่คนทั้งโลกต้องรู้จัก [เจ้าของนิทานอีสปก้องโลก]</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 09:57:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Biography]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานอีสป]]></category>
		<category><![CDATA[อีสป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7352</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องราวและที่มาของนิทานอีสป เนื่องจากอีสปมีชีวิตอยู่เมื่อหลายหลายพันปีล่วงมาแล้ว จึงยากที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับประวัติของอีสปที่ถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูลอยู่หลายกระแส แต่นักค้นคว้าประวัติส่วนใหญ่ของอีสปก็เห็นพ้องต้องกันว่า ข้อมูล &#8220;ต่อไปนี้&#8221; น่าจะเป็นเรื่องราวของอีสปที่ถูกต้องมากที่สุด   ภาพวาดอีสปโดย เวลาสเควส อีสป เป็นทาสชาวกรีกคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา 560 &#8211; 620 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 208 ปี ก่อนพุทธศักราช (พระพุทธเจ้าประสูติเมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช) นับเวลาถึงปัจจุบันได้ 2,755 &#8211; 2,815 ปี เขาอาศัยอยู่ที่เมืองซาร์ดิส บนเกาะซามอสของประเทศกรีก เกาะนี้ตั้งอยู่ที่นอกชายฝั่ง ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ในสมัยกรีกโบราณชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศตุรกีก็มีชาวกรีก อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อีสปเป็นคนพิการ ขี่เหร่ แต่เขามีจิตใจที่งดงาม ซึ่งตรงกันข้ามกับ สังขารของเขา เริ่มแรกนั้น อีสปมาจากเทรซซึ่งเป็นนครรัฐแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ ปัจจุบันเทรซ เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกรีกและบัลแกเรีย อีสปไปทำงานเป็นทาสที่เกาะซามอสกับนายทาสชื่อ เอียดมอน ในระหว่างที่เป็นทาส อีสปได้นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและนายของเขาด้วยการเป็น นักเล่านิทานผู้มีความสามารถจนเป็นที่รู้จักกันดีในท้องถิ่นนั้น ในที่สุดอีสปก็ถูกปลดปล่อยให้ เป็นอิสระจากการเป็นทาส เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขานั่นเอง เมื่ออีสปได้รับอิสรภาพนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong>เรื่องราวและที่มาของนิทานอีสป</strong></p>
<p>เนื่องจากอีสปมีชีวิตอยู่เมื่อหลายหลายพันปีล่วงมาแล้ว จึงยากที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับประวัติของอีสปที่ถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูลอยู่หลายกระแส แต่นักค้นคว้าประวัติส่วนใหญ่ของอีสปก็เห็นพ้องต้องกันว่า <strong>ข้อมูล &#8220;ต่อไปนี้&#8221; น่าจะเป็นเรื่องราวของอีสปที่ถูกต้องมากที่สุด</strong></p>
<p> <img class="alignnone size-full wp-image-7355" title="301px-Diego_Velasquez_Aesop (Small)" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/301px-Diego_Velasquez_Aesop-Small.jpg" alt="301px-Diego_Velasquez_Aesop (Small)" width="241" height="480" /></p>
<p>ภาพวาดอีสปโดย เวลาสเควส</p>
<p><strong>อีสป</strong> เป็นทาสชาวกรีกคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา 560 &#8211; 620 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 208 ปี ก่อนพุทธศักราช (พระพุทธเจ้าประสูติเมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช) นับเวลาถึงปัจจุบันได้ 2,755 &#8211; 2,815 ปี เขาอาศัยอยู่ที่เมืองซาร์ดิส บนเกาะซามอสของประเทศกรีก เกาะนี้ตั้งอยู่ที่นอกชายฝั่ง ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ในสมัยกรีกโบราณชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศตุรกีก็มีชาวกรีก อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อีสปเป็นคนพิการ ขี่เหร่ แต่เขามีจิตใจที่งดงาม ซึ่งตรงกันข้ามกับ สังขารของเขา เริ่มแรกนั้น อีสปมาจากเทรซซึ่งเป็นนครรัฐแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ ปัจจุบันเทรซ เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกรีกและบัลแกเรีย อีสปไปทำงานเป็นทาสที่เกาะซามอสกับนายทาสชื่อ เอียดมอน ในระหว่างที่เป็นทาส อีสปได้นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและนายของเขาด้วยการเป็น นักเล่านิทานผู้มีความสามารถจนเป็นที่รู้จักกันดีในท้องถิ่นนั้น ในที่สุดอีสปก็ถูกปลดปล่อยให้ เป็นอิสระจากการเป็นทาส เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขานั่นเอง</p>
<p>เมื่ออีสปได้รับอิสรภาพนั้น เขามีชื่อเสัยงโด่งดังในการเล่านิทานมากจนได้รับเชิญให้ไปทำงาน อยู่ในราชสำนักของกษัตริย์เครซุส ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายปห่งราชอาณาจักรลิเดียของ เอเซียไมเนอร์ ขณะนั้นราชสำนักแห่งนี้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ฉลาดรอบรู้อยู่แล้วหลายท่านเช่น โซลอน แห่งกรุงเอเธนส์ และเทลีส แห่งมิเลทัส เป็นต้น ในไม่ช้า กษัตริย์เครซุสก็ทรง โปรดปรานอดีตทาสผู้นี้อย่างรวดเร็ว เพราะทรงพอพระทัยในสติปัญญาอันเฉียบแหลมและไหวพริบ ตามธรรมชาติของเขา อีสปสามารถถวายทั้งความสนุกสนาน และแง่คิดในด้านต่างๆ แก่พระองค์ ทำให้ทรงเรียนรู้ความจริงหลายอย่างเกี่ยวกับการบ้านการเมืองของพระองค์จากการฟังนิทานของ อีสป มากกว่าจากการสนทนากับนักปราชญ์ประจำราชสำนักคนอื่นๆ</p>
<p><strong>ขณะนั้นกษัตริย์เครซุสทรงเป็นประมุขแห่งนครรัฐเล็กๆ ทั้งหลายของกรีกด้วย พระองค์ทรงส่ง อีสปให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตยังเมืองหลวงของนครรัฐเหล่านี้ อีสปใช้นิทานของเขาทำให้เกิด ความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างชาญฉลาด ที่เมืองโครินธ์ อีสปใช้นิทานของเขา เป็นสื่อตักเตือนชาวเมืองถึงภยันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้กฏหมู่ที่กรุงเอเธนส์ เขาใช้นิทาน เรื่อง &#8220;กบเลือกนาย&#8221; เป็นสื่อชักชวนให้ชาวเมืองเลื่อมใสในการปกครองของปีซัสเตรตัส เป็นผลสำเร็จ</strong></p>
<p><strong>อวสานชีวิตของอีสปมาถึง</strong> เมื่อกษัตริย์เครซุสส่งเขาไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตที่เมืองเดลฟิ ณ เมืองนี้ อีสปเล่านิทานโดยใช้สัตว์เป็นสัญาณบอกความจริงเกี่ยวกับความอยุติธรรมทางการเมืองให้ชาว เมืองรู้ การกระทำของเขาได้จุดไฟแห่งความโกรธแค้นให้ไหม้โหมกระหน่ำในหัวใจของนักการเมืองแห่งเมืองเดลฟิอย่างหนัก นักการเมืองเหล่านี้ จึงคิดแก้แค้นอีสปโดยการแอบเอาขันทอง ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารเทพอะพอลโลไปใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นขโมย ในที่สุด อีสปจึงถูกตั้งข้อหาว่ากระทำการลบหลู่และทำลายชาวเดลฟิอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นคนป่า เถื่อนและดุร้าย อีสปถูกตัดสินประหารชีวิตโดยถูกโยนลงมาจากหน้าผาสูงจนถึงแก่ความตาย ไปอย่างน่าเสียดายในที่สุด&#8230;</p>
<p>การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอน ให้คนมีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งในสมัยเมื่อสามพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากคนในสมัยนั้นยังมองเห็นโลกไม่กว้าง ไม่มีเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วการที่จะตั้งตัวว่าเป็นผู้รู้หรือที่เรียกกันว่าเป็นนักปราชญ์นั้น มีโทษอย่างร้ายแรงทีเดียว เพราะในสมัยนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในศาสนาเท่านั้น หากคนนอกวัดแสดงตัวเป็นผู้รู้ โอกาสที่จะถูกพวก พระ พวกผู้นำทางศาสนากล่าวหาเอาเอาได้ว่าเป็นพวกพ่อมดหมอผีซึ่งมีโทษถึงตายทีเดียว</p>
<p>จะเป็นด้วยเจตนาที่อีสปสร้างเรื่องราว เพื่อสั่งสอนให้คนทำความดี รู้จักตัวเอง มีคุณธรรม แต่เขารู้ว่า เขาจะทำอย่างตรงๆไม่ได้เพราะจะมีภัยมาถึงตัว เขาจึงผูกเรื่องเพื่อการสั่งสอนของเขาออกเป็นเรื่องราว และใช้ตัวแสดงในเรื่องราวของเขาเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า เป็นเรื่องเล่าขานกันเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนใคร</p>
<p>ด้วยเหตุนี้เอง การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่งสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคนฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน</p>
<p>เรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า &#8220;นิทาน&#8221;</p>
<p>นิทานของอีสปได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง ชีวิตของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็นกิจวัตร จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของ เขาไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่</p>
<p>ชีวิตของอีสปจบสิ้นลงอย่างน่าเสียดายแค่ตรงนั้น แต่นิทานของอีสปยังถูกกล่าวขานกันอยู่ในหมู่ของผู้คนที่กระจายเพิ่มมากขึ้น จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง</p>
<p><strong>นิทานอีสปจึงไม่ตายไปพร้อมกับตัวของอีสปด้วย</strong></p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7358" title="esop" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/esop-286x300.jpg" alt="esop" width="286" height="300" /></p>
<p>หลังจากที่อีสปตายไปไม่นานชาวเอเธนส์ผู้หนึ่งชื่อ ลีซิฟัสก็ได้ปั้นรูปของอีสปตั้งไว้ข้างหน้าของอนุสาวรีย์ยอดนักปราชญ์ ทั้งเจ็ดของชาวเอเธนส์ซึ่งถือได้ว่าอีสปได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับยอดนักปราชญ์ ผู้โด่งดังของชาวเอเธนส์ในยุคนั้นทีเดียว นิทานอีสปได้รับการเผยแพรเรื่อยมาตลอดชั่วระยะเวลากว่าสามพันปี ผู้อพยพจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง จดจำนิทานอีสปไปเล่าขาน เรื่องราวเหล่านั้นจึงกระจายไปทั่วโลกและทุกมุมโลก ทุกคนเมื่อได้ฟังนิทานของอีสปแล้ว พวกเขาจะเกิดความรู้สึกสำนึกที่ดี ได้รับบทเรียน ได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม และความชั่วร้ายไปพร้อมๆกับความสนุกสนาน</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7359" title="aesop" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/aesop.jpg" alt="aesop" width="198" height="220" /></p>
<p><strong>นิทานของอีสปจึงกลายเป็นนิทานอมตะ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลกนี้ แทบจะบอกได้เลยว่า นิทานอีสปนั้นมีอยู่ในทุกประเทศทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ก็ว่าได้</strong></p>
<p><strong>อีสป ทาสชาวกรีกนักเล่านิทานอัจฉริยะของโลก และบทบาทของนิทานอีสปนับแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ย่อมเป็นสิ่งที่ชี้ชัดให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของนิทานอีสปที่มีต่อมวลมนุษย์ได้เป็นอย่างดี</strong></p>
<p><strong>Credit ข้อมูลจาก :</strong></p>
<p>- <a href="http://sukumal.brinkster.net/isoppu/isoppu.index.html" target="_blank">http://sukumal.brinkster.net/isoppu/isoppu.index.html</a></p>
<p><strong>อ่านนิทานอีสปได้ที่นี่ครับ :</strong></p>
<p>- <a href="http://sukumal.brinkster.net/isoppu/isoppu.index.html" target="_blank">http://sukumal.brinkster.net/isoppu/isoppu.index.html</a></p>
<p>- <a href="http://www.fungdham.com/fable/fable.html" target="_blank">http://www.fungdham.com/fable/fable.html</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ [ชีวประวัติ]</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2009 05:05:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Biography]]></category>
		<category><![CDATA[Albert Einstein]]></category>
		<category><![CDATA[Einstein]]></category>
		<category><![CDATA[อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอน์สไตน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7206</guid>
		<description><![CDATA[อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) (14 มีนาคม พ.ศ. 2422 &#8211; 18 เมษายน พ.ศ. 2498) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันที่มีสัญชาติสวิสและอเมริกัน (ตามลำดับ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก &#8220;การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี&#8221; หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะ ความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์สไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ &#8220;อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์&#8221; ให้เป็นเครื่องหมายการค้า ตัวไอน์สไตน์เองมีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งมีผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาได้เป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา เขายังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อในความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong><img class="alignnone size-full wp-image-7207" title="200px-Einstein1921_by_F_Schmutzer_2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/200px-Einstein1921_by_F_Schmutzer_2.jpg" alt="200px-Einstein1921_by_F_Schmutzer_2" width="200" height="250" /></strong></p>
<p><strong>อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) (14 มีนาคม พ.ศ. 2422 &#8211; 18 เมษายน พ.ศ. 2498) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันที่มีสัญชาติสวิสและอเมริกัน (ตามลำดับ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก &#8220;การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี&#8221;</strong></p>
<p>หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะ ความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์สไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ &#8220;อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์&#8221; ให้เป็นเครื่องหมายการค้า</p>
<p>ตัวไอน์สไตน์เองมีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งมีผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาได้เป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา เขายังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อในความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) เป็นสูงสุด ความชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล ซึ่งงานเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักปรัชญาของเขา ในทุกวันนี้ ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ</p>
<p>ไอน์สไตน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 ด้วยโรคหัวใจ</p>
<p><strong>ผลงานส่วนหนึ่งของไอน์สไตน์ในสาขาฟิสิกส์ :</strong></p>
<p>- ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งนำกลศาสตร์มาประยุกต์รวมกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br />
- ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นไปตาม equivalence principle<br />
- วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์ และค่าคงที่จักรวาล<br />
- ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน สามารถอธิบายจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธได้อย่างลึกซึ้ง<br />
- ทำนายการหักเหของแสงอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์ความโน้มถ่วง<br />
- อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ของแรงยกตัว<br />
- ริเริ่มทฤษฎีการแกว่งตัวอย่างกระจายซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของบราวน์ของโมเลกุล<br />
- ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่น-อนุภาค ซึ่งพัฒนาจากคุณสมบัติอุณหพลศาสตร์ของแสง<br />
- ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง<br />
- Zero-point energy<br />
- อธิบายรูปแบบย่อยของสมการของชเรอดิงเงอร์<br />
- EPR paradox<br />
- ริเริ่มโครงการทฤษฎีแรงเอกภาพ</p>
<p><strong>ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้น และงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น ปี พ.ศ.2542 นิตยสารไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น &#8220;บุรุษแห่งศตวรรษ&#8221; ผู้เขียนชีวประวัติของเขาเอ่ยถึงเขาว่า &#8220;สำหรับความหมายในทางวิทยาศาสตร์ และต่อมาเป็นความหมายต่อสาธารณะ ไอน์สไตน์ มีความหมายเดียวกันกับ อัจฉริยะ&#8221;</strong></p>
<p><strong>####</strong></p>
<p><strong>ประวัติ</strong></p>
<p><strong>วัยเด็กและในวิทยาลัย</strong></p>
<p>ไอน์สไตน์เกิดในเมืองอูล์ม ในเวอร์เทมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ห่างจากเมืองชตุทท์การ์ทไปทางตะวันออกประมาณ 100 กิโลเมตร บิดาของเขาชื่อว่า แฮร์มานน์ ไอน์สไตน์ เป็นพนักงานขายทั่วไปซึ่งกำลังทำการทดลองเกี่ยวกับเคมีไฟฟ้า มารดาชื่อว่า พอลลีน โดยมีคนใช้หนึ่งคนชื่อ คอช ทั้งคู่แต่งงานกันในโบสถ์ในสตุ๊ทการ์ท (Stuttgart-Bad Cannstatt) ครอบครัวของเขาเป็นชาวยิว (แต่ไม่เคร่งครัดนัก) อัลเบิร์ตเข้าเรียนในโรงเรียนประถมคาธอลิก และเข้าเรียนไวโอลิน ตามความต้องการของแม่ของเขาที่ยืนยันให้เขาได้เรียน</p>
<p>เมื่อเขาอายุได้ห้าขวบ พ่อของเขานำเข็มทิศพกพามาให้เล่น และทำให้ไอน์สไตน์รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างในพื้นที่ที่ว่างเปล่า ซึ่งส่งแรงผลักเข็มทิศให้เปลี่ยนทิศไป เขาได้อธิบายในภายหลังว่าประสบการณ์เหล่านี้คือหนึ่งในส่วนที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาในชีวิต แม้ว่าเขาชอบที่จะสร้างแบบจำลองและอุปกรณ์กลได้ในเวลาว่าง เขาถือเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้า สาเหตุอาจเกิดจากการที่เขามีความพิการทางการอ่านหรือเขียน (dyslexia) ความเขินอายซึ่งพบได้ทั่วไป หรือ<strong>การที่เขามีโครงสร้างสมองที่ไม่ปกติและหาได้ยากมาก (จากการชันสูตรสมองของเขาหลังจากที่ไอน์สไตน์เสียชีวิต) เขายกความดีความชอบในการพัฒนาทฤษฎีของเขาว่าเป็นผลมาจากความเชื่องช้าของเขาเอง โดยกล่าวว่าเขามีเวลาครุ่นคิดถึงอวกาศและเวลามากกว่าเด็กคนอื่นๆ เขาจึงสามารถสามารถพัฒนาทฤษฎีเหล่านี้ได้ โดยการที่เขาสามารถรับความรู้เชิงปัญญาได้มากกว่าและนานกว่าคนอื่นๆ</strong></p>
<p>ไอน์สไตน์เริ่มเรียนคณิตศาสตร์เมื่อประมาณอายุ 12 ปี โดยที่ลุงของเขาทั้งสองคนเป็นผู้อุปถัมถ์ความสนใจเชิงปัญญาของเขาในช่วงย่างเข้าวัยรุ่นและวัยรุ่น โดยการแนะนำและให้ยืมหนังสือซึ่งเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์</p>
<p>ใน พ.ศ. 2437 เนื่องมาจากความล้มเหลวในธุรกิจเคมีไฟฟ้าของพ่อของเขา ทำให้ครอบครัวไอน์สไตน์ย้ายจากเมืองมิวนิค ไปยังเมืองพาเวีย (ใกล้กับเมืองมิลาน) ประเทศอิตาลี ในปีเดียวกัน เขาได้เขียนผลงานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา (คือ &#8220;การศึกษาสถานะของอีเธอร์ในสนามแม่เหล็ก&#8221;) โดยที่ไอน์สไตน์ยังอาศัยอยู่ในบ้านพักในมิวนิคอยู่จนเรียนจบจากโรงเรียน โดยเรียนเสร็จไปแค่ภาคเรียนเดียวก่อนจะลาออกจากโรงเรียนมัธยมศึกษา กลางฤดูใบไม้ผลิ ในปี พ.ศ. 2438 แล้วจึงตามครอบครัวของเขาไปอาศัยอยู่ในเมืองพาเวีย <strong>เขาลาออกโดยไม่บอกพ่อแม่ของเขา และโดยไม่ผ่านการเรียนหนึ่งปีครึ่งรวมถึงการสอบไล่ ไอน์สไตน์เกลี้ยกล่อมโรงเรียนให้ปล่อยตัวเขาออกมา โดยกล่าวว่าจะไปศึกษาเป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดตามคำเชิญจากเพื่อนผู้เป็นแพทย์ของเขาเอง โรงเรียนยินยอมให้เขาลาออก แต่นี่หมายถึงเขาจะไม่ได้รับใบรับรองการศึกษาชั้นเรียนมัธยม</strong></p>
