มองอนาคตของเอเชีย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

มองอนาคตของเอเชีย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

roach-stephen

ดร. Stephen Roach เคยเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของวาณิชธนกิจ Morgan Stanley ที่ได้รับการยกย่องจากนักลงทุนสถาบันว่า มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของ Morgan Stanley ดูแลธุรกิจของบริษัทในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด ผมได้ติดตามผลงานของ ดร.Roach มาโดยตลอด จึงอยากนำเอาบทสรุปของหนังสือเล่มใหม่ของ ดร.Roach คือ The Next Asia มาเขียนถึงในวันนี้ครับ

51ITjkmugVL._SL500_

ภูมิภาคเอเชียนั้นได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจ เห็นได้จากการที่รายได้ต่อหัวของเอเชียเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวในระยะเวลา เพียง 12 ปี หลังจากประสบวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 เป็นต้นมา นอกจากนั้น ยังเห็นได้ว่าความเจริญทางเศรษฐกิจที่กระจายไปโดยทั่วนั้น ได้ทำให้คนเอเชียจำนวน 400 ล้านคน จาก 3,500 ล้านคน หลุดพ้นจากสภาวะอดอยาก (poverty) ในระยะเวลาเพียง 20 ปี กล่าวคือ ปัจจุบันมีรายได้ต่อหัวมากกว่า 2 ดอลลาร์ต่อวัน แม้เอเชียจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดแชมเปญฉลองศตวรรษเอเชียดังที่บางคนกล่าวถึงในขณะนี้

ทั้งนี้ เพราะเศรษฐกิจโลกได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในปี 2008-2009 ในขณะที่เอเชียพึ่งพาการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวคือ สัดส่วนของการส่งออกต่อจีดีพีของเอเชียนั้นเพิ่มขึ้นจาก 37% มาเป็น 47% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (นับจากปี 2007) ทั้งนี้ โดย 50% ของการส่งออก เป็นการขายสินค้าไปยังตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย จึงได้รับผลกระทบโดยตรงและต่อเนื่อง จึงเป็นการเปิดโปงให้เห็นได้ว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของเอเชียนั้นมีจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เห็นได้จากสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี เวิน เจีย เป่า ในเดือนมีนาคม 2007 ที่ยอมรับว่าแม้เศรษฐกิจจีนจะดูเสมือนว่ามีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาจากการขยายตัวของจีดีพีและการจ้างงาน แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วประธานาธิบดีจีนแสดงความเป็นห่วงว่า เศรษฐกิจจีนขาดความสมดุล ขาดเสถียรภาพ ขาดการประสานงานที่ดี และขาดความยั่งยืน (unbalanced unstable uncoordinated and unsustainable) ซึ่งอาจจะแปลกที่เห็นผู้นำประเทศออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าประเทศมีจุด อ่อนอะไรบ้าง แตกต่างจากเมืองไทยที่เราจะไม่อยากเอ่ยถึงข้อเสีย เพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งมีไม่มากอยู่แล้ว

คำเตือนของผู้นำจีนนั้นสามารถนำมาใช้ได้กับประเทศเอเชียโดยรวม ในกรณีของจีนนั้นต้องพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน (ซึ่งอาศัยเงินร่วมทุนจากต่างประเทศ) รวมสูงถึง 80% ของจีดีพี ดังนั้น  เมื่อจีนชะลอตัวลงก็ส่งผลให้ประเทศเอเชียอื่นๆ ที่พึ่งพาประเทศจีนต้องได้รับผลกระทบอย่างมากตามไปด้วย ประเด็นคือเศรษฐกิจจีน (และเอเชีย) ขาดความสมดุลเพราะพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป นอกจากนั้น นโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผูกกับเงินดอลลาร์ก็ยังส่งเสริมให้ความไม่สมดุลดังกล่าวยืดเยื้อต่อไป

