ชาวอเมริกันเป็นคนชอบเก็บสถิติและจัดอันดับเป็นที่สุด ท่านอยากจะหาสถิติอะไร อันดับอะไรก็หาได้ไม่ยาก เร็วๆ นี้
นิตยสารธุรกิจ Portfolio.com ได้จัดอันดับสุดยอดนักบริหารตลอดกาล 20 คนของสหรัฐอเมริกาในทุกช่วงเวลา (20 Best CEOs of All Time) สัปดาห์นี้จึงอยากจะนำข้อมูลจากซีเอ็นบีซี (CNBC) มาเล่าต่อให้ท่านอ่านค่ะ
อันดับที่ 20 คือ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) เจ้าของรายการทอล์คโชว์ดัง เป็นเศรษฐีพันล้านผิวดำคนแรกในสหรัฐ คาดว่าตอนนี้มีความมั่งคั่งถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว
อันดับที่ 19 เฮิร์บ เคลเลอห์ (Herb Kelleher) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินเซาท์เวสท์ (Southwest Airlines) สายการบินที่ติดอันดับสิบบริษัทที่น่าทำงานที่สุดอยู่หลายปี และเป็นบริษัทที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในบรรดาบริษัทในดัชนี S&P 500 โดยราคาหุ้นขึ้นจาก 0.07 เหรียญ เป็น กว่า 20 เหรียญ ในช่วงที่เขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ
อันดับที่ 18 ลี ไออาคอคคา (Lee Iacocca) นักศึกษาเอ็มบีเอ ในทศวรรษที่ 1980 จะรู้จักเขาดี เพราะต้องอ่านหนังสืออัตชีวประวัติเขาเป็นหนังสือนอกเวลา ลีเป็นผู้ดึงบริษัทไครสเลอร์ให้พ้นจากวิกฤติ และกลับมายิ่งใหญ่ได้ เขาเกษียณในปี 1992 และในช่วงของเขาบริษัทมีกำไรสูงสุดถึง 700 ล้านเหรียญ ในปีที่แล้วบริษัทขาดทุน 8,000 ล้านเหรียญเลยทีเดียว
อันดับที่ 17 แคทเธอรีน แกรแฮม (Katharine Graham) อดีตซีอีโอของ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ พ่อของเธอคือ ยูจีน เมเยอร์ ประมูลซื้อวอชิงตันโพสต์มาจากการขายทอดตลาดในราคา 825,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อปี 1933 และเธอเข้าทำงานในบริษัทตั้งแต่ปี 1938 ในช่วง 10 ปี ก่อนเธอเกษียณ คือ ปี 1981-1991 ราคาหุ้นของวอชิงตันโพสต์เพิ่มขึ้นมาถึง 11 เท่า
อันดับที่ 16 วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่คนในวงการลงทุนรู้จักกันดี
อันดับที่ 15 รูเบน มาร์ค (Reuben Mark) เจ้าพ่อแห่งคอลเกต ระหว่างที่เขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หุ้นคอลเกตให้ผลตอบแทนดีกว่า ดัชนี S&P 500 ถึง 2 เท่า
อันดับที่ 14 วอลท์ดิสนีย์ (Walt Disney) เจ้าพ่อแห่งวงการการ์ตูนและสวนสนุกที่ทุกคนรู้จักกันดี จากความฝันในการทำภาพยนตร์การ์ตูนและทำสวนสนุกให้ทุกคนได้เบิกบานใจ ปัจจุบันบริษัทวอลท์ดิสนีย์ มีรายได้ปีละ 35,000 ล้านเหรียญ
อันดับที่ 13 แอนดี้ โกรฟ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินเทล (Intel) เขาเป็นคนชอบคิดนอกกรอบ เป็นคนแนะนำให้ GE ผลิตรถใช้ไฟฟ้า บอกให้ วอล-มาร์ท ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพ
อันดับที่ 12 เรย์ คร็อค (Ray Kroc) ผู้สร้างแมคโดนัลส์ (McDonald’s) ให้เป็นร้านอาหารจานด่วนที่รู้จักกันทั่วโลก เดิมเรย์เป็นคนขายเครื่องทำนมปั่น เขาซื้อกิจการร้านแฮมเบอร์เกอร์และสาขาของร้านมาจากพี่น้องแมคโดนัลส์ ในราคา 2.7 ล้านเหรียญ บวกกับอีก 1% ของยอดขาย (แต่ไม่เคยจ่าย 1% นี้เลย เพราะเผอิญเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร)