<p>แม้ว่าเขาจะมีความสามารถชั้นเลิศในสาขาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่การที่เขาไร้ความรู้ใด ๆ ทางด้านศิลปศาสตร์ ทำให้เขาไม่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสในเมืองซูริค (เยอรมัน: Eidgenössische Technische Hochschule หรือ ETH) ทำให้ครอบครัวเขาต้องส่งเขากลับไปเรียนมัธยมศึกษาให้จบที่อารอในสวิตเซอร์แลนด์ เขาสำเร็จการศึกษาและได้รับใบอนุปริญญาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2439 และสอบเข้า ETH ได้ในเดือนตุลาคม แล้วจึงย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองซูริค ในปีเดียวกัน เขากลับมาที่บ้านเกิดของเขาเพื่อเพิกถอนภาวะการเป็นพลเมืองของเขาในเวอร์เทมบูรก์ ทำให้เขากลายเป็นผู้ไร้สัญชาติ</p>
<p>ใน พ.ศ. 2443 เขาได้รับประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิส และได้รับสิทธิ์พลเมืองสวิสในปี พ.ศ. 2444</p>
<p><strong>งานในสำนักงานสิทธิบัตร</strong></p>
<p>หลังจากจบการศึกษา ไอน์สไตน์ไม่สามารถหางานสอนหนังสือได้ หลังจากเพียรพยายามอยู่เกือบสองปี พ่อของอดีตเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งก็ช่วยให้เขาได้งานทำที่สำนักงานสิทธิบัตรในกรุงเบิร์น ในตำแหน่งผู้ช่วยตรวจสอบเอกสาร หน้าที่ของเขาคือการตรวจประเมินใบสมัครของสิทธิบัตรในหมวดหมู่อุปกรณ์แม่เหล็กไฟฟ้า ในปี พ.ศ. 2446 ไอน์สไตน์ก็ได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานประจำ หลังจากถูกมองข้ามมานานจนกระทั่งกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจักรกล</p>
<p>ไอน์สไตน์กับเพื่อนหลายคนที่รู้จักกันในเบิร์น ได้รวมกลุ่มกันเป็นคลับเล็กๆ สำหรับคุยกันเรื่องวิทยาศาสตร์และปรัชญา ตั้งชื่อกลุ่มอย่างล้อเลียนว่า &#8220;The Olympia Academy&#8221; พวกเขาอ่านหนังสือร่วมกันเช่น งานของปวงกาเร แม็ค และฮูม ซึ่งส่งอิทธิพลต่อแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญาของไอน์สไตน์มาก</p>
<p>ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ ไอน์สไตน์แทบจะไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวใดๆ กับชุมชนทางฟิสิกส์เลย งานที่สำนักงานสิทธิบัตรของเขาโดยมากจะเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการส่งสัญญาณไฟฟ้าและการซิงโครไนซ์ทางเวลาระหว่างระบบไฟฟ้ากับระบบทางกล ซึ่งเป็นสองปัญหาหลักทางเทคนิคอันเป็นจุดสนใจของการทดลองในความคิดยุคนั้น ซึ่งในเวลาต่อมาได้ชักนำให้ไอน์สไตน์ไปสู่ผลสรุปอันลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของแสงและความเกี่ยวพันพื้นฐานระหว่างอวกาศกับเวลา</p>
<p><strong>ชีวิตครอบครัว</strong></p>
<p>ไอน์สไตน์มีบุตรสาวหนึ่งคนกับมิเลวา มาริค ชื่อว่า ไลแซล (Lieserl) คาดว่าเกิดในตอนต้นปี พ.ศ. 2445 ที่เมือง Novi Sad</p>
<p>ไอน์สไตน์แต่งงานกับมิเลวาเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2446 แม้จะถูกมารดาคัดค้านเพราะนางมีอคติกับชาวเซิร์บ และคิดว่ามาริคนั้น &#8220;แก่เกินไป&#8221; ทั้งยัง &#8220;หน้าตาอัปลักษณ์&#8221; ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวและเป็นคู่ชีวิตที่มีสติปัญญา ในจดหมายฉบับหนึ่งถึงหล่อน ไอน์สไตน์เรียกมาริคว่า &#8220;สิ่งมีชีวิตที่เสมอกันกับผม ผู้ซึ่งแข็งแรงและมีอิสระเฉกเช่นเดียวกัน&#8221; มีการถกเถียงกันอยู่เป็นบางคราวว่า มาริคมีอิทธิพลต่องานของไอน์สไตน์บ้างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ต่างลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่มี</p>
<p>บุตรคนแรกของไอน์สไตน์กับมิเลวา คือ ฮันส์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 ที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บุตรคนที่สองคือ เอดูอาร์ด เกิดที่ซูริคเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2453</p>
<p>อัลเบิร์ตกับมาริคหย่ากันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2462 หลังจากแยกกันอยู่ 5 ปี ในวันที่ 2 มิถุนายนปีเดียวกันนั้น ไอน์สไตน์แต่งงานกับ เอลซา โลเวนธาล (นี ไอน์สไตน์) นางพยาบาลที่ช่วยดูแลอภิบาลระหว่างที่เขาป่วย เอลซาเป็นญาติห่างๆ ทั้งทางฝั่งพ่อและฝั่งแม่ของไอน์สไตน์ ครอบครัวไอน์สไตน์ช่วยกันเลี้ยงดู มาร์ก็อต และ อิลเซ ลูกสาวของเอลซาจากการแต่งงานครั้งแรกของเธอ แต่ทั้งสองคนไม่มีลูกด้วยกัน</p>
<p>####</p>
<p><strong>การคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ</strong></p>
<p>ปี พ.ศ. 2488 ขณะที่ไอน์สไตน์ทำงานอยู่ที่สำนักงานสิทธิบัตร ก็ได้ตีพิมพ์บทความ 4 เรื่องใน Annalen der Physik ซึ่งเป็นวารสารทางฟิสิกส์ชั้นนำของเยอรมัน บทความทั้งสี่นี้ในเวลาต่อมาเรียกชื่อรวมกันว่า &#8220;Annus Mirabilis Papers&#8221;</p>
<p>- บทความเกี่ยวกับธรรมชาติเฉพาะตัวของแสง นำไปสู่แนวคิดที่ส่งผลต่อการทดลองที่มีชื่อเสียง คือปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก หลักการง่ายๆ ก็คือ แสงมีปฏิกิริยากับสสารในรูปแบบของ &#8220;ก้อน&#8221; พลังงาน (ควอนตา) เป็นห้วงๆ แนวคิดนี้เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้แล้วโดย แมกซ์ พลังค์ ในปี พ.ศ. 2443 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับทฤษฎีเกี่ยวกับคลื่นแสงที่เชื่อกันอยู่ในยุคสมัยนั้น</p>
<p>- บทความเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของบราวน์ อธิบายถึงการเคลื่อนไหวแบบสุ่มของวัตถุขนาดเล็กมากๆ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของโมเลกุล แนวคิดนี้สนับสนุนต่อทฤษฎีอะตอม</p>
<p>- บทความเกี่ยวกับอิเล็กโตรไดนามิกส์ของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นกำเนิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ แสดงให้เห็นว่าความเร็วของแสงที่กำลังสังเกตอย่างอิสระ ณ สภาวะการเคลื่อนที่ของผู้สังเกตจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐานไปเหมือนๆ กัน ผลสืบเนื่องจากแนวคิดนี้รวมถึงกรอบของกาล-อวกาศของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่จะช้าลงและหดสั้นลง (ตามทิศทางของการเคลื่อนที่) โดยสัมพัทธ์กับกรอบของผู้สังเกต บทความนี้ยังโต้แย้งแนวคิดเกี่ยวกับ luminiferous aether ซึ่งเป็นเสาหลักทางฟิสิกส์ทฤษฎีในยุคนั้น ว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น</p>
<p><strong>- บทความว่าด้วยสมดุลของมวล-พลังงาน (ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อว่ามันไม่เกี่ยวข้องกันเลย) ไอน์สไตน์ปรับปรุงสมการสัมพัทธภาพพิเศษของเขาจนกลายมาเป็นสมการอันโด่งดังที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 คือ E = mc2 ซึ่งบอกว่า มวลขนาดเล็กจิ๋วสามารถแปลงไปเป็นพลังงานปริมาณมหาศาลได้ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดการพัฒนาของพลังงานนิวเคลียร์</strong></p>
<p>####</p>
<p><strong>แสง กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป</strong></p>
<p>ปี พ.ศ. 2449 สำนักงานสิทธิบัตรเลื่อนขั้นให้ไอน์สไตน์เป็น Technical Examiner Second Class แต่เขาก็ยังไม่ทิ้งงานด้านวิชาการ ปี พ.ศ. 2451 เขาได้เข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบิร์น พ.ศ. 2453 เขาเขียนบทความอธิบายถึงผลสะสมของแสงที่กระจายตัวโดยโมเลกุลเดี่ยวๆ ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นการอธิบายว่า เหตุใดท้องฟ้าจึงเป็นสีน้ำเงิน</p>
<p>ระหว่าง พ.ศ. 2452 ไอน์สไตน์ตีพิมพ์บทความ &#8220;Über die Entwicklung unserer Anschauungen über das Wesen und die Konstitution der Strahlung&#8221; (พัฒนาการของมุมมองเกี่ยวกับองค์ประกอบและหัวใจสำคัญของการแผ่รังสี) ว่าด้วยการพิจารณาแสงในเชิงปริมาณ ในบทความนี้ รวมถึงอีกบทความหนึ่งก่อนหน้านั้นในปีเดียวกัน ไอน์สไตน์ได้แสดงว่า พลังงานควอนตัมของมักซ์ พลังค์ จะต้องมีโมเมนตัมที่แน่นอนและแสดงตัวในลักษณะที่คล้ายคลึงกับอนุภาคที่เป็นจุด บทความนี้ได้พูดถึงแนวคิดเริ่มต้นเกี่ยวกับโฟตอน (แม้ในเวลานั้นจะยังไม่ได้เรียกด้วยคำนี้ ผู้ตั้งชื่อ &#8216;โฟตอน&#8217; คือ กิลเบิร์ต เอ็น. ลิวอิส ในปี พ.ศ. 2469) และให้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับความเกี่ยวพันกันระหว่างคลื่นกับอนุภาค ในวิชากลศาสตร์ควอนตัม</p>
<p>พ.ศ. 2454 ไอน์สไตน์ได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยซูริค แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยอมรับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยชาร์ลส์-เฟอร์ดินานด์ ของเยอรมันที่ตั้งอยู่ในกรุงปราก ที่นี่ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อแสง ซึ่งก็คือการเคลื่อนไปทางแดงเนื่องจากแรงโน้มถ่วง และการหักเหของแสงเนื่องจากแรงโน้มถ่วง บทความนี้ช่วยแนะแนวทางแก่นักดาราศาสตร์ในการตรวจสอบการหักเหของแสงระหว่างการเกิดสุริยคราส นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน เออร์วิน ฟินเลย์-ฟรอนด์ลิค ได้เผยแพร่ข้อท้าทายของไอน์สไตน์นี้ไปยังนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก</p>
<p>พ.ศ. 2455 ไอน์สไตน์กลับมายังสวิตเซอร์แลนด์และรับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดิมที่เขาเป็นศิษย์เก่า คือ ETH เขาได้พบกับนักคณิตศาสตร์ มาร์เซล กรอสมานน์ ซึ่งช่วยให้เขารู้จักกับเรขาคณิตของรีมานน์และเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ และโดยการแนะนำของทุลลิโอ เลวี-ซิวิตา นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี ไอน์สไตน์จึงได้เริ่มใช้ประโยชน์จากความแปรปรวนร่วมเข้ามาประยุกต์ในทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเขา มีช่วงหนึ่งที่ไอน์สไตน์รู้สึกว่าแนวทางนี้ไม่น่าจะใช้ได้ แต่เขาก็หันกลับมาใช้อีก และในปลายปี พ.ศ. 2458 ไอน์สไตน์จึงได้เผยแพร่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งยังคงใช้อยู่ตราบถึงปัจจุบัน ทฤษฎีนี้อธิบายถึงแรงโน้มถ่วงว่าเป็นการบิดเบี้ยวของโครงสร้างกาลอวกาศโดยวัตถุที่ส่งผลเป็นแรงเฉื่อยต่อวัตถุอื่น</p>
<p>####</p>
<p><strong>รางวัลโนเบล</strong></p>
<p>พ.ศ. 2465 ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2464 <strong>ในฐานะที่ &#8220;ได้อุทิศตนแก่ฟิสิกส์ทฤษฎี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบกฎที่อธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก&#8221;</strong> ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงงานเขียนของเขาในปี 2448 &#8220;โดยใช้มุมมองจากจิตสำนึกเกี่ยวกับการเกิดและการแปรรูปของแสง&#8221; แนวคิดของเขาได้รับการพิสูจน์อย่างหนักแน่นจากผลการทดลองมากมายในยุคนั้น <strong>สุนทรพจน์ในการมอบรางวัลยังระบุไว้ว่า &#8220;ทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขาเป็นหัวข้อถกเถียงที่น่าสนใจที่สุดในวงวิชาการ (และ) มีความหมายในทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ซึ่งประยุกต์ใช้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน&#8221;</strong></p>
<p>เชื่อกันมานานว่าไอน์สไตน์มอบเงินรางวัลจากโนเบลทั้งหมดให้แก่ภรรยาคนแรก คือมิเลวา มาริค สำหรับการหย่าขาดจากกันในปี พ.ศ. 2462 แต่จดหมายส่วนตัวที่เพิ่งเปิดเผยขึ้นในปี พ.ศ. 2549 บ่งบอกว่าเขานำไปลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา และสูญเงินไปเกือบหมดจากเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่</p>
<p>ไอน์สไตน์เดินทางไปนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรก เมื่อ 2 เมษายน พ.ศ. 2464 เมื่อมีผู้ถามว่า เขาได้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์มาจากไหน ไอน์สไตน์อธิบายว่า เขาเชื่อว่างานทางวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าได้จากการทดลองทางกายภาพและการค้นหาความจริงที่ซ่อนเอาไว้ โดยมีคำอธิบายที่สอดคล้องกันได้ในทุกสภาวการณ์โดยไม่ขัดแย้งกันเอง ไอน์สไตน์ยังสนับสนุนทฤษฎีที่ค้นหาผลลัพธ์ในจินตนาการด้วย</p>
<p>####</p>
<p><strong>ทฤษฎีแรงเอกภาพ</strong></p>
<p>งานวิจัยของไอน์สไตน์หลังจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมีหัวใจหลักอยู่ที่การพยายามทำให้ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงสามารถอธิบายคุณสมบัติของแม่เหล็กไฟฟ้าได้ ปี พ.ศ. 2493 เขาได้พูดถึงแนวคิดเรื่อง &#8220;ทฤษฎีแรงเอกภาพ&#8221; ในวารสาร Scientific American ในบทความชื่อว่า &#8220;On the Generalized Theory of Gravitation&#8221; แม้เขาจะได้รับความยกย่องอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนในการวิจัยเรื่องนี้ และความทุ่มเทส่วนใหญ่ของเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ</p>
<p>ในความพยายามของไอน์สไตน์ที่จะรวมแรงพื้นฐานทั้งหมดเข้าในกฎเดียวกัน เขาได้ละเลยการพัฒนากระแสหลักในทางฟิสิกส์ไปบางส่วน ที่สำคัญคือแรงนิวเคลียร์อย่างเข้มและแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน ซึ่งไม่มีใครเข้าใจมากนักตราบจนอีกหลายปีผ่านไปหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว ขณะเดียวกัน แนวทางพัฒนาฟิสิกส์กระแสหลักเองก็ละเลยแนวคิดของไอน์สไตน์เกี่ยวกับการรวมแรงเช่นเดียวกัน ครั้นต่อมาความฝันของไอน์สไตน์ในการรวมกฎฟิสิกส์ทั้งหลายเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงจึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อแนวทางศึกษาฟิสิกส์ยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อทฤษฎีแห่งสรรพสิ่งและทฤษฎีสตริง ขณะที่มีความตื่นตัวมากขึ้นในสาขากลศาสตร์ควอนตัมด้วย</p>
<p>####</p>
<p><strong>แบบจำลองแก๊สของชเรอดิงเงอร์<br />
</strong>ไอน์สไตน์แนะนำให้ แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ นำเอาแนวคิดของ มักซ์ พลังค์ ไปใช้ ที่มองระดับพลังงานของแก๊สในภาพรวมมากกว่าจะมองเป็นโมเลกุลเดี่ยวๆ ชเรอดิงเงอร์ประยุกต์แนวคิดนี้ในบทความวิจัยโดยใช้การกระจายตัวของโบลทซ์มันน์เพื่อหาคุณสมบัติทางอุณหพลศาสตร์ของแก๊สอุดมคติกึ่งคลาสสิก ชเรอดิงเงอร์ขออนุญาตใส่ชื่อไอน์สไตน์เป็นผู้เขียนบทความร่วม แต่ต่อมาไอน์สไตน์ปฏิเสธคำเชิญนั้น</p>
<p><strong>ตู้เย็นไอน์สไตน์</strong><br />
พ.ศ. 2469 ไอน์สไตน์กับลูกศิษย์เก่าคนหนึ่งคือ ลีโอ ซีลาร์ด นักฟิสิกส์ชาวฮังการีผู้ต่อมาได้ร่วมในโครงการแมนฮัตตัน และได้รับยกย่องในฐานะผู้ค้นพบห่วงโซ่ปฏิกิริยา ทั้งสองได้ร่วมกันประดิษฐ์ ตู้เย็นไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเลย และใช้พลังงานนำเข้าเพียงอย่างเดียวคือพลังงานความร้อน สิ่งประดิษฐ์นี้ได้จดสิทธิบัตรในปี พ.ศ. 2473</p>
<p><strong>บอร์กับไอน์สไตน์<br />
</strong>ราวคริสต์ทศวรรษ 1920 มีการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัมให้เป็นทฤษฎีที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไอน์สไตน์ไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการตีความโคเปนเฮเกนว่าด้วยทฤษฎีควอนตัม ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย นีลส์ บอร์ กับ แวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์ทางควอนตัมว่าเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น ที่จะส่งผลต่อเพียงอันตรกิริยาในระบบแบบดั้งเดิม มีการโต้วาทีสาธารณะระหว่างไอน์สไตน์กับบอร์สืบต่อมาเป็นเวลายาวนานหลายปี (รวมถึงในระหว่างการประชุมซอลเวย์ด้วย) ไอน์สไตน์สร้างการทดลองในจินตนาการขึ้นเพื่อโต้แย้งการตีความโคเปนเฮเกน แต่ภายหลังก็ถูกบอร์พิสูจน์แย้งได้ ในจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งไอน์สไตน์เขียนถึง มักซ์ บอร์น ในปี พ.ศ. 2469 เขาบอกว่า &#8220;ผมเชื่อว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างสรรพสิ่งด้วยการทอยเต๋า&#8221;</p>
<p>ไอน์สไตน์ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่เขาได้รับรู้เกี่ยวกับการอธิบายถึงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ในทฤษฎีควอนตัม ในปี พ.ศ. 2478 เขาค้นคว้าเพิ่มเติมในประเด็นเหล่านี้ร่วมกับเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน คือ บอริส โพโดลสกี และ นาธาน โรเซน และตั้งข้อสังเกตว่า ทฤษฎีดังกล่าวดูจะต้องอาศัยอันตรกิริยาแบบไม่แบ่งแยกถิ่น ต่อมาเรียกข้อโต้แย้งนี้ว่า EPR พาราด็อกซ์ (มาจากนามสกุลของไอน์สไตน์ โพโดลสกี และโรเซน) การทดลอง EPR ได้จัดทำขึ้นในเวลาต่อมา และได้ผลลัพธ์ที่ช่วยยืนยันการคาดการณ์ตามทฤษฎีควอนตัม</p>
<p>สิ่งที่ไอน์สไตน์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของบอร์เกี่ยวพันกับแนวคิดพื้นฐานในการพรรณนาถึงวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้การโต้วาทีระหว่างไอน์สไตน์กับบอร์จึงได้ส่งผลสืบเนื่องออกไปเป็นการวิวาทะในเชิงปรัชญาด้วย</p>
<p>####</p>
<p><strong>แนวคิดด้านศาสนา</strong></p>
<p><strong>ไอน์สไตน์ได้กล่าวถึงพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแห่งสากลจักรวาล</strong> รองรับได้กับความต้องการของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยในช่วง ๑ ปีก่อนที่ไอน์สไตน์จะจากโลกนี้ไป มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง “The Human Side” มีเนื้อหาดังนี้</p>
<p><strong>&#8220;…ศาสนาในอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งสากลจักรวาล เป็นศาสนาที่ข้ามพ้นความเชื่อที่เป็นตัวเป็นตนของพระเจ้า และหลีกเลี่ยงความเชื่อที่ศรัทธาแบบหัวรุนแรงโดยไม่พิสูจน์ และเรื่องความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับโลกมนุษย์ แต่จะเป็นศาสนาที่ครอบคลุมทั้งเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณ โดยมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกทางศาสนาที่มาจากประสบการณ์ที่ได้ประสบกับสรรพสิ่ง ทั้งจากธรรมชาติและจิตวิญญาณ ด้วยนัยความหมายที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งพระพุทธศาสนาสามารถให้คำตอบในสิ่งที่พรรณนามาดังกล่าว ถ้าจะมีศาสนาใดที่รองรับได้กับความต้องการของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนานั้นก็คือ พระพุทธศาสนา….&#8221;</strong></p>
<p>####</p>
<p><strong>เกียรติคุณและอนุสรณ์</strong></p>
<p> <img class="alignnone size-medium wp-image-7209" title="Albert" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/Albert-300x237.jpg" alt="Albert" width="300" height="237" /><br />
ป้ายอนุสรณ์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในกรุงเบอร์ลินดูเพิ่มที่ รายชื่อสิ่งของและสถานที่ซึ่งตั้งชื่อตามไอน์สไตน์</p>
<p>ค.ศ. 1999 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้รับยกย่องเป็น &#8220;บุคคลแห่งศตวรรษ&#8221; โดยนิตยสารไทมส์ กัลลัพโพล ได้บันทึกว่าเขาเป็นบุคคลผู้ได้รับการยกย่องสูงที่สุดอันดับ 4 แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 และจากการจัดอันดับ 100 บุคคลผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในประวัติศาสตร์ ไอน์สไตน์เป็น &#8220;นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 และหนึ่งในสุดยอดอัจฉริยะตลอดกาล&#8221;</p>
<p><strong>ต่อไปนี้เป็นรายชื่ออนุสรณ์ส่วนหนึ่ง</strong></p>
<p>- สหพันธ์นานาชาติฟิสิกส์บริสุทธิ์และฟิสิกส์ประยุกต์ ได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2548 เป็น &#8220;ปีฟิสิกส์โลก&#8221; เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 100 ปีครบรอบการตีพิมพ์ Annus Mirabilis Papers<br />
- สถาบันอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์<br />
- อนุสรณ์สถานอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดย โรเบิร์ต เบิร์คส์<br />
