<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
		>
<channel>
	<title>Comments on: ทฤษฎีผลประโยชน์ตลาดหุ้น ในมุมมองของ &#8216;พิชัย จาวลา&#8217;</title>
	<atom:link href="http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89/</link>
	<description>หุ้น การลงทุน เล่นหุ้น บทความการลงทุน การเล่นหุ้น กองทุนรวม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 07:23:33 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
	<item>
		<title>By: Nemsdaddy</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89/comment-page-1/#comment-225</link>
		<dc:creator>Nemsdaddy</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Jan 2010 15:58:55 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8062#comment-225</guid>
		<description>ผมได้อ่าน &quot;เศรษฐศาสตร์แห่งความจริง&quot; ของคุณพิชัย แล้ว (พิมพ์ครั้งที่ 3) มีบางบทในหนังสือที่คุณพิชัยทำนายอนาคตผิด เรื่องว่า คนอเมริกันรู้ล่วงหน้าแล้วว่า ตลาดหุ้นจะร่วงมากและจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อเรียนรู้จากประเทศในเอเชียแล้วจึงหาทางป้องกัน โดยทำนายว่าจะไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในสหรัฐอเมริกา (แต่คุณพิชัยคาดผิด เพราะได้มองคนอเมริกันในแง่ดีเกินไป โดยไม่คาดคิดว่า คนอเมริกัน สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ก็จัดอยู่ในประเภท mass ด้วย และจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม การกระทำและการแก้ปัญหาของสถาบันการเงิน ของรัฐบาลสหรัฐ และประชาชนทั่วไปซึ่งสุดท้ายนำไปสู่วิกฤต ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ก่อนหน้านั้น โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง) แต่เนื้อหาส่วนอื่น ๆ นอกนั้นให้แง่คิดที่ดีมาก และผมเห็นด้วยที่ว่า mass คือผู้ที่ขาดทุนตลอด เป็นหนังสือที่มีประโยชน์มากครับ ในปัจจุบันผมเองได้เริ่มประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในการลงทุนจริงของผมแล้ว ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ที่ 

http://thailandstockinvestment.blogspot.com

และศึกษาการหาจังหวะลงทุนจากวีดีโอสอนฟรี ที่
http://sites.google.com/site/freetechnicalanalysistutorial</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้อ่าน &#8220;เศรษฐศาสตร์แห่งความจริง&#8221; ของคุณพิชัย แล้ว (พิมพ์ครั้งที่ 3) มีบางบทในหนังสือที่คุณพิชัยทำนายอนาคตผิด เรื่องว่า คนอเมริกันรู้ล่วงหน้าแล้วว่า ตลาดหุ้นจะร่วงมากและจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อเรียนรู้จากประเทศในเอเชียแล้วจึงหาทางป้องกัน โดยทำนายว่าจะไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในสหรัฐอเมริกา (แต่คุณพิชัยคาดผิด เพราะได้มองคนอเมริกันในแง่ดีเกินไป โดยไม่คาดคิดว่า คนอเมริกัน สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ก็จัดอยู่ในประเภท mass ด้วย และจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม การกระทำและการแก้ปัญหาของสถาบันการเงิน ของรัฐบาลสหรัฐ และประชาชนทั่วไปซึ่งสุดท้ายนำไปสู่วิกฤต ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ก่อนหน้านั้น โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง) แต่เนื้อหาส่วนอื่น ๆ นอกนั้นให้แง่คิดที่ดีมาก และผมเห็นด้วยที่ว่า mass คือผู้ที่ขาดทุนตลอด เป็นหนังสือที่มีประโยชน์มากครับ ในปัจจุบันผมเองได้เริ่มประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในการลงทุนจริงของผมแล้ว ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ที่ </p>
<p><a href="http://thailandstockinvestment.blogspot.com" rel="nofollow">http://thailandstockinvestment.blogspot.com</a></p>
<p>และศึกษาการหาจังหวะลงทุนจากวีดีโอสอนฟรี ที่<br />
<a href="http://sites.google.com/site/freetechnicalanalysistutorial" rel="nofollow">http://sites.google.com/site/freetechnicalanalysistutorial</a></p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: i_sarut</title>
		<link>http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89/comment-page-1/#comment-205</link>
		<dc:creator>i_sarut</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Nov 2009 06:04:09 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8062#comment-205</guid>
		<description>เพิ่มเติมครับ