อันดับที่ 11 ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก มีคนบอกว่า ถ้าเขาสามารถเป็นนายกเทศมนตรีต่อเกินกว่าสมัยที่กฎหมายกำหนดได้ เขาคงได้เป็นไปอีกยาวนาน เขาใช้เงินส่วนตัว 155 ล้านเหรียญ ในการรณรงค์หาเสียง 2 สมัย จากผู้บริหารที่ถูกให้ออกจากบริษัทโซโลมอน บราเดอร์ เขานำเงิน 10 ล้านเหรียญ ที่ได้ค่าชดเชย มาลงทุนในบริษัทให้บริการข้อมูลบลูมเบิร์ก จนเป็นมหาเศรษฐีมาถึงทุกวันนี้
อันดับที่ 10 บิล เกตส์ (Bill Gates) เศรษฐีใจบุญแห่งยุค เจ้าของไมโครซอฟท์ บริษัทที่มียอดขาย 60,000 ล้านเหรียญ ในปีที่แล้ว
อันดับที่ 9 แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie) เจ้าพ่อแห่งวงการเหล็กและเหล็กกล้า เขาขายกิจการคาร์เนกีสตีลของเขาไปในปี 1901 (ต่อมากลายเป็น ยู เอส สตีล) เอาเงินไปสร้างห้องสมุด ส่งเสริมสันติภาพของโลก และสนับสนุนการศึกษา หนังสือ “คิดแล้วรวย” (Think and Grow Rich) ของเขา ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1937 ปัจจุบันขายไปแล้ว 30 ล้านเล่ม
อันดับที่ 8 เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) แห่งอะเมซอน เจ้าของความคิดขายหนังสือผ่านอินเทอร์เน็ต และตอนนี้ขายหนังสือให้อ่านทางอิเล็กทรอนิกส์
อันดับที่ 7 สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) เจ้าของบริษัทแอ๊ปเปิ้ล สินค้าของเขาแต่ละอย่างช่างถูกใจคอไอทีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ไอบุ๊ค ไอพอด ไอโฟน
อันดับที่ 6 จอห์น ดี ร็อคเคอะเฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกว่า ร็อกกี้เฟลเลอร์ ในปี 1912 เขามีความมั่งคั่ง 900 ล้านเหรียญ (เท่ากับ 19,000 ล้านเหรียญในปัจจุบัน) ตอนเสียชีวิตเขาให้เงินเกือบทั้งหมดแก่ทายาทและองค์กรการกุศล เล่ากันว่า ในตอนทำธุรกิจเขาก็คิดทุกอย่างเป็นธุรกิจเสียเหลือเกิน แต่พอถึงทำบุญทำกุศลแล้วเขาก็จะให้เต็มที่
อันดับที่ 5 ลู เกอร์สท์เนอร์ (Lou Gerstner) เขาเข้าไปกู้ไอบีเอ็มเมื่อปี 1993 ปรับปรุงประสิทธิภาพจนมีกำไรในปีที่เขาออกจากบริษัท 5,300 ล้านเหรียญ
อันดับที่ 4 อัลเฟรด สโลน (Alfred Sloan) เขาเป็นผู้พลิกฟื้นจีเอ็ม (ในช่วงวิกฤติก่อนหน้านี้) เขาทำการแยกแต่ละยี่ห้อของจีเอ็มออกมาเป็นหน่วยงานต่างหาก
อันดับที่ 3 แซม วอลตัน (Sam Walton) ผู้ก่อตั้งวอล-มาร์ทจนโด่งดังมาถึงทุกวันนี้ เป็นร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา และลูกๆ ของเขาก็ติดอันดับเศรษฐีสิบอันดับแรกอยู่เกือบตลอดเวลา
อันดับที่ 2 เจพีมอร์แกน (John Pierpont Morgan) บุคคลผู้อาจหาญช่วยให้กระทรวงการคลังของสหรัฐรอดพ้นจากวิกฤติมาถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 1895 เมื่อเขาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยแลกกับทองคำมูลค่า 65 ล้านเหรียญ และครั้งที่ 2 ในปี 1907 เมื่อเกิดการตื่นตระหนกในระบบการเงิน จนในสมัยนั้น ศัพท์ของการสามารถทำให้ธุรกิจพลิกฟื้นขึ้นมาได้เรียกว่า “Morganization”

อันดับที่ 1 คือ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) ผู้ทำให้ชาวอเมริกันเปลี่ยนจากการนั่งรถม้าหรือเกวียนมาเป็นขับรถยนต์ เขาจูงใจด้วยการทำรถ Model T ราคา 260 เหรียญออกมาขายในปี 1924 และสหรัฐอเมริกาก็กลายเป็นประเทศที่มีจำนวนรถยนต์มากที่สุดในโลก
ผู้บริหารเหล่านี้ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ กล้าทำสิ่งแปลกใหม่ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ
Credit : http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7289&user=wiwan