- หน่วยวัดในวิชาโฟโตเคมี ชื่อว่า ไอน์สไตน์<br />
- เคมีธาตุลำดับที่ 99 ชื่อ ไอน์สไตเนียม (einsteinium)<br />
- ดาวเคราะห์น้อย 2001 ไอน์สไตน์<br />
- รางวัลไอน์สไตน์<br />
- รางวัลสันติภาพไอน์สไตน์<br />
- ปี พ.ศ. 2533 ได้มีการจารึกชื่อของไอน์สไตน์เข้าไว้ใน วิหารวัลฮัลลา หอเกียรติยศซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำดานูป ประเทศเยอรมัน</p>
<p>####</p>
<p><strong>อ่านเพิ่มเติม</strong></p>
<p>    * เสวนา 100 ปี Albert Einstein ผู้จัดการออนไลน์ <a href="http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=43&amp;mode=&amp;order=0&amp;thold=0" target="_blank">http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=43&amp;mode=&amp;order=0&amp;thold=0</a></p>
<p>    * ศตวรรษมหัศจรรย์ &#8220;ไอน์สไตน์&#8221; ผู้จัดการออนไลน์ <a href="http://www.manager.co.th/science/Einstein/default.aspx" target="_blank">http://www.manager.co.th/science/Einstein/default.aspx</a></p>
<p>Credit : <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เติ้งเสี่ยวผิง&#8221; สุดยอดนักปฏิรูป ผู้นำจีนสู่ความมั่งคั่ง [ชีวประวัติ]</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 Aug 2009 13:11:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Biography]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[เติ้งเสี่ยวผิง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7162</guid>
		<description><![CDATA[ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th/china/china_100years.aspx ผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง ผู้มีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจนำพาประเทศจีนสู่ความทันสมัย               เติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ.1904 &#8211; 1997 ) เป็นทั้งนักทฤษฎีมาร์กซิสม์ นักปฏิวัติ นักการเมือง นักการทหาร นักการทูต เป็นผู้วางรากฐานเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นผู้ริเริ่มแนวทางเศรษฐกิจและการปกครองแบบฉบับเติ้งเสี่ยวผิง ที่ยังคุณูปการแก่ประเทศจีนจวบจนถึงปัจจุบัน และด้วยคุณงามความดีที่ท่านปฏิบัติสั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้นำที่อยู่ในใจชาวจีนตลอดมา          เติ้งเสี่ยวผิง เป็นชาวซื่อชวน (เสฉวน) มีภูมิลำเนาเดิมที่เมืองกว่างอัน เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 1904 ชื่อเดิม เติ้งเซียนเซิ่ง เป็นบุตรชายคนโต มีพี่สาว 1 คน น้องชาย 3 คน และน้องสาว 2 คน หนูน้อยเติ้ง เริ่มเข้าเรียนหนังสือเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เวลานั้นใช้ชื่อว่า เติ้งซีเสียน               เมื่อจบชั้นประถมและมัธยมในเมืองกว่างอัน ในปี 1920 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p><strong><img class="alignnone size-medium wp-image-7164" title="head" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/head-300x91.jpg" alt="head" width="300" height="91" /></strong></p>
<p><strong>ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์</strong><br />
<a href="http://www.manager.co.th/china/china_100years.aspx" target="_blank">http://www.manager.co.th/china/china_100years.aspx</a></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7163" title="teng1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/teng1.jpg" alt="teng1" width="300" height="202" /></p>
<p>ผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง ผู้มีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจนำพาประเทศจีนสู่ความทันสมัย<br />
      </p>
<p>       <strong>เติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ.1904 &#8211; 1997 ) เป็นทั้งนักทฤษฎีมาร์กซิสม์ นักปฏิวัติ นักการเมือง นักการทหาร นักการทูต เป็นผู้วางรากฐานเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นผู้ริเริ่มแนวทางเศรษฐกิจและการปกครองแบบฉบับเติ้งเสี่ยวผิง ที่ยังคุณูปการแก่ประเทศจีนจวบจนถึงปัจจุบัน และด้วยคุณงามความดีที่ท่านปฏิบัติสั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้นำที่อยู่ในใจชาวจีนตลอดมา</strong><br />
 <br />
       เติ้งเสี่ยวผิง เป็นชาวซื่อชวน (เสฉวน) มีภูมิลำเนาเดิมที่เมืองกว่างอัน เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 1904 ชื่อเดิม เติ้งเซียนเซิ่ง เป็นบุตรชายคนโต มีพี่สาว 1 คน น้องชาย 3 คน และน้องสาว 2 คน หนูน้อยเติ้ง เริ่มเข้าเรียนหนังสือเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เวลานั้นใช้ชื่อว่า เติ้งซีเสียน<br />
      <br />
       เมื่อจบชั้นประถมและมัธยมในเมืองกว่างอัน ในปี 1920 เติ้งซีเสียนวัย 16 ปี สอบได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ต่อมาปี 1922 ได้เข้าเป็นสมาชิกสันนิบาติเยาวชนลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในยุโรป (ปัจจุบันคือสันนิบาติเยาวชนสังคมนิยมแห่งประเทศจีนในยุโรป) กลางปี 1924 ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ประเทศฝรั่งเศส เติ้ง เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยจนถึงอายุ 21 ปี ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อที่มอสโค เมืองหลวงอดีตสหภาพโซเวียต เมื่อต้นปี 1926<br />
      <br />
       เติ้งซีเสียน เดินทางกลับมาตุภูมิในฤดูใบไม้ผลิปี 1927 เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และก๊กมินตั๋งอยู่ในภาวะตึงเครียด เติ้งได้รับมอบหมายจากพรรคฯให้ไปซีอันและทำงานในสถาบันการทหารและการเมืองซุนยัดเซน ที่นี่เติ้งได้เริ่มทำงานด้านการปฏิวัติเป็นครั้งแรกในจีน โดยมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ที่จัดตั้งขึ้นภายในสถาบัน<br />
 <br />
       เมื่อความร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และก๊กมินตั๋งสิ้นสุดลง เติ้งซีเสียน ในขณะนั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เติ้งเสี่ยวผิง เพื่อปกปิดชื่อจริง ปลายปีได้ย้ายตามหน่วยงานของคณะกรรมาธิการกลางพรรคฯไปเซี่ยงไฮ้ เติ้งเสี่ยวผิงวัย 23 ปีในขณะนั้น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการใหญ่คณะกรรมาธิการกลางพรรคฯจนถึงปี 1929<br />
      <br />
       ฤดูร้อนปี 1929 เป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการกลางพรรคฯ นำการปฏิวัติในมณฑลกว่างซี โดยใช้ชื่อว่าเติ้งปิน ฤดูร้อนปี 1931 ย้ายไปยังฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในมณฑลเจียงซี เป็นเลขาธิการพรรคฯประจำอำเภอรุ่ยจินและศูนย์ฮุ่ยชั่ง ต่อมาเป็นหัวหน้าหน่วยเผยแพร่อุดมการณ์ ของมณฑลเจียงซี ต่อมาถูกพวกซ้ายจัดถอดถอนตำแหน่ง ก่อนจะมาเป็นเลขาธิการใหญ่องค์การบริหารส่วนกลางในกองทัพแดง และบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ‘หงซิง’ หรือดาวแดง ซึ่งเป็นของหนังสือพิมพ์ขององค์การบริหารส่วนกลาง<br />
      <br />
       เดือนตุลาคม 1934 ได้เข้าร่วมออกเดินทางหมื่นลี้ ปลายปีเดียวกัน ขึ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมาธิการกลางพรรคฯ เมื่อเหมาเจ๋อตงขึ้นเป็นผู้นำคณะรัฐบาลกลางอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 1935 เติ้งเสี่ยวผิงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าหน่วยเผยแพร่อุดมการณ์ ของฝ่ายบริหารประจำกองทัพแดงที่ 1 รองหัวหน้าและหัวหน้าฝ่ายบริหาร ตามลำดับ<br />
 <br />
       เมื่อสงครามต่อต้านญี่ปุ่นปะทุขึ้น รับหน้าที่เป็นรองหัวหน้าฝ่ายบริหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนที่ 8 ต่อมาปี 1943 เป็นตัวแทนเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในภาคเหนือ ปี 1945 ในการประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศครั้งที่ 7 ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการกลาง<br />
      <br />
       ระหว่างสงครามปลดปล่อยประชาชน เติ้งร่วมรบในสมรภูมิบนที่ราบจงหยวน ซึ่งได้แก่ พื้นที่ใต้เขตแม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง) มณฑลเหอหนัน ตะวันตกของมณฑลซันตง และภาคใต้ของมณฑลเหอเป่ยและซันซี เป็นกรรมาธิการฝ่ายบริหารสนามรบที่ 2 เลขาธิการของรัฐบาลกลางเขตจงหยวนและหัวตง (ตะวันออก)<br />
      <br />
       ในช่วงสุดท้ายของสงคราม เป็นผู้บัญชาการในสมรภูมิรบทั้งเขตจงหยวน และหัวตง ( อาณาเขตทางภาคตะวันออกของประเทศ อาทิ มณฑลซันตง เจียงซู เจ้อเจียง อันฮุย เป็นต้น) สามารถยึดฐานที่มั่นของก๊กมินตั๋งเป็นบริเวณกว้าง อาทิ หนันจิง (นานกิง) ศูนย์บัญชาการของก๊กมินตั๋ง เซี่ยงไฮ้ มณฑลเจ้อเจียง อันฮุย เจียงซี เป็นต้น<br />
 <br />
       เดือนกันยายน 1949 ได้รับเลือกเป็นกรรมการรัฐบาลประชาชน เข้าร่วมในการพิธีสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน หนึ่งเดือนต่อมา ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งชาติ นำทัพบุกภาคใต้และภาคตะวันตก ตั้งแต่มณฑลหยุนหนัน (ยูนนาน) กุ้ยโจว จนถึงซื่อชวน (เสฉวน) และร่วมนำทัพในการรบปลดปล่อยทิเบต ระหว่างนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการอันดับหนึ่งของกรรมาธิการกลางพรรคฯภาคตะวันตกเฉียงใต้ รองประธานกรรมาธิการทหารภาคตะวันตกเฉียงใต้ กรรมาธิการทหารฝ่ายบริหารภาคตะวันตกเฉียงใต้<br />
      <br />
       เดือนกรกฎาคม 1952 ได้เข้ากลับเข้ามาทำงานที่ส่วนกลาง ดำรงตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาล อาทิ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานคณะกรรมาธิการการคลัง ต่อมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ปี 1954 ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมาธิการฝ่ายป้องกันประเทศ ในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 8 ครั้งที่ 1 ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการประจำฝ่ายบริหารคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ และเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ<br />
 <br />
       ปี 1959 เป็นกรรมการประจำคณะกรรมการกลางการทหารพรรคคอมมิวนิสต์ ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคฯเป็นเวลา 10 ปี มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและพัฒนาระบบสังคมนิยมตามแนวที่เหมาะสมกับประเทศจีน ระหว่างปี 1956 – 1963 เดินทางไปเยือนมอสโคหลายครั้ง เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำอดีตสหภาพโซเวียตในขณะนั้น โดยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในความเป็นอิสระด้านการบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์จีน<br />
       <br />
       ปี 1966 การปฏิวัติวัฒนธรรมระเบิดขึ้น เติ้งเสี่ยวผิงประสบกับมรสุมทางการเมือง ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้นำทางการเมืองทั้งหมด และได้รับคำสั่งให้ไปทำงานในโรงงานผลิตรถแทรกเตอร์ในมณฑลเจียงซี<br />
      <br />
       มีนาคม 1973 ได้กลับมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เมษายน 1974 เป็นผู้แทนรัฐบาลจีนในการประชุมวิสามัญสมัยที่ 6 ขององค์การสหประชาชาติ มกราคม 1975 ดำรงตำแหน่งรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานคณะกรรมการกลางการทหาร และหัวหน้าเสนาธิการกองทัพปลดแอกประชาชน<br />
      <br />
       เมื่อโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ป่วยหนัก เติ้งเสี่ยวผิงภายใต้การสนับสนุนของผู้นำเหมาเจ๋อตง รับหน้าที่ฟื้นฟูประเทศจากความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม กอปรกับความร่วมมือของประชาชน ทำให้ได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ แต่ต่อมาก็ถูกแก๊ง 4 คน ใส่ร้ายป้ายสี จนต้องออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งในเดือนเมษายน ปี 1976 เป็นครั้งที่ 2<br />
      <br />
       <strong>ตุลาคม 1976 แก๊ง 4 คนถูกล้มล้างลง พร้อมกับการสิ้นสุดของปฏิวัติวัฒนธรรม เดือนกรกฎาคม 1977 ที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 10 เต็มคณะครั้งที่ 3 มีมติให้เติ้งเสี่ยวผิงกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำในรัฐบาลอีกครั้ง สิงหาคม 1977 ในที่ประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศครั้งที่ 11 เติ้งเสี่ยวผิงได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์ เดือนมีนาคม 1978 ได้รับเลือกเป็นประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมือง ท่านเสนอให้มีการทบทวนนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต และให้พรรคหันมามุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก<br />
 <br />
       ธันวาคม 1978 ในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 เต็มคณะครั้งที่ 3 เป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเทศ ทั้งในด้านการปฎิรูประบบเศรษฐกิจและการพัฒนาระบอบสังคมนิยมพิเศษหรือสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบจำเพาะของจีน ภายใต้การนำของคณะกรรมการบริหารพรรครุ่นที่สอง ซึ่งมีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแกนนำ<br />
</strong>      <br />
       กลางปี 1981 ที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 เต็มคณะครั้งที่ 6 ได้มีการทบทวนแนวคิดของเหมาเจ๋อตงตามหลักเหตุผล และมีมติให้คงไว้ซึ่งความสำคัญของอดีตผู้นำเหมาในทางประวัติศาสตร์ ในการประชุมครั้งนั้น เติ้งเสี่ยวผิงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการกลางการทหาร<br />
      <br />
       พฤศจิกายน 1989 ที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 13 เต็มคณะครั้งที่ 5 เติ้งเสี่ยวผิง ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลางการทหาร และได้ส่งมอบตำแหน่งผู้นำประเทศแก่เจียงเจ๋อหมิน ผู้นำประเทศรุ่นที่ 3<br />
      <br />
       แม้จะพ้นจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดแล้วก็ตาม แต่เติ้งเสี่ยวผิง ก็ยังคงทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง เช่นในปี 1992 ได้เดินไปแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ หลังจากจีนปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่ ตามเมืองต่างๆทางใต้ เช่น อู๋ซาง จูไห่ เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น เป็นต้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของจีนในหลายๆด้าน ปี 1997 ที่ประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศ ครั้งที่ 15 ได้มีมติให้ระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบจีนเป็น ‘ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง’ ที่มีคุณค่าต่อพรรคฯและประเทศชาติ<br />
 <br />
       <strong>วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1997 เติ้งเสี่ยวผิงในวัย 93 ปี ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ในกรุงปักกิ่ง แม้ว่าเติ้งเสี่ยวผิงจะไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรีเลย ตลอดชั่วชีวิตทางการเมืองของท่าน ทว่าภารกิจที่ท่านรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศนั้นยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าตำแหน่งทางการเมืองใดใด คุณูปการทั้งหลายที่ท่านได้กระทำไว้แก่ประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนแนวคิดในการพัฒนาประเทศที่ตกทอดมาสู่ผู้นำรุ่นหลังแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงได้ชื่อว่าเป็น นักปกครองผู้นำความมั่งคั่งมาสู่ชีวิตชาวจีนในวันนี้</strong></p>
<p><strong>#####</strong></p>
<p><strong>วิสัยทัศน์ผู้นำจีนรุ่นที่ 2 ยุคปลดปล่อยทางความคิด</strong></p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7167" title="teng2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/teng2-225x300.jpg" alt="teng2" width="225" height="300" /></p>
<p>เติ้งเสี่ยวผิงในวันครบรอบ 25 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ปี 1984</p>
<p>       <strong>มวลชนชาวจีนในยุคก่อนการก่อตั้งสาธารณรัฐ ระหว่างค.ศ.1921-1949 สามารถลุกขึ้นยืน และเกิดประเทศจีนใหม่ได้ ด้วยพลังขับเคลื่อนจากแนวคิดชี้นำของท่านประธานเหมา ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการครอบงำของมหาอำนาจตะวันตก และระบบศักดินา โดยมี ‘ทฤษฎีความคิดเหมาเจ๋อตง’ ซึ่งเน้นการต่อสู้ในการปฏิวัติประชาชาติ และนำความเป็นไทมาสู่ประชาชนจีน เป็นธงชัย</strong><br />
      <br />
       เมื่อมาถึงยุคของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดรุ่นที่ 2 ประเทศจีนหลุดพ้นจากยุคของการต่อสู้ทางชนชั้น เข้าสู่ยุคของการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย พยายามบุกเบิกแผ้วถางเพื่อการสร้างสรรค์สังคมนิยมลักษณะเฉพาะของจีน<br />
      <br />
       <strong>ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง<br />
</strong>       เติ้งเสี่ยวผิงได้นำเสนอแนวคิด การปลดปล่อยทางความคิด และค้นหาสัจจะจากความเป็นจริง ซึ่งกลายมาเป็น ‘ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง’ ที่<strong>เน้นการทำลายกรอบทางความคิด มุ่งเรียนรู้จากการปฏิบัติ จากสภาพที่เป็นจริง และพิสูจน์กันที่ ‘ผลของการกระทำ’ ได้ชักจูงให้ทุกฝ่ายเริ่มปฏิบัติจาก ‘ความเป็นจริง’ และยุติการถกเถียงที่ยึดถือแต่ ‘แนวทฤษฎี’<br />
</strong>      <br />
       <strong>สาระสำคัญของ ‘ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง’ โดยสรุปคือ ปลดปล่อยความคิด ใช้การปฏิบัติเป็นเครื่องวัดความถูกต้องของสัจธรรม มองว่าสังคมจีนเป็นสังคมนิยมขั้นปฐม ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง มีภารกิจในการสร้างสรรค์สังคมนิยม คือการปลดปล่อยกำลังการผลิต รวมไปถึง การรวมเกาะฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวันเข้ากับแผ่นดินใหญ่ โดยใช้หลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’<br />
</strong>      <br />
       ปี 1997 ที่ประชุมใหญ่สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ สมัยที่ 15 ได้ยอมรับ ‘ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง’ เป็นทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติของพรรค ที่บรรจุไว้ในธรรมนูญของพรรค พรรคคอมมิวนิสต์ได้ถือเป็นภารกิจสำคัญของชาติ ในการเป็น<strong>แกนนำสร้างสรรค์สังคมนิยมที่ทันสมัย ตามแนวทางของเติ้ง นับเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ</strong><br />
      <br />
       <strong>การพัฒนาเศรษฐกิจ<br />
</strong>       เติ้งใคร่ครวญบทเรียนเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่แล้วมา ที่ยึดการวางแผนจากส่วนกลางเป็น ‘แม่แบบ’ ซึ่งดำเนินรอยตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต และได้เรียนรู้ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างสรรค์รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง<br />
      <br />
       นโยบายที่เด่นชัดที่สุดในยุคเติ้งเสี่ยวผิง ที่เป็นส่วนหนึ่งใน <strong>‘ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง’ คงหนีไม่พ้น การปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการปลดปล่อยกำลังการผลิต และ ‘เปิดประเทศ’ ดูดซับทรัพยากรการผลิตจากภายนอก ซึ่งเติ้งเชื่อว่า จะเป็นวิถีทางสร้างสรรค์สังคมนิยมของจีนให้ทันสมัย ในเบื้องต้นแนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งข้อโต้แย้งจากหลายฝ่าย ด้วยเห็นว่า ประเทศจีนที่ยึดถือระบบสังคมนิยมกำลังเดินเข้าสู่ปากทางของระบบทุนนิยมมากกว่า</strong><br />