####

ทำนาย SET Index 1,000 จุด ในปี 2554

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

พิชัย จาวลา..ไม่ใช่นักลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงกำลังเปลี่ยนแปลงตัวมันเองโดยไม่ฝืนธรรมชาติ

มาร์เก็ตติ้งกำลังจะมีลูกค้าลดลงเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนักลงทุนรุ่นใหม่ 22% ซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต และคนส่วนใหญ่เล่นหุ้นสั้นลงรวมถึงกองทุนที่เปลี่ยนบทบาทเป็นนักเก็งกำไรเสียเอง

ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้ามาร์เก็ตแคป 130% ของจีดีพี และส่งเสริมให้ประชากรของประเทศเข้าถึงตลาดหุ้นเพิ่มจาก 2.4% เป็น 5% ภายใน 5 ปี แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่านักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาแสวงหาความร่ำรวยในตลาดหุ้นจะไม่ &quot;ตกเป็นเหยื่อ&quot; นโยบายผลักดันตลาดหุ้นให้มี &quot;มาร์เก็ตแคป&quot; ใหญ่กว่า &quot;จีดีพี&quot; ของประเทศ ในแง่ &quot;มหภาค&quot; อาจเป็นแนวทางที่ถูกต้องแต่ในมิติ &quot;จุลภาค&quot; ก็เท่ากับเพิ่ม &quot;ปลาซิวในมหาสมุทร&quot; มากขึ้น        

ถึงพิชัยจะชอบ &quot;ทวนกระแส&quot; อยู่ข้างคนส่วนน้อย แต่เขาก็ไม่ &quot;ขวางกระแส&quot; และมองโลกในแง่ดี โดยเฉพาะ SET Index นับต่อจากนี้ เขาทำนายว่า ดัชนีที่ขึ้นมารอบนี้ 758.55 จุด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 ยังไม่ใช่ &quot;จุดสูงสุด&quot; เพราะเหตุการณ์ในตอนนี้ยังคลุมเครือมีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายปนๆกันอยู่

ตลาดหุ้นรอบนี้ยังน่าจะขึ้นได้ไปจนถึง 800-900 จุด และพอเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ข่าวดีต่างๆ จะไหลเข้าตลาดหุ้น SET Index ก็จะ &quot;ปรับตัวลง&quot; ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะขึ้นถึง &quot;จุดสูงสุด&quot; 1,000 จุด ในปี 2554 พร้อมกับราคาอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวขึ้นแรงอีกครั้ง

เขาเล่าว่า พอร์ตลงทุนส่วนตัวตอนนี้มีอยู่ 10-20 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะลงทุน &quot;หุ้นบลูชิพ&quot; ในกลุ่มพลังงานกับธนาคารพาณิชย์ เพราะมีทิศทางขึ้นลงตามดัชนี แต่หุ้นตัวเล็กก็มีติดพอร์ตบ้างเหมือนกัน จะเน้นหุ้นที่คนอื่นมักมองข้าม ตลาดหุ้นบ่อยครั้งจะขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผล หุ้นบางตัวพื้นฐานแย่แต่ขึ้น(มีเจ้ามือดัน) แต่หุ้นพื้นฐานดีหลายตัวกลับไม่ค่อยขึ้น 

สำหรับประสบการณ์ลงทุนโดยใช้ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมา เขาบอกว่า ช่วงปี 2537 ตอนนั้น SET Index วิ่งผ่านจุดสูงสุดที่ 1,700 จุดและมาเคลื่อนไหวที่ 1,300-1,500 จุด ตอนนั้นเริ่มขายหุ้นออกไปจนหมดเพราะมองว่าตลาดจะเป็นขาลงในไม่ช้า