ผลที่ตามมาคือ จีนจึงต้องซื้อเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมาก เพื่อคงอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับเงินดอลลาร์ให้คงที่ เมื่อมีเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมาก ก็ต้องนำไปซื้อสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ซึ่งช่วยเอื้อให้ดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ที่ระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ จีนเป็นผู้อุดหนุนการใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐ ซึ่งในที่สุด ได้นำไปสู่การสร้างฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้แตกสลายและนำไปสู่ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ความโดดเด่นของผู้บริโภคสหรัฐนั้น เห็นได้จากการที่ประชาชนสหรัฐ ที่มีสัดส่วนเพียง 4.5% ของประชากรโลก แต่บริโภคมากถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2008 (หรือกว่า 25% ของการบริโภคของโลก) ในทางตรงกันข้ามคนจีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 40% ของประชากรของโลก บริโภคเพียง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2008 หรือ 1/4 ของการบริโภคของชาวอเมริกัน ดังนั้น จีนและประเทศเอเชียอื่นๆ ซึ่งได้ประโยชน์อย่างสูงในการเน้นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคของ สหรัฐจึงได้ประโยชน์อย่างมากในอดีต แต่ก็กลายเป็นยาเสพติดซึ่งยากที่เอเชียจะถอนตัว เพราะมิได้คิดทางเลือกอื่นๆ เอาไว้เลย ดังนั้น หากการบริโภคของสหรัฐจะต้องชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องใน 2-3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจเอเชียจึงจะต้องได้รับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนั้น เอเชียก็ยังพึ่งพาวิธีการผลิตและใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองอย่างมาก ซึ่งจะกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นภาระต่อเศรษฐกิจของเอเชียอย่างมาก ดังนั้น การปรับลดความไม่สมดุลดังกล่าว จึงน่าจะเป็นประเด็นนโยบายที่ต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน กล่าวคือ จะต้องเปลี่ยนจากนโยบายส่งเสริมการส่งออกเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มาเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการส่งเสริมการบริโภคภายในภูมิภาคเอเชียเป็น หลักพร้อมๆ ไปกับการพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและวัตถุดิบ รวมถึงการดูแลสภาวะสิ่งแวดล้อม เพื่อมิให้การสร้างมลพิษเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมของเอเชีย อาทิเช่น จากเมืองใหญ่ที่มีปัญหามลพิษมากที่สุด 10 แห่งนั้น เป็นเมืองใหญ่ในประเทศจีนมากถึง 7 แห่ง เป็นต้น จริงอยู่เอเชียจะอ้างว่าตนสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าประเทศพัฒนาในอดีต และปัจจุบัน นอกจากนั้น ก็ยังควรมีสิทธิที่จะพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนต่อไป แต่ตัวเลขปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าเอเชียเป็นผู้ที่สร้างปริมาณมลพิษเพิ่มขึ้น มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

การเพิ่มการประสานงานในเอเชีย รวมทั้งการขยายความร่วมมือและการรวมตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย จะเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ทั้งนี้ จะต้องมีพื้นฐานมาจากความสัมพันธ์ที่กระชับกันมากขึ้นระหว่างประเทศจีนกับ ประเทศญี่ปุ่น เพราะแม้ว่าสองประเทศจะมีความขัดแย้งไม่ลงรอยกันมาในเชิงการเมืองและในทาง ประวัติศาสตร์ แต่ในเชิงเศรษฐกิจนั้นประเทศทั้งสองเกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาประชากรแก่ตัวและขาดแคลนแรงงาน ในขณะที่จีนต้องพัฒนาเทคโนโลยีและประสิทธิภาพทางการผลิต ตลอดจนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศเอเชียอื่นๆ ก็จะสามารถแสวงหาโอกาสที่จะผนึกกำลังทางเศรษฐกิจจากความสัมพันธ์ระหว่างจีน และญี่ปุ่น ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย มีพลังพลวัตและความสมดุล

ดังนั้น วิกฤติทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จึงเป็นการกระตุ้นให้เอเชียตื่นจากการพึ่งพายุทธศาสตร์การพึ่งพาการส่งออกไป สู่โอกาสในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจของเอเชียให้เดินไปสู่ความเจริญมั่งคั่งที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ในศตวรรษที่ 21 ต่อไปครับ

“มองอนาคตของเอเชีย”
เศรษฐศาสตร์จานร้อน
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...
bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark
tabs-top

Leave a Reply