      <br />
       ประเทศจีนภายใต้ผู้นำร่างเล็ก มีทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโดยกำหนดเป้าหมาย ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจีน ที่เริ่มต้นจาก ‘ขจัดความยากจน’ ไปจากสังคมจีน และค่อยๆพัฒนาไปสู่สังคม ‘พอมีพอกิน’ และ ‘กินดีอยู่ดี’โดยถ้วนหน้า จนกระทั่งเจริญขึ้นเป็น ‘สังคมที่รุ่งเรืองมั่งคั่ง’ ในที่สุด ที่เรียกว่า <strong>‘ยุทธศาสตร์ 3 ก้าว’</strong> </p>
<p>       ก้าวที่หนึ่ง ตั้งเป้าในปี ค.ศ.1990 เศรษฐกิจจีนจะโตเป็น 2 เท่าของปี 1980 สังคมพ้นจากสภาพความยากจน ก้าวที่สอง ปีค.ศ.2000 เศรษฐกิจจีนจะโตเป็น 2 เท่าของปี 1990 ประชาชนกินดีอยู่ดีโดยพื้นฐาน และก้าวที่สาม เมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 21 จีนจะเจริญรุ่งเรืองระดับโลก สังคมโดยรวมมีความมั่งคั่งร่ำรวยถ้วนหน้า<br />
      <br />
       นอกจากการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นแนวทางหลักของประเทศแล้ว ผู้นำเติ้งยังเล็งเห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นพลังการผลิตอันดับหนึ่ง ที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ก้าวหน้า ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพผู้ใช้แรงงานด้วย<br />
      <br />
       <strong>‘การปลดปล่อยทางความคิด’ ตามทฤษฎีของเติ้ง ช่วยเปิดกว้างแนวทางต่างๆที่เป็นไปได้ ในอันที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งบทพิสูจน์จากแนวคิดดังกล่าว ได้เกิดผลในทางปฏิบัติกับประเทศที่ยากจนในอดีต ซึ่งกลายเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงในปัจจุบันแล้ว.<br />
      <br />
       สรุปความจาก : ‘ยุทธศาสตร์ 3 ก้าว หนทางสู่ความสำเร็จแบบจีน’ ‘อะเมซิ่งจูหรงจี’ และ ‘จากเจียงเจ๋อหมิน สู่หูจิ่นเทา’ โดย สันติ ตั้งรพีพาก</strong></p>
<p>#####</p>
<p><strong>‘เปิดประเทศ’ ก้าวย่างสู่ฤดูใบไม้ผลิ</strong> <br />
 <br />
<img class="alignnone size-full wp-image-7169" title="teng3" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/teng3.jpg" alt="teng3" width="237" height="288" /> <br />
เติ้งเสี่ยวผิงชูแนวคิดนโยบาย &#8221;เปิดประเทศ&#8221; ด้วยความเชื่อมั่นว่าเป็นหนทางของการพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น<br />
  <br />
       <strong>26 สิงหาคม ค.ศ.1980 ที่ประชุมคณะกรรมการประจำ สมัชชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 5 มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ ผ่านระเบียบว่าด้วย ข้อกำหนดการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งมณฑลกว่างตง(กวางตุ้ง) ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ คือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นผลพวงมาจากแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศ ที่ริเริ่มโดยผู้นำจีนรุ่นที่ 2 นายเติ้งเสี่ยวผิง</strong><br />
      <br />
       ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีค.ศ.1978 หลังจากการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน(1949)ดำเนินมาจนถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 11 เต็มคณะครั้งที่ 3 ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ ‘เปิดประเทศ’ และทิศทางการพัฒนาประเทศ ที่มุ่งเน้นในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ ทำให้แนวคิดการเปิดประเทศ และปฏิรูปอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรม ราวกับการมาเยือนของลมต้นฤดูใบไม้ผลิ<br />
      <br />
       การเปลี่ยนแนวทาง จากประเทศสังคมนิยมที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิด ‘ซ้าย’ ซึ่งจำกัดระบบเศรษฐกิจแบบยึดนโยบายของรัฐมายาวนาน มาเปิดกว้างให้กับแนวทางใหม่ที่อยู่คนละขั้ว ย่อมเกิดการปะทะทางความคิด และความหวาดระแวงนานาประการ จากกลุ่มผู้บริหารประเทศทั้งหลาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า &#8216;เศรษฐกิจกลไกตลาด&#8217; เป็นทุนนิยมหรือสังคมนิยมกันแน่ ? คือหัวข้อถกเถียงสำคัญ<br />
      <br />
       ‘นักออกแบบใหญ่’ อย่างเติ้งเสี่ยวผิง กระตือรือร้นอย่างมากในการหาหนทางขจัดอุปสรรคแนวคิดจากระบบเก่าให้พ้นทาง เพื่อปลดปล่อยกำลังการผลิต ตามความคิดเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดที่เขานำเสนอ</p>
<p>        มกราคม ค.ศ.1979 เติ้งเสี่ยวผิง ได้ฉวยโอกาสจากกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อมีจดหมายจากผู้ประกอบการโรงงานแห่งหนึ่งในฮ่องกง ยื่นเรื่องขอกลับมาตั้งโรงงานในกว่างโจว(กวางเจา) เติ้งเสี่ยวผิงจึงสั่งการอย่างเฉียบไวว่า ‘เรื่องนี้กว่างตงสามารถปล่อยให้ทางผู้ประกอบการจัดการได้เต็มที่’ เรื่องดังกล่าวจึงเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะหลังจากนั้น รัฐบาลกลางก็อนุมัติ ให้ฝ่ายคมนาคมของสำนักงานส่งเสริมการค้าฮ่องกง จัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเสอโข่ว ขึ้นที่เมืองเซินเจิ้นทันที<br />
      <br />
       ด้านคณะกรรมการมณฑลกวางตุ้งก็เดินเครื่อง เสนอแผนส่งเสริมการเปิดสัมพันธ์ทางการค้ากับฮ่องกงและมาเก๊า ต่อที่ประชุมคณะทำงานของรัฐบาลกลางในวันที่ 5 เมษายน ปีนั้น เลขาธิการที่หนึ่งแห่งมณฑลกวางตุ้ง(ในขณะนั้น) สีจ้งซวิน ได้เสนอต่อเติ้งเสี่ยวผิงในที่ประชุมว่า ขอให้ส่วนกลางอนุญาตให้ทางการมณฑลกวางตุ้ง เปิดเขตแปรรูปสินค้าส่งออกที่ เซินเจิ้น จูไห่ และซั่นโถว(ซัวเถา) เพื่อดึงดูดนักธุรกิจจากฮ่องกงและมาเก๊า เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในจีน<br />
      <br />
       ผู้นำเติ้งสนับสนุนอย่างมาก เขากล่าวว่า ส่วนกลางไม่มีงบประมาณในการสนับสนุน สามารถแนะนำได้แต่เพียงนโยบายเท่านั้น และได้อนุญาตให้ทางมณฑลกว่างตงไปดำเนินการเอง ทั้งยังกำชับให้หาหนทางจัดการก่อตั้งให้สำเร็จจงได้ และให้เรียกเขตดังกล่าวว่า ‘เขตพิเศษ’<br />
 <br />
       <strong>คำว่า ‘เขตพิเศษ’ ที่เติ้งเสนอขึ้นมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของหนทางการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ใช้เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และระบบการบริหารจัดการต่างๆจากต่างประเทศ และยังเป็นเสมือนห้องทดลองของประเทศ ในการคลำหากฎเกณฑ์และสำรวจแนวทางการดำเนินธุรกิจในเศรษฐกิจระบบตลาด ซึ่งคำว่า ‘เขตส่งออกพิเศษ’ ได้ถูกเปลี่ยนเป็น ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ในที่ประชุมคณะทำงานของมณฑลกว่างตงและฝูเจี้ยน(ฮกเกี๊ยน) เมื่อปลายเดือนมีนาคม 1980<br />
</strong>      <br />
       ภายหลังจากนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการประจำ สมัชชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ได้ผ่าน ข้อกำหนดการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งมณฑลกว่างตง ทำให้การก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น จูไห่ และซัวเถาในมณฑลกว่างตง และเซี่ยเหมิน ในมณฑลฝูเจี้ยน เป็นผลสำเร็จในเวลาต่อมา</p>
<p>       <strong>คำครหาต่อเซินเจิ้น<br />
</strong>      <br />
       ริมทะเลฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปล่งรัศมีน่าจับตาขึ้นมาทันที หลังกำเนิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 เขตแรกของประเทศ เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงตระหนักว่า ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ได้ดำเนินการมาครบ 5 ปี ก็ได้เสนอโอกาสในการขยายขอบข่ายการเปิดเสรีให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งนับเป็นจังหวะก้าวที่ส่งเสริมให้ ‘การเพาะเลี้ยงไข่มุกทั้งสี่’ คืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง<br />
      <br />
       ในฐานะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นทั้ง ‘ช่องหน้าต่าง’และ‘เขตทดลอง’ ของการเปิดประเทศ ในจำนวน &#8216;ไข่มุกทั้งสี่&#8217; เมืองเซินเจิ้นเป็นเมืองที่กล้าออกมานำหน้าเมืองอื่นๆ ด้วยบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยคำขวัญที่ว่า ‘เวลาคือเงิน ผลกำไรคือชีวิต’ อาคารห้างสรรพสินค้าเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ในเมืองเซินเจิ้น ได้ทำลายสถิติ ‘สร้างเสร็จ 1 ชั้น ภายใน 3 วัน’ จนเกิดเป็นคำสแลงว่า ‘อัตราความเร็วเซินเจิ้น’<br />
      <br />
       นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้นอีก เมื่อมีการล้มล้างระบบการเข้าทำงานแบบ ‘หม้อข้าวเหล็ก’ อันสื่อถึง ตำแหน่งการงานที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการถือหุ้นเปิดบริษัท&#8230;. เมื่อถลำลึกเข้าสู่วงจรการเปิดประเทศ นานวันเข้าแรงทัดทานก็ยิ่งทวีกำลังมากขึ้น หลายคนเริ่มสงสัยว่า วิธีการของเซินเจิ้นนี้ ทำได้จริงหรือ ?<br />
      <br />
       มกราคม ค.ศ.1984 หลังรัฐบาลจีนเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษผ่านไป 5 ปี เติ้งเสี่ยวผิง ได้เดินทางไปสำรวจในพื้นที่เป็นครั้งแรก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาที่มีต่อ เขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองเซินเจิ้น<br />
      <br />
       จุดหมายปลายทางแห่งแรกในการล่องใต้ของท่านผู้นำครั้งนี้คือ เซินเจิ้น เติ้งเสี่ยวผิงได้รับฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และยังเดินทางไปสังเกตการณ์งานก่อสร้าง และเยี่ยมชมสถานการณ์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษจู่ไห่ ซึ่งที่นี่ท่านถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็นเขตเศรษฐกิจที่ดี หลังเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งสองแห่ง และได้กลับถึงเมืองกว่างโจว ท่านได้ใช้เวลาพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ จนมีความเห็นออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งท่านเขียนด้วยพู่กันจีนและมอบไว้เป็นรางวัลแก่เมืองเซินเจิ้น ความว่า<br />
      <br />
       ‘ความก้าวหน้าและประสบการณ์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น ได้พิสูจน์แล้วว่า นโยบายการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นแนวทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง’</p>
<p>       บทสรุปของการเดินทางครั้งนี้ เป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญของ‘ดอกผล’อันเกิดจากดำริของท่านเมื่อ 5 ปีก่อน เป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของยุทธศาสตร์การเปิดประเทศ อีกทั้งยังช่วยลบคำครหาต่อนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกด้วย<br />
      <br />
       <strong>คำพูดของเติ้งหลังเดินทางกลับสู่กรุงปักกิ่ง ที่ว่า “ พวกเราตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ดำเนินนโยบายเปิดประเทศ ย่อมต้องมีหลักการที่ชัดเจน ซึ่งมิใช่การ ‘ควบคุม’ แต่เป็นการ ‘ปลดปล่อย’ ” แสดงถึงการขยายช่องทางความคิด ตามวิถีพัฒนาดังกล่าวให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น</strong><br />
      <br />
       มีนาคม 1984 คณะกรรมการกลางพรรคฯและคณะรัฐมนตรีมีมติร่วมกัน อนุมัติ ‘เปิด’ เมืองท่าอุตสาหกรรมใหญ่ ริมทะเลฝั่งตะวันออก 14 เมือง อาทิ เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน ต้าเหลียน ฯลฯ อย่างเป็นทางการ&#8230;<br />
      <br />
       เมษายน 1988 คณะกรรมการสมัชชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ อนุมัติ ‘เปิด’ มณฑลไห่หนัน(ไหหลำ) และกำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษไห่หนัน &#8230;เมษายน 1990 รัฐบาลจีนประกาศบุกเบิกและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเขตพู่ตงในนครเซี่ยงไฮ้ และอนุมัติก่อตั้งเขตพู่ตงใหม่อย่างเป็นทางการในอีก 2 เดือนต่อมา<br />
      <br />
       <strong>เขตเศรษฐกิจพิเศษเรียงแถวกันผุดขึ้น ตามหลักการเปิดกว้างและปลดปล่อยทางความคิดเพื่อหนทางไปสู่การเปิดประเทศอย่างแท้จริง ได้นำนโยบายดังกล่าวเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง การเกิดเขตเศรษฐกิจในท้องที่หนึ่ง เสมือนได้เขตทดลองสาธิต ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษาเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ประสบการณ์ดังกล่าวมีส่วนช่วยนำทางประเทศ ก่อนเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดอย่างเต็มตัวในอนาคต</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7170" title="open2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/open2.jpg" alt="open2" width="250" height="170" /></p>
<p>การเปลี่ยนชนบทให้เป็นเมือง คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศสู่สังคมกินดีอยู่ดี ในยุคเติ้งเสี่ยวผิง</p>
<p>       <strong>‘ร้อยปีไม่หวั่นไหว’<br />
</strong>      <br />
       เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3- 4 มิถุนายน ค.ศ. 1989 ทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ส่งผลให้นโยบายเปิดประเทศ ที่ดำเนินมาจนถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ถึงต้นทศวรรษที่ 90 ของศตวรรษที่แล้ว ต้องหยุดชะงักลง<br />
      <br />
       หลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองสงบ มีนาคม 1990 เติ้งถอยลงจากตำแหน่งทางการเมือง แต่ยังคงมีอำนาจและบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ เขาทบทวนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเสนอให้ปัดฝุ่นนโยบายเปิดประเทศอีกครั้ง<br />
      <br />
       สาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ ขานรับแนวคิดดังกล่าวของผู้นำสูงสุด และตั้งหลักใหม่ด้วยการชูคำขวัญปลุกใจของเติ้งเสี่ยวผิง ให้ร่วมกันสนับสนุนแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์ ‘ร้อยปีไม่หวั่นไหว’ โดยยืนหยัดในนโยบายเปิดประเทศ และปฏิรูปอุตสาหกรรมต่อไป ทั้งนี้เพื่อสร้างฐานของเศรษฐกิจกลไกตลาดภายใต้ระบบการเมืองแบบสังคมนิยม</p>
<p>       มกราคม – กุมภาพันธ์ 1992 เติ้งเสี่ยวผิงในวัย 88 ปี เดินทางไปตรวจงานทางภาคใต้ และอีกครั้งที่ไปถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษจูไห่ และเซี่ยงไฮ้ ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เขาจะปลุกกระแสการปฏิรูปเศรษฐกิจระบบตลาด ซึ่งมีเขตเศรษฐกิจเซินเจิ้นเป็นบททดสอบที่ชัดเจน ผลสำเร็จของการพัฒนา ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ในแนวทางของระบบสังคมนิยม ได้ตอกย้ำว่า ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถดำเนินเศรษฐกิจระบบกลไกตลาดได้ โดยมิได้เบี่ยงเบนไปสู่แนวทางทุนนิยม อย่างที่หลายคนกังวล<br />
      <br />
       <strong>&#8230;จากเมืองเล็กริมชายแดน ที่มีประชากรไม่ถึง 20,000 คน เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เซินเจิ้นได้พัฒนาขึ้นเป็นเมืองทันสมัย ที่เป็นแหล่งที่อยู่และทำกินของประชากรกว่าล้านคนในปัจจุบัน ถูกขนานนามจากสื่อต่างชาติว่าเป็น ‘เมืองชั่วข้ามคืน’ คือ ภาพย่อส่วนที่เต็มไปด้วยสีสันของความสำเร็จ จากอัจฉริยภาพในการผันแนวคิดทฤษฎี มาสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง ของผู้นำเติ้งเสี่ยวผิงในยุคนั้น</strong></p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7171" title="open" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/open-285x300.jpg" alt="open" width="285" height="300" /></p>
<p>ชีวิตทันสมัยในวันนี้ ที่แลกมาด้วยความพยายามของผู้นำเติ้ง ในการฝ่าฟันอุปสรรคนานับประการจากการชูนโยบาย &#8221;เปิดประเทศ&#8221; ในยุคปี 80</p>
<p><strong>#####</strong></p>
<p><strong>เติ้งเสี่ยวผิงกับการเจรจาปัญหาเกาะฮ่องกง</strong><br />
 <br />
       ต้นทศวรรษที่ 80 ทั่วประเทศจีนไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า &#8216;หนึ่งประเทศสองระบบ&#8217; วิถีทางที่เป็นไปได้ในการรวมประเทศนอกเขตแผ่นดินใหญ่ อันมีเป้าหมายรวมถึง เกาะฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ที่แฝงนัยของความรู้สึกรักชาติของชายร่างเล็ก เติ้งเสี่ยวผิง<br />
      <br />
       กลางค.ศ.1982 เติ้งเสี่ยวผิง ประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองในขณะนั้น เรียกประชุมตัวแทนจากทุกหน่วยงานในฮ่องกง ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า วัฒนธรรม การศึกษา สื่อมวลชน กลุ่มสตรี แรงงาน และภาพยนตร์ เข้าร่วมหารือถึงแผนการคืนเอกราชของเกาะฮ่องกง ซึ่งมีกำหนดในปี 1997 การพบปะระหว่างตัวแทนจากแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงในครั้งนั้น เป็นการประชุมครั้งแรกเฉพาะการภายในประเทศเท่านั้น<br />
      <br />
       <strong>ในที่ประชุม เติ้งเสี่ยวผิงได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลแผ่นดินใหญ่ ถึงประเด็นการบริหารงานภายในเกาะฮ่องกง ภายหลังการคืนเอกราช ซึ่งจะปล่อยให้บริหารกันเอง รวมไปถึงระบบเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ พื้นฐานทางกฎหมาย ฯลฯ ก็ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพื่อเสถียรภาพของความมั่นคงภายใน และความมีเสรีภาพของศูนย์กลางเศรษฐกิจการเงิน และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งมวล</strong><br />
      <br />
       เกาะฮ่องกง อยู่ภายใต้อาณานิคมของสหราชอาณาจักร มาตั้งแต่ปีค.ศ.1842 (สมัยราชวงศ์ชิง ค.ศ.1644-1911) หลังจีนพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น(ค.ศ.1840-1842) ตามสนธิสัญญานานกิง ที่ราชสำนักชิงทำกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรแห่งสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย (ผลของสงครามฝิ่น จีนยังสูญเสียเกาะเกาลูนให้แก่รัฐบาลอังกฤษในปี 1860 และสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่ผู้ถือสัญชาติต่างประเทศ โดยชาวต่างชาติในจีนสามารถอยู่เหนือกฎหมายจีนมาจนถึงปี 1949 ด้วย)</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7173" title="hong1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/hong1.jpg" alt="hong1" width="300" height="188" /><br />
&#8220;หญิงเหล็ก&#8221;แห่งอังกฤษ นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เข้าพบนายเติ้งเสี่ยวผิง เจรจาปัญหาเกาะฮ่องกง ในปี 1982<br />
 <br />
       การเจรจาคืนเกาะฮ่องกงระหว่างจีนและอังกฤษเปิดฉากขึ้น เมื่อ &#8216;หญิงเหล็ก&#8217; นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายอังกฤษ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนกันยายน 1982<br />
      <br />
       จางจวิ่นเซิง อดีตรองประธานและโฆษกแห่งสำนักข่าวซินหัว ประจำเกาะฮ่องกง ผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ก่อนและหลังการคืนเอกราชแก่ฮ่องกงในปีค.ศ.1997 ย้อนความทรงจำว่า ปัญหาการคืนเอกราชให้กับฮ่องกง เป็นเรื่องที่เติ้งเสี่ยวผิงใส่ใจมาตลอด เพราะฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้แทนคนแรกในการเจรจากับอังกฤษ<br />
      <br />