&quot;ผมเริ่มกลับเข้าตลาดหุ้นอีก ครั้งตอน SET Index ลงมาเหลือ 300-400 จุด แต่ช่วงหลังวิกฤติพอร์ตก็นิ่งๆ อยู่นานหลายปีเพราะเศรษฐกิจผันผวนคาดเดาทิศทางลำบาก พอมาถึงปี 2549 ตลาดหุ้นเริ่มขึ้นก่อนจะขึ้นไปใกล้เคียง 900 จุด เป็นจุดสูงสุดครั้งสุดท้าย ตอนนั้นผมทำนายล่วงหน้าไว้ในหนังสือแล้วว่าตลาดหุ้นจะลงแรงจากการเข้าเก็งกำไรของต่างชาติและราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มทยอยขายหุ้นหมดพอร์ตไปตั้งแต่ดัชนี 800 จุด&quot;

ถ้าใครสังเกตช่วงที่หุ้นอยู่ใกล้ๆ 900 จุด ตลาดหุ้นมีแต่ข่าวดีเต็มไปหมด ทั้งที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นไปตลอด จริงๆช่วงอย่างนี้แหละ &quot;น่ากลัวที่สุด&quot;

พอถึงเดือนตุลาคมปี 2551 ช่วงที่หุ้นตกหนัก พิชัยบอกว่า เริ่มเข้าเก็บหุ้นตั้งแต่ดัชนีลงมาแถว 500 จุด ไล่ซื้อลงมาถึง 400 จุด เพราะมั่นใจว่าช่วงเวลานั้นต้องมีคนกลุ่มหนึ่ง (ที่คิดต่างจากคนส่วนใหญ่) เข้าไปเก็บหุ้นไว้แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังถือหุ้นราคาถูกไว้บางส่วนเพราะมั่นใจว่าซื้อหุ้นได้ต้นทุนต่ำ

&quot;ถามว่าผมได้กำไรจากทฤษฎีนี้เท่าไรมันไม่ได้มากเพราะพอร์ตผมไม่ใหญ่ แต่ผมไม่ขาดทุนหนักๆอีกแล้ว ที่สำคัญอยากให้นักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทันจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ&quot;

พิชัยยังนำแนวคิดทฤษฎีผลประโยชน์ไปใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง เขากำลังจะเปิดโรงแรมแห่งใหม่ที่กรุงเทพฯ เหตุผลเพราะซื้อที่ดินได้ในราคาไม่แพงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี และเลือกลงทุนในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ เพราะมองว่าราคาที่ดินเขตใจกลางเมืองเช่นแถวสุขุมวิท &quot;ราคาเฟ้อ&quot; เกินความจริง จากการเก็งราคาของคนส่วนใหญ่