       ‘หญิงเหล็ก’ แห่งเกาะอังกฤษมาเยือนกรุงปักกิ่งด้วยความเชื่อมั่นและลำพอง ทันทีที่อังกฤษมีชัยเหนืออาร์เจนติน่าในสงครามแย่งชิงหมู่เกาะฟอร์คแลนด์(สงครามกินเวลายาวนาน มายุติในปี 1982 ปัจจุบันเป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ใช้ชื่อหมู่เกาะMalvinas) โดยก่อนหน้าการเดินทางมาจีน นางมาร์กาเร็ตได้ศึกษาพื้นฐานทางกฎหมายของประเทศจีนมาอย่างดี รวมถึงประวัติศาสตร์การสูญเสียเกาะฮ่องกง จากสนธิสัญญา 3 ฉบับ ซึ่งได้แก่ ‘สนธิสัญญานานกิง’ ซึ่งว่าด้วย ราชสำนักชิงยินยอมยกเกาะฮ่องกงให้แก่เกรตบริเทนอย่างเด็ดขาด ‘สนธิสัญญาปักกิ่ง’ ที่ว่าด้วยการยกเกาะจิ่วหลง(เกาลูน)แก่มหาอำนาจเกรตบริเทนอย่างเด็ดขาด และ‘ข้อตกลงพิเศษว่าด้วย การขยายอาณาเขตเกาะฮ่องกง’ เป็นสัญญาเช่า‘ดินแดนใหม่’ ซึ่งหมายถึงเกาะเกาลูนและหมู่เกาะโดยรอบอีกกว่า 200 เกาะเป็นเวลา 99 ปี สัญญาทั้งหมดทำกันในสมัยราชวงศ์ชิงซึ่งจีนเป็นฝ่ายเสียเปรียบทั้งสามฉบับ</p>
<p>       และนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ก็ได้อ้างเนื้อหาในสัญญาดังกล่าว เปิดการเจรจาปัญหาฮ่องกงกับรัฐบาลจีนในเบื้องต้น และยืนยันใน ‘ความชอบธรรมทางกฎหมายของสัญญา’ แต่การตอบโต้ของนายเติ้งเสี่ยวผิงนั้น กลับเกินความคาดหมายของมหาอำนาจอังกฤษ<br />
      <br />
       <strong>เติ้งยืนกรานอย่างเด็ดเดี่ยว ในการประกาศเอกราชของเกาะฮ่องกงในปี 1997 โดยไม่สนใจในข้อเสนอของนางมาร์กาเร็ต และกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า อาจเกิดปัญหาภายใน หากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่ทวงเอกราชเหนือเกาะฮ่องกงคืน และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การวางแผนการบริหารงานในเกาะฮ่องกงอย่างสันติ ภายหลังได้รับเอกราช ซึ่งนั่นถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมกันหารือในอนาคต</strong><br />
      <br />
       ถ้อยคำทางการทูตที่เปี่ยมไปด้วยความสุขุมคัมภีรภาพของนายเติ้งเสี่ยวผิง ทำให้นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ถึงกับเดินสะดุดล้มลงไปคุกเข่าอยู่ที่พื้น เมื่อปะหน้านักข่าวสาวชาวเนเธอร์แลนด์ ขณะลงจากบันไดของมหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ภายหลังการเจรจาไม่ถึง 3 ชั่วโมง&#8230;</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7174" title="hong2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/hong2-300x187.jpg" alt="hong2" width="300" height="187" />  <br />
บรรยากาศในพิธีถ่ายโอนอธิปไตยเหนือเกาะฮ่องกง จากอังกฤษสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1997<br />
 <br />
       หลังจากนั้นการเจรจาอีกหลายระลอกก็ดำเนินไปตามลำดับขั้นตอน นับตั้งแต่จีนเสนอแผน ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ใช้ในการบริหารงานภายในฮ่องกงหลังการคืนเกาะ การร่วมลงนามบันทึกช่วยจำในประเด็นต่างๆ และการคงรักษาระบบเศรษฐกิจ สังคม และกฏหมายของฮ่องกงต่อไป เป็นเวลา 50 ปี ตลอดจนการตั้งฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษ การตรากฎหมายใหม่บางฉบับ จนมาถึงการเลือกผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งขั้นตอนการเตรียมการต้อนรับเอกราชใหม่นี้ใช้เวลายาวนานถึง 15 ปี<br />
      <br />
       และก้าวย่างที่ถือเป็นชัยชนะของมวลชนชาวจีน คือวันที่ 19 ธันวาคม 1984 เมื่อนายเจ้าจื่อหยาง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ร่วมลงนามใน ‘แถลงการณ์ร่วมปัญหาฮ่องกง’ กำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1997 เป็นวันเริ่มต้น ฟื้นฟูอธิปไตยแห่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเหนือเกาะฮ่องกงอย่างเป็นทางการ &#8230;แถลงการณ์ที่เปิดหน้าใหม่ให้กับประวัติศาสตร์ฮ่องกง&#8230;<br />
      <br />
       <strong>แม้ว่าเติ้งเสี่ยวผิงจะจากไปอย่างสงบ ก่อนการส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนสู่อ้อมอกแผ่นดินใหญ่ ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1997 ไม่ถึง 5 เดือน โดยไม่มีโอกาสได้เห็นผลของความพยายามที่รอคอยมานานนับศตวรรษนั้นก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ชาวจีนทั้งประเทศก็ไม่เคยลืมว่า พวกเขาได้ฮ่องกงกลับคืนมาอย่างสันติเพราะใคร</strong></p>
<p>#####</p>
<p><strong>คมคิดเติ้งเสี่ยวผิง</strong></p>
<p>       ชาวจีนต่างสรรเสริญเชิดชูเติ้งเสี่ยวผิงว่า เป็น ‘ผู้นำที่ประเสริฐยิ่ง’ โดยมีความเป็นอัจฉริยะบุรุษทั้งในฐานะ ‘นักทฤษฎีลัทธิมาร์กซิสม์’ ‘นักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพที่ยิ่งใหญ่’ ‘นักปกครอง’ ‘นักการทหาร’ ‘นักการต่างประเทศ’ และ ‘สถาปนิกใหญ่ผู้ออกแบบความทันสมัยให้ชาติและปฏิรูประบบสังคมนิยมจีน’<br />
      <br />
       คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของเติ้งเสี่ยวผิงที่อุทิศเพื่อแผ่นดินมังกรนั้น มีอยู่ 2 ด้านหลักๆ<br />
      <br />
       ประการแรก คือสรุปบทเรียนจากประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่ยุคสาธารณรัฐ และแก้ไขก้าวย่างที่พลาดพลั้งจากการปฏิวัติวัฒนธรรม วิพากษ์แนวคิดและฐานะทางประวัติศาสตร์ของท่านประธานเหมาเจ๋อตงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์<br />
      <br />
       ประการที่สอง คือสร้างแนวคิดสังคมนิยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบบจีน(ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง) เป็นผู้ออกแบบนโยบายปฏิรูปที่นำพาประเทศสู่ความเป็นสังคมนิยมอันทันสมัย<br />
      <br />
       <strong>ภูมิความคิดของเติ้งเสี่ยวผิง รัฐบุรุษผู้มีชีวิตปฏิวัติโชกโชนตลอด 70 ปี จึงควรค่าแก่การเรียนรู้และเข้าใจ</strong><br />
      <br />
       ***********************************************************<br />
       <strong>“ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี ”</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7175" title="sew1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/sew1.jpg" alt="sew1" width="250" height="185" />  <br />
 <br />
       ประโยคยอดนิยมของท่านผู้นำเติ้งที่คุ้นหูกันเป็นอย่างดีนี้ ท่านได้กล่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1962 ซึ่งขณะนั้น จีนกำลังประสบกับปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และบรรดาผู้บริหารของประเทศต่างระดมความคิดเพื่อแก้วิกฤติที่เกิดขึ้น<br />
      <br />
       ทัศนะของเติ้งขณะนั้นคือ “ในการจะฟื้นคืนอุตสาหกรรมเกษตร มวลชนจำนวนมากเรียกร้องขอได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำกินของตนเอง และผลการสำรวจยังได้สนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่งในช่วงระยะก้าวผ่านของแต่ละยุคสมัย หากวิธีการใดเป็นผลดีแก่อุตสาหกรรมการเกษตร ก็ให้ใช้วิธีการนั้น <strong>กล่าวคือ ควรยึดแนวทางการปฏิบัติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่คิดหรือปฏิบัติกันอย่างสูตรตายตัว”</strong><br />
      <br />
       ************************************************************<br />
       <strong>“ ปลดปล่อยความคิด ยึดติดความจริง ”<br />
</strong>      <br />
       ในบรรดาทฤษฎีด้านสังคมนิยมแบบฉบับจีนของเติ้งเสี่ยวผิง <strong>“การปลดปล่อยความคิด ยึดติดความจริง” ถือเป็นแก่นแกนความคิดสูงสุด ที่สะท้อนทัศนะการพัฒนาและปรัชญาองค์รวมของเติ้ง</strong><br />
      <br />
       การจะนำพาประเทศจีนสู่ความทันสมัยนั้น เติ้งมองว่า<strong> ต้องก่อเกิดจากความคิดที่ทันสมัยก่อน นั้นคือต้องคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามหลักวิทยาศาสตร์ เคารพกฎแห่งการพัฒนาของสรรพสิ่ง ตลอดจนยึดมั่นแนวคิดการพัฒนาที่เป็นจริงเชิงปฏิบัติ เป็นไปอย่างรอบด้าน และมีความเป็นมหาชน</strong><br />
      <br />
       รัฐบุรุษเติ้งยังเห็นว่า เนื่องจากจีนปิดประเทศไปนาน บวกกับความบอบช้ำภายในจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ดังนั้น ยิ่งความคิดถูกปลดปล่อยจากพันธนาการต่างๆ มากเท่าไร การปฏิรูปประเทศก็จะยิ่งก้าวหน้ามากเท่านั้น การเพิ่มกำลังการผลิตของชาติ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายปฏิรูปและเปิดกว้าง บนแนวทางการปฏิบัติที่เป็นจริง ดังคำกล่าวของจีนที่ว่า ‘การปฏิบัติคือมาตรฐานเพียงหนึ่งเดียวที่จะทดสอบสัจธรรม’</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7176" title="sew2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/sew2-300x126.jpg" alt="sew2" width="300" height="126" /> <br />
แนวคิด 4 ทันสมัยของเติ้งเสี่ยวผิง ที่เน้นการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และการป้องกันประเทศ<br />
 <br />
       ************************************************************<br />
       <strong>“ เคารพความรู้ เคารพความสามารถของบุคคล ”</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7177" title="sew3" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/sew3.jpg" alt="sew3" width="158" height="220" /></p>
<p> <br />
       เติ้งเสี่ยวผิงเสนอทัศนะว่า <strong>กุญแจดอกสำคัญที่จะพาประเทศจีนก้าวสู่ความทันสมัยได้สำเร็จนั้น คือ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งอาศัยพัฒนาการด้านการศึกษาเป็นรากฐาน การพูดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกิดความทันสมัยได้ จำเป็นจะต้องมีความรู้ ความสามารถ หากไม่มีความรู้ ความสามารถของคนก็ไม่เกิด</strong><br />
      <br />
       ดังนั้น จึงต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์ควบคู่กับการศึกษา อีกทั้งต้องส่งเสริมให้อุตสาหกรรม และธุรกิจต่างๆ สร้างหน่วยงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้น พร้อมๆ กับส่งเสริมให้มีบุคลากรด้านนี้ด้วย<br />
      <br />
       นอกจากนั้น ควรให้ความสำคัญและเคารพความสามารถของคนทุกคน โดยไม่จำกัดว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ใช้กำลังกายหรือกำลังสมอง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ<br />
      <br />
       ************************************************************<br />
       <strong>“ข้าพเจ้าคือลูกชายของมวลชนชาวจีน ”<br />
</strong>      <br />
       “ ข้าพเจ้าภูมิใจในฐานะชาวจีน ที่เป็นประชากรคนหนึ่งของโลก ข้าพเจ้าคือลูกชายของมวลชนชาวจีน และมีความรักอันลึกซึ้งให้กับมวลชนและมาตุภูมิ” เติ้งเสี่ยวผิง เขียนไว้ในคำนำหนังสือเรื่อง &lt;รวมรวบผลงานวรรณกรรมของเติ้งเสี่ยวผิง&gt; ซึ่งออกโดยสำนักพิมพ์ Pergamon ของประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1981<br />
      <br />
       นี่คือความในใจของวีรบุรุษผู้เติบโตภายใต้การกล่อมเกลาด้วยจิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรมจีน แสดงออกซึ่งความรู้สึกและจิตสำนึกรักชาติ<br />
  <br />
<img class="alignnone size-full wp-image-7178" title="sew4" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/08/sew4.jpg" alt="sew4" width="250" height="187" /><br />
 <br />
       เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและสภาวะความเป็นจริงแล้ว เติ้งเสี่ยวผิงจึงคิดหลักการ ‘1 ประเทศ 2 ระบบ’ มาใช้แก้ปัญหาการรวบรวมเกาะฮ่องกง อ้าวเหมิน(มาเก๊า) และไต้หวัน โดย 1 ประเทศที่ว่า คือความเป็นจีนเดียวโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษชาวจีนต้องสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อพิทักษ์มาตุภูมิไว้ ส่วน 2 ระบบ คือความปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างการปกครองด้วยระบบสังคมนิยมของแผ่นดินใหญ่ กับระบบทุนนิยมของฮ่องกง อ้าวเหมิน และไต้หวัน ที่ถึงแตกต่าง แต่ก็เป็นชาติเดียวกัน<br />
       <br />
       แม้ ณ วันนี้ เติ้งเสี่ยวผิงจะไม่มีโอกาสอยู่ดูความสำเร็จที่เกาะฮ่องกง และอ้าวเหมิน ได้กลับคือสู่แผ่นดินแม่ แต่ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีความหวังกับเรื่องนี้เสมอ ดังคำกล่าวกินใจของเติ้งที่ว่า<br />
      <br />
      <strong> “การบรรลุความเป็นจีนเดียว คือความปรารถนาของชนทั้งชาติ แม้ผ่านไป 100 ปียังไม่สำเร็จ จะใช้เวลา 1,000 ปีก็ไม่สายที่จะรวมกันเป็นหนึ่ง”<br />
</strong>      <br />
       ************************************************************<br />
      <br />
       <strong>คมคิดเติ้งเสี่ยวผิง ตกผลึกจากความเป็นนักปฏิวัติและนักปฏิรูปเกือบทั้งชีวิต ผ่านบททดสอบทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของชาติ แม้ท่านจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ภูมิความคิดหลายอย่างยังก้องกังวาน น่าศึกษาและสามารถนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน</strong></p>
<p> <br />
<strong>ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์<br />
</strong><a href="http://www.manager.co.th/china/china_100years.aspx" target="_blank">http://www.manager.co.th/china/china_100years.aspx</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขงจื๊อ ลัทธิขงจื๊อ ปรัชญา วาทะและคำสอนของขงจื้อ (Confucianism)</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad-%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d/</link>
		<comments>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad-%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Jul 2009 04:11:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
				<category><![CDATA[Biography]]></category>
		<category><![CDATA[Confucianism]]></category>
		<category><![CDATA[ขงจื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ขงจื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ขงจื๊อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=6218</guid>
		<description><![CDATA[ขงจื๊อ ลัทธิขงจื๊อ ปรัชญา วาทะและคำสอนของขงจื้อ (Confucianism) ผมเป็นคนชอบ ขงจื๊อ อยู่แล้วเลยขอนำข้อมูลและคำสอนมาลงนะครับ  ################# ขงจื๊อ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ขงจื้อ (จีน: ?? ; อังกฤษ: Confucius ; ภาษาไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ข่งชิว) (ตามธรรมเนียม, 8 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ. &#8211; 479 ปีก่อน ค.ศ.) ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า &#8220;ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- google_ad_section_start -->
<p>ขงจื๊อ ลัทธิขงจื๊อ ปรัชญา วาทะและคำสอนของขงจื้อ (Confucianism)</p>
<p>ผมเป็นคนชอบ ขงจื๊อ อยู่แล้วเลยขอนำข้อมูลและคำสอนมาลงนะครับ  <img src="http://www.sarut-homesite.net/forum/Smileys/emo/m073.gif" border="0" alt="" /></p>
<p>#################</p>
<p><strong>ขงจื๊อ</strong></p>
<p>จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี</p>
<p>ขงจื้อ (จีน: ?? ; อังกฤษ: Confucius ; ภาษาไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ข่งชิว) (ตามธรรมเนียม, 8 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ. &#8211; 479 ปีก่อน ค.ศ.) ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ</p>
<p>ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า <strong>&#8220;ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย&#8221;</strong></p>
<div><img class="alignnone size-full wp-image-7325" title="confucius_02" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/07/confucius_02.png" alt="confucius_02" width="199" height="396" /></p>
<p>ขงจื๊อ</p>
</div>
<p>################</p>
<p><strong>ประวัติ</strong></p>
<p>เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้ สามปี พ่อที่เป็นคนสูงใหญ่แข็งแรง ก็ตายจากไป เด็กน้อยชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักใฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน ในปีถัดมาได้ลูกชาย ให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็น เสมียนยุ้งฉาง และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับ เสนาธิบดีของอ๋องจิง และได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน และได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผน และหลักการปกครอง แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมือง กับอ๋องติง และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส และในระหว่างนั้น ได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการณ์ปกครอง และวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่ ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิต และถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก และได้กลับมาสู่แคว้นลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก และเจ็ดวันให้หลัง ได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี</p>
<p>################</p>
<p><strong>หลักความรู้</strong></p>
<p><strong>ศาสตร์สี่แขนง</strong> ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก <strong>แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า</strong></p>
<p><strong>แปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้</strong> ได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก</p>
<p><strong>ลำดับการเรียนรู้ </strong>ได้แก่ พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์</p>
<p><strong>คุณธรรมทั้งสาม</strong> ที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่ ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ</p>
<p><strong>สี่ขั้นตอนหลักการสอน </strong>ได้แก่ ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่</p>
<p><strong>สี่ลำดับการสอน</strong> ได้แก่ คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี</p>
<p>################</p>
<p><strong>ลัทธิขงจื๊อ</strong></p>
<p>จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี</p>
<p><strong>ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism)</strong> เป็นศาสนาหรือลัทธิ ที่มีขงจื๊อ (551 &#8211; 479 ปีก่อน ค.ศ.) เป็นผู้วางรากฐานให้กับลัทธิขงจื๊อที่มุ่งแก้ไขปัญหาการเมืองและสังคมของจีนในสมัยจลาจล โดยเน้นให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบสุขเรียบร้อย ทั้งนี้จะถือหลักการเรื่องมนุษยธรรมและจารีตประเพณี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักแห่งสัมพันธภาพ 5 ประการ ได้แก่ เมตตาธรรม มโนธรรม จริยธรรม สัตยธรรม ปัญญาธรรม (สอดคล้องกับหลักศีล 5 ของพุทธศาสนา)มีบุคคลบางคนกล่าวว่า ศาสนาขงจื๊อเป็นระบบศีลธรรมหรือหน้าที่พลเมืองดีมากกว่าศาสนา เพราะขงจื๊อมิได้ส่งเสริมให้มีความเชื่อถือในพระเจ้าที่เป็นตัวตน หรือการสวดอ้อนวอน ตลอดจนการบูชาพระผู้เป็นใหญ่ แม้ขงจื๊อจะสอนหนักไปทางจริยธรรมและหน้าที่พลเมืองดี แต่หนังสือบางเล่มที่ขงจื้อแต่งไว้ก็ได้กล่าวถึงเทพเจ้า และอำนาจของเทพเจ้าที่มีอยู่เหนือโลก เช่นคัมภีร์อี้จิง หรือคัมภีร์ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงได้กล่าวถึง ซ่างตี้ หรือเซี่ยงตี่ ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก เป็นที่น่าสังเกตว่า ขงจื๊อ เขียนคัมภีร์อี้จิง อันว่าด้วยจักรวาลและการสร้างโลกนั้น เป็นเพียงการรวบรวมความเชื่อของเก่าที่มีมาดั้งเดิมเกี่ยวกับการสร้างโลก ตามความเห็นและความเชื่อถือของคนโบราณ</p>