&quot;ผมคิดว่าสูตรการทำธุรกิจกับลงทุนหุ้นให้สำเร็จมีความใกล้เคียงกันคือ ต้องพิจารณาจาก “ตัวเล่น” และ “จังหวะเวลา” การทำธุรกิจต้องการเหตุผลมากกว่าและมีโอกาสเติบโตเอาชนะเศรษฐกิจได้โดย ปัจจัยเรื่องของเวลาเป็นเรื่องรอง แต่ตลาดหุ้นคุณต้องเลือกให้ถูกทั้ง &quot;ตัวหุ้น&quot; และ &quot;จังหวะเวลา&quot; ซึ่งบ่อยครั้งตลาดหุ้นมักใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล&quot; นี่หรือไม่คือ &quot;เสน่ห์&quot; ของตลาดหุ้น ที่ล่อแมลงเข้ามาดอมดมอย่างไม่รู้จบสิ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวมันเองตามธรรมชาติ เหรียญยังมีสองด้านฉันใด..ความจริงที่เรามองเห็นอาจเป็นเพียงภาพลวงตาก็เป็นไปได้</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>เพิ่มเติมครับ</p>
<p>####</p>
<p>ทำนาย SET Index 1,000 จุด ในปี 2554</p>
<p>วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552</p>
<p>โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</p>
<p>พิชัย จาวลา..ไม่ใช่นักลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงกำลังเปลี่ยนแปลงตัวมันเองโดยไม่ฝืนธรรมชาติ</p>
<p>มาร์เก็ตติ้งกำลังจะมีลูกค้าลดลงเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนักลงทุนรุ่นใหม่ 22% ซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต และคนส่วนใหญ่เล่นหุ้นสั้นลงรวมถึงกองทุนที่เปลี่ยนบทบาทเป็นนักเก็งกำไรเสียเอง</p>
<p>ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้ามาร์เก็ตแคป 130% ของจีดีพี และส่งเสริมให้ประชากรของประเทศเข้าถึงตลาดหุ้นเพิ่มจาก 2.4% เป็น 5% ภายใน 5 ปี แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่านักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาแสวงหาความร่ำรวยในตลาดหุ้นจะไม่ &#8220;ตกเป็นเหยื่อ&#8221; นโยบายผลักดันตลาดหุ้นให้มี &#8220;มาร์เก็ตแคป&#8221; ใหญ่กว่า &#8220;จีดีพี&#8221; ของประเทศ ในแง่ &#8220;มหภาค&#8221; อาจเป็นแนวทางที่ถูกต้องแต่ในมิติ &#8220;จุลภาค&#8221; ก็เท่ากับเพิ่ม &#8220;ปลาซิวในมหาสมุทร&#8221; มากขึ้น        </p>
<p>ถึงพิชัยจะชอบ &#8220;ทวนกระแส&#8221; อยู่ข้างคนส่วนน้อย แต่เขาก็ไม่ &#8220;ขวางกระแส&#8221; และมองโลกในแง่ดี โดยเฉพาะ SET Index นับต่อจากนี้ เขาทำนายว่า ดัชนีที่ขึ้นมารอบนี้ 758.55 จุด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 ยังไม่ใช่ &#8220;จุดสูงสุด&#8221; เพราะเหตุการณ์ในตอนนี้ยังคลุมเครือมีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายปนๆกันอยู่</p>
<p>ตลาดหุ้นรอบนี้ยังน่าจะขึ้นได้ไปจนถึง 800-900 จุด และพอเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ข่าวดีต่างๆ จะไหลเข้าตลาดหุ้น SET Index ก็จะ &#8220;ปรับตัวลง&#8221; ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะขึ้นถึง &#8220;จุดสูงสุด&#8221; 1,000 จุด ในปี 2554 พร้อมกับราคาอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวขึ้นแรงอีกครั้ง</p>