<p><strong>ขงจื๊อสั่งสอนลูกศิษย์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ลูกศิษย์ของขงจื๊อจึงมีทุกชนชั้น ทำให้เกิดชนชั้นปัญญาชนขึ้นในสังคมจีน</strong> ปัญญาชนเหล่านี้มีเป้าหมายอยู่ที่การเข้ารับราชการ โดยหวังว่าปัญญาความรู้ความสามารถที่ได้รับการอบรมมาจะเป็นประโยชน์ต่อการปกครองบ้านเมือง และยังเป็นการสร้างชื่อเสียงและฐานะให้กับตนเอง ครอบครัว วงศ์ตระกูลอีกด้วย ลัทธิขงจื๊อ เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า แนวคิดหยู ซึ่งหมายถึงแนวคิดของปัญญาชน ผู้ที่ศึกษาแนวคิดของขงจื๊อและนักคิดคนอื่นๆ ในกลุ่มนี้เรียกกันในสมัยโบราณว่า ปัญญาชนหยู หรือชาวหยู ปัจจุบันลัทธิขงจื๊อแม้จะหมดบทบาทในด้านการเมือง แต่ในด้านวัฒนธรรม ลัทธิขงจื๊อยังฝังลึกอยู่ในสังคมจีนนานนับเป็นศตวรรษจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวจีน</p>
<div><a href="http://image.ohozaa.com/show.php?id=1b6f1048939e733555f1f59caa9b259a" target="_blank"><img src="http://image.ohozaa.com/id/lotusconfuciustemple2small.jpg" border="0" alt="" /></a></p>
<p>วัดในลัทธิขงจื้อ</p>
</div>
<p>################</p>
<p><strong>ประวัติและพัฒนาการ</strong></p>
<p>นับตั้งแต่ขงจื๊อเริ่มรวบรวมตำราและคัมภีร์โบราณได้ห้าเล่ม คือ ซือจิง หรือคัมภีร์กวีนิพนธ์ ซูจิงหรือประวัติศาสตร์โบราณ หลี่จี้ หรือบันทึกว่าด้วยธรรมเนียมประเพณี อี้จิงหรือคัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและชุนชิว หรือประวัติศาสตร์สมัยชุนชิว แล้วได้ตั้งสำนักวิชาให้การศึกษาแก่ประชาชน หลังขงจื๊อเสียชีวิตไปแล้ว เม่งจื๊อหรือเมิ่งจื่อ กลายเป็นนักคิดคนสำคัญของสำนักวิชาขงจื๊อหรือหยู เม่งจื๊อได้สังเคราะห์แนวคิดจากคัมภีร์ทั้งห้า ที่เน้นเสนอแนะให้ผู้ปกครองยึดมั่นคุณธรรมและสันติวิธี ยุติศึกสงครามที่กำลังดำเนินอยู่และเดินทางไปเสนอความเห็นแก่ผู้ปกครองในอาณาจักรต่าง ๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ความคิดสำคัญของเม่งจื๊อคือความเชื่อในความดีงามตามธรรมชาติของมนุษย์ การส่งเสริมการศึกษาและยังเสนอว่าผู้ปกครองต้องมีคุณธรรมเหนือกว่าประชาชน อีกทั้งประชาชนพึงเคารพนับถือผู้ปกครองที่มีคุณธรรม หากผู้ปกครองไร้คุณธรรม การล้มล้างเป็นสิ่งที่ชอบธรรม</p>
<p><strong>นักคิดคนสำคัญของสำนักขงจื๊อคือสวินจื่อ ซึ่งเสนอให้อบรมสั่งสอนผู้คนให้มีคุณธรรมเคร่งครัด โดยเห็นว่าธรรมเนียมประเพณีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีคุณธรรมมากขึ้น สวินจื่อเชื่อว่า &#8220;มนุษย์มีธรรมชาติที่ชั่วร้ายเป็นพื้นฐาน&#8221; ทำให้ต้องมีการควบคุมและอบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นคุณธรรมอย่างจริงจัง</strong></p>
<p>นักคิดและปัญญาชนสำนักวิชาขงจื๊อกลับถูกปราบปรามกวาดล้างครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ฉินหรือจักรพรรดิจิ๋นซี ในเหตุการณ์ &#8220;เผาตำรา ฝังบัณฑิต&#8221; เพราะเห็นว่าปัญญาชนขงจื๊อต่อต้านการปกครองและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าไร้คุณธรรม อย่างไรก็ตาม ลัทธิขงจื๊อได้รับการฟื้นฟูและมีบทบาทอีกครั้งในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อน ค.ศ.- ค.ศ. 220) และกลายเป็นลัทธิคำสอนที่มีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองของจีนมากที่สุด รวมถึงได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลายในสังคมในฐานะหลักในการดำเนินชีวิตของผู้คน คัมภีร์และตำราของสำนักวิชาขงจื๊อกลายเป็นตำราเรียนและวิชาหลักของชาวจีนตั้งแต่โบราณจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19</p>
<p>################</p>
<p><strong>ปรัชญาสำนักขงจื่อ Confucianism</strong></p>
<p><strong>1. ความเข้าใจเบื้องต้น </strong></p>
<p>โดยพื้นฐานแล้วปรัชญาสำนักขงจื่อเป็นแนวคิดทางจริยศาสตร์ บางคนเข้าใจว่าเป็นศาสนาสำคัญของโลกโดยมีขงจื่อเป็นศาสดา แต่การศึกษาปรัชญาสำนักขงจื่อควรแยกออกจากความเป็นศาสนาขงจื่อ  หัวข้อสารานุกรมนี้ได้ให้ข้อมูลทางจริยศาสตร์ขงจื่อเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นอธิบายแนวคิดสำคัญในจริยศาสตร์ขงจื่อเพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐาน มากกว่าเพื่อบอกลักษณะตายตัวของคำสำคัญนั้น  อีกทั้งได้หยิบยกเนื้อหาทางจริยศาสตร์ขงจื่อในบางประเด็นมาอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นลักษณะเด่นของปรัชญาสำนักนี้  นอกจากนี้ แม้ว่าได้รวมเนื้อหาบางส่วนของสำนักขงจื่อใหม่ (Neo-Confucianism) ไว้เพื่อให้เห็นพัฒนาการความคิด แต่จะเน้นให้ข้อมูลความคิดของขงจื่อซึ่งเป็นผู้เริ่มวางแนวทาง   รวมทั้งส่วนที่เมิ่งจื่อ และสวินจื่ออธิบายเพิ่มเติมต่อจากขงจื่อเป็นหลัก</p>
<p>ปรัชญาสำนักขงจื่อกำเนิดขึ้นในยุคสมัยชุนชิวและจั้นกั๋ว (ยุคฤดูไม้ผลิ-ฤดูใบไม้ร่วง และยุคสงครามระหว่างรัฐ 722-221 ก่อนคริสตศักราช) ของแผ่นดินจีน  สมัยนั้นเป็นยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย แว่นแคว้นทั้งหลายต่างรบพุ่งกัน สำนักคิดนับร้อยที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นจึงมุ่งหาว่าอะไรคือวิถีที่แท้ในการดำเนินชีวิตและการจัดระเบียบสังคม มากกว่าจะหาคำตอบว่าอะไรคือความจริง  คำว่า “Confucianism” ใช้เรียก “หรูเจีย” (?   ?  สำนักหรู) ในภาษาจีน ซึ่งเป็นกลุ่มคนในสังคมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซัง (1600?-1045? ก่อนคริสตศักราช) เป็นผู้รู้จารีต พิธีกรรมเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นครูสอนวิชาความรู้ทั้งหก รวมทั้งดนตรีด้วย ขงจื่อ (Confucius  ??551-479 ก่อนคริสตศักราช)  (“จื่อ” เป็นคำยกย่องว่าอาจารย์) เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นนักคิดสำคัญที่สุดของสำนักปรัชญานี้ ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนดังกล่าว แต่ท่านมิได้เหมือนสำนักหรูคนอื่นตรงที่ท่านได้เล็งเห็นว่าการที่สังคมไร้ระเบียบเป็นเพราะผู้คนละทิ้งการดำเนินชีวิตตามบรรทัดฐานและคุณค่าตามขนบเดิม ขงจื่อเชื่อว่าวิถีชีวิตและการปกครองที่อยู่ในระบบจารีตและคุณธรรมเป็นมรรควิธี (เต๋า  ?คำนี้มิได้ใช้เฉพาะลัทธิเต๋าเท่านั้น โดยทั่วไปหมายถึง “วิถี” สำหรับสำนักขงจื่อหมายรวมถึงอุดมคติทางจริยะด้วย) ที่งดงามเหมาะสมที่สุด ความกลมกลืน (เหอ  ?) ของสังคมจะเกิดขึ้นได้หากผู้คนในสังคมปฏิบัติจารีตและคุณธรรมตามนามคู่สัมพันธ์ทั้งห้า (ผู้ปกครอง-ผู้ใต้ปกครอง, พ่อแม่-บุตร, พี่-น้อง, สามี-ภรรยา, เพื่อน-เพื่อน) หรูเจียในภาษาจีนจึงมิได้มีนัยพิเศษว่าเป็นแนวคิดที่ยึดถือคำสอนของขงจื่อเหมือนในภาษาอังกฤษเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงสำนักความคิดที่เชื่อในการดำเนินชีวิตตามขนบจารีตในสังคมดั้งเดิม</p>
<p><strong>แม้ว่าขงจื่อจะประกาศตนว่าเป็นผู้สืบทอดของเก่าและชื่นชมในความเป็นราชาปราชญ์ของบุรพกษัตริย์เหยาและซุ่นก็จริง แต่ขงจื่อก็มิได้ยึดตามของเก่าหมดทุกอย่าง ขงจื่อได้ปรับเปลี่ยนความหมายของคำตามขนบ</strong> อย่างเช่น เทียน (?) เหริน  (?) และ จวินจื่อ (??) ให้มีความหมายทางจริยะ อีกทั้งท่านยังเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ในการขัดเกลาตนเพื่อแก้ปัญหาของปัจเจกบุคคลและสังคมด้วยตัวของมนุษย์เอง อันเป็นการยกระดับความเป็นมนุษยนิยม (humanism) ให้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ขงจื่อกล่าวไว้ว่า “มนุษย์สามารถทำให้มรรควิถียิ่งใหญ่ได้ แต่มรรควิธีไม่อาจทำให้มนุษย์ยิ่งใหญ่ได้” (หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา, 15:28) คำสอนของขงจื่อมีอิทธิพลต่อชาวจีนทุกวันนี้ก็จริง  แต่ในช่วงชีวิตของท่าน กลับประสบความล้มเหลวในการเผยแพร่คำสอนต่อผู้ปกครอง  หลังจากที่เดินทางไปยังรัฐต่างๆเป็นเวลา 13 ปี ในช่วงบั้นปลายชีวิตขงจื่อได้อุทิศตนให้กับการสอน และได้เป็นบรรณาธิการหนังสือสำคัญในวรรณกรรมจีน ที่ภายหลังเรียกว่าคัมภีร์ทั้งห้า (อู่จิง) คือ ซูจิง (คัมภีร์ประวัติศาสตร์) ซือจิง (คัมภีร์ว่าด้วยลำนำกวี) เย่ว์จิง (คัมภีร์ว่าด้วยดนตรี) ชุนชิว (บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ) และ หลี่จิง (คัมภีร์ว่าด้วยพิธีกรรม)   ขงจื่อไม่ได้มีงานเขียนทางปรัชญาเป็นของตนเอง  แต่เราสามารถศึกษาคำสอนของท่านได้จากคัมภีร์ขงจื่อ หรือ หลุ่นอี่ว์ (?   ? ) ซึ่งบรรดาศิษย์ได้รวบรวมคำพูดและบทสนทนาระหว่างขงจื่อกับลูกศิษย์เอาไว้</p>
<p>นอกจากขงจื่อแล้ว นักปรัชญาสำคัญท่านอื่นๆ ได้แก่ เมิ่งจื่อ (Mencius  ??372?-289 ก่อนคริสตศักราช)  กับ สวินจื่อ  (Xunzi ? ?ปีมรณะอาจอยู่ระหว่าง 298-238 ก่อนคริสตศักราช) ทั้งคู่ต่างยึดถือคำสอนของขงจื่อและได้โต้แย้งข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสำนักคิดอื่นๆ อย่าง เอี๋ยงจู ม่อจื่อ และ เต๋า อีกทั้งยังพัฒนาคำสอนของขงจื่อจนแตกต่างจากแนวคิดเดิมในบางประเด็น เช่น เมิ่งจื่อมองว่าธรรมชาติของมนุษย์ดี  การทำตามจารีตจึงเป็นการแสดงความจริงใจและการควบคุมจิต/ใจ (heart/mind  ?) ภายใน  อีกทั้งรัฐที่ดีผู้ปกครองจะต้องปกครองด้วยจิต/ใจแห่งมนุษยธรรม (เหรินเจิ้ง  ? ?เมิ่งจื่อเป็นท่านแรกที่ใช้คำนี้) ในขณะที่ซุ่นจื่อมองว่าธรรมชาติของมนุษย์ชั่วร้าย หลักการปกครองจึงต้องใช้อำนาจ กฎหมาย และการเก็บภาษีควบคุม จารีตจึงเป็นเครื่องมือบังคับทางสังคมภายนอก   อิทธิพลความคิดของทั้งคู่ขับเคี่ยวกันในสมัยจั้นกั๋ว  ในสมัยนั้นคำสอนของสวินจื่อได้รับการตอบรับมากกว่า  ดูได้จากลูกศิษย์หลายคนได้รับราชการในรัฐฉิน โดยหนึ่งในนั้นคือหานเฟย (Han Fei  ?   ?  280-233 ก่อนคริสตศักราช) ซึ่งนำความคิดเรื่องการปกครองด้วยกฎหมายไปพัฒนาต่อเป็นสำนักนิตินิยม (Legalism ฝ่าเจีย  ?  ?)  อย่างไรก็ตาม หานอี้ว์ (Han Yu  ?   ?  768-824) นักปรัชญาสำนักขงจื่อในสมัยราชวงศ์ถัง (618-907) ยึดถือว่าเมิ่งจื่อเป็นผู้สืบทอดคำสอนของขงจื่ออย่างแท้จริงเท่านั้น   ทัศนะนี้ได้ส่งผลสืบต่อไปยังจูซี (Zhu Xi  ?  ?   1130-1200) นักปรัชญาสำนักขงจื่อใหม่   ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (960-1279) จูซีได้รวบรวมหลุนอี่ว์  คัมภีร์เมิ่งจื่อ  คัมภีร์การร่ำเรียนอันยิ่งใหญ่ (?   ? ) และ คัมภีร์จงยง (?   ? ) ไว้เป็นคัมภีร์ทั้งสี่ ซึ่งต่อมากลายเป็นคัมภีร์หลักของปรัชญาสำนักขงจื่อ   หลังจากจูซี คำสอนของขงจื่อได้พัฒนาออกไปอย่างต่อเนื่อง เช่น หวังหยังหมิง (Wang Yangming  ?   ?  ? 1472-1529) ในสมัยราชวงศ์หมิง (1472-1529) และไต้เจิ้น (Dai Zhen ?    ?  1724-1777) ในสมัยราชวงศ์ชิง (1644-1912)  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักปรัชญาหลังขงจื่อเหล่านี้จะพัฒนาความคิดทางอภิปรัชญาเพิ่มเติมโดยใช้คำสำคัญพื้นฐานอธิบายทัศนะของตนที่แตกต่างกัน อย่างเช่นคำว่า เหริน (?) และ ซิน  (?)  เป็นต้น  แต่ทั้งหมดก็เพื่อตอบปัญหาทางจริยศาสตร์ว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร  โดยยึดถือจารีตและคุณค่าตามขนบเป็นบรรทัดฐาน  อีกทั้งยังยึดคำสอนขงจื่อและคัมภีร์ทั้งสี่เป็นหลัก  ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่านักปรัชญาสำนักขงจื่อทั้งหมดให้ความสำคัญแก่จริยศาสตร์เป็นหลักใหญ่</p>
<p><strong>2. จริยศาสตร์สำนักขงจื่อ</strong></p>
<p><strong>ปรัชญาสำนักขงจื่อเสนอเนื้อหาทางจริยศาสตร์ที่แจกแจงชุดคุณธรรม (เต๋อ  ?) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติโดยอิงกับมาตรฐานและคุณค่าตามขนบจารีต โดยมีคุณธรรมหลักอย่าง เหริน หลี่ อี้  เป็นคุณธรรมพื้นฐาน  และมีคุณธรรมอย่างความกตัญญู (เซี่ยว  ? ) ความจงรักภักดี (จง  ? ) ความจริงใจ (เฉิง  ? ) ความเคารพ (จิ้ง  ? ) ความกล้าหาญ (หย่ง ? ) เป็นต้น  เป็นคุณธรรมเฉพาะตามบทบาทหน้าที่ของนามตามสถานภาพต่างๆ</strong></p>
<p>ขนบการเขียนปรัชญาในวัฒนธรรมจีนยุคคลาสสิก รวมทั้งนักปรัชญาสำนักขงจื่อมิได้อธิบายความคิดโดยวิเคราะห์มโนทัศน์ แล้วเสนอนิยามอย่างเป็นสากลและเป็นระบบสำหรับคำสำคัญทางจริยะอย่าง เหริน  หลี่  อี้   หากแต่อธิบายแนวคิดเหล่านี้ในบริบทเฉพาะต่างๆ ทำให้ความหมายมีความเป็นไปได้อย่างกว้างขวางและยืดหยุ่นตามสถานการณ์เฉพาะ  ดังที่สำนักขงจื่อมีหลัก เจิ้งหมิง (?  ? ) หรือการแก้ไขนามให้ถูกต้อง ซึ่งเน้นแก้ไขภาษาจากการปฏิบัติอย่างมีศีลธรรมที่ต้องตรงนามตามสถานภาพนั้น  มากกว่าแก้ที่ระดับนิยามที่เป็นสากลไร้บริบทหรือความสัมพันธ์เฉพาะ  เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสองสมมติฐานด้วยกัน ประการแรก ปรัชญาจีนให้ความสำคัญกับความรู้ทางปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี  ดังที่ปรากฏในหลัก จือสิงเหออี่ (?   ?  ?  ? ) ของสำนักขงจื่อ ที่ความรู้กับการกระทำต้องกลมกลืนกัน ทำให้การอธิบายเน้นทางปฏิบัติ แทนที่จะพยายามให้กฎเกณฑ์เป็นทฤษฎี  ทั้งนี้การเน้นปฏิบัติมิใช่ละเลยความสำคัญของความรู้ในทางทฤษฎี  เพียงแต่ “ความรู้” ในทางจริยะจะต้องมีผลในทางปฏิบัติต่อการสร้างความกลมกลืนในชุมชน  ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติที่แตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์  การอธิบายโดยให้กฎสากลที่ตายตัวจึงไม่เพียงพอและไม่ตรงกับเป้าหมายของปรัชญาสำนักขงจื่อที่ไม่สนใจ “การเรียนรู้” ใด ที่ไม่นำไปสู่การปฏิบัติ     ประการที่สอง เนื่องจากปรัชญาสำนักขงจื่อเน้นปฏิบัติโดยอิงอยู่กับความเข้าใจขนบจารีตและวัฒนธรรมเป็นฉากหลังของการอธิบาย  ทำให้การใช้เหตุผล และการอ้างเหตุผลของนักปรัชญาสำนักขงจื่อมีลักษณะเป็นสำนวนโวหาร ซึ่งไม่เน้นการมีบทสรุปชัดเจนเป็นคำตอบเดียว และเป็นการอ้างเหตุผลโดยยกตัวอย่าง  ด้วยเหตุนี้ ผู้เริ่มศึกษาจึงอาจประสบปัญหากับการเข้าใจและอธิบายจริยศาสตร์ขงจื่อ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจริยศาสตร์ขงจื่อเน้นการขัดเกลานิสัยและพัฒนาตนจนมีคุณธรรมอย่างวิญญูชนหรือจวินจื่อ (คำนี้เดิมหมายถึงขุน หรือขุนนาง  แต่ขงจื่อปรับเปลี่ยนความหมายเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมอันสมบูรณ์  ตรงข้ามกับเสี่ยวเหริน ( ?  ? ) ซึ่งเป็นผู้มีใจคอคับแคบ ใส่ใจแต่ผลประโยชน์ของตน)  จึงทำให้มีการศึกษาจริยศาสตร์ขงจื่อโดยใช้กรอบการอธิบายของจริยศาสตร์คุณธรรม (ดูจริยศาสตร์คุณธรรม virtue ethics เพิ่มเติม) อย่างเช่นการศึกษาของ แอนโตนิโอ เอส กัว  ลี เยียร์เลย์ และ เดวิด นิวิสัน  เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จริยศาสตร์ขงจื่อจะเน้นการขัดเกลาคุณธรรมและลักษณะนิสัยของบุคคลซึ่งคล้ายกับจริยศาสตร์คุณธรรม แต่จริยศาสตร์ขงจื่อก็มีส่วนที่แตกต่าง จึงเป็นการเสี่ยงหากจะด่วนสรุปจริยศาสตร์ขงจื่อว่าเป็นจริยศาสตร์คุณธรรมโดยละเลยส่วนที่แตกต่างนี้  หลิว (Yuli Liu, 2003: 151-154) ได้ให้ความเห็นว่าจริยศาสตร์ขงจื่อไม่ได้แยกวิถีที่เป็นสากล (เต๋า) ออกจากคุณธรรมที่เป็นอัตวิสัย (เต๋อ) กล่าวคือ มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าใจเต๋าได้ จากการตระหนักถึงจิต/ใจ แล้วเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์  เพราะจิต/ใจเป็นภาพสะท้อนภาพใหญ่ของสวรรค์ อย่างที่เมิ่งจื่อกล่าวไว้ว่าหากใครเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ก็ย่อมเข้าใจสวรรค์ (Mencius, 7A:1) ดังนั้น เมื่อเต๋ากับเต๋อรวมเข้าด้วยกัน สิ่งที่จิต/ใจปรารถนาจึงเป็นอย่างเดียวกับเต๋า อย่างที่ขงจื่อกล่าวไว้ว่าเมื่อท่านอายุ 70 ท่านสามารถทำตามใจได้โดยไม่ละเมิดความถูกต้อง (หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา, 2:4) ในขณะที่อริสโตเติลมิได้ยึดถือวิถีที่เป็นวัตถุวิสัยเป็นเป้าหมาย หากแต่ยึดถือความสุข ซึ่งมาจากการมีชีวิตที่ดีเป็นเป้าหมายของมนุษย์แทน กล่าวคือการขัดเกลาคุณธรรมก็เพื่อการมีชีวิตที่ดีและความสุขดังกล่าว โดยมิได้มีจุดประสงค์เพื่อพบกับ “สิ่งที่ดีสูงสุด” อื่นใด  ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่ถกเถียงได้ว่าจริยศาสตร์ขงจื่อเป็นจริยศาสตร์คุณธรรมหรือไม่</p>
<p><strong>3. แนวคิดสำคัญในจริยศาสตร์ขงจื่อ</strong></p>
<p>3.1 เหริน (?)</p>
<p>เหรินเป็นคำที่ใช้อยู่แล้วโดยทั่วไปในสมัยขงจื่อ เป็นคุณธรรมเฉพาะระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองหมายถึงความเมตตากรุณา แต่<strong>ขงจื่อได้ปรับเปลี่ยนความหมายให้ใหม่เป็นคุณธรรมพื้นฐานครอบคลุมถึงคุณธรรมทั้งหมดที่แสดงความรักความอาทรต่อความเป็นอยู่ของผู้อื่นทั้งในระดับครอบครัวและชุมชนในฐานะที่เป็นมนุษย์  เหรินจึงแปลเป็นไทยได้ว่า “มนุษยธรรม”</strong> ในบางครั้งเหรินก็มีความหมายเฉพาะเป็นอารมณ์รัก และความอาทรที่มีต่อผู้อื่นอย่าง พ่อแม่ พี่น้อง หรือ เพื่อน เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเหรินมิได้มีความหมายครอบคลุมเฉพาะความอาทรระหว่างมนุษย์เท่านั้น เมิ่งจื่อมองว่าความอาทรจะต้องขยายไปสู่สัตว์บางชนิด ส่วนนักปรัชญาสำนักขงจื่อในสมัยราชวงศ์ซ่งและหมิงมองว่าจะต้องขยายครอบคลุมถึงทุกสิ่งรวมทั้งพืชพันธุ์และสิ่งไม่มีชีวิตอื่นๆด้วย  สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือไม่ว่าจะเป็นปรัชญาสำนักขงจื่อในสมัยใด  เหรินจะต้องมีระดับขีดขั้น  กล่าวคือ ความรักความอาทรและการปฏิบัตที่มีต่อพ่อแม่และคนในครอบครัวย่อมมาก่อนและพิเศษกว่าความสัมพันธ์อื่น  ในขณะที่การปฏิบัติต่อผู้อื่นย่อมแตกต่างกับการปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิต  เช่น ในกรณีที่เรามีเหรินต่อสัตว์  เราเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารหรือเป็นสัตว์เลี้ยง แต่จะไม่ใช้ประโยชน์อย่างเกินความจำเป็น และไม่ทำทารุณกรรม เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ นัยของเหรินมิใช่คุณธรรมที่ทำเพื่อผู้อื่นเท่านั้น แต่มีนัยของการทำเพื่อชีวิตที่ดีของตนเองด้วย อย่างในหลุนอี่ว์ 4:15 ซึ่งบันทึกไว้ว่าคุณธรรมจงกับซู่  เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการมีเหริน  ขงจื่อกล่าวกับเจิ้งจื่อ (หรืออาจารย์เจิง) ว่า “เซิน คำสอนของเรามีเอกภาพ” เจิงจื่อตีความว่า “คำสอนอาจารย์ของเราคือให้มุ่งมั่นสัตย์ซื่อ (จง  ? ) และเอาใจเขามาใส่ใจเรา (ซู่   ? )”  ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างจง กับ ซู่  จะมีปัญหาในการตีความได้หลายประการ แต่บทนี้ก็แสดงให้เห็นได้ว่าจริยศาสตร์ขงจื่อให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเพื่อการมีชีวิตที่ดีด้วย</p>
<p>ในยุคหลังๆ สำนักขงจื่อผูกโยงความเข้าใจเหริน ไว้กับฟ้าหรือสวรรค์ (เทียน  ? ) (เดิมคำนี้ใช้หมายถึงสิ่งสูงสุดที่สามารถกำหนดชะตากรรมบ้านเมืองได้ ขงจื่อได้ปรับเปลี่ยนความหมายเป็นชะตากรรมและพันธกิจทางจริยะของปัจเจกบุคคล) ซึ่งมีนัยเป็นสิ่งสูงสุดและเป็นการแสดงออกซึ่งเป้าหมายบางอย่างของธรรมชาติ  โดยมองว่าเทียนให้กำเนิด บำรุงเลี้ยง และมอบพลังชีวิตที่ไม่หมดสิ้นกับร่างกาย การให้กำเนิดและการบำรุงเลี้ยงสิ่งต่างๆนี้เรียกว่าเหรินของเทียน มนุษย์จึงควรมีจิต/ใจหรือซินอย่างจิต/ใจของเทียน ด้วยการขัดเกลาพัฒนาตนจนมีเหริน    อันเป็นการบรรลุสภาวะที่ตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งว่าเกี่ยวโยงถึงตัวเรา</p>
<p>3.2 หลี่ (? )</p>
<p>หลี่หมายถึงขนบจารีต และพิธีกรรมในบริบทสังคมต่างๆ  เช่น พิธีแต่งงาน พิธีศพ การต้อนรับแขก  การเข้าเฝ้ากษัตริย์ เป็นต้น รวมถึงเป็นหลักแบบแผนปฏิบัติที่เหมาะสมตามนามคู่สัมพันธ์ต่างๆ เช่น การดูแลพ่อแม่ยามแก่ชรา การเชื่อฟังและเคารพพี่  เป็นต้น  ในความหมายกว้างหลี่จึงเป็นมาตรฐานทางสังคม  สวินจื่อบางครั้งใช้ หลี่ สลับกับหลี่อี้ (? ?) เพื่อสื่อถึงมาตรฐานทางสังคม และมักใช้หลี่ในความหมายเป็นจารีตพิธีกรรม  แต่ไม่ว่าหลี่จะเป็นจารีตที่เป็นพิธีกรรมหรือไม่ก็ตาม  หลี่เป็นกฎทางสังคมที่ควรปฏิบัติเพื่อสืบทอดความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม และคงความสัมพันธ์ของคนในสังคมเอาไว้  ชุมชนใดที่คงจารีตไว้ได้  จึงคงความเป็นชุมชนมนุษย์ สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด การปฏิบัติหลี่จะต้องกระทำอย่างมีเหรินซึ่งออกมาจากจิต/ใจที่มีความเคารพ จริงใจ และจริงจัง มิใช่ทำตามรายละเอียดพิธีกรรมครบถ้วนเพียงเปลือกนอก  อย่างที่<strong>ขงจื่อกล่าวไว้ว่า “หากมนุษย์ขาดซึ่งมนุษยธรรม  เขาจะมีอะไรข้องเกี่ยวกับขนบจารีตได้เล่า  หากมนุษย์ขาดซึ่งมนุษยธรรม  เขาจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับดนตรีได้เล่า?”</strong> (หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา, 3:3) นอกจากนี้ การที่สำนักขงจื่อให้ความสำคัญกับหลี่ มิได้หมายความว่าจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ในหลุนอี่ว์มีตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนจารีตเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ ส่วนในคัมภีร์เมิ่งจื่อมีตัวอย่างของการไม่ปฏิบัติตามจารีตในกรณีฉุกเฉิน ในคัมภีร์สวินจื่อก็มีการพูดถึงการปรับเปลี่ยนจารีตไปตามสถานการณ์ชีวิตต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งนักปรัชญาสำนักขงจื่อในยุคต่อมาอย่างหวังหยางหมิง ก็ได้อธิบายไว้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการสืบทอดจารีตคือการรักษาจิตวิญญาณของการทำตามจารีตพิธีกรรมไว้</p>
<p>หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยว่ากลไกการทำงานของจารีตเป็นอย่างไร ทำไมการทำตามจารีตพิธีกรรมจึงจัดระเบียบสังคมได้   แอนโตนิโอ  เอส. คัว (Antonio S. Cua, 1998) ได้สรุปบทบาทหน้าที่ของหลี่ไว้สามประการด้วยกัน  ประการแรก  หน้าที่พื้นฐานของหลี่ คือป้องกันความขัดแย้งในสังคม  เพราะหลี่ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ตามนามสถานภาพไว้แล้ว ซึ่งเมื่อปฏิบัติตามนั้นความกลมกลืนย่อมตามมาได้  หลี่ในบทบาทนี้อาจจะคล้ายกับกฎศีลธรรมหรือกฎหมายทั่วไปอย่างเช่น ห้ามฆ่าคน หรือห้ามลักขโมย  ซึ่งเป็นกฎบังคับควบคุมพฤติกรรม ในลักษณะที่ขัดขวางป้องกันความอยากและความปรารถนาที่ไม่เหมาะสม  หลี่ในหน้าที่นี้จึงมิได้ชี้นำว่าจะต้องมีความอยากความปรารถนาอย่างไรถึงจะเหมาะสม  หากแต่บอกว่าเป้าหมายใดที่ไม่ถูกต้องมากกว่า   ประการที่สอง  หลี่ทำหน้าที่ส่งเสริมพฤติกรรมบางอย่าง หมายความว่าหลี่ให้เงื่อนไขหรือโอกาสที่จะแสดงออกความคิด ความรู้สึก และความอยากความปรารถนาตามธรรมชาติโดยผ่านรูปแบบพฤติกรรมที่กำหนดหรือตกลงร่วมกันได้  แทนที่จะเก็บกดความรู้สึกเอาไว้  นัยสำคัญของหลี่ในบทบาทหน้าที่นี้ก็คือ การยอมรับให้มีการแสดงอารมณ์ความรู้สึกตามธรรมชาติของมนุษย์โดยมีค่าทางศีลธรรม     ประการที่สาม หลี่ทำหน้าที่ขัดเกลาทางวัฒนธรรม  ซึ่งเป็นลักษณะโดดเด่นของจริยศาสตร์ขงจื่อและวัฒนธรรมจีน  กล่าวคือหลี่ทำหน้าที่ขัดเกลาอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้รูปแบบพฤติกรรมที่เหมาะสม  เพียงแต่การทำตามจารีตในหน้าที่ที่สามนี้มิใช่มุ่งเน้นการทำหน้าที่ตามนามสถานภาพ หรือควบคุมความอยากความปรารถนา  หากแต่เพื่อการแสดงออกในรูปแบบที่สง่างามเพื่อบ่งบอกความมีวัฒนธรรม (เหวิน  ?) กล่าวอีกอย่างคือเพื่อพัฒนาคุณธรรมในตัวมนุษย์ให้งดงาม (เหม่ยเต๋อ  ??)  โดยให้เกิดความสมดุลระหว่างอารมณ์กับรูปแบบที่แสดงออกนั่นเอง  เช่น หากลูกต้องการตักเตือนพ่อแม่  แต่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม ก็จะกลายเป็นการก้าวร้าว  หากไปพิธีศพแต่แต่งกายไม่เรียบร้อย ก็ถือว่าเป็นการไม่เคารพสถานที่และผู้ตาย  เป็นต้น  จวินจื่อ หรือวิญญูชนก็คือผู้ที่ขัดเกลาจารีตและคุณธรรมแล้ว ทำให้อารมณ์ความรู้สึกและการแสดงออกมีความกลมกลืนกัน จนมิได้มีความรู้สึกว่าตนถูกบังคับควบคุม  การทำตามจารีตของวิญญูชนซึ่งเป็นระดับอุดมคตินี้จึงมีทั้งความงดงาม  เป็นอิสระ  และปีติยินดีที่ได้ทำ</p>
<p>3.3 อี้  (? ) และความสัมพันธ์กับ หลี่ (? )</p>
<p>โดยทั่วไปอี้แปลว่าความถูกต้องเที่ยงธรรม เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่สำคัญเพราะทำให้การทำตามหลี่มีความสมเหตุสมผล  อี้มีความหมายว่า ความเหมาะสมด้วย ตามที่ปรากฏในคัมภีร์จงยง การตัดสินว่าอะไรถูกต้องเหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินอย่างมีเหตุผล ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าอี้เป็นคุณธรรมที่แสดงการพิจารณาตัดสินอย่างมีเหตุผลว่าอะไรควรปฏิบัตในสถานการณ์เฉพาะ  โดยทั่วไปการทำตามหลี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมอยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์เฉพาะที่นอกเหนือจากที่หลี่กำหนดไว้ หรือในกรณีฉุกเฉิน อี้จะทำหน้าที่ตัดสินว่าควรปฏิบัติอย่างไร  ในบางครั้งการทำตามอี้ มิได้หมายความว่าจะต้องทำตามหลี่  ตัวอย่างเช่นขงจื่อยอมรับการปรับเปลี่ยนจารีตจากการใช้หมวกปอในพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นหมวกไหม เนื่องจากสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประชาชน ในขณะที่การเปลี่ยนมาโค้งศรีษะหลังเข้าห้องโถงแล้ว ขงจื่อไม่เห็นด้วย เพราะทำให้ความหมายของจารีตเดิมเปลี่ยนเป็นการเย่อหยิ่ง  แม้ว่าการเปลี่ยนมาก้มศรีษะภายหลังจะสอดคล้องกับความนิยมในสังคมที่เปลี่ยนไปก็ตาม  (หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา, 9:3) หรือตอนที่ขงจื่อป่วย เจ้าเมืองมาเยี่ยม ขงจื่อจะหันศรีษะไปทางทิศตะวันออก  เอาชุดเข้าเฝ้ามาคลุมกาย  แล้วผูกสายรัดเอาไว้ (หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา, 10:13) เป็นต้น   แม้ว่า หลี่กับอี้จะเกี่ยวข้องกัน แต่มีข้อน่าสังเกตคือในขณะที่หลี่อาจละเว้นไม่ปฏิบัติได้ในบางสถานการณ์  แต่อี้มิอาจละเว้นได้</p>
<p><strong>นอกจากนี้ อี้ยังเกี่ยวข้องกับความละอาย (ฉื่อ   ? ) ด้วย  คำว่า ฉื่อ นี้มิใช่หมายถึงความละอายในสิ่งที่ได้ทำไปแล้วเท่านั้น แต่รวมถึงความละอายในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย</strong> กล่าวคือคนที่มีอี้จะผูกพันตนกับมาตรฐานทางจริยธรรมที่แน่นอน ทำให้ไม่ทำในสิ่งที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานนั้น โดยที่มาตรฐานนั้นมิได้จำเป็นจะต้องเป็นจารีตหรือสิ่งที่สังคมยึดถือปฏิบัติ แต่อาจเป็นสิ่งที่กำหนดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ คนที่มีอี้จะเกิดความละอายหากเห็นในสิ่งที่ละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมหรือความเป็นมนุษย์ เช่น ขอทานที่หิวจนตาลาย แต่ก็ไม่รับอาหารที่คนโยนให้เหมือนให้อาหารสัตว์ก็ถือว่ามี อี้ เป็นต้น   นอกจากนี้ อี้ยังเกี่ยวข้องกับการยึดถือความถูกต้องแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลภายนอกซึ่งไม่อาจควบคุมได้อย่างชะตากรรม (มิ่ง  ? ) เช่น ความพิการ  การเจ็บไข้  เชื้อสายฐานะ  เป็นต้น  คนที่มีอี้แม้ว่าจะประสบกับชะตากรรมดีร้ายอย่างไรก็ยังยึดมั่นในความถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ เหมือนอย่างที่ขงจื่อหันมาทุ่มเทกับการสอน หลังจากที่ยอมรับความล้มเหลวในการเผยแพร่คำสอนต่อผู้ปกครองของรัฐต่างๆ   เป็นต้น</p>
<p><strong>4. มโนทัศน์เรื่องตัวตน</strong></p>
<p>อย่างที่กล่าวไว้แล้ว ขงจื่อมองว่าการแก้ปัญหาความไร้ระเบียบของสังคมต้องมาจากการขัดเกลาพัฒนา จริยธรรมของปัจเจกบุคคล เพราะการปกครองและนโยบายที่ดีย่อมมาจากผู้ปกครองที่มีจริยธรรม  ก่อนที่จะกล่าวถึงการขัดเกลาตนในหัวข้อต่อไป เราควรเข้าใจก่อนว่าสำนักขงจื่อมีทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์และตัวตนอย่างไร  สำนักขงจื่อมองว่ามนุษย์ประกอบด้วยส่วนต่างๆของร่างกาย (ถี่   ? ) โดยอวัยวะส่วนต่างๆนี้นอกจากจะทำหน้าที่ของมันแล้ว ยังมีแนวโน้มเป็นลักษณะประจำของอวัยวะนั้น เช่น ตานอกจากจะมองเห็นสิ่งต่างๆแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะชอบดูของสวยงาม  ลิ้นก็มีแนวโน้มชอบลิ้มรสของอร่อย เป็นต้น  แนวโน้มดังกล่าวก็คือ ความอยากความปรารถนานั่นเอง (อิ้ว์   ? )  ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ (ฉิง  ? ) เช่น รัก เสียใจ  โกรธ เป็นต้น  นอกจากนี้ มนุษย์ยังประกอบด้วยชี่ (? ) ซึ่งเป็นพลังประเภทหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิต (vital force) ชี่ทำหน้าที่ควบคุมประสาทสัมผัส เช่นทำให้ปากเปล่งวาจา ทำให้ตามองดูสิ่งตรงหน้า  ในทางกลับกัน ชี่ก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งผ่านประสาทสัมผัสเข้ามาได้  เช่น อาหารและรสชาติที่กระทบลิ้น   เป็นต้น  นอกจากนี้ ชี่ยังเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก  การมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงจึงมาจากการมีพลังชี่ที่สมดุล  สิ่งที่แสดงผ่านร่างกายและอารมณ์อย่างการเจ็บไข้ และความตื่นกลัวย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของพลังชี่</p>
<p>ส่วนที่สำคัญที่สุดอีกอย่างก็คือจิต/ใจ (heart/mind ซิน ? ) ซึ่งทำหน้าที่ในการคิด และมีอารมณ์ความรู้สึก  ดังนั้น ซินจึงเกี่ยวข้องกับความปรารถนาและความรู้สึก  หน้าที่ของซินที่นักปรัชญาสำนักขงจื่อมองว่าสำคัญที่สุดคือชี้นำ และกำหนดทิศทางชีวิตคนนั้นได้ทั้งหมด  โดยจิต/ใจที่ชี้นำได้นั้นจะต้องมีเจตจำนง (จื้อ ? )  ในขณะที่ ความปรารถนาอาจจะชี้นำได้แต่ก็อาจอยู่ใต้อิทธิพลของร่างกาย มิใช่จากจิต/ใจ  เหตุที่ซินทำหน้าที่ดังกล่าวได้เพราะสำนักขงจื่อมีทัศนะเกี่ยวกับตัวตนว่ามนุษย์สามารถเรียนรู้ ตรวจสอบ  และขัดเกลาเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยการควบคุมจิต/ใจให้อยู่ในที่ทางที่เหมาะสม แล้วปล่อยให้จิต/ใจเป็นตัวชี้นำ  การมองตัวตนในลักษณะเช่นนี้ สะท้อนผ่านภาษาจีนที่มีคำใช้เรียก “ตัวเอง” สองแบบ คือ จื้อ (? ) ใช้เรียกการกระทำที่เราทำกับตัวเอง  กับจี่ ( ? ) ใช้เรียกการกระทำของคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา  หรือการกระทำของเราที่กระทำต่อผู้อื่น  หรือความอยากความปรารถนาหรือการมีบางสิ่งที่มาจากตัวเอง  ความแตกต่างระหว่างคำทั้งสองคือคำแรกเป็นตัวเราสัมพันธ์กับตัวเราเอง  แต่คำหลังเป็นการตระหนักถึงตัวเราเองในลักษณะที่เป็นสิ่งแตกต่างกับผู้อื่น</p>
<p><strong>นักคิดในสำนักขงจื่อมองแตกต่างกันในประเด็นว่า เราจะควบคุมจิต/ใจให้อยู่ในที่ทางที่เหมาะสมได้อย่างไร  เช่น  เมิ่งจื่อมองว่าจิต/ใจมีแนวโน้มทางศีลธรรมอยู่แล้ว ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นคุณธรรมได้    ส่วนสวินจื่อมองว่าจิต/ใจไม่ได้มีเชื้อหน่อทางศีลธรรมใดๆ จึงต้องขัดเกลาผ่านการร่ำเรียน แต่ไม่ว่าจะเห็นต่างอย่างไรทั้งหมดต่างก็เห็นพ้องกันว่า จิต/ใจทำหน้าที่ชี้นำในกระบวนการขัดเกลาตน   สามารถคงที่หนักแน่นได้โดยไม่แปรเปลี่ยนไปตามแรงผลักดันภายนอก เช่น เมิ่งจื่อเปรียบเทียบเจตจำนงของจิต/ใจว่าเหมือนผู้บัญชาการศึก  ส่วน สวินจื่อเปรียบจิต/ใจเหมือนกับผู้ปกครอง และประสาทสัมผัสคือขุนนาง  นอกจากนี้ ยังเห็นตรงกันอีกว่าจิต/ใจสามารถคิด ตรวจสอบ และพัฒนาการทำงานของตัวเองได้ว่า ได้เบี่ยงเบนไปจากวิถีแห่งศีลธรรมหรือไม่  นักปรัชญาสำนักขงจื่อต่อมาได้ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง (ตู่  ?) ความอยากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวไม่ให้เกิดขึ้น   เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้จิต/ใจมนุษย์ต้องเปรอะเปื้อน</strong></p>
<p>คำว่าจิต/ใจในที่นี้  มิได้มีความหมายอย่างเดียวกับจิตของทางตะวันตกสมัยใหม่  สำนักขงจื่อไม่ได้แยกจิตกับกายเช่นเดียวกับวิธีคิดแบบทวินิยม กล่าวคือ แม้ว่าสำนักขงจื่อจะแยกจิต/ใจออกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แต่การแยกนั้นมิได้แยกที่เนื้อแท้ว่าเป็นสสารหรืออสสาร  หากแต่แยกโดยดูจากหน้าที่การทำงานซึ่งสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆของร่างกาย  คำว่า ซิน จึงรวมถึงหัวใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย  และจิตที่คิดและรู้สึก ซึ่งทำหน้าที่ไตร่ตรอง ตรวจสอบตัวเอง ชี้นำการกระทำให้เหมาะสม  และกำหนดความเป็นบุคคลของคนๆนั้นทั้งหมด   การที่ซินต้องทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆของร่างกายด้วย ทำให้สังเกตการทำงานของซินได้จากภายนอก เช่น จิต/ใจที่มีเจตจำนงสามารถควบคุมกำหนดชี่ได้  ในทางกลับกันถ้าชี่ไม่ได้รับการบำรุงดูแลอย่างเพียงพอ จิต/ใจก็อาจแกว่งได้  การขัดเกลาพัฒนาจริยธรรมแม้ว่าจิต/ใจจะเป็นส่วนสำคัญที่สุด  แต่เพราะจิต/ใจสัมพันธ์กับทุกส่วนของร่างกาย  การพัฒนาตนจึงครอบคลุมถึงทุกส่วนทั้งหมดของมนุษย์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงตัวตน จิต/ใจ และการขัดเกลาตน  สำนักขงจื่อมองเป็นความสัมพันธ์ในสองลักษณะ ประการแรกคือ ตัวตนที่แยกต่างจากสังคม  อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่าจิต/ใจสามารถดึงตัวเองออกมาคิดไตร่ตรองถึงตัวจิต/ใจเอง รวมทั้งชีวิต และพฤติกรรมต่างๆของเจ้าของจิต/ใจได้  ด้วยเหตุนี้ ปัจเจกบุคคลย่อมสามารถดึงตัวเองออกมาจากสังคมและประเมินตนกับความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่นได้ด้วย ในหลุนอี่ว์ มีตัวอย่างของคนที่หลีกลี้สังคม ซึ่งถอดตัวเองออกมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสังคม  รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์สังคม  การเน้นตัวตนในลักษณะนี้ใน คัมภีร์เมิ่งจื่อ และสวินจื่อ จะปรากฎอย่างโดดเด่นมากกว่าในหลุนอี่ว์   ประการที่สอง ในขณะเดียวกันสำนักขงจื่อก็มองตัวตนว่าไม่อาจแยกออกจากสังคมได้  เพราะสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ได้ คือความสามารถทางสังคมที่แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ และกฎระเบียบของสังคม   อีกทั้งตัวตนและการขัดเกลาจารีตและคุณธรรมมิอาจทำคนเดียวแยกออกจากสังคมได้ เพราะการขัดเกลาเหริน  หลี่  อี้ ต้องอยู่ภายในโครงข่ายความสัมพันธ์กับผู้คน ตัวตนในความหมายนี้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงขนบจารีตจะสมเหตุสมผลหรือไม่  ต้องมาจากตัวตนที่มีส่วนร่วมในสังคมนั้นๆ</p>
<p><strong>5. การขัดเกลาตน</strong></p>
<p>สำหรับขงจื่อกระบวนการขัดเกลาตนต้องใช้การร่ำเรียนจากบทกวี ประวัติศาสตร์ จารีต ดนตรี และต้องใช้การคิดจากการฝึกฝนในสถานการณ์จริง  แต่หลังจากขงจื่อนักปรัชญาสำนักขงจื่อได้พัฒนาทัศนะเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์  และจิต/ใจแตกต่างกัน  ทำให้มองเรื่องการขัดเกลาตนแตกต่างไปด้วย  อย่างเช่นสวินจื่อ และไทเจิ้นมองว่าธรรมชาติของมนุษย์ประกอบด้วยส่วนที่เป็นความอยากความปรารถนาทางกาย  ดังนั้น การขัดเกลาตนจะต้องให้ความสำคัญกับส่วนนี้  สำหรับสวินจื่อการขัดเกลาก็คือการจัดการควบคุมเปลี่ยนแปลงความอยากความปรารถนานี้ของมนุษย์ เหมือนกับการดัดไม้ที่งอให้ตรง</p>
<p>ในขณะที่เมิ่งจื่อมองว่าธรรมชาติของมนุษย์มีแนวโน้มทางจริยะอยู่แล้ว เช่น มนุษย์ย่อมรู้สึกเห็นใจทันทีเมื่อเห็นเด็กทารกกำลังจะตกบ่อน้ำ และรู้สึกละอายใจเมื่อเห็นขอทานได้รับอาหารอย่างที่คนโยนอาหารให้สุนัข เป็นต้น  เมิ่งจื่อจึงมองว่าจิต/ใจสามารถรู้และรู้สึกได้ว่าอะไรเหมาะสม (อี้) และสามารถควบคุมจิต/ใจให้อยู่เหนือความต้องการทางกายได้  สำหรับเมิ่งจื่อการขัดเกลาตนมิใช่การควบคุมจัดการ แต่คือการพัฒนาและบำรุงเลี้ยง เชื้อหน่อทางจริยะในจิต/ใจให้สมบูรณ์  ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงสามารถขัดเกลาตนจนเป็นปราชญ์ (เซิ่งเหริน  ?  ? )ได้</p>
<p>ส่วนนักปรัชญาสำนักขงจื่อใหม่อย่างจูซี และหวังหยางหมิง  ได้พัฒนาทัศนะของเมิ่งจื่อจนมีลักษณะที่แตกต่างออกไป  กล่าวคือ ในขณะที่เมิ่งจื่อมองว่าเชื้อหน่อในจิต/ใจจะต้องบำรุงเลี้ยงจึงจะเป็นคุณธรรมสมบูรณ์  แต่จูซีและหวังหยางหมิงมองว่าจิต/ใจมีคุณธรรมอยู่แล้วอย่างเต็มรูปแบบ  เพียงแต่ความอยากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวได้เข้ามาบดบัง ทำให้คุณธรรมที่มีอยู่แล้วนั้นไม่ได้แสดงออกอย่างเต็มที่  เพราะการเห็นแก่ตัวทำให้ตัวตนแยกออกจากผู้อื่นและสิ่งต่างๆ ทำให้ออกห่างจากการมองว่าทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว  ดังนั้น สำหรับนักคิดทั้งสองการขัดเกลาตนก็คือการรื้อฟื้นสภาวะดั้งเดิมของจิต/ใจ เปรียบเหมือนทำกระจกที่เปื้อนฝุ่นให้ใสสะอาด  เพียงแต่จูซีมองว่าต้องใช้การร่ำเรียน ในขณะที่หวังหยางหมิงมองว่าต้องปรับที่การทำงานของจิต/ใจ</p>
<p>การที่สำนักขงจื่อให้ความสำคัญกับการขัดเกลาตน อาจก่อให้เกิดข้อกังวลใจเรื่องความหลงผิดในการตั้งใจขัดเกลาตนได้สองประการด้วยกัน  ประการแรก การขัดเกลาตนอาจเกี่ยวข้องกับการใส่ใจความคิดเห็นของผู้อื่นมากเกินไป โดยเฉพาะในกรณีของการขัดเกลาคุณธรรมอย่างเหริน และ อี้   ทั้งนี้เป็นเพราะสองคำนี้มาจากบุคคลที่สามใช้บรรยายคุณธรรมที่คนๆหนึ่งมี มิได้มาจากการพิจารณาตัดสินจากผู้มีคุณธรรมนั้นเอง  ดังนั้น การขัดเกลาตนให้เหมือนจวินจื่อซึ่งเป็นแบบอย่างของผู้มีคุณธรรมอันสมบูรณ์ จึงเข้าใจได้ว่าเป็นการขัดเกลาตามมุมมองของผู้อื่น  อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหานี้อาจไม่ใช่ข้อน่ากังวลแต่อย่างใด เพราะการใช้คำเพื่อบอกว่าปราชญ์มีคุณธรรมเหรินกับอี้ อาจเป็นมุมมองของบุคคลที่สามซึ่งมาจากตัวเราเอง มิใช่เป็นมุมมองเกี่ยวกับเราที่มาจากจากคนอื่นเสมอไป  อีกทั้งเวลาที่เราขัดเกลาตนตามจวินจื่อ เราขัดเกลาเพื่อให้มีลักษณะนิสัยเหมือนปราชญ์  มิใช่ขัดเกลาเพื่อให้เหมือนคำบรรยายที่คนอื่นมองปราชญ์  ประการที่สอง  การขัดเกลาตนอาจเกี่ยวข้องกับการใส่ใจมุมมองเกี่ยวกับตัวเองมากเกินไป  ซึ่งอาจแบ่งเป็นสองลักษณะด้วยกัน  1)  เราอาจนำหรือส่งเสริมภาพลักษณ์ของเราว่าเป็นบุคคลทางจริยะ 2) เราอาจพิจารณาลักษณะนิสัยของเราว่ามีความสำคัญทางจริยะมากกว่ามุมมองของคนอื่น   ในกรณีการขัดเกลาคุณธรรมข้อกังวลประการที่สองนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะอย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าการขัดเกลาตนเป็นการขัดเกลาลักษณะนิสัยโดยมีปราชญ์เป็นแบบอย่างซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตัวเรา  แต่ในกรณีของการกระทำเฉพาะ ข้อกังวลที่ว่าเราอาจนำภาพลักษณ์ของเราเข้ามาเกี่ยวข้องเวลากระทำพฤติกรรมที่แสดงความมีคุณธรรม อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้  ยกตัวอย่างเช่น สมมติเวลาช่วยเหลือผู้อื่นเราทำโดยคิดว่าเราต้องทำในสิ่งที่เป็นเหริน  ซึ่งอาจถามได้ว่าเราทำเพราะเป็นลักษณะนิสัยของผู้มีคุณธรรมเหริน ที่จะทำในสิ่งที่เป็นเหริน  หรือ เราทำเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของเราเองว่าเป็นผู้มีคุณธรรมเหริน  อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาสำนักขงจื่อก็มิได้ให้ข้อแนะนำชัดเจนว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร  อย่างเช่นในกรณีของเด็กที่กำลังจะคลานตกบ่อน้ำ  การมีใจสงสาร หรือเข้าไปช่วยทันทีที่ได้เห็นเหตุการณ์อาจมาจากลักษณะนิสัยเหรินของคนนั้น  หรืออาจจะมาจากมุมมองของคนอื่นก็ได้ว่าถ้าเข้าไปช่วยจะเป็นการแสดงเหริน แต่ถึงแม้จะเป็นแบบหลังก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาตน ซึ่งการขัดเกลาลักษณะนิสัยอาจมาจากการทำตามมุมมองของคนอื่นร่วมด้วย</p>
<p><strong>6. การสืบทอดขนบขงจื่อ</strong></p>
<p>สำนักขงจื่อก็เหมือนกับขนบทางจริยะและศาสนาที่เก่าแก่อื่นๆของโลก ที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้าสมัย ไม่อาจแก้ปัญหาในปัจจุบันได้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่สำนักขงจื่อให้ความสำคัญกับการสืบทอดขนบจารีต ทำให้ผู้ยึดถือขนบธรรมเนียมขงจื่อหลายๆ ท่านดื้อรั้น  ไม่ยอมรับข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนจารีตซึ่งมีเหตุผลสมควร อย่างไรก็ตาม เราควรแยกแยะระหว่างการให้คุณค่าส่วนบุคคลกับคุณค่าที่มีอยู่ในตัววัฒนธรรมนั้นเอง การทำความเข้าใจขนบธรรมเนียมที่ยังมีชีวิตจำเป็นจะต้องแยกแยะระหว่างโลกทัศน์ของนักคิด และสำนักทางความคิดในประวัติศาสตร์  รวมทั้งความแตกต่างระหว่างขนบธรรมเนียมที่ยังมีชีวิต กับที่เสื่อมสลายและกำลังจะตาย  วิถีแห่งสำนักขงจื่อมิได้เป็นการให้หลักการสูงสุดสำหรับเป็นแบบแผนปฏิบัตตายตัว หากแต่มีลักษณะของการให้วิสัยทัศน์และแก่นทางอุดมการณ์ในการมีชีวิตที่ดี โดยสามารถยึดหยุ่นตีความได้ตามความแปรเปลี่ยนของสถานที่และยุคสมัย</p>