<p>เขาเล่าว่า พอร์ตลงทุนส่วนตัวตอนนี้มีอยู่ 10-20 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะลงทุน &#8220;หุ้นบลูชิพ&#8221; ในกลุ่มพลังงานกับธนาคารพาณิชย์ เพราะมีทิศทางขึ้นลงตามดัชนี แต่หุ้นตัวเล็กก็มีติดพอร์ตบ้างเหมือนกัน จะเน้นหุ้นที่คนอื่นมักมองข้าม ตลาดหุ้นบ่อยครั้งจะขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผล หุ้นบางตัวพื้นฐานแย่แต่ขึ้น(มีเจ้ามือดัน) แต่หุ้นพื้นฐานดีหลายตัวกลับไม่ค่อยขึ้น </p>
<p>สำหรับประสบการณ์ลงทุนโดยใช้ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมา เขาบอกว่า ช่วงปี 2537 ตอนนั้น SET Index วิ่งผ่านจุดสูงสุดที่ 1,700 จุดและมาเคลื่อนไหวที่ 1,300-1,500 จุด ตอนนั้นเริ่มขายหุ้นออกไปจนหมดเพราะมองว่าตลาดจะเป็นขาลงในไม่ช้า</p>
<p>&#8220;ผมเริ่มกลับเข้าตลาดหุ้นอีก ครั้งตอน SET Index ลงมาเหลือ 300-400 จุด แต่ช่วงหลังวิกฤติพอร์ตก็นิ่งๆ อยู่นานหลายปีเพราะเศรษฐกิจผันผวนคาดเดาทิศทางลำบาก พอมาถึงปี 2549 ตลาดหุ้นเริ่มขึ้นก่อนจะขึ้นไปใกล้เคียง 900 จุด เป็นจุดสูงสุดครั้งสุดท้าย ตอนนั้นผมทำนายล่วงหน้าไว้ในหนังสือแล้วว่าตลาดหุ้นจะลงแรงจากการเข้าเก็งกำไรของต่างชาติและราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มทยอยขายหุ้นหมดพอร์ตไปตั้งแต่ดัชนี 800 จุด&#8221;</p>
<p>ถ้าใครสังเกตช่วงที่หุ้นอยู่ใกล้ๆ 900 จุด ตลาดหุ้นมีแต่ข่าวดีเต็มไปหมด ทั้งที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นไปตลอด จริงๆช่วงอย่างนี้แหละ &#8220;น่ากลัวที่สุด&#8221;</p>
<p>พอถึงเดือนตุลาคมปี 2551 ช่วงที่หุ้นตกหนัก พิชัยบอกว่า เริ่มเข้าเก็บหุ้นตั้งแต่ดัชนีลงมาแถว 500 จุด ไล่ซื้อลงมาถึง 400 จุด เพราะมั่นใจว่าช่วงเวลานั้นต้องมีคนกลุ่มหนึ่ง (ที่คิดต่างจากคนส่วนใหญ่) เข้าไปเก็บหุ้นไว้แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังถือหุ้นราคาถูกไว้บางส่วนเพราะมั่นใจว่าซื้อหุ้นได้ต้นทุนต่ำ</p>
<p>&#8220;ถามว่าผมได้กำไรจากทฤษฎีนี้เท่าไรมันไม่ได้มากเพราะพอร์ตผมไม่ใหญ่ แต่ผมไม่ขาดทุนหนักๆอีกแล้ว ที่สำคัญอยากให้นักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทันจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ&#8221;</p>
<p>พิชัยยังนำแนวคิดทฤษฎีผลประโยชน์ไปใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง เขากำลังจะเปิดโรงแรมแห่งใหม่ที่กรุงเทพฯ เหตุผลเพราะซื้อที่ดินได้ในราคาไม่แพงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี และเลือกลงทุนในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ เพราะมองว่าราคาที่ดินเขตใจกลางเมืองเช่นแถวสุขุมวิท &#8220;ราคาเฟ้อ&#8221; เกินความจริง จากการเก็งราคาของคนส่วนใหญ่</p>
<p>&#8220;ผมคิดว่าสูตรการทำธุรกิจกับลงทุนหุ้นให้สำเร็จมีความใกล้เคียงกันคือ ต้องพิจารณาจาก “ตัวเล่น” และ “จังหวะเวลา” การทำธุรกิจต้องการเหตุผลมากกว่าและมีโอกาสเติบโตเอาชนะเศรษฐกิจได้โดย ปัจจัยเรื่องของเวลาเป็นเรื่องรอง แต่ตลาดหุ้นคุณต้องเลือกให้ถูกทั้ง &#8220;ตัวหุ้น&#8221; และ &#8220;จังหวะเวลา&#8221; ซึ่งบ่อยครั้งตลาดหุ้นมักใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล&#8221; นี่หรือไม่คือ &#8220;เสน่ห์&#8221; ของตลาดหุ้น ที่ล่อแมลงเข้ามาดอมดมอย่างไม่รู้จบสิ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวมันเองตามธรรมชาติ เหรียญยังมีสองด้านฉันใด..ความจริงที่เรามองเห็นอาจเป็นเพียงภาพลวงตาก็เป็นไปได้</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