<p>ประเด็นปัญหาเรื่องการสืบทอดขนบจารีต  (เต๋าถ่ง  ?   ?  )  อยู่ในความสนใจของนักปรัชญาสำนักขงจื่ออย่างเช่น สวินจื่อ และจูซี เป็นต้น อันแสดงให้เห็นว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ข้างต้นเป็นการพิจารณาสำนักหรูเพียงบางกลุ่ม  สวินจื่อแบ่งสำนักหรูเป็นสามประเภท คือ พวกที่ยึดถือแต่การทำตามประเพณีอย่างเดียว  (สูหรู  ?  ? ) พวกที่ได้รับการขัดเกลาทางจริยะ  (หย่าหรู   ?   ?  ) และพวกที่เป็นจวินจื่อหรือปราชญ์ (ต้าหรู  ?   ? )  ทั้งซุ่นจื่อและจูซีให้ความสำคัญกับการสืบทอดจารีตด้วยการศึกษาร่ำเรียนวรรณคดีโบราณ โดยเริ่มจากการศึกษาวรรณคดีก่อนแล้วจึงศึกษาขนบจารีต (หลี่) เพื่อจะได้เป็นปราชญ์  การศึกษาวรรณคดีช่วยในการขัดเกลา  อย่างเช่น ซูจิง (ว่าด้วยประวัติศาสตร์) ทำให้เห็นความสำคัญในการกระทำของมนุษย์   เย่ว์จิง (ว่าด้วยดนตรี) ทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่กลมกลืน เป็นต้น  แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยคำแนะนำจากครู เพราะการศึกษาคัมภีร์ หลี่จิง (ว่าด้วยจารีต) และ เย่ว์จิง จะได้เพียงแค่รูปแบบเท่านั้น แต่ไม่มีคำอธิบาย เป็นต้น</p>
<p>การศึกษาร่ำเรียนของเก่ามิได้หมายความว่าศึกษาเพื่อท่องจำเท่านั้น แต่ต้องตีความและวิพากษ์วิจารณ์ด้วย อย่างที่สวินจื่อเองก็ได้โต้แย้งเมิ่งจื่อในการโยงศีลธรรมกับธรรมชาติของมนุษย์ไว้ด้วยกัน  นอกจากนี้ การสืบทอดจารีตมิใช่เพียงร่ำเรียนของเก่าและวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดในสำนักคิดด้วยกันเท่านั้น แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดต่างสำนักด้วย  อย่างที่สวินจื่อโต้แย้งโจมตีม่อจื่อ  ฮุ่ยจื่อ  เหลาจื่อและจวงจื่อ เป็นต้น</p>
<p>จะเห็นได้ว่าขนบธรรมเนียมขงจื่อที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่องมีลักษณะของการตีความปรับแปรความหมายได้ ซึ่งนอกจากสืบทอดผ่านการศึกษาร่ำเรียนวรรณคดีและจารีตแล้ว ยังผ่านบทบาทหน้าที่ของครูที่เป็นบุคคลต้นแบบอย่างจวินจื่อด้วย   กล่าวคือ นอกจากจวินจื่อจะต้องถึงพร้อมด้วยคุณธรรมเหริน หลี่ อี้ และอื่นๆแล้ว  จะต้องเป็นแบบอย่างเพื่อสืบทอดมาตรฐาน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น     ด้วยเหตุนี้ จวินจื่อจึงต้องดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว  แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสามารถในการประเมินและตีความขนบ  เพื่อคงวิถีเดิมและสร้างเสริมใหม่อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ประเด็นปัญหาที่ถามได้คือ หากขนบขงจื่อสามารถตีความปรับแปรความหมายได้  การตีความนั้นจะต้องเป็นอย่างไรถึงจะไม่เป็นการกระทบการรักษาสืบทอดขนบของเดิมไว้ ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง จิง (มาตรฐาน ? ) และ เฉวียน (การประเมินสถานการณ์ ? )  เฉวียนอาจเป็นจิงได้ในกรณีของการประเมินสถานการณ์เฉพาะ  กล่าวคือจิงจะกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ของพฤติกรรมได้ ก็ขึ้นอยู่กับ เฉวียนในความหมายที่เมื่อพิจารณาปรับใช้ในกรณีเฉพาะแล้วจะไม่ทำให้หลักการเสียไป  โดยอยู่บนสมมติฐานด้วยว่าการพิจารณาตัดสินนั้นจะต้องเป็นที่ยอมรับตามการตีความของชุมชน จิงจึงกำหนดเฉวียน  ในทางกลับเฉวียนก็กำหนดจิงเช่นเดียวกัน   การปฏิบัติเฉวียนอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวข้องกับคุณธรรมอี้ด้วย  ในการประเมินนั้นจะต้องยึดการทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นหลัก  ทั้งนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นปัญหาศีลธรรมเท่านั้น หากแต่รวมถึงกรณีเหตุการณ์ธรรมดาที่เกิดปัญหาการตีความและการปรับใช้   ความสัมพันธ์ระหว่างจิงกับเฉวียนจึงมีลักษณะเป็นพลวัตร ไม่ตายตัว  ทำให้ขนบจารีตทั้งคงอยู่ (ฉาง ?) และเปลี่ยนแปลงได้ (เปี้ยน  ?  )  ในเวลาเดียวกัน</p>
<p>ปรัชญาสำนักขงจื่อก็เหมือนระบบความคิดอื่น ที่มีปัญหาในการตีความและการประมวลสร้างความเข้าใจอย่างเป็นระบบ  บทเรียบเรียงนี้เพียงแต่เน้นส่วนที่เป็นพื้นฐานความคิด และคัดเลือกประเด็นสำคัญอย่าง มโนทัศน์ตัวตน การขัดเกลาตน  การเปลี่ยนแปลงและสืบทอดจารีต มาอธิบายพอสังเขปเท่านั้น  หากจะเข้าใจปรัชญาสำนักขงจื่อมากขึ้นจำเป็นต้องพิจารณาเรื่อง ธรรมชาติของมนุษย์  บทบาทหน้าที่ของอารมณ์  บทบาทและพื้นที่ของกฎหมายในสังคมอุดมคติ  การเมืองการปกครอง  และฐานทางอภิปรัชญาของ เต๋า โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และธรรมชาติเพิ่มเติม ทั้งนี้ผู้สนใจควรศึกษาควบคู่ไปกับประวัติปรัชญาจีน และเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงของปรัชญาตะวันตกที่เกี่ยวข้องด้วย</p>
<p>##################</p>
<p><strong>ปรัชญาขงจื้อ</strong></p>
<p>ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา แต่ต้องเป็นห่วงว่าเรา ไม่เข้าใจคนอื่น</p>
<p>-การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว</p>
<p>-บัณฑิตคิดถึงว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มพูนคุณธรรมของตนได้</p>
<p>คนพาลคิดถึงว่า ทำอย่างไรจึงจะเห็นความเป็นอยู่ขอตนสะดวกสบายขึ้น โดยไม่คำนึง ถึงคุณธรรม</p>
<p>-บัณฑิตรู้เฉพาะเรื่องที่ขอบด้วยคุณธรรม คนพาลรู้เฉพาะเรื่องที่ได้ผลกำไร โดยไม่คำนึง ถึงคุณธรรม</p>
<p>-ผู้มีคุณธรรมย่อมไม่ถูกทอดทิ้งโดยโดดเดี่ยว และจะต้องมีเพื่อนบ้านมาคบหา</p>
<p>-ไม่คิดถึงความชั่วของคนอื่นในอดีตกาล จึงมีคนโกรธท่านน้อย</p>
<p>-จงเป็นนักศึกษาในแบบบัณฑิต อย่าเป็นนักศึกษาในแบบคนพาล</p>
<p>-บัณฑิตย่อมมีจิตใจกว้างขวางราบรื่น</p>
<p>คนพาลย่อมมีความกลัดกลุ้มอยู่เวลา</p>
<p>-ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไรเล่า</p>
<p>-ต่างตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน อยู่กันด้วยความสามัคคี เรียกว่าเป็นนักศึกษาได้</p>
<p>-ในระหว่างเป็นเพื่อนกันต้องตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน ในระหว่างพี่น้องต้องสามัคคีกัน</p>
<p>-เมื่อรักเขาจะไม่ให้กำลังใจเขาได้หรือ เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขา จะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ</p>
<p>-ปราชญ์ย่อมหลีกเลี่ยงสังคมที่เลวร้าย สถานที่เลวร้าย มารยาทที่เลวร้าย และวาจาที่เลวร้าย</p>
<p>-ตำหนิตนเองให้มาก ตำหนิผู้อื่นให้น้อย ก็จะไม่มีใครโกรธแค้น</p>
<p>-บัณฑิตขอร้องกับตนเอง ส่วนคนพาลนั้นจะขอร้องกับคนผู้อื่น</p>
<p>-บัณฑิตมีความภาคภูมิใจในตนเอง โดยไม่แย่งชิงความภาคภูมิใจของคนอื่น บัณฑิตมีความสามัคคี แต่ไม่เล่นพวกกัน</p>
<p>-พูดไพเราะตลบแตลง ทำให้สูญเสียคุณธรรม</p>
<p>เรื่องเล็กไม่อดกลั้นไว้จะทำให้แผนเรื่องใหญ่เสีย</p>
<p>-ทุกคนเกลียดก็ต้องพิจารณา ทุกคนรักก็ต้องพิจารณา</p>
<p>-เพื่อนที่ซื่อตรง เพื่อนที่มีความชอบธรรม เพื่อนที่มีความรู้ ทั้ง ๓ ประเภทนี้มีประโยชน์แก่เรา</p>
<p>-เพื่อนที่ประจบสอพลอ เพื่อนที่ทำอ่อนน้อมเอาใจ เพื่อนที่ชอบเถียงโดยไม่มีความรู้ ทั้ง ๓ ประการนี้เป็นภัยแก่เรา</p>
<p><strong>-บัณฑิตมีความกลัวอยู่ ๓ ประการ</strong></p>
<p>กลัวประกาศิตของสวรรค์</p>
<p>กลัวผู้มีอำนาจ</p>
<p>กลัวคำพูดของอริยบุคคล</p>
<p>-อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์</p>
<p>-ทบทวนเรื่องเก่า และรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้</p>
<p>-นักศึกษาสมัยก่อน ศึกษาเพื่อให้ตนมีความสำเร็จในการศึกษา นักศึกษาในปัจจุบัน ศึกษาเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีการศึกษา</p>
<p>-ชอบเอาสองคนมาเทียบกันว่าใครดีกว่าใคร เธอเองเก่งพอแล้วหรือ สำหรับเราไม่มีเวลาว่างมาทำเช่นนั้น</p>
<p>-ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรักคนด้วยความจริงใจ และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ</p>
<p>-ผู้มีปัญญาชื่นชมน้ำ เป็นผู้ขยัน ผู้มีความสุข ผู้มีเมตตาชื่นชมภูเขา เป็นผู้รักสงบ เป็นผู้มีอายุยืน</p>
<p>-เลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นนะหรือ ถ้าเช่นนั้น หมากับม้าก็ได้รับการเลี้ยงดูให้มีชีวิตอยู่เช่นกัน</p>
<p>สิ่งที่แข็งที่สุด เอาชนะได้ด้วยสิ่งที่อ่อนที่สุด</p>
<p>เมื่อประตูบานหนึ่งปิด อีกบานหนึ่งก้อเปิดแต่บ่อยครั้งที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิดจนไม่ทันเห็นว่ามีอีกบานที่เปิดอยู่</p>
<p>อย่ามัวค้นหาความผิดพลาด จงมองหาหนทางแก้ไข</p>
<p>อารมณ์ขันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุดที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้ เพราะทันทีที่เกิดอารมณ์ขันความรำคาญและความขุ่นข้องหมองใจจะมลายไปกลับกลายเป็นความเบิกบานแจ่มใสของจิตใจเข้ามาแทนที่</p>
<p>อย่ากลัวที่จะนั่งหยุดพักเพื่อคิด</p>
<p>1 นาทีที่คุณโกรธเท่ากับคุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจไปแล้ว</p>
<p>หนทางเดียวที่จะรักษาภาพพจน์ได้คือการซื่อสัตย์ตลอดเวลา</p>
<p>ผู้ชนะไม่เคยลาออก และผู้ลาออกก็ไม่เคยชนะ</p>
<p>ออกซิเจนสำคัญต่อปอดเช่นไร ความหวังก็เป็นเช่นนั้นต่อความหมายของชีวิต</p>
<p>การมีชีวิตอยู่นานเท่าใดมิใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ มีชีวิตอยู่อย่างไร</p>
<p>เราเข้าใจชีวิตเมื่อมองย้อนหลังเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินชีวิตไปข้างหน้า</p>
<p>เราไม่อาจล้างมือที่แปดเปื้อนซ้ำได้เป็นครั้งที่ 2 ในสายน้ำไหล(สุภาษิต ทิเบต)</p>
<p>ไม่มีสิ่งใดช่วยให้คุณได้เปรียบคนอื่นมากเท่ากับการควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลาในทุกสถานการณ์</p>
<p>ความอดทนคือเพื่อนสนิทของสติปัญญา</p>
<p>พรสวรรค์ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือ การที่เราสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราได้</p>
<p>ในธรรมชาติไม่มีสิ่งใดดีพร้อม แต่ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง ต้นไม้อาจบิดเบี้ยวโค้งงออย่างประหลาด แต่ก็ยังคงความงดงาม</p>
<p>มักพูดกันว่ากาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่ง แต่จริงๆแล้ว คุณต้องเปลี่ยนทุกสิ่งด้วยตนเอง</p>
<p>#################</p>
<p><strong>วาทะขงจื้อ</strong></p>
<p>-เมื่อยากจนก็ยังชื่นชมในคุณธรรม เมื่อมั่งมี ก็ยังชื่นชมในมารยาทจริยธรรม</p>
<p>-ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา แต่ต้องเป็นห่วงว่าเรา ไม่เข้าใจคนอื่น</p>
<p>-การศึกษา ค้นคว้า ถ้าเอนเอียงไปสุดสายไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ก็มีแต่ผลเสียเท่านั้น</p>
<p>-การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว</p>
<p>-บัณฑิตคิดถึงว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มพูนคุณธรรมของตนได้ คนพาลคิดถึงว่า ทำอย่างไรจึงจะเห็นความเป็นอยู่ของตนสะดวกสบายขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม</p>
<p>-บัณฑิตรู้เฉพาะเรื่อง ที่ชอบด้วยคุณธรรม คนพาลรู้เฉพาะเรื่องที่ได้ผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม</p>
<p>-ความผิดอันเนื่องมาจากการประหยัดนั้น มีน้อยเหลือเกิน</p>
<p>-ผู้ที่คุณธรรมย่อมไม่ถูกทอดทิ้งโดยโดดเดี่ยว และจะต้องมีเพื่อนบ้านมาคบหา</p>
<p>-บัณฑิตมีความอ่อนน้อมถ่อมตน รับใช้ราษฎรด้วยสติปัญญา มีความเอื้ออาทร ใช้ราษฎรโดยชอบด้วยเหตุผล</p>
<p>-ไม่คิดถึงความชั่วของคนอื่นในอดีตกาล จึงมีคนโกรธท่านน้อย</p>
<p>-จงเป็นนักศึกษาในแบบบัณฑิต อย่าเป็นนักศึกษาในแบบคนพาล</p>
<p>-ตั้งใจมุ่งมั่นอยู่กับคุณธรรม ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ละทิ้งความเมตตาธรรม ท่องเที่ยวไปในศิลปะวิชาการ</p>
<p>สุรุ่ยสุร่ายเกินไปก็จะอวดหยิ่ง ประหยัดเกินไปก็จะเป็นคนคับแคบ แต่เป็นคนอวดหยิ่งสู้เป็นคนคับแคบดีกว่า</p>
<p>-บัณฑิตย่อมมีจิตใจกว้างขวางราบรื่น คนพาลย่อมมีความกลัดกลุ้มอึดอัดตลอดเวลา</p>
<p>-อ่อนน้อมแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่า ระมัดระวังแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นความขลาดกลัว</p>
<p>-กล้าหาญแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นก่อการร้าย ซื่อตรงแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นภัยแก่คนอื่น</p>
<p>-ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไรเล่า</p>
<p>-บัณฑิตมีความสามัคคีต่อกัน แต่ความคิดกับการกระทำไม่เหมือนกัน คนพาลมีความคิดกับการกระทำเหมือนกัน แต่ไม่มีความสามัคคี</p>
<p>-ปรนนิบัติบัณฑิตเป็นเรื่องง่าย แต่ทำให้บัณฑิตรักเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะว่าถ้าไม่ชอบด้วยลักษณะธรรมบัณฑิตก็ไม่รัก</p>
<p>-ต่างตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน อยู่กันด้วยความสามัคคี เรียกว่าเป็นนักศึกษาได้</p>
<p>-ในระหว่างเป็นเพื่อนกันต้อง ตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน ในระหว่างพี่น้องต้องสามัคคีกัน</p>
<p>-เมื่อรักเขาจะไม่ให้กำลังใจเขาได้หรือ เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขาจะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ</p>
<p>-บัณฑิตย่อมมีความอับอายที่พูดไปแล้วนั้น เกินกว่าที่ทำไป</p>
<p>-ปราชญ์ย่อมหลีกเลี่ยงสังคมที่เลวร้าย สถานที่เลวร้าย มารยาทที่เลวร้าย และวาจาที่เลวร้าย</p>
<p>-ผู้ที่ไม่มีการไตร่ตรองให้ยาว ในอนาคตไกลจะต้องมีภัยที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน</p>
<p>-ตำหนิตนเองให้มาก ตำหนิผู้อื่นให้น้อย ก็จะไม่มีใครโกรธแค้น</p>
<p>-รวมอยู่กันเป็นหมู่ ตลอดวันไม่เคยพูดถึงธรรมที่ชอบ ทำตนเป็นคนฉลาดในเรื่องเล็กๆน้อย ต่อไปเห็นจะลำบาก</p>
<p>-บัณฑิตขอร้องกับตนเอง ส่วนคนพาลนั้นจะขอร้องกับคนผู้อื่น</p>
<p>-บัณฑิตทีความภาคภูมิใจในตนเอง โดยไม่แย่งชิงความภาคภูมิใจของคนอื่น บัณฑิตมีความสามัคคี แต่ไม่เล่นพวกกัน</p>
<p>-พูดไพเราะตลบแตลงทำให้สูญเสียคุณธรรม เรื่องเล็กไม่อดกลั้นไว้จะทำให้แผนเรื่องใหญ่เสีย</p>
<p>-ทุกคนเกลียดก็ต้องพิจารณา ทุกคนรักก็ต้องพิจารณา</p>
<p>-เพื่อนที่ซื่อตรง เพื่อนที่มีความชอบธรรม เพื่อนที่มีความรู้ ทั้ง 3 ประเภทนี้มีประโยชน์แก่เรา</p>
<p>-เพื่อนที่ประจบสอพลอ เพื่อนที่ทำอ่อนน้อมเอาใจ เพื่อนที่ชอบเถียงโดยไม่มีความรู้ ทั้ง 3 ประการนี้เป็นภัยแก่เรา</p>
<p>-บัณฑิตมีความกลัวอยู่ 3 ประการ กลัวประกาศิตของสวรรค์ กลัวผู้มีอำนาจ กลัวคำพูดของอริยบุคคล</p>
<p>-นิสัยคนมีความเหมือนกัน แต่การศึกษาทำให้แตกต่างกัน</p>
<p>-เฉพาะคนที่มีปัญญาสูง กับคนที่โง่มากเท่านั้น ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเขาได้</p>
<p>-รักความเมตตาแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ถูกหลอกลวงง่าย รักความรู้แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ความรู้นั้นกระจัดกระจายไม่มีฐานที่ตั้ง</p>
<p>-รักความซื่อสัตย์ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นภัยแก่ตนโดยง่าย รักพูดตรงความจริง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่การพูดจะเป็นการทำร้ายผู้อื่นได้โดยง่าย</p>
<p>-รักความกล้าหาญ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ก่อความไม่สงบได้ง่าย รักความเข้มแข็ง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นคนมุทะลุได้ง่าย</p>
<p>-อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์</p>
<p>-ทบทวนเรื่องเก่าและรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้</p>
<p>-นักศึกษาสมัยก่อน ศึกษาเพื่อให้ตนมีความสำเร็จในการศึกษา นักศึกษาในปัจจุบัน ศึกษาเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีการศึกษา</p>
<p>-ชอบเอาสองคนมาเทียบว่าใครดีกว่าใคร เธอเองเก่งพอแล้วหรือ สำหรับเราไม่มีเวลาว่างมาทำเช่นนั้น</p>
<p>-แสร้งพูดไพเราะ แสดงความน่ารัก เพื่อให้ถูกใจคน คนประเภทนี้น้อยนักที่จะเป็นคนมีเมตตาธรรม</p>
<p>-ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรักคนด้วยความจริงใจ และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ</p>
<p>-ผู้มีปัญญาชื่นชมน้ำ เป็นผู้ขยัน ผู้มีความสุข ผู้มีเมตตา ชื่นชมภูเขา เป็นผู้รักสงบ เป็นผู้มีอายุยืน</p>
<p>-ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น เวลาพูด เขาพูดอย่างเชื่องช้า ไม่พูดเชื่องช้าได้หรือ เพราะเมื่อพูดไปแล้ว ต้องทำตามที่พูดด้วยความลำบาก</p>
<p>-ผู้ที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ ซื่อสัตย์ พูดช้าก็ใกล้กับความมีเมตตาธรรมแล้ว</p>
<p>-ผู้มีคุณธรรมต้องมีคำพูดที่ดี แต่ผู้มีคำพูดที่ดี ไม่ต้องใช่เป็นคนที่มีคุณธรรมเสมอไป</p>
<p>-ผู้มีเมตตาธรรมต้องเป็นผู้ที่กล้าหาญ แต่ผู้กล้าหาญ ไม่ใช่ต้องเป็นคนที่มีเมตตาธรรมเสมอไป</p>
<p>-เลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นนะหรือ ถ้าเช่นนั้น หมากับม้าก็ได้รับการเลี้ยงดูให้มีชีวิตอยู่เช่นกัน</p>
<p>-บัณฑิตให้ความเมตตากรุณาแก่ผู้อื่น ใช้คนทำงานแต่คนไม่โกรธแค้น ความต้องการของเขาไม่เป็นความโลภ มีความสงบแต่ไม่มีความเย่อหยิ่ง มีความสง่าแต่ไม่มีความโหดเหี้ยม..</p>
<p>#######################</p>
<p><strong>สุภาพชนควรระวังในสามสิ่งนี้</strong></p>
<p>+ + เมื่ออายุยังน้อยเลือดลมและก็กำลังวังชายังไม่อยู่ตัว ท่านว่า ให้หลีกเลี่ยงในเพศรส กามารมณ์</p>
<p>+ + เจริญวัยมีเลือดลมกำลังวังชาเต็มที่ ท่านว่า</p>
<p>ให้หลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้ง</p>
<p>+ + แก่ตัวเลือดลมกำลังวังชาลดน้อยถอยลง ท่านว่า</p>
<p>ให้ระวังความละโมบโลภมาก</p>
<p><strong>สุภาพชนพึงใคร่ครวญในเก้าสิ่งนี้</strong></p>
<p>+ ๑ + ยามที่มองให้นึกถึงการเห็นชัด</p>
<p>+ ๒ + ยามฟังให้นึกถึงสิ่งที่ได้ยินชัด</p>
<p>+ ๓ + ยามแสดงอารมณ์ต้องให้ดูฉันมิตร</p>
<p>+ ๔ + มีมารยาทอันงาม</p>
<p>+ ๕ + ยามที่พูดให้นึกถึงความซื่อสัตย์</p>
<p>+ ๖ + ลงมือทำงานให้นึกถึง การทำให้ดีที่สุด</p>
<p>+ ๗ + ยามที่เกิดความสงสัยให้นึกถึงการถาม</p>
<p>+ ๘ + เวลาโกรธขึ้นมาให้นึกถึงผลในภายหลัง</p>
<p>+ ๙ + เมื่อแลเห็นผลประโยชน์ที่จะได้ให้นึกว่าสมควรหรือไม่</p>
<p>################</p>
<p>Credit : ขอบคุณข้อมูลจาก</p>
<p><a href="http://www.philospedia.net/confucianism.html" target="_blank">http://www.philospedia.net/confucianism.html</a></p>
<p><a href="http://www.radompon.com/webboard/index.php?topic=114.msg178" target="_blank">http://www.radompon.com/webboard/index.php?topic=114.msg178</a></p>
<p><a href="http://www.pantown.com/board.php?id=25350&amp;area=3&amp;name=board3&amp;topic=1&amp;action=view" target="_blank">http://www.pantown.com/board.php?id=25350&amp;area=3&amp;name=board3&amp;topic=1&amp;action=view</a></p>
<p><a href="http://watsunmamout.igetweb.com/index.php?mo=3&amp;art=20745" target="_blank">http://watsunmamout.igetweb.com/index.php?mo=3&amp;art=20745</a></p>
<p><a href="http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=bluepoppy&amp;date=20-11-2007&amp;group=2&amp;gblog=1" target="_blank">http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=bluepoppy&amp;date=20-11-2007&amp;group=2&amp;gblog=1</a></p>

<!-- google_ad_section_end -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad-%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
